หยาดพิรุณเม็ดใสๆ โปรยปรายลงมากระทบหลังคาโรงนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงบ่าย หน้าต่างบานเล็กถูกเปิดทิ้งไว้เพราะคนเปิดเจตนาให้ไอละอองเย็นชุ่มของสายฝนสาดกระเซ็นเข้ามาข้างใน สาวน้อยรูปร่างบอบบางวัยย่างยี่สิบกำลังยืนกอดอกอยู่ข้างๆ หน้าต่างบานนั้นโดยไม่ได้อนาทรต่อความเปียกชื้นของเสื้อผ้าแต่อย่างใด ริมฝีปากอิ่มเต็มรูปกระจับสีชมพูระเรื่อคลี่ยิ้มน้อยๆ ดวงตากลมโตซึ่งประดับด้วยแพขนตางอนยาวเพ่งมองหยดน้ำใสๆ และปล่อยตัวปล่อยใจให้ดื่มด่ำไปกับม่านฝนที่พร่างพรมลงมาไม่ขาดสาย
‘ละอองฝน’ ชื่นชอบไอเย็นๆ ของสายฝนมาตั้งแต่เด็กๆ อาจเป็นเพราะเธอเกิดเดือนมิถุนายนในวันที่ฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืนกระมัง
และแล้วเวลาอันแสนสุขนั้นก็มีอันต้องจบลง พร้อมๆ กับที่พิรุณเม็ดสุดท้ายหลั่งรินลงมา ท้องฟ้าซึ่งมืดครึ้มอยู่เมื่อครู่ใหญ่ๆ ก่อนหน้านี้เริ่มเปิดโล่งพร้อมกับปรากฏรุ้งกินน้ำทอดตัวโค้งยาวพาดผ่านเหนือทุ่งกว้าง สาวน้อยรู้ตัวว่าได้เวลาที่เธอจะต้องออกจากโรงนาแสนสวยและเงียบสงบหลังนั้นแล้ว
ละอองฝนจึงรีบจูงม้าสีน้ำตาลตัวใหญ่ที่แอบขโมยออกมาขี่เล่น ซึ่งตอนที่ฝนเริ่มตกเธอผูกมันไว้กับเสาโรงนาไปส่งคืนที่คอกม้า เพื่อจะได้กลับไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ให้ทันก่อนเวลาพลบค่ำ ด้วยรู้ตัวดีว่าหากกลับช้าคงถูกคนที่เป็นผู้ปกครองดุเอาเป็นแน่
หลังจากส่งม้าถึงคอกแล้ว เท้าเล็กๆ ก็ก้าวฉับๆ ในลักษณะเดินแกมวิ่งลัดเลาะผ่านเนินหญ้าเพื่อไปให้ถึงคฤหาสน์โดยเร็วที่สุด แต่พื้นหญ้าที่เปียกชื้นจากการถูกสายฝนพร่างพรมใส่เมื่อครู่ใหญ่ๆ ที่ผ่านมานั้นก็เป็นอุปสรรคพอสมควร
รองเท้าแตะแบบคีบเปียกชุ่มเพราะถูกน้ำจากยอดหญ้ากระเด็นใส่ ทำให้การเคลื่อนไหวแต่ละย่างก้าวเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งกว่าเดิม ไม่ต่างอะไรกับการเดินย่ำบนพื้นลื่นๆ และในที่สุดเธอก็ล้มหัวคะมำจนได้ มือเรียวเล็กตะครุบลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยโคลนตมเละๆ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนมอมแมม สายรองเท้าก็ขาดร่องแร่งอย่างไม่เหลือสภาพให้สวมใส่ได้อีกต่อไป
“บ้าจริง!”
เจ้าของเสียงหวานใสบ่นพึมพำคนเดียวขณะค่อยๆ ประคองกายให้ลุกขึ้น ตอนนั้นเองที่รู้สึกว่ามีอาการเจ็บแปล๊บๆ ที่ข้อเท้า แต่ก็ยังพยายามเดินโขยกเขยกด้วยเท้าเปล่าอย่างทุลักทุเล จนกระทั่งถึงคฤหาสน์หลังสีขาวสองชั้นที่ตั้งตระหง่านสวยเด่นอยู่บนเนินหญ้าสีเขียวขจีซึ่งตอนนี้เปิดไฟสว่างไสวเพราะฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ช่วงบ่ายทำให้ความมืดมิดของรัตติกาลสยายตัวเข้าปกคลุมทั่วทั้งอาณาบริเวณเร็วกว่าทุกวัน
ละอองฝนรีบย่ำเท้าขึ้นบันไดเตี้ยๆ ที่หน้าคฤหาสน์ผ่านห้องอาหารซึ่งอยู่ติดกับห้องโถง ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะเดินผ่าน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากมันเป็นทางไปยังห้องนอนของเธอนั่นเอง
สาวน้อยรู้สึกเหมือนตนเองตัวลีบลงกว่าเดิมไปถนัดตา เพราะตอนนี้ที่โต๊ะอาหารมีคนนั่งรายล้อมเพื่อจะรับประทานมื้อเย็นอย่างพร้อมเพรียงกันแล้ว และเมื่อเธอก้าวเข้าไปทุกคนก็มองมาเป็นตาเดียวกันทันที
“ไปไหนมาออม ทำไมถึงได้กลับมาซะมืดค่ำแถมเนื้อตัวยังมอมแมมแบบนั้น...”
‘คุณ’ เป็นคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ห่างเหินและไว้ตัว แต่ละอองฝนก็ชินชากับน้ำเสียงและท่าทีแบบนั้นของผู้ให้กำเนิดเสียแล้ว
ละอองฝนต้องเรียก ‘แม่’ ว่า ‘คุณ’ ตั้งแต่เด็ก เพราะแพรวดาวแม่ของเธอเคยเป็นนางแบบชื่อดัง มีชีวิตที่หรูหราไฮโซในวงสังคมชั้นสูง แต่เกิดตั้งท้องโดยไม่ได้ตั้งใจกับนายแบบคนหนึ่งทั้งที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย จึงต้องแอบหลบไปคลอดลูกและปิดข่าวไว้อย่างเงียบเชียบ หลังจากนั้นก็นำลูกน้อยไปให้ผู้เป็นแม่กับน้องสาวเลี้ยงดูส่วนตัวเองกลับเข้าสู่วิถีชีวิตไฮโซหรูหราและแสงสีดังเดิม
เด็กหญิงตัวน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มเติบโตมาในบ้านเล็กๆ ย่านชุมชนแออัดมีความเป็นอยู่อย่างสมถะกับยายและน้าสาว โดยที่แพรวดาวแวะมาเยี่ยมเยือนบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ก็ไม่ยอมให้บุตรสาวเรียกว่าแม่ เมื่อสามเดือนก่อนคุณได้แต่งงานกับมหาเศรษฐีวัยห้าสิบชาวสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นละอองฝนเพิ่งจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง แต่ก็ถูกบังคับให้ลาออกเพราะคุณต้องการให้เดินทางมาอยู่สหรัฐอเมริกากับคุณในฐานะหลานสาว โดยบอกว่าจะมาหาที่เรียนที่นี่ให้
“ออมไปที่โรงนามาค่ะคุณ พอดีติดฝนก็เลยกลับมาช้า” สาวน้อยตอบคำถามของผู้เป็นแม่เบาๆ
“คุณบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าไม่จำเป็นไม่ให้ออมออกไปไหน” เสียงของคุณดุขึ้นกว่าเดิม ดวงตาก็ตวัดมองอย่างตำหนิและเคืองขุ่นที่ละอองฝนฝ่าฝืนคำสั่งของตน
“ไม่เอาน่าที่รัก อย่าดุหนูออมเลย หนูออมคงอยากออกไปเที่ยวเล่นบ้างตามประสาเด็กๆ” ไวแอตแทรกขึ้นก่อนที่ผู้เป็นภรรยาจะดุหลานสาวไปมากกว่านั้น
“ไวแอตคะ...” แพรวดาวทำท่าจะไม่ยอม เพราะแต่ไหนแต่ไรเธอไม่เคยยอมให้ใครให้ท้ายลูกสาว
ด้านเจ้าของคฤหาสน์จึงรีบหันไปบอกสาวน้อยที่ยืนทำหน้าเจื่อนๆ อยู่ข้างโต๊ะ
“ไปอาบน้ำสิหนูออม แล้วมากินข้าวด้วยกัน”
“เชิญคุณลุงกับทุกคนตามสบายเลยค่ะ ออมทานในครัวเหมือนเดิมจะดีกว่า...”
ตอบเสร็จละอองฝนก็รีบก้มหน้างุดอีกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะสบตาใครอีกคนซึ่งนั่งอยู่ด้านขวามือของไวแอต ถ้าเขารู้ว่าเธอแอบเอาม้าของเขาออกไปขี่โดยไม่ได้รับอนุญาต เธอคงจะถูกลงโทษหนักเป็นแน่ เขาดุและเด็ดขาดมากแค่ไหนสาวน้อยรู้ดีแก่ใจ ใครๆ ในไร่นี้ต่างก็เกรงกลัวกันหัวหด ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่เธอยังไม่เคยเห็นเขายิ้มเลยสักครั้ง มิหนำซ้ำยามที่ดวงตาสีอำพันเฉียบคมคู่นั้นตวัดมองมา ละอองฝนรู้สึกเหมือนถูกใบมีดคมๆ กรีดเข้าที่เนื้อบางๆ จนเหวอะหวะไปหมด
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ซะ เนื้อตัวสกปรกมอมแมมเป็นลูกแมวเล่นโคลนแบบนั้นดูได้ที่ไหน” แพรวดาวยังไม่วายดุสำทับอีกหนึ่งคำรบ
“ค่ะ...” ละอองฝนรับคำเบาๆ ก่อนจะรีบเดินไวๆ ผ่านห้องอาหารตรงไปยังห้องพักของตัวเองซึ่งอยู่ด้านหลังของคฤหาสน์
ทันทีที่ประตูปิดลงสาวน้อยก็ระบายลมหายใจออกมายาวๆ ขณะกวาดสายตามองรอบๆ ห้อง นอกจากในทุ่งกว้างและโรงนาแล้ว สถานที่ที่เธอชอบมากที่สุดก็คือห้องนี้ แม้จะไม่ใช่ห้องที่หรูหราและกว้างขวางที่สุดในคฤหาสน์ แต่ก็จัดว่ากว้างพอควร ภายในห้องตกแต่งแบบยุโรปสมัยเก่า มีกลิ่นอายของอินเดียนแดงผสมผสานเช่นเดียวกับห้องอื่นๆ กว่าสิบห้องในคฤหาสน์หลังนี้ ตอนแรกไวแอตจะให้เธอพักชั้นบน แต่แพรวดาวกลับแย้งว่าให้พักชั้นล่างก็ได้ ซึ่งละอองฝนรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ต้องไปอยู่ปะปนกับเจ้าของคฤหาสน์ แม้ไวแอตจะเอ็นดูเธอมากแค่ไหน แต่ ‘เมสัน แม็คไบรด์’ ลูกชายของเขากลับไม่ได้แสดงท่าทางเป็นมิตรกับเธอและแม่ของเธอเลยแม้แต่น้อย
สาวน้อยยืนพิงประตูห้องอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยเข้าไปอาบน้ำสระผมในห้องน้ำ กลับออกมาอีกทีโดยมีผ้าเช็ดตัวพันเรือนร่างอยู่เพียงผืนเดียว จากนั้นก็ไปนั่งเช็ดผมที่หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้ง เนื้อตัวที่มอมแมมเมื่อครู่นี้ถูกชำระล้างออกจนสะอาดสะอ้าน ภาพที่สะท้อนออกมาเป็นหลักฐานได้อย่างดีว่าละอองฝนเ
ป็นผู้หญิงที่หน้าตาน่ารักมากแค่ไหน ดวงหน้ารูปไข่นั้นช่างงดงามเย็นตาประดุจพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ รับกับนัยน์ตากลมโตสีนิลมณีที่มีเงานุ่มส่งประกายคล้ายดั่งแก้วเจียระไน ริมฝีปากอิ่มสวยราวกับกลีบกุหลาบเป็นสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติโดยไม่ต้องเสริมเติมแต่งลิปสติกให้ยุ่งยาก ผมดำขลับที่เปียกชื้นอยู่นั้นนุ่มสลวยไม่ต่างจากแพรไหม ตัดกับสีขาวนวลผุดผ่องของผิวกาย ซึ่งเนียนละเอียดไปทั่วร่าง ทั้งหมดนี้ล้วนถ่ายทอดมาจากผู้เป็นพ่อและแม่ แต่ทว่าละอองฝนก็ไม่เคยสนใจรูปโฉมโนมพรรณของตัวเองแต่อย่างใด
หลังจากที่เช็ดผมเผ้าจนแห้งหมาดๆ สาวน้อยก็ลุกขึ้นไปหยิบเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นมาสวมใส่ และรอเวลาจนแน่ใจว่าทุกคนขึ้นไปยังชั้นบนหมดแล้ว จึงออกไปหาอะไรกินในห้องครัว
พออิ่มก็กลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง พร้อมกับจัดการล้างหน้าแปรงฟันใหม่ ก่อนจะคลานขึ้นไปนอนมองนาฬิกาอยู่บนเตียงจนเข็มชี้ว่าเป็นเวลาห้าทุ่มก็ดีดตัวขึ้นปิดไฟและแอบย่องออกจากห้องของตัวเองเงียบๆ ตรงไปยังห้องดูดาวบนชั้นสองซึ่งเป็นห้องที่เธอแอบขึ้นไปเป็นประจำในยามค่ำคืน เพื่อชื่นชมความงดงามของเหล่าเดือนดารานับหมื่นนับล้านดวงที่มองเห็นได้อย่างแจ่มชัดในเวลานั้น
ในยามดึกอันเงียบสงัด เจ้าของคฤหาสน์วัยกลางคนหลับสนิทอยู่บนเตียงหลังจากกินยาหลังอาหารซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ง่วงงุน อดีตนางแบบสาวไฮโซในวัยเกือบสี่สิบปี จ้องมองสามีแต่ใจกลับประหวัดไปถึงผู้ชายอีกคน...
เมสันบุตรชายคนเดียวของไวแอต ถึงแม้เขาจะมีฐานะเป็นลูกเลี้ยงของเธอ แต่ก็มีอายุน้อยกว่าเธอเพียงแค่หกปี เขาช่างเป็นผู้ชายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเร่าร้อนและน่าปรารถนาอย่างเหลือร้าย ไม่ต่างอะไรจากเปลวเพลิงกองใหญ่ๆ ที่หลอกล่อเหล่าแมงเม่าทั้งหลายให้กระเสือกกระสนโบยบินเข้าไปหาอย่างเต็มใจ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มปกคลุมด้วยหนวดเครารกครึ้มไม่ได้ทำให้เขาน่ามองน้อยลงเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับทำให้ดูดุดันและน่าค้นหามากกว่าเดิม ดวงตาคู่คมสีอำพันแข็งกระด้างบ่งบอกความทระนงและมั่นใจในตัวเอง เนื้อตัวเต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรงไปทุกสัดส่วนสมกับเป็นคาวบอยที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลของขุนนางเก่าแก่ในอังกฤษ สิ่งที่ชวนให้น่าลุ่มหลงมากที่สุดในตัวบุรุษผู้นั้นก็คือท่าทีซึ่งเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและไม่ยอมใครของเขามันเป็นเสน่ห์และความท้าทายให้อยากมีโอกาสนอนครางกระเส่าอยู่ใต้ร่างกำยำของเขาสักครั้ง
ความรู้สึกนึกคิดนั้นทำให้แพรวดาวค่อยๆ ลุกขึ้นไปยืนอยู่หน้ากระจก ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ รูปร่างในวัยเกือบสี่สิบ ของเธอยังคงสมส่วน เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งชวนมอง เพราะเธอดูแลตัวเองเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เธอใคร่รู้เหลือเกินว่ายามที่ร่างกายอันหนั่นแน่นทรงพลังของเมสันเสียดสีถูไถเข้ากับร่างกายของเธอมันจะให้ความรู้สึกที่ซาบซ่านสยิวทรวงมากแค่ไหน...
เมื่อความปรารถนาอันพลุ่งพล่านอยู่เหนือความถูกต้องและเหตุผลทั้งมวล แพรวดาวจึงหยิบเสื้อคลุมมาสวม แล้วเร้นกายออกจากห้องนอนในยามดึกอย่างเงียบเชียบ ตรงไปยังห้องของผู้ชายที่ทำให้เธอหวั่นไหวตั้งแต่สบประสานกับดวงตาสีอำพันครั้งแรกในวันที่เดินทางมาที่นี่ ซึ่งเธอรู้ดีว่าห้องของเขาอยู่ตรงไหนในคฤหาสน์หลังนี้
ครั้นพอไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของเมสันแล้ว แพรวดาวก็ไม่รีรอที่จะยกมือขึ้นเคาะประตู เพียงครู่หนึ่งประตูบานนั้นก็ถูกเปิดออกมาจากข้างใน สาวใหญ่คลี่ยิ้มยั่วยวนทันทีที่เห็นเจ้าของห้องอยู่ในชุดนอนลายทาง เปิดกระดุมเสื้อสองเม็ดบนเผยให้เห็นแผงอกกว้างล่ำสันที่มีขนสีทองขึ้นประดับเป็นแนวยาว ซึ่งถ้าเดาไม่ผิดขนเหล่านั้นคงจะเรียงตัวลงไปจนถึงหน้าท้องและหายเข้าไปในขอบกางเกงของเขาเป็นแน่
“มีอะไร?” เสียงห้าวดุเอ่ยถามอย่างห้วนจัด
“ฉันมีธุระอยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัว...”
อดีตนางแบบสาวไฮโซเน้นคำว่า ‘ส่วนตัว’ พลางชม้ายสายตาขึ้นไปสบประสานกับดวงตาคู่คมอย่างมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีชายใดรอดพ้นบ่วงพิศวาสของเธอได้สักคน
“มีอะไรก็ว่ามาเร็วๆ”
“ฮื้อ...ใจเย็นๆ สิคะ เราเข้าไปคุยกันข้างในห้องดีกว่านะ”
แพรวดาวไม่พูดเปล่า แต่ยกมือขึ้นลูบไล้แผ่นอกกำยำด้วยลีลาจัดเจน จงใจปลุกเร้าให้อีกฝ่ายลุกโชนเป็นไฟ ตาอันหยาดเยิ้มคล้ายกับดอกกระดังงาลนไฟลดลงมามองริมฝีปากหยักได้รูปที่เป็นเส้นชัดเจนบ่งบอกว่าเป็นคนรักแรงและดุเดือดน่าดู
“เอามือออกไปจากตัวผม!” เมสันพูดเสียงกร้าวดุ แววตากระด้างขึ้นฉับพลัน ไร้อารมณ์ร่วมใดๆ อย่างสิ้นเชิง
“แล้วถ้าอย่างนี้ล่ะ... คุณจะยังไล่ฉันอยู่อีกมั้ย หือ...”
เสื้อคลุมถูกถอดออกจากเรือนกายของสาวใหญ่ก่อนจะทิ้งมันให้ตกลงพื้นด้วยท่วงท่าแบบเชื้อเชิญในเรื่องเพศเต็มที่ อวดรูปร่างสมส่วนละลานตาภายใต้ชุดนอนสายเดี่ยวยาวแค่ครึ่งต้นขา และคนที่อยู่ในฐานะภรรยาใหม่ของพ่อก็คลี่ยิ้มออกมาแบบสมใจ เมื่อมือใหญ่ตะปบเข้าที่ไหล่ของเธอ แพรวดาวมั่นใจว่าอีกไม่ถึงอึดใจเขาจะต้องกระชากเธอเข้าไปจูบ หลังจากนั้นบทรักแสนเร่าร้อนที่เธอเฝ้าถวิลหาก็จะบรรเลงขึ้นจนเตียงของเขาแทบจะลุกเป็นไฟอย่างแน่นอน และเธอก็พร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อมที่จะถูกไฟสวาทของเขาพร่าผลาญให้มอดไหม้
แต่แล้วความหวังทั้งหมดทั้งมวลของแพรวดาวมีอันต้องพังครืนลงไม่เป็นท่า เมื่อมือใหญ่ที่กอบกุมอยู่บนต้นแขนของเธอนั้นเริ่มบีบแรงเข้าจนกระดูกแทบจะแตกละเอียด
“โอ๊ย!”
สาวใหญ่ร้องออกมาพลางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ หากก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าเมสันอาจจะเป็นผู้ชายที่ชอบทำอะไรรุนแรงตามบุคลิกของเขา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็ไม่เกี่ยง ทว่าความหวังของแพรวดาวก็ดับวูบลงราวกับเปลวไฟที่ถูกมวลน้ำซัดสาดเข้าใส่อย่างจังอีกครั้ง เมื่อเสียงห้าวดุทรงพลังตวาดดังลั่นขึ้น!
“ถ้ายังรักจะเป็นเมียพ่อผมและอยากมีที่ซุกหัวนอน ก็อย่าทำตัวร่านกับผมหรือผู้ชายคนไหนอีก ไม่อย่างนั้นผมจะกระชากคุณไปหาพ่อผม และบอกเรื่องที่คุณกำลังทำเดี๋ยวนี้” มือใหญ่ผลักร่างของผู้หญิงตรงหน้าออกไปเต็มแรงอย่างรังเกียจ ทำให้แพรวดาวล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกลงกับพื้นจนเจ็บร้าวไปทั้งตัว แต่นั่นก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับดวงตาวาวโรจน์ของเขาที่กำลังสาดปะทุ ขณะมองมาเสมือนเปลวไฟจากโลกันตร์ก็ไม่ปาน
“คุณเมสัน!” แพรวดาวเม้มปากเข้าหากันแน่นจนปรากฏรอยย่นบริเวณ หางตาอย่างพยายามเก็บอาการที่สุด
“อย่าริอ่านมาทำแบบนี้กับผมอีก ต่อให้คุณมาแก้ผ้าต่อหน้าผม ผมก็ไม่คิดจะใช้ผู้หญิงร่วมกับพ่อและไม่เคยคิดอยากจะแตะต้องคนที่ทำตัวไร้ยางอายและน่าสมเพชแบบคุณ” วาจาผรุสวาทของเมสันเต็มไปด้วยความเจ็บแสบ ไม่ไว้หน้า ไม่รักษาน้ำใจ ดูถูกดูแคลนและเย้ยหยันระคนกัน แต่มันก็เหมาะสมแล้วสำหรับผู้หญิงที่ไร้ยางอายเช่นแพรวดาว!
“เมสันคะ...”
“กลับไปซะ! ถ้าไม่อย่างนั้นผมจะเป็นคนพาคุณไปส่งเอง! หรือจะต้องให้ผมไปเรียกพ่อมาพาคุณกลับไป”
เมสันคำรามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเสมือนเสือที่ถูกกระตุกหนวดจนสามารถตะปบคนให้ตายได้ง่ายๆ ในชั่วพริบตา
“อย่านะคะ!” แพรวดาวรีบตาลีตาเหลือกร้องห้าม
“ฉันจะกลับไปห้องเดี๋ยวนี้แหละ”
สาวใหญ่รีบลนลานลุกขึ้น แล้วหมุนตัวกลับด้วยความรู้สึกที่เจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจและอับอายเป็นที่สุด ความโกรธที่มาพร้อมกับการดูแคลนของเมสันนั้นช่างน่ากลัวเหลือเกิน
“เดี๋ยว!”
เสียงห้วนๆ ของเมสันที่เรียกขึ้นทำให้อดีตนางแบบสาวใจชื้นขึ้นมาทันทีพลางแอบหวังว่าบางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจเรียกเธอเข้าไปในห้องก็เป็นได้
“คะ” เธอหันมาพร้อมทั้งส่งยิ้มหวานหยดปานน้ำผึ้งเดือนห้า
“เอาเสื้อคลุมของคุณกลับไปด้วย”
ประโยคดังกล่าวทำเอาแพรวดาวหน้าเจื่อนลงเป็นครั้งที่สอง รีบก้มลงหยิบเอาเสื้อคลุมขึ้นมาสวมใส่ คราวนี้เธอเดินแกมวิ่งกลับห้องของตัวเองอย่างไม่มีความหวังใดๆ หลงเหลืออีกต่อไป
สาวน้อยที่เพิ่งกลับออกมาจากห้องดูดาวยืนตัวแข็งเป็นก้อนหินกับเหตุการณ์ตรงหน้า แม้จะไม่ได้ผูกพันกับมารดาสักเท่าไหร่ แต่ก็อดเสียใจและอดสูกับการกระทำอันน่าละอายเช่นนั้นของคนเป็นแม่ไม่ได้ เธอไม่เคยรู้ว่าก่อนที่แพรวดาวจะแต่งงานกับไวแอต แพรวดาวใช้ชีวิตส่วนตัวเช่นไร แต่สิ่งที่แม่ของเธอทำไปเมื่อครู่นี้มันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและผิดต่อสามีอย่างร้ายแรง
“โธ่...คุณทำไมถึงทำแบบนี้”
เสียงหวานใสเผลอพึมพำออกมาเบาๆ อย่างสะท้อนใจ แต่นั่นก็มากพอที่ทำให้เมสันซึ่งกำลังจะปิดประตูห้องหันขวับมองไปยังต้นเสียงทันที
“นั่นใคร!!??”
เสียงเข้มดุที่ดังขึ้นทำให้ละอองฝนได้สติ และรีบยกมือปิดปากตัวเองอย่างตื่นตระหนกใจ โชคดีที่บริเวณซึ่งเธอยืนอยู่นั้นค่อนข้างมืดเขาจึงไม่เห็นเธอ
“ฉันถามว่าใคร...ฮะ!!” เมสันถามในน้ำเสียงโทนเดิมที่ฟังดูเกรี้ยวกราดขึ้น และเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับมา ชายหนุ่มจึงสาวเท้าเข้าไปหาคนที่แฝงกายอยู่บริเวณมุมห้องทันที
ละอองฝนหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้มเมื่อร่างใหญ่กำยำขยับตัวใกล้เข้ามา อารามตกใจทำให้เท้าเล็กๆ วิ่งหนีกลับไปยังห้องดูดาวโดยไม่คิดชีวิต
เมสันก้าวพรวดพราดตามอย่างรวดเร็ว ถึงแม้สาวน้อยจะซอยเท้าเร็วยิกๆ เพียงใด แต่ก็ยังไม่ไวพอที่จะหนีฝีเท้ายาวๆ ของชายหนุ่มพ้น มือใหญ่หนาดั่งคีมเหล็กเอื้อมไปดึงผมสลวยจนละอองฝนหน้าแหงนหงาย ก่อนที่เอวเล็กกิ่วจะถูกแขนแกร่งตวัดล็อกจากด้านหลัง
สาวน้อยดิ้นรนสุดเรี่ยวแรงอย่างคนที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวและตกใจสุดขีด กายบอบบางพยายามบิดหนีเพื่อจะให้หลุดจากพันธนาการอันน่าระทึกนั้นให้ได้ แต่วงแขนของเขาช่างแข็งแกร่งนัก ดิ้นอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้เสียที
มือใหญ่เลื่อนขึ้นมาตะปบที่หัวไหล่แล้วหมุนร่างเล็กๆ ให้หันมาเผชิญหน้า การต่อสู้กันท่ามกลางความมืดดังขลุกขลักและดูเหมือนว่าคนที่เรี่ยวแรงน้อยกว่าจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เมื่อเขาคว้าถูกบริเวณคอเสื้อของเธอแล้วกระชากทีเดียวสุดแรงจนขาดดังแควก!