ตอน 1

กลิ่นเหล้าโชยฟุ้งเข้ามาในจมูกจนปาณนิศาที่พึ่งกลับมาจากการทำงานตอนดึกต้องเบ้หน้าหนีด้วยความสะอิดสะเอียน มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง เป็นมาตั้งแต่หล่อนจำความได้ แม่ไม่เคยห่างจากขวดเหล้า และพ่อก็ไม่เคยห่างจากบ่อนการพนันเลย หญิงสาวค่อยๆ คลำหาสวิตซ์ไฟและเปิดมัน ความสว่างกระจ่างพรึ่บขึ้นในทันที แล้วภาพเบื้องหน้าของหล่อนก็คือภาพของมารดาที่นอนกอดขวดเหล้าและหลับไป น้ำตาแห่งความท้อแท้ท่วมท้นหัวอก เมื่อไหร่นะ เมื่อไหร่แม่... แม่บังเกิดเกล้าที่หล่อนแสนจะบูชาถึงจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขพวกนี้สักที เมื่อไหร่กัน?

น้ำตาที่ไหลท่วมหัวอกทะลักออกมาอาบแก้ม หล่อนคุกเข่าลงกับพื้น และคลานเข้าไปนั่งใกล้ๆ กับพื้นบริเวณที่แม่นอนหมดสติอยู่ หล่อนพยายามดึงขวดเหล้าออกจากอ้อมแขนของมารดา แต่ยิ่งดึงแม่ก็ยิ่งกอดแน่น พลางละเมอออกมาราวกับคนเสียสติ

“เหล้าจ๋า... มีแค่แกที่รักฉันที่สุด... เหล้าจ๋า...”

“แม่... นิศาก็รักแม่นะ รักมากด้วย”

หญิงสาวกระซิบบอกมารดาทั้งน้ำตา แต่คนที่นอนละเมอก็ไม่มีโอกาสได้ยิน เพราะหลังจากละเมอจบก็หลับต่อไปอย่างสบายอารมณ์ ปาณนิศานั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ ร่างหลับใหลของมารดาอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง กำลังจะไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้กับมารดา แต่เสียงโวยวายของผู้เป็นบิดาก็ดังขึ้นสนั่นบ้านซะก่อน

“เฮ้ย... นังนิศา... แกนอนหรือยังวะ...”

“ยังจ้ะพ่อ...”

ปาณนิศาป้ายน้ำตาทิ้งลวกๆ ก่อนจะรีบวิ่งไปหาบิดาที่กำลังก้าวขึ้นบันไดมาทันที หล่อนฝืนยิ้มให้กับท่าน ทั้งๆ ที่ภายในอกนั้นเต็มไปด้วยความรวดร้าวทรมาน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าท่านไปไหนมา บ่อนไงล่ะ พ่อไปหมกอยู่ในบ่อนนั่นเอง ทำไมสวรรค์ถึงกลั่นแกล้งหล่อนนักนะ ทำไมจะต้องให้หล่อนมาเผชิญชะตากรรมที่แสนโหดร้ายนี้ด้วย

“ยังก็ดีแล้ว... เอาเงินมาหน่อยสิ...” บิดาของหล่อนเองก็เมาไม่แพ้มารดาเช่นกัน เพราะลำพังแค่ยืนก็ยังเซแล้ว ดีนะที่หล่อนเข้าไปประคองให้ท่านนั่งลงได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นคงหงายหลังตกบันไดไปแล้วอย่างแน่นอน

“พ่อระวังหน่อยสิ เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก...”

ผู้เป็นพ่อผลักความห่วงใยของลูกสาวออกจากตัวอย่างรำคาญ ก่อนจะจ้องมองนิ่ง “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง เอาเงินมา วันนี้กูเสียมาเยอะแล้ว จะเอาเงินไปต่อทุน...”

ปาณนิศาเห็นท่าทางของบิดาแล้วก็จะรีบลุกหนี แต่ก็ถูกมือหนาของท่านขยุ้มเส้นผมเอาไว้เสียก่อน “จะหนีไปไหนนังตัวดี กูบอกให้เอาเงินมายังไงล่ะ เอาเงินมา...!”

“นิศาไม่มีจ้ะพ่อ นิศาไม่มีเงิน...”

หญิงสาวพยายามปฏิเสธ แต่ก็ถูกบิดาฟาดฝ่ามือใส่หน้าเต็มแรงสองครั้งติด จนเลือดสดๆ เอ่อคลอที่มุมปาก น้ำตาแห่งความเจ็บปวดทะลักออกมาจากเบ้าตาอีกครั้ง

“พ่อ... นิศาไม่มีเงินจริงๆ นะพ่อ เงินเดือนนิศายังไม่ออก ตอนนี้นิศาก็แทบไม่มีเงินติดตัวไปทำงานเลย อย่าบังคับนิศาเลยนะพ่อ...”

หล่อนวิงวอน แต่ผู้ชายตรงหน้าที่ได้ขึ้นชื่อว่าบิดาไม่แม้แต่จะหยิบยื่นเศษเสี้ยวแห่งความเมตตาให้เลยสักนิด เพราะไม่กี่วินาทีต่อมาใบหน้าของหล่อนก็ชาดิกอีกครั้งด้วยหลังมือใหญ่

“กูไม่สนว่ามึงจะมีเงินติดตัวหรือไม่มี แต่ตอนนี้กูต้องการเงิน กูอยากได้เงิน เข้าใจไหมนังนิศา กูอยากได้เงิน กูหิวเงิน...!” เหมือนกับท่านจะควบคุมตัวเองไม่ได้อีก เพราะต่อจากนั้นเส้นผมของหล่อนก็ถูกขยุ้มเต็มแรง ให้มาเผชิญหน้ากับท่าน

“ส่วนมึงก็มีหน้าที่หาเงินมาให้กูใช้... เข้าใจไหมนังลูกไม่รักดี...!”

“นิศาพยายามแล้วนะพ่อ นิศาก็ทำงานแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่นิศาเรียนน้อย งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ เขาไม่รับนิศาหรอกจ้ะ” หญิงสาวพยายามอธิบาย แต่ผู้เป็นพ่อไม่ยอมเข้าใจ

“นี่มึงหาว่าเพราะกูไม่ส่งมึงเรียนสูงๆ ใช่ไหม มึงถึงไม่ได้ทำงานดีๆ ใช่ไหมนังนิศา ใช่ไหม...”

หญิงสาวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่อย่างนั้นนะพ่อ นิศาไม่เคยคิดแบบนั้นเลย นิศาแค่อธิบายให้พ่อฟัง อยากให้พ่อเข้าใจนิศาบ้าง... นิศาพยายามแล้ว พยายามหาเงินอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่นิศาหาได้แค่นี้ นิศาหาได้แค่นี้จริงๆ”

“งั้นมึงก็ไปขายตัวสิ...”

“พ่อ...?!”

ปาณนิศาอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่ในหัวของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของหล่อน หล่อนหูฝาดไปใช่ไหม แน่นอนหล่อนต้องหูฝาดไปแน่ๆ ไม่มีทางที่พ่อบังเกิดเกล้าของหล่อนจะบอกให้หล่อนไปขายตัวหรอก ไม่มีพ่อแม่คนไหนบังคับให้ลูกทำแบบนั้นได้ หล่อนคงเข้าใจผิดไปเอง ใช่... หล่อนเข้าใจผิดไปจริงๆ นั่นแหละ

“นิศาคงหูเฝื่อนไป...” หญิงสาวปลอบตัวเอง แต่แล้วก็ต้องหน้าซีดเผือดกับสิ่งที่บิดายืนยันมันออกจากปากมาอีกครั้ง

“มึงไม่ได้หูฝาดหูเฝื่อนหรอกนังนิศา มึงต้องไปขายตัว... ต้องไปขายตัวเพื่อหาเงินมาให้กูเล่นไพ่ ให้แม่มึงกินเหล้า นี่คือความจริงที่มึงจะต้องเผชิญ และถ้ามึงทำไม่ได้... มึงก็ไม่ต้องมาเรียกกูสองคนว่าพ่อแม่อีก จำเอาไว้...”

“พ่อจ๋า... ทำไมพ่อถึงพูดแบบนี้... ทำไมถึงให้นิศาไปขายตัว...” ความเจ็บปวดจากน้ำมือของบิดาที่ตัวเองได้รับมาตลอดชีวิตนั้นมันยังไม่เท่ากับคำพูดนี้ของบิดาเพียงคำเดียวเลย ขายตัวหรือ? นี่พ่อพูดออกมาได้ยังไงว่าให้หล่อนไปขายตัว

“พ่อไม่รักนิศาแล้วหรือจ๊ะ พ่อถึงพูดแบบนี้...”

คนเป็นพ่อหัวเราะลั่น ก่อนจะผลักบุตรสาวให้ล้มลงกองกับพื้นไม้กระดานอย่างไม่ปรานี จากนั้นก็พูดขึ้นอย่างคนใจดำ

“กูก็รักมึงหรอกนะนังนิศา รักมากกว่าหมากว่าแมว แต่ถ้าให้เลือกมึงกับความสุขสบายของตัวกู กูเลือกอย่างหลังว่ะ และถ้ามึงไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญูล่ะก็ อย่าขัดใจกู...”

เจ็บลึกเข้าไปถึงทรวงอก หัวใจของหล่อนกำลังชุ่มไปด้วยเลือดสดๆ ที่เกิดจากคมมีดในมือของบิดา คมมีดที่กรีดลงบนกลางหัวใจของหล่อนอย่างแม่นยำ หล่อนเจ็บปวด ทรมาน และผิดหวังยิ่งนัก ทำไมพ่อกับแม่ถึงได้ทำราวกับว่าหล่อนไม่ใช่ลูกอย่างนั้นแหละ ทำเหมือนกับว่าหล่อนเป็นคนอื่น คนอื่นที่ท่านไม่จำเป็นต้องเห็นอกเห็นใจ

น้ำตาแห่งความทรมานหลั่งรินอาบแก้มเป็นสาย มือบอบบางยกขึ้นป้ายน้ำตาทิ้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

“นิศาจะทำงานให้มากขึ้น... จะทำงานทั้งวันทั้งคืน...”

ผู้เป็นพ่อหัวเราะเยาะ “ต่อให้มึงทำงานจนตาย มึงก็ไม่มีทางมีเงินพอให้กูกับแม่ของมึงใช้หรอก มีวิธีเดียวเท่านั้นที่พวกกูจะมีเงินใช้อย่างสบายมือไปตลอดชีวิตได้ นั่นก็คือมึงต้องขายตัว หรือไม่ก็จับผู้ชายรวยๆ สักคนทำผัว อืม... อย่างไอ้พวกหนุ่มๆ การ์รัสโซ่นั่นก็น่าสนนะ เลือกสักคนสิ เพื่อว่ามึงจะฟลุ๊คได้เป็นเมียเก็บของคนใดคนหนึ่งขึ้นมา และถ้าได้จริงๆ พวกเราสบายกันทั้งชาติเลยล่ะ”

“นิศาทำไม่ได้หรอกพ่อ นิศามีศักดิ์ศรีนะ”

หญิงสาวเสียงแข็ง ความอดสูกระแทกเข้ามาในอกเมื่อรอยยิ้มหยันของลิโอเนลผุดขึ้นมาในสมองซ้ำอีกครั้ง แค่นี้เขาก็ดูถูกดูแคลนหล่อนจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว ถ้าขืนหล่อนไปทำแบบนั้นอีก หล่อนมีหวังถูกผู้ชายร้ายกาจคนนี้ฆ่าตายคามือแน่นอน

“ศักดิ์ศรีเหรอ? แล้วศักดิ์ศรีของมึงทำให้กูอิ่ม ทำให้กูมีเงินเล่นไพ่ไปตลอดชีวิตหรือเปล่าล่ะ ก็ไม่ใช่ ดังนั้นมึงอย่ามาพูดคำว่าศักดิ์ศรีให้กูได้ยินอีก ไม่อย่างนั้นกูจะตบมึงให้คว่ำเลยทีเดียว จำเอาไว้นะนังนิศา...” ผู้เป็นบิดาย่างสามขุมเข้าหาบุตรสาวที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้นด้วยท่าทางคุกคาม หญิงสาวถดถอยหนีอย่างหวาดกลัว

“พ่อ... อย่าทำนิศานะ...”

“ถ้ามึงไม่อยากเจ็บตัวอีก ก็เลือกมา... เลือกมาว่าจะหาเงินเยอะๆ มาให้กูใช้ยังไง บอกมาสิ...” บิดาเร่งและทำท่าจะฟาดหลังมือลงบนแก้มของหล่อนอีก หญิงสาวยกมือขึ้นป้องเอาไว้ และรีบละล่ำละลักตอบด้วยความหวาดกลัว

“ฉัน... นิศาจะหาสามีรวยๆ จ้ะพ่อ นิศา... จะหาคนที่รวยๆ เพื่อเอาเงินมาให้พ่อกับแม่ใช้นะจ๊ะ” ปาณนิศาไม่มีทางเลือกจึงทำได้แต่พยักหน้ารับ

“แน่ใจนะว่ามึงไม่ได้โกหกกู...” ผู้เป็นบิดาหรี่ตามองเขม็ง

“จ้ะ... นิศาไม่ได้โกหกหรอก แต่พ่อจะต้องให้เวลานิศาหน่อยนะจ๊ะ ให้เวลาฉันหาผู้ชายคนนั้นให้เจอก่อน...”

แผนถ่วงเวลาของหญิงสาวพังพินาศลงทันตา เมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของบิดา “มึงจะไปหาใครอีกทำไมล่ะ ในตุรกีนี่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าพวกการ์รัสโซ่บ้าง ไม่มี... ดังนั้นมึงไม่ต้องไปหาใครอีกแล้ว ถ้ามึงเลือกจะไม่ขายตัว และตั้งใจจะมีผัวรวยๆ เอาไว้ให้พวกกูกอบโกยแล้วล่ะก็ มึงก็ต้องจับใครคนใดคนหนึ่งในการ์รัสโซ่ให้ได้ จะเป็นใครก็ได้ มึงเลือกเอาตามสบายเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นคนไหนกูก็รับเป็นลูกเขยได้ทั้งหมดไม่เกี่ยง”

การ์รัสโซ่...

หล่อนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายร้ายกาจพวกนี้เลย แต่ก็หนีไม่พ้น ทำไมโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับหล่อนแบบนี้นะ

“พวกเขาไม่มีทางมองนิศาหรอก...”

ปาณนิศากัดปากแน่นอย่างอดสู พูดออกมาตามความเป็นจริง ผู้หญิงอย่างหล่อนไม่มีทางเป็นนางในอุดมคติของผู้ชายสูงส่งอย่างพวกการ์รัสโซ่ได้หรอก แม้แต่คุณสมบัติของนางบำเรอหล่อนยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีครบหรือเปล่า

“กูไม่สนหรอกว่ามึงจะใช้วิธีอะไรทำให้กูได้เงินมาใช้ แต่มึงต้องทำให้สำเร็จ และกูให้เวลามึงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น ถ้ามึงทำพลาดหรือไม่ยอมทำ... กูจะจับมึงขายให้เสี่ยเจ้าของบ่อน เสี่ยตัวอ้วนๆ หนังเหนียวๆ แก่ลงพุง มึงคิดเอาก็แล้วกันว่าจะเลือกแบบไหน จะเอาหนุ่มหล่อๆ แบบพวกการ์รัสโซ่ทำผัว หรือว่าจะเอาแก่คราวพ่อก็แล้วแต่มึง...” ผู้เป็นพ่อหัวเราะอย่างมีความสุข ขณะก้าวเท้าลงบันไดบ้านลงไปอีกครั้ง

ปาณนิศาน้ำตาทะลักทลายไม่หยุด หล่อนมองบิดาที่เดินหายไปในความมืดด้วยความเสียใจ ปวดใจ และผิดหวังยิ่งนัก พ่อไม่เคยรักหล่อนเลย ก็เหมือนๆ กับมารดานั่นแหละที่ไม่เคยหยิบยื่นความสุขให้กับหล่อนเลย ตั้งแต่จำความได้ทั้งหล่อนและทั้งพี่วินทราต้องทำงานหนักมาตลอด ทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อกับแม่ที่ติดเหล้าและการพนันงอมแงม และด้วยเหตุนี้ไงพี่สะใภ้ของหล่อนถึงหนีไปกับผู้ชายคนอื่น

ฟันขาวสะอาดขบลงบนกลีบปากสีกุหลาบเต็มแรง แต่กระนั้นเจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเจ็บ ใช่... หล่อนไม่รู้สึกว่ามันเจ็บเลย เพราะตอนนี้ที่เจ็บปวดที่สุดมันอยู่ใต้หน้าอกข้างซ้ายของหล่อนต่างหากล่ะ หัวใจของหล่อนกำลังร่ำไห้ออกมาเป็นโลหิต ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทั้งทรมานกับสิ่งที่กำลังได้เผชิญ ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงที่ไม่เคยเกรงกลัวใครในโลกอย่างหล่อนจะต้องมาตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างนี้ สภาพที่น่าอดสู สภาพที่ไม่ต่างจากโสเภณีที่กำลังจ้องจะงาบผู้ชายรวยๆ สักคนมาไว้ในกำมือ หล่อนไม่อยากทำแบบนี้ ไม่อยากทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ แต่หล่อนมีทางเลือกหรือ ในเมื่อมันเป็นคำสั่งจากปากของบุพการีของตัวเอง

ตอน 2

“แก้มเธอไปโดนอะไรมาน่ะนิศา อย่าบอกนะว่า...”

วาดจันทร์เพื่อนร่วมงานที่สนิทกับหล่อนที่สุดร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นแก้มนวลของหล่อนแดงเป็นปื้นบวมช้ำ

“คราวนี้พ่อหรือแม่ของเธอกันล่ะ” มือบางสีขาวสะอาดของวาดจันทร์แตะใบหน้าของเพื่อนรักเบาๆจ้องมองด้วยความเวทนา

ปาณนิศาพูดไม่ออกได้แต่นิ่งเงียบและน้ำตาคลอเบ้า

“แต่ถ้าให้ฉันเดาล่ะก็... หนักหนาสาหัสแบบนี้พ่อของเธอแน่นอน ใช่ไหมนิศา”

เมื่อเห็นเพื่อนรักไม่ยอมตอบวาดจันทร์ก็มั่นใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง หล่อนกำมือแน่นอดเจ็บแค้นแทนปาณนิศาไม่ได้ นี่ขนาดเพื่อนรักของหล่อนทำงานงกๆ ตลอดทั้งวันเพื่อหาเงินเอาไปให้ถลุงกัน แต่คนพวกนั้นที่ได้ชื่อว่าเป็นบุพการีก็ยังทำร้ายปาณนิศาขนาดนี้ ไม่รู้หัวใจทำด้วยอะไร

“เจ็บมากไหมนิศา... ฉันจะไปเอายามาทาให้...”

“ฉัน... ไม่เป็นไรหรอกจันทร์ ขอบใจเธอมากนะ”

วาดจันทร์มองเพื่อนด้วยความห่วงใย ก่อนจะถอนใจออกมา “เราเป็นเพื่อนกันก็ต้องรักกันสิ คราวหน้าคราวหลังหากมีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ต้องบอกฉันนะนิศา อย่าปล่อยให้ตัวเองเจ็บตัวแบบนี้ รู้ไหม...”

ความห่วงใยจากวาดจันทร์ทำให้น้ำตาของปาณนิศาผู้ที่ขาดแคลนความรักต้องร่ำไห้ออกมา “ในโลกนี้นอกจากพี่วินทราแล้วก็มีเธอเท่านั่นแหละที่ดีกับฉัน... จันทร์...” ปาณนิศาร่ำไห้ โผกอดร่างอรชรของวาดจันทร์เอาไว้แน่น พลางสะอื้นไห้จนตัวโยน

“ไม่เอาน่าอย่าร้องไห้... สักวันคนดีๆ แบบเธอจะต้องได้พบกับชีวิตที่ดีขึ้น เชื่อฉันนะนิศา...”

มันจะมีวันนั้นหรือ ปาณนิศาถามตัวเอง และก็พบว่าชีวิตของตัวเองนั้นไม่มีทางหลุดพ้นไปจากโคลนตมของขุมนรกได้อีกแล้ว ในเมื่อสิ่งที่บุพการีสั่งให้กระทำนั้นมันเป็นยิ่งกว่าการถูกจับโยนลงไปในนรกที่มีไฟร้อนๆ ลุกไหม้อยู่เสียอีก ศักดิ์ศรีของหล่อนจะต้องถูกย่ำยีเพราะเพียงแค่คำว่าเงินตราเพียงคำเดียว

“ขอบใจมากนะจันทร์ แต่... ฉันคงไม่มีทางขึ้นจากนรกขุมนี้ได้อีกแล้วล่ะ ไม่มีทางอีกแล้ว...” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน วาดจันทร์ดันร่างอรชรของเพื่อนรักออกห่าง และจ้องใบหน้างดงามนั้นด้วยความเคลือบแคลง

“เธอหมายความว่ายังไงหรือนิศา... มีอะไรที่เธอยังไม่ได้บอกฉันหรือเปล่า”

คนถูกถามนิ่งเงียบ ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา วาดจันทร์จึงต้องคาดคั้นซ้ำอีกครั้ง “เธอไม่ไว้ใจฉันแล้วหรือนิศา... ฉันไม่ใช่เพื่อนรักของเธอแล้วใช่ไหม...”

ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาเอ่อล้นอยู่ของปาณนิศาช้อนขึ้นสบตากับเพื่อนรัก “เธอคือคนที่ฉันไว้ใจที่สุดจันทร์...”

“ถ้าไว้ใจฉัน ถ้ายังเห็นฉันเป็นเพื่อนรัก เธอก็ไม่ควรปิดบังอะไรกับฉัน นิศา... สองหัวดีกว่าหัวเดียวนะ และฉันก็มั่นใจนะว่าตัวเองฉลาดพอที่จะช่วยเธอคิดหาทางออกกับปัญหาที่เธอกำลังเผชิญอยู่ได้ บอกฉันเถอะนะนิศา... อย่าแบกมันไว้คนเดียวเลย...”

ความจริงใจของวาดจันทร์ที่สะท้อนออกมาจากดวงตากลมโตและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้นทำให้ปาณนิศาซาบซึ้งใจยิ่งนัก หากพ่อกับแม่ของหล่อนมอบความรักแบบนี้ให้กับหล่อนบ้าง แม้จะแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น หล่อนก็คงจะไม่ทุกข์ทรมานใจมากมายแบบนี้หรอก

“เธอช่วยอะไรฉันไม่ได้หรอกจันทร์... เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่น่าอดสูเหลือเกิน...”

วาดจันทร์ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ จ้องหน้าเพื่อนรักด้วยสายตามุ่งมั่น “ถึงแม้ว่าปัญหาที่เธอกำลังเผชิญอยู่นั้นจะใหญ่แค่ไหน และถึงแม้ว่าฉันจะไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้ แต่เชื่อเถอะว่าฉันจะยืนอยู่เคียงข้างเธอเสมอนิศา... ขอให้เชื่อฉัน...”

“จันทร์...” ปาณนิศามองเพื่อนด้วยความซาบซึ้ง น้ำตาไหลพรากไม่หยุด

วาดจันทร์ระบายยิ้มบางๆ ออกมา ยกมือขึ้นแตะต้นแขนของเพื่อนรักแผ่วเบา “เราจะผ่านปัญหานี้ไปด้วยกันนะนิศา เชื่อฉันว่าทุกปัญหามันจะต้องมีทางออก ขอเพียงแค่เราใช้สมองตรองให้ดีเท่านั้นเอง”

ทุกสิ่งที่วาดจันทร์พูดออกมานั้นมันคือความจริง ใช่... ทุกปัญหาบนโลกนี้มีทางออกเสมอ แต่มันไม่ใช่ปัญหาของหล่อนหรอก

“บอกฉันมาเถอะนิศา... เราจะได้ช่วยกันหาทางแก้ไขมันไง”

“พ่อบังคับให้ฉันไปจับพวกหนุ่มการ์รัสโซ่...”

กระแสเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มของปาณนิศานั้นแสนจะแผ่วเบา แต่กระนั้นวาดจันทร์ก็ยังได้ยินชัดเจน

“ว่าไงนะนิศา...?!”

ปาณนิศายกมือขึ้นป้ายน้ำตาจากใบหน้าของตัวเองทิ้ง เพราะม่านน้ำตามันทำให้หล่อนมองหน้าของเพื่อนรักไม่เห็น

“พ่อต้องการให้ฉันหาสามีรวยๆ เพื่อที่พ่อกับแม่จะได้มีเงินใช้เล่นไพ่กับกินเหล้าไปตลอดชีวิต และคนที่พ่อของฉันเลือกก็คือพวกหนุ่มการ์รัสโซ่...”

ยิ่งพูดความอดสูก็ยิ่งท่วมท้นหัวใจ วาดจันทร์ดึงร่างสั่นสะท้านของเพื่อนรักเข้ามากอดปลอบประโลม พลางลอบถอนใจออกมาแผ่วเบา ปัญหาของปาณนิศามันใหญ่โตจริงๆ นั่นแหละ กับพวกการ์รัสโซ่ไม่มีใครที่สติดีๆ อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก เพราะมันเหมือนแหย่นิ้วเข้าไปในปากเสือนั่นเอง

“ใจเย็นๆ นะนิศา... เราต้องมีทางออก”

ปาณนิศาส่ายหน้าน้ำตาทะลักกับบ่าของวาดจันทร์ “ไม่มีทางออกหรอกจันทร์ พ่อให้เวลาฉันแค่อาทิตย์เดียว และหากทำไม่ได้พ่อจะจับฉันขายให้กับเสี่ยเจ้าของบ่อนที่พ่อไปเล่นทุกวัน... ฉันกลัว... ฉันไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว...”

“เธอก็หนีสินิศา หนีไปจากตุรกี ฉันจะพาเธอหนีเอง” เมื่อไร้ทางออกอื่นใด วาดจันทร์จึงเสนอหนทางสุดท้ายให้กับปาณนิศาเลือก

“ฉันทำไม่ได้...”

นั่นไงนึกอยู่แล้วเชียว วาดจันทร์บอกตัวเองในอก ก่อนจะรีบพูดขึ้น “แต่ถ้าเธอไม่ทำ เธอก็ต้องถูกขายนะนิศา เพราะฉันมองไม่เห็นทางที่เธอจะจับหนุ่มการ์รัสโซ่คนไหนได้เลย พวกนั้นน่ะสูงส่งปานเทพบุตร และผู้หญิงที่พวกเขามองก็สวยปานนางฟ้ากันทุกคน พวกเรามันก็แค่ก้อนกรวดก้อนดินที่พวกนั้นเหยียบย่ำเวลาเดินผ่านเท่านั้น...”

สิ่งที่วาดจันทร์พูดออกมานั้นมันคือความจริง ความจริงที่หล่อนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว ความจริงที่หล่อนต้องก้มหน้ายอมรับมัน

“แต่ฉันทิ้งพ่อกับแม่ไม่ได้ ฉันรับปากกับพี่วินทราเอาไว้แล้ว...”

วาดจันทร์ถอนใจออกมา “งั้นเธอก็ต้องถูกขายให้ไอ้เสี่ยนรกนั่นอย่างแน่นอนนิศา เพราะเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์ไม่มีทางที่เธอจะทำให้หนุ่มการ์รัสโซ่คนไหนมารับเธอไปเป็นเมียได้หรอก แม้แต่แค่นางบำเรอฉันก็ยังคิดว่ามันยากพอๆ กับเข็นครกขึ้นภูเขาเลย... ผู้ชายพวกนั้นหยิ่ง ผยอง และโอหังในชาติตระกูลของตัวเองจะตายไป พวกเขาไม่มีทางมองเธอหรอก...”

ปาณนิศารู้ว่าวาดจันทร์หวังดีกับตัวเอง แต่หล่อนก็ไม่สามารถทำตามคำแนะนำของเพื่อนรักได้ หล่อนทิ้งพ่อกับแม่ไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าท่านทั้งสองจะไม่ได้รักไม่ได้ห่วงใยหล่อนเลยก็ตาม “ฉันรู้จันทร์... แต่ฉัน... ฉันไม่มีทางเลือกอีกแล้ว ฉันจะต้องทำ...”

“แล้วเธอจะทำยังไงล่ะนิศา... ฉันคิดหาทางช่วยเธอไม่ออกเลยจริงๆ นี่ขนาดฉันว่าฉลาดแล้วนะ แต่พอพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับพวกหนุ่มๆ การ์รัสโซ่ขึ้นมา สมองของฉันมันทื่อเหมือนมีดขึ้นสนิมเลย ผู้ชายพวกนี้อันตราย ฉันกลัว...”

“ฉัน... จะไปหาเดนิเรล การ์รัสโซ่”

“เฮ้ย...! นี่เธออย่าบอกนะว่าจะ...” วาดจันทร์อุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก มองหน้าปาณนิศาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่หูของตัวเองได้ยิน

“เธอคงไม่... คิดจะแย่งสามีของคนอื่นใช่ไหมนิศา”

คำถามของเพื่อนรักทำให้ปาณนิศาต้องรีบส่ายหน้าดิก มือบางยกขึ้นป้ายน้ำตาทิ้ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจน

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก แต่ฉัน... ฉันจะไปขอความช่วยเหลือจากเดนิเรล การ์รัสโซ่ต่างหาก”

“แล้วเขาจะช่วยเธอเหรอนิศา...” วาดจันทร์ถามอย่างเป็นกังวลแทนเพื่อน

ปาณนิศาถอนใจออกมาเบาๆ ดวงตากลมโตยังแดงก่ำเพราะผ่านการร่ำไห้มาตลอดทั้งคืน “เขาสัญญาว่าจะช่วยเหลือครอบครัวของพี่วินทรา และฉันเชื่อว่าเขาจะต้องจำคำสัญญานั้นได้...”

วาดจันทร์พยักหน้าหงึกๆ คิดตามเพื่อนรัก และก็เหมือนคิดอะไรได้จึงแย้งออกมา “แต่ฉันจำได้ว่าคนที่มายื่นข้อเสนอให้เงินเธอสิบห้าล้านคือลิโอเนล การ์รัสโซ่ไม่ใช่หรือนิศา... หรือว่าฉันจำผิด...”

ชื่อของผู้ชายคนนี้มีผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจของหล่อนเหลือเกิน แค่ได้ยินชื่อของเขา ภาพต่างๆ ของเขาก็ระเบิดขึ้นในสมองของหล่อนอย่างบ้าคลั่ง รวมไปถึงรสสัมผัสอำมหิตจากรอยจูบดุดันแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่หล่อนไม่สามารถลืมไปจากหัวใจได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ลิโอเนลเป็นผู้ชายคนแรกที่ทำให้หล่อนหวั่นไหว

ลิโอเนลไม่ได้หล่อมากกว่าเดนิเรล การ์รัสโซ่ แต่ผู้ชายคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้หล่อนเหมือนถูกสะกด เขาปากร้าย ปากจัด และเต็มไปด้วยความโอหัง แต่เขาก็หล่อระเบิด เขาเขย่าทุกเส้นประสาทของหล่อนให้ไหวระริก พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของหล่อนสั่นสะเทือนเพียงแค่ได้สบตากับเขาเพียงเท่านั้น

“เธอจำไม่ผิดหรอก... ลิโอเนลเป็นคนมายื่นข้อเสนอนั้นให้กับฉันจริงๆ แต่ฉันไม่รับมันเอาไว้”

แถมยังถูกปล้นจูบแรกไปอย่างน่าเจ็บใจอีก ปาณนิศาต่อประโยคนี้เงียบๆ ภายในใจ แก้มนวลแดงก่ำขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เมื่อนึกถึงสัมผัสดุดันของริมฝีปากกระด้างคู่นั้นของลิโอเนล ผู้ชายที่กระชากหล่อนลงนรกได้เพียงแค่จูบเดียว

“งั้นเธอก็ควรจะเลือกลิโอเนลนะนิศา เพราะเท่าที่ฉันอ่านหนังสือพิมพ์หนุ่มการ์รัสโซ่คนนี้ยังโสดสนิท ถึงแม้ว่ารายชื่อคู่นอนของเขาจะยาวเป็นหางว่าวก็ตาม...”

ปาณนิศาหลบตาเพื่อนรัก หล่อนก้มลงมองมือของตัวเองนิ่ง ก่อนจะพูดออกไปแผ่วเบา “ฉันกับลิโอเนลไม่ลงรอยกันสักเท่าไหร่ และสิ่งที่ฉันจะทำก็คือการไปขอร้องให้เดนิเรล การ์รัสโซ่เลี้ยงดูพ่อกับแม่ของฉันไปตลอดชีวิตเท่านั้นเอง ฉันไม่ได้ขออะไรมากเลยนะจันทร์...”

“แต่ความต้องการข้อนี้ของเธอลิโอเนลไม่ยอมให้ไม่ใช่หรือ”

ปาณนิศาพยักหน้ารับ ดวงตายังเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง “ใช่ แต่ฉันคิดว่าเดนิเรล การ์รัสโซ่จะต้องให้มันกับฉัน หากฉันบอกเหตุผลจริงๆ ทั้งหมดกับเขา...”

“ดูเหมือนเธอจะเชื่อใจเดนิเรล การ์รัสโซ่มากนะนิศา...” วาดจันทร์หรี่ตามองเพื่อนรักอย่างเคลือบแคลง

“เขาน่าเชื่อถือที่สุดแล้วนี่...” ปาณนิศาพึมพำออกมาอย่างไร้ทางเลือก ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน วาดจันทร์รีบลุกขึ้นตาม

“เธอจะไปไหนหรือนิศา อีกแค่ห้านาทีก็ถึงเวลาทำงานแล้วนะ” วาดจันทร์ว่าพลางยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกาข้อมือ

ปาณนิศามองเพื่อนรัก พยายามฝืนยิ้มให้ แต่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน รอยยิ้มที่หล่อนปั้นได้ก็เป็นแค่รอยยิ้มแห้งแล้งเท่านั้น

“ลางานให้ฉันด้วยนะจันทร์...”

“แล้วเธอจะไปไหนนิศา...” วาดจันทร์เอ่ยถามอย่างไม่สบายใจ เพราะถ้าปาณนิศาลางาน วันนี้เพื่อนของหล่อนก็จะไม่ได้รับเงินค่าจ้าง แล้วนั่นก็จะทำให้ปาณนิศาถูกพ่อกับแม่ที่ถูกผีพนันกับผีน้ำเมาเข้าสิงทำร้ายเอาอีก

“ฉันจะไปหาเดนิเรล การ์รัสโซ่ จะไปทวงสัญญากับเขา”

“ไปตอนเลิกงานก็ได้นี่นิศา ฉันจะได้ไปด้วย...”

“เราเลิกงานตั้งสี่ทุ่ม ตอนนั้นเดนิเรล การ์รัสโซ่คงนอนหลับไปแล้วล่ะ”

วาดจันทร์พยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย จริงสินะหล่อนกับปาณนิศาทำโอทีกันทุกคืนกว่าจะได้เลิกงานก็สี่ทุ่มกว่านู่นแหละ

“แต่ฉันเป็นห่วงเธอนี่นิศา... กลัวว่าเธอจะถูกพวกนั้นจับโยนออกมา...”

ความห่วงใยที่วาดจันทร์มอบให้นั้นมันมากมายจนปาณนิศาน้ำตาซึมออกมาอีกรอบ หญิงสาวดึงมือของเพื่อนรักมากุมเอาไว้ และบีบเบาๆ

“ฉันสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี... เชื่อใจฉันนะจันทร์”

วาดจันทร์ฝืนยิ้มออกมา แต่กระนั้นก็ยังอดห่วงเพื่อนรักไม่ได้อยู่ดี “เธอต้องสัญญากับฉันนะว่าจะไม่ทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป ฉันเป็นห่วงเธอมากนะ”

“ฉันรู้... ฉันสัญญาว่าจะรีบกลับมา ขอบใจมากนะจันทร์ที่เธอยืนอยู่ข้างฉันเสมอ ฝากลางานกับหัวหน้าให้ด้วยนะ แล้วฉันจะรีบกลับมา”

ปาณนิศายกมือป้ายคราบน้ำตาที่เกาะแก้มนวลออกอีกครั้ง ก่อนจะรีบก้าวยาวๆ เดินออกไปจากห้างสรรพสินค้าที่หล่อนกับวาดจันทร์เป็นพนักงานอยู่อย่างรวดเร็ว วาดจันทร์มองตามไปด้วยความห่วงใย แต่ก็ทำได้แค่เพียงส่งกำลังใจไปช่วยเท่านั้น เพราะเรื่องของผู้ชายการ์รัสโซ่มันเหนือบ่ากว่าแรงของหล่อนเสียจริงๆ

ตอน 3

ตึกสูงระฟ้าตรงหน้าทำให้แข้งขาของปาณนิศาสั่นเทา ความหวาดกลัว ความหวั่นเกรงทำให้เท้าของหล่อนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีก จำต้องหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตอนนี้ผะแผ่วจนน่าเวทนา

หรือว่าหล่อนควรจะกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อนดีนะ มีเวลาเหลืออีกตั้งหกวันไม่ใช่หรือ ความหวาดกลัวทำให้ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในสมอง แต่ความเข้มแข็งที่เคยมีในหัวใจก็แย้งขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ และสุดท้ายมันก็เอาชนะความอ่อนแอได้อย่างสวยงาม

ยังไงซะหล่อนก็ต้องเผชิญหน้ากับวันนี้อยู่ดี ในเมื่อมาถึงแล้วก็รีบๆ จัดการให้มันจบๆ ไป ความทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลจะได้สูญสลายไปจากชีวิตของหล่อนเสียที หญิงสาวเม้มปากแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ จากนั้นก็ก้าวยาวๆ เดินมุ่งหน้าเข้าไปภายในตึกสูงตระหง่านตรงหน้าทันที

พนักงานรักษาความปลอดภัยมองหน้าหล่อนและเลยลงไปถึงเสื้อผ้าที่หล่อนสวมใส่อยู่ชั่วขณะก่อนจะก้มศีรษะและรีบเปิดประตูกระจกบานใหญ่ให้อย่างเสียไม่ได้ ปาณนิศาก้าวเท้าลงบนพรมสีน้ำเงินหนาที่ถูกปูเอาไว้ทั่วทั้งบริเวณที่เห็นอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ามันจะเปื้อนเปรอะเพราะคราบคนจนของตัวเองอย่างยังไงยังงั้น

ก็หล่อนมันไม่ผิดจากหนูสกปรกนี่ หนูสกปรกโสมมที่หลงเข้ามาในพระราชวังของเจ้าชายสูงศักดิ์โดยไม่ได้ตั้งใจ ความอดสูแล่นผ่านอยู่ภายในอก ความเจ็บช้ำผลักดันให้น้ำตาใสๆ ผุดพรายขึ้นมาคลอหน่วยตา จนปาณนิศาต้องกะพริบถี่ๆ เพื่อไล่ให้มันกลับลงไปอยู่แต่ภายในอกเท่านั้น

แค่มาทวงคำสัญญาจากเดนิเรล การ์รัสโซ่เท่านั้น แค่นั้นเอง หล่อนไม่ได้มายั่วยวนหรือคิดอะไรไม่ได้สักหน่อย ปาณนิศาบอกตัวเองอย่างนั้น ขณะพยายามข่มความประหม่าที่อัดแน่นอยู่ในอกเอาไว้สุดความสามารถ และเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ถูกตกแต่งเอาไว้อย่างงดงาม

“สวัสดีค่ะ... เอ่อ ดิฉัน...”

ปาณนิศาทักทายและยิ้มให้กับผู้หญิงที่แต่งตัวสวยงามสามสี่คนที่นั่งเรียงกันอยู่หน้าเคาน์เตอร์ แต่ไม่มีคนไหนที่ยิ้มตอบหล่อนเลยสักคนเดียว ทุกคนพากันมองหล่อนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แถมยังเหยียดยิ้มหยันใส่หล่อนอย่างไม่เกรงใจอีกต่างหาก

“ที่นี่ไม่อนุญาตให้เข้ามาขายของนะคะ”

เสียงดูแคลนจากสาวคนหนึ่งในจำนวนหลายคนเอ่ยขึ้น และทุกคนที่ได้ยินก็อมยิ้ม บางคนกลั้นไม่ไหวก็หัวเราะออกมาเลย

ปาณนิศากัดปากแน่น กัดปากจนเลือดไหลซึมเพื่อข่มความไม่พอใจเอาไว้ในอก ท่องเอาไว้ปาณนิศาว่าเธอมาทำหน้าที่ลูกกตัญญู ดังนั้นอย่าใส่ใจสายตาของคนอื่น ข่มใจเอาไว้ คิดเสียว่าที่พวกนี้อมยิ้มและหัวเราะก็เพราะกำลังชื่นชมเธออยู่

“ดิฉันไม่ได้มาขายของค่ะ...”

“เหรอคะ แล้ว...” คนพูดมองหล่อนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะอมยิ้มเหยียดหยันเช่นเดิม “มาทำอะไรล่ะคะ ถ้าไม่ได้มาขาย...” คนพูดจงใจหยุดเอาไว้แค่นั้น เพื่อให้หล่อนคิดต่อเอาเอง แต่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแม่พวกนี้คิดว่าหล่อนมาขายอะไร

“หากพวกคุณคิดว่าดิฉันมาขายตัวล่ะก็... ผิดเสียแล้วล่ะค่ะ เพราะที่ดิฉันมาในวันนี้ก็เพื่อจะมาพบเจ้านายของพวกคุณ...”

“สารรูปแบบคุณนี่นะคะจะมาพบท่านประธาน...” คราวนี้เป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งพูดขึ้นมา ปาณนิศาหน้าร้อนผ่าว แต่ก็กัดฟันทน

“ใช่ค่ะ สารรูปแบบนี้แหละที่คุณเดนิเรล การ์รัสโซ่จะต้องยอมให้เข้าไปพบ ไปบอกท่านประธานของพวกคุณนะคะว่า...” ปาณนิศาแกล้งปั้นยิ้ม และเดินเข้าไปใช้นิ้วเคาะบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าแม่สาวสวยพวกนั้นอย่างถือไพ่เหนือกว่า

“อินทิภา โมราสมาขอพบ...”

“ถ้าไม่ได้นัดล่วงหน้าเอาไว้ก่อน ท่านประธานไม่มีทางอนุญาตให้เข้าพบแน่” แม่ประชาสัมพันธ์สาวคนเดิมยังเสียงแข็งใส่หล่อนไม่เปลี่ยนแปลง

ปาณนิศาแสร้งยิ้มเย็น ทั้งๆ ที่ภายในอกแสนจะหวาดหวั่น

“ลองโทรขึ้นไปขออนุญาตก่อนไหมคะ เพราะถ้าฉันไม่มั่นใจว่าเดนิเรล การ์รัสโซ่จะต้องการพบล่ะก็ ฉันไม่มีทางมาเหยียบที่นี่แน่นอน...”

พนักงานประชาสัมพันธ์พวกนั้นมองหน้ากันเลิกลั่ก ก่อนที่คนหนึ่งจะตัดสินใจต่อสายขึ้นไปหาเลขาหน้าห้องของเดนิเรล การ์รัสโซ่ และไม่นานปาณนิศาก็ได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจ

“เชิญคุณขึ้นไปรอท่านประธานที่ชั้นสิบเอ็ดค่ะ” แม่ประชาสัมพันธ์สาวที่ตอนนี้หน้าเหลือสองนิ้วครึ่งยังคงเสียงแข็งใส่หล่อนไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดิม

ปาณนิศาไหวไหล่น้อยๆ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ตัวใหญ่ที่จอดรออยู่ไม่ใกล้นัก และไม่นานหล่อนก็ได้ขึ้นมานั่งรอเดนิเรล การ์รัสโซ่ในห้องรับรองแขกบนชั้นสิบเอ็ด หญิงสาวทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟานุ่ม บรรยากาศภายในห้องรับรองแขกอบอวลไปด้วยความสวยงามของดอกไม้ แต่กระนั้นมันก็ไม่สามารถบรรเทาความตื่นกลัวที่เกิดจากสิ่งที่กำลังจะเผชิญหน้าได้เลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเดนิเรล การ์รัสโซ่เกิดไม่ตกลงขึ้นมาล่ะ หล่อนจะทำยังไง ความคิดนี้ทำให้สมองของปาณนิศาตึงเครียดจนแทบแตกระเบิด หวัง... หล่อนหวังว่าเดนิเรล การ์รัสโซ่จะมีน้ำใจมากกว่าลิโอเนล การ์รัสโซ่พี่ชายจอมโอหังของเขา แม้จะแค่นิดเดียวก็ยังดี

ร่างสูงใหญ่ของลิโอเนลก้าวยาวๆ ผ่านประตูธรณีห้องทำงานของเดนิเรลเข้ามา ก่อนจะมาทิ้งตัวนั่งแรงๆ บนโซฟานุ่มริมห้อง เดนิเรลเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร มองผู้เป็นพี่ชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“พักนี้พี่ลีโอแปลกไปนะครับ”

เจ้าของชื่อกระแทกลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเอ่ยถามน้องชายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดไม่ปิดบัง

“แปลกยังไงเจ้าแดน... หรือเห็นพี่มีสองหัว สี่ขากันล่ะ” คำยียวนจงใจกวนโทสะของลิโอเนลทำให้ผู้เป็นน้องชายหัวเราะออกมา

“แปลกที่หงุดหงิดทุกวันยังไงล่ะครับ ผมอยากรู้จริงๆ ว่าใครกันทำให้พี่ชายของผมหัวเสียแบบนี้ได้ ช่างมีความสามารถเก่งฉกาจนัก”

จะมีใครกันล่ะ ก็แม่อินทิภาเมียร่านร้อนของนายวินทราที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ตึกอเวลเทลถล่มยังไงล่ะ ทั้งๆ ที่คิดว่าเขาจะสลัดแม่นั่นออกไปจากสมองได้อย่างง่ายดาย แต่ผิดคาด เพราะเจ้าหล่อนตามหลอกหลอนเขามาตลอดสองอาทิตย์เต็มๆ รสชาติกลีบปากอิ่มคู่นั้นเขาได้ปล้นจูบมายังตราตรึงอยู่ในสมองไม่เสื่อมคลาย จูบที่เขาตรอกใส่หน้าหล่อนว่ามันแสนห่วยแตก แต่ความจริงแล้วมันเป็นจูบที่เขาไม่สามารถลบเลือนออกไปจากความรู้สึกได้เลยต่างหาก ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปากหวานเท่ากับแม่อินทิภาแสนร่านร้อนคนนี้อีกแล้ว

ระยำ! ทำไมผู้ชายที่เย่อหยิ่งและสูงส่งอย่างเขาจะต้องมาวุ่นวายใจกับผู้หญิงต่ำช้าแสนสำส่อนอย่างแม่นั่นด้วย หล่อนควรจะเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายในโลกที่คนอย่างลิโอเนล การ์รัสโซ่จะชายตามองสิ แต่ทำไม... ทำไมเขาถึงได้รู้สึกกระหาย รู้สึกหิวเจ้าหล่อนถึงเพียงนี้นะ บ้าชะมัด!

“พี่ไม่ได้หงุดหงิด...”

“จริงเหรอครับ” คำพูดกลั้วหัวเราะของเดนิเรลทำให้ลิโอเนลยิ่งหัวเสียรุนแรงยิ่งขึ้น

“อย่ามาทำเป็นรู้ดีไปหน่อยเลยเจ้าแดน พี่... ลิโอเนลคนนี้ไม่เคยยอมให้ใครเข้ามาทำให้ตัวเองไม่มีสุขได้อยู่แล้ว และที่พี่หงุดหงิดอยู่ตอนนี้ก็เพราะว่าพี่...” ลิโอเนลหยุดพูดเพราะกำลังคิดหาเหตุผลที่น่าเชื่อถืออยู่ และเมื่อคิดได้ก็พูดออกมาทันที

“เพราะช่วงนี้พี่ทำงานหนักเกินไป... และพี่ก็ห่างหายจากเรื่องอย่างว่ามาเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว”

คนฟังหัวเราะร่วน ไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อคำพูดของคู่สนทนาเลยสักนิด “เหตุผลของพี่ลีโอฟังขึ้นมากจริงๆ ครับ ผมเชื่อสนิทใจเลย”

ผู้เป็นพี่ชายรู้ดีว่าน้องชายตัวแสบตอบประชดแต่ก็ไม่คิดจะใส่ใจ “แน่นอน สำหรับลิโอเนล การ์รัสโซ่ไม่มีเรื่องอะไรมาทำให้หัวเสียได้หรอกนอกจากเรื่องงานและก็เรื่องเซ็กซ์...”

เดนิเรลไหวไหล่กว้างของตัวเองน้อยๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินออกมาหยุดตรงหน้าพี่ชาย “ได้ยินแบบนี้ผมก็สบายใจ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ มีเรื่องด่วนต้องรีบไปจัดการ...”

“เรื่องด่วนหรือ เรื่องอะไรเจ้าแดน...”

“อินทิภา โมราสมาขอพบผม...”

คนที่นั่งอยู่ดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “อินทิภา โมราส เมียของนายวินทรา โมราสหรือ...?”

“ครับ... ว่าแต่ทำไมพี่ลีโอถึงต้องทำท่าทำทางตื่นเต้นแบบนั้นด้วยล่ะครับ” เมื่อถูกน้องชายหรี่ตามองอย่างสงสัย ลิโอเนลจึงรีบพูดแก้ตัวกลบเกลื่อน

“ก็... ก็จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง นายจำได้ไหมว่าพี่เคยพบกับแม่นี่แทนนายเมื่อสองอาทิตย์ก่อนน่ะ แล้วแม่นี่ก็ทำท่าโอหังใส่พี่ แถมยังไม่ยอมรับข้อเสนอด้วย...”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED