บทที่ 2
เป็นที่ประจักษ์กันดีในหมู่วงศาคณายักษ์ว่าแคว้นปรมะนครและแคว้นเวรุฬานั้นหาได้เป็นมิตรต่อกัน เนิ่นนานหลายร้อยขวบปีแล้วที่แคว้นอสุราทั้งสองต่างห้ำหั่นกันเป็นเนืองนิตย์ เหตุใช่ว่าเพราะมีเรื่องบาดหมางกันแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะปรมะนครเป็นแว่นแคว้นดินแดนใหญ่ อำนาจแผ่ไพศาลไปทั่วแดนยักษา ทำให้กษัตริย์ผู้ครองนครได้พระทัย หมายจะชิงชัยเอาแคว้นน้อยใหญ่มาอยู่ในการปกครอง การยุรยาตรทัพทหารเกรียงไกรจึงเป็นไปทั้งหัวและท้ายปีไม่มีเว้นว่าง ยักษาวัยฉกรรจ์ล้วนถูกเกณฑ์มาเป็นไพร่พลในกองทัพ ทุกหัวระแหงที่กองทัพปรมะนครย่างก้าวไปเป็นต้องมีการหลั่งโลหิต เพียงไม่นาน ปรมะนครก็เรืองรองด้วยอำนาจ แคว้นใหญ่ถูกตีพ่าย แคว้นน้อยจำยอมศิโรราบด้วยมิอาจต่อกร เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว
แต่...มีเพียงแคว้นเวรุฬาเท่านั้นที่ยังมิตกอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ ทำให้กษัตริย์แห่งปรมะนครใคร่จะยึดครองแคว้นนี้ยิ่งนัก หากทว่าการเอากำลังบุกเข้าโจมตีเวรุฬามิอาจเป็นไปโดยง่าย ด้วยแคว้นเวรุฬานั้นมีถิ่นฐานอยู่ยังยอดเขาสูงลึกเข้าไปในพนาวัน การยาตราทัพเข้าประชิดเมืองนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง อีกทั้งเหล่ารากษสเวรุฬายังมีอุปนิสัยดุร้าย เมื่อถูกรุกราน ก็มิยอมให้ถูกข่มเหง สำแดงความอาจหาญออกมาอย่างหมดสิ้น ไล่คร่าฟาดฟันอริราชย์อย่างไม่ใคร่ครวญเสียดายชีวิต เป็นเหตุให้ทัพของปรมะนครที่รบชนะมาทั่วทุกทิศต้องแตกพ่ายทุกครั้งไป
การต้องเสียไพร่พลจากการรบเพราะปราชัยให้แก่เหล่ายักษ์ป่าพวกนั้นช่างน่าอับอายยิ่งนัก!
กษัตริย์แห่งปรมะนครขุ่นแค้นพระทัยยิ่งนัก เรียกเหล่าเสนาอำมาตย์และจอมทัพฝีมือดีมาปรึกษาหารือ ด้วยหมายจะวางกลอุบายยึดครองกรุงเวรุฬาให้ได้ในเร็ววัน
และครั้งนี้...ก็เป็นอีกครั้งที่กษัตริย์แห่งปรมะมีพระบัญชาให้กองทหารยกทัพมารุกรานเวรุฬา ทว่าเพราะเสียไพร่พลในการออกศึกเมื่อเดือนก่อน จึงทำให้ทัพที่ยกมาในครั้งนี้มีกองกำลังลดถอยลงไปมาก
ครั้นได้ยินว่ากองทัพแห่งปรมะนครอ่อนกำลังลง อีกทั้งไพร่พลก็มีเพียงกระผีก วิรัลย์...ราชกุมารยักษาของกษัตริย์แคว้นเวรุฬาจึงหมายใจจะสร้างคุณงามความดีให้พระราชบิดาได้ประจักษ์
เพราะเป็นราชกุมารอันดับรั้งท้ายอันเกิดจากนางสนมยักษีตนหนึ่ง จึงทำให้พระราชบิดาไม่แลเหลียว พระองค์จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีพระโอรสองค์นี้อยู่ด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่น่าแปลก วิรัลย์เป็นถึงราชกุมารอันดับที่ร้อยกว่า จะหลงพระกรรณ หลงพระเนตรไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หาได้มีผู้ใดให้ความสนใจ
แต่เมื่อวิรัลย์กราบทูลพระราชบิดาตามความประสงค์ของตน เขาจึงถูกจดจำได้ในฐานะผู้ขันอาสาออกศึก กษัตริย์แห่งเวรุฬาทรงเห็นดีด้วยพระองค์ก็มิใคร่ให้พระราชโอรสซึ่งมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์เอาชีวิตไปเสี่ยงเท่าใดนัก จึงไม่ทัดทานอันใด มอบหมายให้วิรัลย์ทำตามใจประสงค์ เพราะหากวิรัลย์ได้รับชัยชนะกลับมา ผู้เป็นพระราชบิดาก็จะได้รับคำสรรเสริญว่ามีพระราชโอรสเกรียงไกร แต่หากปราชัย...ก็แค่เสียราชกุมารที่จำไม่ได้แม้แต่ชื่อไปคนหนึ่งก็เท่านั้น
ทว่าการพระราชทานอนุญาต นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับวิรัลย์...
เขาเจียมตัวด้วยตระหนักดีว่าตนเป็นพระราชโอรสที่ถือกำหนดจากนางสนมท้ายแถว เพียงได้ถือกำเนิดโดยสืบเชื้อสายหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ก็นับว่ามีบุญวาสนาสูงส่งแล้ว
แต่...แม้นมีศักดิ์เป็นราชกุมาร หากมิได้เป็นยุพราชแล้ว จะมีความหมายอันใดกัน?
ถึงจะเจียมตัว แต่ลึกๆ นั้นกลับเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน การตัดสินใจอาสานำทัพ นอกจากจะสร้างความดีความชอบให้กับตน เขายังหมายจะเอาชนะใจเหล่าเสนาอำมาตย์และแม่ทัพนายกองทั้งหลายให้เป็นพวกพ้องของตนอีกด้วย
เป็นราชโอรสรั้งท้ายเช่นนั้นรึ? แล้วไม่มีสิทธิ์ชิงบัลลังก์ยุพราชผู้เป็นพระเชษฐาเลยหรือไร?
วิรัลย์วางแผนในใจเงียบๆ สวมเกราะ มือถืออาวุธ เข้าดำรงตำแหน่งจอมทัพในศึกครานี้...
ศึกแห่งแว่นแคว้นยักษาจวนเจียนจะอุบัติ หลังจากที่วิรัลย์นำทัพมาเฝ้าดูท่าทีของต่างฝ่ายยังยอดเขาหน้าประตูเมืองมานานนับสัปดาห์ เขาก็แลเห็นว่ากองทัพของเขาสามารถเอาชัยมาให้แก่เวรุฬาได้ไม่ยากนัก และการที่มานั่งเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทัพอริราชย์ก็หาได้มีประโยชน์อันใด เพลานี้สมควรแก่เวลาที่จะยาตราทัพบดบี้กองทัพจากแคว้นปรมะให้ราบเรียบเป็นหน้ากลองต่างหาก
หากแต่ความเห็นของเขาที่หลุดออกจากปากไปนั้นหาได้มีผู้ใดเห็นดีด้วย ครั้นยักษ์หนุ่มเอ่ยปากจะยกพลเข้าโจมตี เหล่าเสนาบดีอำมาตย์ซึ่งเป็นผู้วางแผนการรบก็พากันคัดค้านเป็นเสียงเดียว
“ทูลพระราชกุมาร กระหม่อมมิเห็นว่าเป็นการอันควรที่จะยาตราทัพเข้าตีกองทัพของปรมะนครในเพลานี้ ขอให้องค์วิรัลย์ทรงพระทัยเย็นก่อน”
ใครบางคนเป็นตัวแทนกล่าวกับผู้เป็นนายที่นั่งอยู่ในพลับพลา สายตาเย็นเยียบของยักษ์หนุ่มชำเลืองมอง ก่อนที่น้ำเสียงไร้อารมณ์ใดๆ จะเอ่ยตามมา
“หากไม่ยกทัพเข้าตีเพลานี้ แล้วจะให้ข้าเข้าตีเพลาใดกันเล่า”
แม้น้ำเสียงจะฟังดูราบเรียบ แต่ในน้ำเสียงนั้นเจือปนความไม่พอใจ เขาใคร่จะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์เต็มแก่แล้ว ไยพวกยักษ์เฒ่าเหล่านี้ถึงต้องมาขัดกันด้วย
“กระหม่อมเกรงว่านั่นจะเป็นกลอุบายของปรมะ การที่พระองค์ยกทัพเข้าตีอาจจะทำให้ตกหลุมพรางเป็นได้ ขอให้พระองค์พระทัยเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
วิรัลย์กลอกตา เขาได้ยินเหล่ายักษ์เฒ่าพูดพร่ำประโยคนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
“พวกเจ้าเห็นข้าเป็นเด็กอมมือ ไม่ประสากับการออกทัพจับศึกหรือไร พวกเจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าข้าเองก็เคยออกรบนับครั้งไม่ถ้วน แล้วมีครั้งใดบ้างที่ข้าปราชัยกลับมา?”
ไร้เสียงโต้ตอบ สิ่งที่วิรัลย์พูดนั้นเป็นจริง ทุกครั้งที่วิรัลย์ออกศึก หาได้เคยมีครั้งไหนพ่ายแพ้กลับมาเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะศึกเล็กหรือใหญ่ ล้วนนำชัยมาทั้งสิ้น เพียงแต่...ผู้นำทัพหาใช่เขา ทว่าเป็นจอมทัพผู้เกรียงไกรคนอื่นๆ ต่างหาก เขาไปกับกองทัพในฐานะหนึ่งในผู้วางอุบายการรบเท่านั้น หาได้มีหน้าที่รับผิดชอบยิ่งใหญ่เท่ากับศึกครั้งนี้
เมื่อไม่มีผู้ใดแย้ง วิรัลย์จึงระบายลมหายใจออกมา ก่อนจะว่าเสียงเรียบอีกครั้ง
“ข้าจะนำทัพไปสังหารคนของปรมะนครเสียให้สิ้น จงมีคำสั่งออกไปว่าให้เหล่าทหารนายกองเตรียมพร้อมโจมตี”
เหล่าอำมาตรย์ต่างมองหน้ากัน ความวิตกกังวลฉาบพรายราวกับเห็นเค้าลางร้ายผุดพรายเป็นเงาดำทะมึนอยู่เบื้องหน้า
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ วิรัลย์ก็ขึ้นขี่หลังดุรงค์ไกรสร2 ห้อตะบึงนำทัพออกไปยังที่มั่นของกองทัพปรมะ ครั้นเหล่าทหารอริราชย์เห็นกองทัพอีกฝ่ายดาหน้าเข้ามา พลันก็พากันวิ่งวุ่นแตกพ่ายไปอีกทิศ ทหารหาญในวันก่อนกลายเป็นหนูตัวเล็กที่วิ่งหนีราชสีห์หัวซุกหัวซุน
ทันทีที่เห็นทหารอีกฝ่ายมุ่งหน้าลงไปทางตีนเขาพนาวัน วิรัลย์ก็ย่ามใจ คิดว่าตนจะเอาชัยมาให้พระราชบิดาเชยชมได้ก็ออกคำสั่งให้ดาหน้าเข้าสังหารโดยไม่คิดการใดๆ และนั่น...เป็นความผิดพลาด
แท้จริงแล้วทหารปรมะหาได้แตกพ่ายจนหลบหนีออกจากพงไพร ทว่าเป็นกลอุบายที่จอมทัพแห่งปรมะนครวางไว้โดยการส่งกองทัพส่วนหนึ่งขึ้นไปยังยอดเขาเพื่อหลอกล่อให้ทัพของอีกฝ่ายลงมา เมื่อแผนการสัมฤทธิ์ผล วิรัลย์จึงได้เห็นว่ายังตีนเขามีกองทัพเรือนหมื่นแสนของปรมะนครรอห้ำหั่นอยู่เบื้องล่าง
จะถอยหลังกลับในเพลานี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว...
เมื่อเสียรู้ก็มิอาจยอมเสียเกียรติ วิรัลย์ยอมสิ้นชีวีในสนามรบมากกว่าที่จะหนีทัพกลับไปยังแคว้น มือแกว่งไกวดาบอันเขื่องสังหารทหารศัตรูคนแล้วคนเล่า เขี้ยวโค้งยาวโผล่ออกจากปากด้วยอารมณ์โกรธาที่ถูกล่อหลอก บัดนี้เขากราดเกรี้ยวราวกับถูกวิญญาณร้ายสิงสู่
เหงื่อเม็ดโตไหลโทรมกาย โลหิตสีแดงฉานของศัตรูสาดกระเซ็นต้องใบหน้าชวนให้สะอิดสะเอียนยิ่งนัก แต่วิรัลย์ก็มิอาจหยุดแกว่งดาบแม้ว่าทหารของเขาในยามนี้จะเหลืออยู่เพียงหยิบมือก็ตาม
ความระห่ำของเขาเป็นที่น่าหวาดหวั่นแก่ทหารชั้นผู้น้อยของปรมะยิ่งนัก ในเมื่อไม่มีผู้ใดเอาเขาอยู่ได้ เรื่องจึงจำต้องไปบอกกล่าวแก่จอมทัพอสุราให้รับรู้
เมื่อได้ยินว่ามียักษาตนหนึ่งไม่ยอมละซึ่งความแข็งข้อ จอมทัพอสุราซึ่งมีนามว่า ไอศูรย์ ก็ควบโตเทพอัสดร3ไปยังทัพหน้า ครั้นได้เห็นอสุราวัยฉกรรจ์ห้ำหั่นกับทหารของตนไม่เลิกรา แม้ว่าจะเหลือเขาที่รอดชีวิตอยู่เพียงผู้เดียว ไอศูรย์ก็นิ่งพินิจไปครู่
ช่างเป็นยักษ์ที่ดื้อด้านอะไรอย่างนี้...
มือเอื้อมออกไปด้านข้าง เป็นสัญญาณให้ทหารเอกนำคันสรมาให้ด้วยหมายจะปลิดชีพอีกฝ่ายด้วยธนูดอกเดียว หากแต่เมื่อยกคันศรขึ้นเล็งจะสังหาร วิรัลย์ก็ผินใบหน้ามาสบตาพอดี
ไอศูรย์ถึงกับชะงักงันเมื่อเห็นว่าดวงหน้าชโลมไปด้วยหยาดเลือดนั้นงดงามดุจต้องมนตร์ ตั้งแต่ถือกำเนิดมา เขายังไม่เคยเห็นยักษ์ตนใดมีรูปโฉมงดงามเช่นนี้มาก่อน จะว่างดงามดั่งเช่นยักษีก็ไม่ใช่ รูปร่างและใบหน้าของวิรัลย์ล้วนมีความเป็นบุรุษอยู่เต็มเปี่ยม หากแต่กลับดึงดูดสายตาเสียจนมิอาจละไปทางใดได้ อีกทั้งเมื่อพินิจอย่างถ้วนถี่แล้ว ผิวพรรณผ่องแผ้วดุจทองคำ เรือนผมสีนิลยาวปะบ่าพลิ้วไสว รูปลักษณ์ทั้งหลายแลน่าอภิรมย์ ดูแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์แห่งเวรุฬาเป็นแน่
ช่างงามวิลาศล้ำอะไรถึงเพียงนี้...
มือที่ถือคันสรลดลงต่ำในทันควัน ดวงตาเรียวจับจ้องใบหน้านั้นด้วยหลงใหล ไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะเสน่หาผู้ใดได้มากมายเพียงสบตาแรกพบถึงเพียงนี้
และเพราะนิ่งงันไปโดยไม่มีสาเหตุ ทหารเอกที่รอรับใช้อยู่ข้างกายจึงเอ่ยปากขึ้น
“องค์ไอศูรย์...”
“...”
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ จอมทัพอสุรายังคงจับจ้องอีกฝ่ายที่ไล่ฆ่าทหารปรมะไม่เลิกรา
“องค์ไอศูรย์พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเสียงดังขึ้นมาอีกหน่อย ไอศูรย์จึงรู้สึกตัวในครานี้ ก่อนที่จะชำเลืองมองทหารเอกเป็นเชิงถามว่ามีสิ่งใด
“สังหารเสียสิพ่ะย่ะค่ะ นั่นเป็นจอมทัพของเวรุฬา”
มันควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ไอศูรย์กลับนึกเสียดายขึ้นมา
หากจะต้องสังหารทิ้งให้เป็นศพเน่าเปื่อยในป่าก็คงจะน่าเสียดายไม่น้อย...
ดังนั้นคำสั่งที่ไม่เคยหลุดออกจากปากของจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่จึงได้อุบัติขึ้น
“จับตัวมาให้ได้ อย่าให้ร่างกายมีบาดแผลอันใด แล้วนำกลับปรมะนคร”
ทหารเอกถึงกับอ้าปากค้าง ตั้งแต่ที่ติดตามไอศูรย์ออกศึกมา หาได้มีครั้งใดที่จอมทัพผู้นี้จะไว้ชีวิตอริราชศัตรู การได้ยินคำสั่งนี้ก็ทำให้ทหารเอกถึงกับไปไม่เป็น
“องค์ไอศูรย์ตรัสว่า...”
“ไปจับตัวมา...เป็นๆ”
ไอศูรย์ย้ำถ้อยคำชัดเจน ดวงตาเรียวที่ถลึงดุดันทำให้ทหารเอกไม่กล้าเอ่ยถามสิ่งใดต่อ นำความไปบอกแก่เหล่าจอมทัพยักษาตนอื่นๆ ก่อนที่การรุมทึ้งจับเป็นจอมทัพแห่งเวรุฬาจะเริ่มต้นขึ้น
วิรัลย์ถูกบ่วงบาศรัดรึง เหล่าทหารหาญอริราชย์ดึงทึ้งลงจากหลังพาหนะ เรือนกายคว่ำอยู่บนพื้นดินเย็นเยียบ ความแค้นใจเข้าเกาะกุมจิตใต้สำนึก ก่อนที่หูจะได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้นอยู่เบื้องหน้า
“จากนี้ไป เจ้าจะเป็นองค์ประกันจากเวรุฬา... เจ้าชาย”
บทที่ 3
วิรัลย์ไม่แปลกใจนักหากจอมทัพของราชศัตรูจะเรียกเขาเช่นนั้น เพียงเห็นรูปลักษณ์หรือท่วงท่าอันมีจริต ผู้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ย่อมดูออก ทว่านั่นหาได้สำคัญแต่อย่างใด วิรัลย์รู้แต่เพียงว่าเขาถูกนำตัวกลับสู่ปรมะนคร แผ่นดินที่เขาไม่เคยเหยียบย่างหรือคิดจะไปเยือนตั้งแต่ถือกำเนิดมา
การเดินทางช่างยาวนานนัก ใช้เวลาไปร่วมสองสัปดาห์กว่าจะถึงยังที่หมาย ระหว่างการเดินทางกลับ ไอศูรย์ก็ลอบพินิจโฉมหน้าของเจ้าชายต่างแคว้นไปด้วย
ไม่ว่าจะพินิจพิจารณาอย่างไร เจ้าชายพระองค์นี้ก็มีรูปโฉมงดงามหยาดฟ้ามาดินเสียจริง...
จากครั้งแรกที่เพียงสะดุดตา กลายเป็นว่าไม่กี่วันให้หลัง เขาก็ลุ่มหลงในความงดงามนั่นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หากเรื่องเช่นนี้อุบัติในยามปกติสุข คงจะได้ถูกเรียกขานว่าความรู้สึกนั้นคือบุพเพสันนิวาส แต่เพราะเกิดขึ้นในขณะที่มีการรบรา ไอศูรย์จึงต้องยับยั้งความรู้สึกนี้ด้วยเห็นว่าเป็นการไม่สมควร
เป็นยักษ์บุรุษทั้งคู่ก็ว่าอัปยศแล้ว ยังจะเป็นอริศัตรูกันอีก บุพเพสันนิวาสอันใดกัน การหลงผิดชวนให้หัวร่องอหายมากกว่า...
และเพราะคิดเช่นนั้น ไอศูรย์ก็ไม่ใคร่สนใจอีกต่อไป ไม่แม้แต่จะพูดคุยด้วยสักคำ ไม่เพียงแต่ไอศูรย์เท่านั้น วิรัลย์เองก็หาได้อยากจะเสวนากับเขา
ไม่ว่าผู้ใดที่เป็นคนของปรมะ เขาก็ไม่อยากจะเสวนาพาทีด้วยทั้งนั้น!
ดังนั้นต่างฝ่ายจึงไม่รู้นามของกันและกัน วิรัลย์เองก็หาได้เอ่ยปากบอกผู้ใด แม้ถูกเค้นถามก็ยังคงเงียบนิ่ง ดำรงไว้ซึ่งสีหน้าหยิ่งผยอง ถึงจะถูกคุมขังในคุกก็ไม่หวั่นไหวแต่อย่างใด ราวกับว่าเตรียมใจมาสำหรับการนี้อยู่แล้ว
ซึ่งก็ใช่... หากไม่ได้รับชัยก็ต้องมีจุดจบเช่นนี้
แต่เขาไม่ได้ถูกกระทำการใดนอกเสียจากคุมขังไว้เฉยๆ ด้วยกษัตริย์แห่งปรมะนครได้สดับรับฟังว่ายักษ์หนุ่มที่ไอศูรย์นำตัวมาเป็นถึงพระราชโอรสของกษัตริย์แห่งแคว้นเวรุฬา จึงประสงค์ใช้เป็นองค์ประกันต่อรองกับแคว้นราชศัตรู
หากทว่าผ่านไปเจ็ดทิวาเจ็ดราตรีแล้วไซร้ ก็ยังไม่มีผู้ใดจากเวรุฬามีทีท่าว่าจะช่วงชิงเจ้าชายพระองค์นี้กลับไป แม้กระทั่งอุปนิกขิต4ที่แฝงตัวอยู่ในเวรุฬาก็ยังไม่มีรายงานว่ากษัตริย์เวรุฬาจะมีพระบัญชาใดเพื่อนำพาตัวพระราชโอรสกลับไปแต่อย่างใด
เท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการจับไว้เป็นองค์ประกันหาได้มีประโยชน์อันใด...
เมื่อไร้ซึ่งประโยชน์ ชีวีก็ไม่จำเป็นต้องรักษา
หลังจากถูกคุมขังเป็นองค์ประกันอยู่เจ็ดวันเต็ม ในวันที่แปด สถานะของวิรัลย์ก็แปรเปลี่ยนเป็นเชลยสงครามที่ต้องโทษประหาร เขาถูกตีตรวนและนำตัวออกจากคุกสกปรก ทหารสองนายที่ดำรงตำแหน่งเพชฌฆาตเป็นผู้นำเขาไปยังลานประหารที่อยู่ในท้ายพระราชฐานอันกว้างใหญ่
เสียงดังครูดของโลหะดังเรื่อยไปตามพื้นทำลายความเงียบงันรอบข้างไปเสียสิ้น แม้จะไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องมีจุดจบเช่นนี้ แต่ก็มิอาจตัดพ้อต่อว่าหรือกล่าวโทษผู้ใดได้ ด้วยผลทั้งหมดนั้นเกิดจากความทระนงตนของเขาทั้งสิ้น
เมื่อมาถึงยังหลักประหารที่อยู่ในลานกว้าง วิรัลย์ก็ถูกบังคับให้คุกเข่าลงต่อหน้ากษัตริย์แห่งปรมะนครที่ประทับอยู่บนพลับพลา รอทอดพระเนตรรอเพชฌฆาตสังหารยักษ์ตรงหน้าเสียให้สิ้น
ด้วยเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ต่อให้เป็นอริราชศัตรู การประหารจึงมิอาจกระทำได้โดยการฟันคอให้ขาดในดาบเดียว ท่อนจันทน์ถูกอัญเชิญมาเบื้องหน้า วิรัลย์ราชกุมารถูกปลดโซ่ตรวนและจับมัดมือไพล่หลัง ถุงผ้ากำมะหยี่สีแดงสดถูกนำมาคลุมศีรษะตลอดจนลำตัว โลหิตของเชื้อราชวงศ์มิอาจปล่อยให้ตกสู่พสุธา แต่นั่นจะสำคัญอย่างไรกัน ในเมื่อเพลานี้ จุดจบของเขาคือความตาย ก่อนเพชฌฆาตจะดึงทึ้งให้เขานอนลงไปบนเบาะขลิบดิ้นทอง
ดวงตาคมเหลือบมองไปยังเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย ไร้ซึ่งการวิงวอนขอชีวิต วิรัลย์รู้ดีว่าการถูกประหารด้วยท่อนจันทน์นั้นนับว่าเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุดของกษัตริย์แห่งปรมะนครแล้ว อีกทั้งการขอชีวิตตนนั้นเป็นการเสื่อมเสียเกียรติยิ่ง แม้ตัวต้องตาย แต่เขาก็จะไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาเพื่อประวิงเวลาให้ตนได้มีลมหายใจ
วิรัลย์สูดลมหายใจเข้าเสียเฮือกใหญ่ราวกับจะดื่มด่ำกับการมีชีวิตอยู่เป็นครั้งสุดท้าย พลันปิดเปลือกตาลง น้อมรับความตายที่ถูกมอบให้โดยศิโรราบ
หมดสิ้นแล้วซึ่งชีวี แต่มอดม้วยไปเสียก็ดี ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็เป็นเพียงราชกุมารที่ไม่มีผู้ใดต้องการ...
เขารำพึงในใจ ปล่อยวางทั้งหมดและปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามชะตากรรม
หากแต่ยังไม่ทันที่เพชฌฆาตจะได้เหวี่ยงท่อนจันทน์ลงมายังศีรษะ พลันก็ได้ยินเสียงแหบห้าวดังเข้ามาในโสตอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เสด็จอา... กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล”
เสียงนั้นหยุดทุกการกระทำของทุกสรรพสิ่ง ขณะที่กษัตริย์แห่งปรมะนครเหลือบพระเนตรมองคนตรงหน้าซึ่งก็คือไอศูรย์ที่มารอดูการสำเร็จโทษในครั้งนี้ด้วย ก่อนที่พระองค์จะพยักพระพักตร์เล็กน้อยให้อีกฝ่ายได้กล่าวต่อ
เมื่อได้รับพระราชทานอนุญาต คนขัดเหตุการณ์ก็เปล่งวาจาออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“กระหม่อมใคร่จะทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ราชกุมารแห่งเวรุฬาพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“กระหม่อม...ทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ยักษาตนนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ไอศูรย์ย้ำคำออกมาอีก ถ้อยวจีนั้นช่างสร้างความตะลึงงันให้แก่ผู้สดับรับฟังยิ่งนัก
จอมทัพผู้เกรียงไกรที่มิเคยเว้นชีวิตให้ศัตรูใดกลับร้องขอชีวิตให้กับราชกุมารจากแคว้นศัตรูเช่นนั้นรึ?
น่าประหลาดนัก จนกษัตริย์ปรมะนครต้องตรัสถาม
“เพราะเหตุใด เจ้าถึงอยากร้องขอชีวิตมัน?”
“กระหม่อมเห็นว่าอาจจะมีประโยชน์ต่อปรมะในภายภาคหน้าพ่ะย่ะค่ะ อย่างน้อยก็อาจจะใช้ตะล่อมถามในสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับเวรุฬาได้”
ไอศูรย์กล่าวให้คู่สนทนาขบคิด ขณะที่ใจเขาเองนั้นหาได้คิดจะใช้วิรัลย์เพื่อการยึดครองกรุงเวรุฬาเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงอยากจะรักษาชีวิตของวิรัลย์ไว้เท่านั้น คราแรกเขาจะตัดใจจากวิรัลย์อยู่แล้ว ด้วยคิดว่าความรู้สึกที่มีต่อยักษ์หนุ่มรูปงามนั้นเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่เมื่อเห็นว่าวิรัลย์จวนเจียนจะถูกสำเร็จโทษ ดวงใจก็รวดร้าวดุจมีผู้ใดมาบีบเสียจนแหลกละเอียด สุดท้ายก็ทนฝืนความเสน่หาของตนไม่ไหว จำต้องเอ่ยขัดออกมา
“เจ้าคิดว่ามีประโยชน์อย่างนั้นแน่รึ?”
กษัตริย์ปรมะตรัสถามอีกครั้ง ไอศูรย์พยักหน้า
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จอา กระหม่อมเห็นเป็นเช่นนั้น”
กษัตริย์ปรมะหาได้เคยคลางแคลงในการตัดสินใจหรือคำแนะนำใดของผู้เป็นพระภาติยะแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยไอศูรย์นำชัยมาให้ปรมะนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังไม่ทะเยอทะยานใดๆ เจียมเนื้อเจียมตน ไม่เคยทูลขอขึ้นดำรงสถานะยุพราช พึงใจกับการเป็นจอมทัพในกองทหารแห่งแคว้นเท่านั้น
และเมื่อไอศูรย์ว่ามาเช่นนี้ การสำเร็จโทษจึงถูกยับยั้ง กษัตริย์ปรมะมีพระบัญชาให้เพชฌฆาตจับวิรัลย์ให้ลุกขึ้นนั่ง
คนที่เฉียดความตายมาแล้วครั้งหนึ่งถึงกับลอบถอนหายใจเฮือก แม้จะไม่วิงวอนร้องขอการมีชีวิตต่อ แต่ก็หาใช่ว่าจะไม่เกรงกลัวต่อความตายที่ถูกหยิบยื่น ก่อนที่ความรู้สึกทั้งมวลจะมลายหายไปเมื่อได้ยินพระสุรเสียงของกษัติรย์อริราชย์
“จงขอบน้ำใจเจ้าไอศูรย์ซะ เขาผู้นั้นเป็นผู้มีพระคุณของเจ้า”
วิรัลย์ทำเพียงเบนสายตาทอดมองไปยังยักษ์หนุ่มที่ยกยิ้มให้นิ่งๆ โดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
สายตาที่ทอดมองมายังเขานั้นช่างเย็นชาและแข็งกร้าว บ่งบอกให้ไอศูรย์รับรู้ได้ว่าไม่ว่าอย่างไร วิรัลย์ก็จะไม่ยินยอมศิโรราบโดยง่าย แต่นั่นหาได้สำคัญอีกแล้วเมื่อจู่ๆ จอมทัพอสุราก็มีความคิดบางอย่างขึ้นมาฉับพลัน
“นอกจากจะทูลขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว กระหม่อมยังมีเรื่องอยากจะทูลขอจากเสด็จอาอีกเรื่องหนึ่ง”
“มีสิ่งใดหรือหลานข้า?”
“กระหม่อม...” ว่าแล้วหยุดไปครู่ พลางเหลือบมองไปยังวิรัลย์ที่ยังคงจ้องเขาเขม็ง ครั้นสบดวงตาเย้ายวนคู่นั้น ไอศูรย์ก็มิอาจหักห้ามใจ รีบร้อนเอ่ยประสงค์ของตนออกมาในบัดดล “ใคร่จะทูลขอเจ้าชายแห่งเวรุฬาเป็นของรางวัลที่นำชัยในศึกครานี้พ่ะย่ะค่ะ”