“โอ๊ย เจ็บ.....”
เจี่ยนอู่เจ็บจนมึนหัว รู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมแข็ง ๆ แทงเข้ามาที่ตัวเธอ
จากนั้นก็เห็นเลือดสีแดงไหลออกมาจากหว่างขา อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา “ตายแล้ว!”
เมื่อกี้เธอลืมไปว่ามีดอกดรีมวีดช่อหนึ่งวางอยู่บนเก้าอี้ จึงเผลอนั่งทับลงไปโดยไม่ทันระวัง ทำให้หนามแหลม ๆ ยาว ๆ ของมันแทงเข้าไปในเนื้อของเธออย่างลึก
ดรีมวีดเป็นพืชที่มีฤทธิ์ทำให้ชาอย่างรุนแรง ต่อมาน่าจะทำให้เธอไร้เรี่ยวแรงไปกว่าหกชั่วโมง เธอจึงตัดสินใจ: ปิดร้าน พักผ่อน!
ดังนั้นเธอทนต่อความเจ็บปวดดึงหนามออก เตรียมไปแขวนป้าย ‘วันนี้หยุด’
แต่ทันที่เธอจะได้ลุก จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดสูทเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาในร้านดอกไม้ ทันใดนั้นลมหายใจที่รุนแรงก็ปะทะเข้ามาที่ใบหน้า
เขามองตรงไปที่เธอ ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาเย็นชาราวกับน้ำค้างแข็ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ความเกลียดชัง และความโหดร้ายประหนึ่งอยากจะทรมานเธอให้ค่อย ๆ ตายไปอย่างไรอย่างนั้น
เจี่ยนอู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอไม่รู้จักเขา แล้วก็ไม่รู้รายละเอียด และจุดประสงค์อะไรของเขาเลย
แต่สิ่งที่เธอเห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็คือ เขาไม่ได้มาดีแน่!
เธอมีศัตรูมากมาย แม้ว่าเธอจะใช้ชื่อปลอมและสวมหน้ากากทุกครั้งที่ไปทำภารกิจ แต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตัวตนของเธอจะไม่ถูกเปิดเผย การที่องค์กรจะมีคนทรยศนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นการที่ศัตรูจะมาตามไล่ฆ่าหรือลักพาตัวเธอ มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว เธอไม่กล้าแสดงท่าทีหุนหันพลันแล่น ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือเอาไว้เท่านั้น
“คุณผู้ชายอยากจะซื้อดอกไม้เหรอคะ?”
“เหอะ!”
ชายคนนั้นหัวเราะเยาะออกมา
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง จับเอวเธออุ้มขึ้นมาและเดินออกไปข้างนอกทันที
เจี่ยนอู่ต่อยเขาไปตามสัญชาตญาณ แต่พอหมัดที่เบาราวสำลีของเธอชกเข้าที่ตัวของเขา ให้ตายเถอะมันกลับดูเหมือนท่าทางงอลง้อมากกว่า
จากนั้น ฉากด้านนอกร้านก็ทำให้เธอต้องตกใจครั้งใหญ่
ถนนเมืองเก่าที่ทั้งแคบและทรุมโทรม กลับมีรถโรลส์-รอยซ์สีดำหรูหลายสิบคันจอดอยู่อย่างอลัง
บอดี้การ์ดชุดดำหลายร้อยคนได้ล้อมรอบร้านดอกไม้เล็ก ๆ ของเธอเอาไว้
คนที่เดินถนนต่างก็ตกใจกลัวกัน จนไปแอบอยู่ในร้านค้าสองข้างทาง
มันเหมือนกับฉากในละครทีวีที่พวกอันธพาลพากันออกมายึดถนนก่อความวุ่นวายไม่มีผิด
แม้ว่าเจี่ยนอู่จะรอบรู้ แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถเดาได้เลยว่าเป็นใครในเมืองเบลเบิร์นกันแน่ที่ต้องการจะจับเธอ
การก่อความวุ่นวายเวลากลางวันแสก ๆ แบบนี้ ถือว่าอวดดี และบ้าระห่ำเกินไป!
ชายคนนั้นโยนเธอเข้าไปในรถอย่างป่าเถื่อน
จากนั้นก็ขึ้นรถ มานั่งข้าง ๆ เธอ
เมื่อประตูรถปิดลง พื้นที่เล็ก ๆ และคับแคบได้ถูกรังสีความเย็นชาอันทรงพลังของเขาบีบจนตัวแทบจะแตก และขาดอากาศหายใจอยู่แล้ว
เจี่ยนอู่พยายามตั้งสติ เธอแอบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าอย่างเงียบ ๆ เพื่อควานหาโทรศัพท์มือถือ อยากจะกดส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
แต่ตอนที่เธอเพิ่งจะสัมผัสโดน โทรศัพท์ก็ถูกผู้ชายข้าง ๆ แย่งไปซะก่อน
เธอเหลือบมองไปที่ใบหน้าด้านข้างที่ทั้งน่ากลัวและตึงเครียดของเขา “คุณผู้ชาย คุณควรจะบอกชื่อให้ฉันได้ทราบหน่อยรึเปล่าว่าคุณเป็นใคร แล้วมาจับฉันด้วยจุดประสงค์อะไร..... อุ๊บ!”
เธอถูกบังคับให้กลืนประโยคครึ่งหลังลงไป เพราะมีฝ่ามือใหญ่ ๆ อันแข็งแกร่งข้างหนึ่งมาจับคอของเธอเอาไว้
ราวกับว่าหากเธอกล้าไม่เชื่อฟัง เขาจะหักคอเธอในทันที
“ฉันไม่อยากดูเธอเล่นละครเสแสร้งอะไรทั้งนั้น!”
“หากพูดจาไร้สาระอีกแม้แต่คำเดียว ฉันทำให้เลือดเธอแห้งหมดตัวแน่!”
เพื่อรักษาชีวิตน้อย ๆ ของตัวเองไว้ เจี่ยนอู่จึงหุบปากทันที
เธอไม่มีแรงที่จะต้านทานได้เลย จึงทำได้แค่รอดูผลที่จะเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ กลับทำให้เธอช็อคเป็นครั้งที่สอง
ผู้ชายคนนี้พาเธอไปที่สำนักงานเขต
เพียงแค่เดินเข้าและเดินออก ชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงไปในช่องคู่สมรสของเขาแล้ว!
ตอนที่ถูกโยนกลับเข้าไปในรถอย่างป่าเถื่อนอีกครั้ง สีหน้าเจี่ยนอู่ดูสับสนมาก
เธอจ้องมองทะเบียนสมรสในมืออย่างอึ้ง ๆ ในที่สุดก็รู้ชื่อของเขาสักที:ฟู่ซือเจี้ยน
ในเมืองเบลเบิร์น คนที่มีมีทรัพย์สมบัติมหาศาล และมีนามว่าฟู่ซือเจี้ยน มีเพียงผู้กุมอำนาจอันดับหนึ่งของตระกูลฟู่เท่านั้น
แล้วเขาก็ยังเป็นเศรษฐีพันล้านที่ผู้คนในเมืองต่างก็ล่ำลือด้วย!
ช่างเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และน่างุนงงจริง ๆ
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยไปมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลผู้สูงศักดิ์ และน่ากลัวแบบเขาคนนี้มาก่อน
หรือต่อให้เธอจะไปทำให้เขาขุ่นเคืองโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่การลอบสังหารหรือการแก้แค้นก็ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มากกว่า แล้วการบังคับให้แต่งงานนี่คือ.....?
“เอ่อ คุณฟู่คะ.....”
“หุบปาก!”
เธออยากจะถามเรื่องนี้ให้ชัดเจน แต่เขากลับไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดเลย
หลังจากเสียงดุที่โหดเหี้ยมพ่นออกมาแล้ว เขาก็จับมือซ้ายของเธอมาสวมแหวนเพชรอันล้ำค่าเม็ดเท่าไข่นกพิราบบนนิ้วนางของเธอ
จากนั้นเขาก็ออกคำสั่งขึ้นมาว่า “เมื่อก่อนเธอทำให้คุณย่ามีความสุขได้ยังไง วันนี้ก็ต้องพยายามทำให้ได้อย่างนั้น อย่าทำให้ฉันต้องโมโหอีก!”
เจี่ยนอู่ “..…”
เธอไม่เคยเจอคุณย่าของเขามาก่อนเลย แล้วจะทำอย่างไร?
“คุณฟู่ เราเข้าใจอะไรกันผิดไปรึเปล่าคะ..... อุ๊บ!”
เธอถูกเขาบีบคอเอาไว้อีกครั้ง
เขาดูหงุดหงิดอารมณ์ไม่สดใส ทุกคำพูดที่เขาพูดออกมาเหมือนกับลอยออกมาจากหลุมดำอย่างไรอย่างนั้น
“ตอนนั้นเธออุตสาห์พยายามอย่างหนักใช้เล่ห์เลี่ยมกล่อมคุณย่าบังคับให้ฉันแต่งงานกับเธอ สุดท้ายพอฉันตอบตกลงทำตามที่เธอต้องการแล้ว คนทั้งโลกต่างก็ได้รับการ์ดเชิญงานแต่งงานของเรากันหมดแล้ว แต่เธอกลับหนีไปในวันจดทะเบียนเนี่ยนะ?”
“ฉันไม่สนใจเรื่องที่เธอมาเกาะแกะก่อนหน้านี้ และเรื่องหนีการแต่งงานครั้งก่อนอะไรทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้สนใจเรื่องหน้าอาย และปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเรื่องนี้ด้วย แต่คุณย่าป่วยหนักเพราะเรื่องนี้จนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน แค้นนี้ยังไงก็ต้องสะสาง!”
“อาการของคุณย่าอยู่ในขั้นวิกฤต เธอต้องรีบกลับไปทำตัวเป็นหลานสะใภ้ที่ดีเดี๋ยวนี้ หากเธอตุกติกแม้แต่นิดเดียว ฉันจะฝังตระกูลเจี่ยนให้หมด!”
เจี่ยนอู่พอจะเข้าใจแล้ว
เขาลักพาตัวผิดคนนั่นเอง!
น่าจะเพราะเธออาจดูคล้ายกับคู่หมั้นของเขาที่หลบหนีไป จนทำให้เขาจำผิด
เธอและเจียงฉือคู่หมั้นของเธอได้นัดกันเอาไว้แล้วว่า พรุ่งนี้จะกลับไปจดทะเบียบสมรสที่บ้านเกิดของเขา เมืองหมิงซีเจิ้น ทว่าตอนนี้จะทำอย่างไรดี?
จู่ ๆ ก็กลายมาเป็นแพะรับบาป ในใจของเจี่ยนอู่จึงรู้สึกโมโหมาก
แผนการทั้งหมดของเธอต้องพังทลายลงเพราะเขา แม้ว่าเธอจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมาในภายหลัง แต่เธอก็ยังถูกตราหน้าว่าแต่งงานครั้งที่สองอยู่ดี
ไอ้คนตาบอดใจบอด!
เธออยากจะกินหัวฟู่ซือเจี้ยนเข้าไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยจริง ๆ
ทว่าเวลานี้เธอไม่มีปัญญาที่จะปกป้องตัวเองได้เลย อีกอย่างเขาก็แข็งแกร่งและบ้าระห่ำ เขาไม่ยอมให้เธอพูดอะไรเลย เธอทำได้แค่ยอมจำนนไปอีกครั้ง
ตอนพระอาทิตย์ตกดินทางทิศตะวันตก รถก็ขับเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลฟู่อันโอ่อ่างดงาม
ทันทีที่ฟู่ซือเจี้ยนดึงเธอออกมาจากรถ พ่อบ้านที่ก็วิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าร้อนใจ
“คุณชายสี่ คุณรีบไปดูเร็วครับ จู่ ๆ คุณท่านก็เป็นลมไป ตอนนี้กำลังทำการช่วยชีวิตอยู่ครับ”
“นี่เป็นครั้งที่สามแล้วครับที่เป็นลมไปแบบนี้ หมอบอกมีอาการหัวใจล้มเหลว เกรงว่า...... ท่าจะไม่ดีเท่าไหร่ครับ......”
ทันใดนั้นสีหน้าของฟู่ซือเจี้ยนก็ดุร้าย และน่ากลัวขึ้นมาทันที
เมื่อรู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตอันร้ายแรง เจี่ยนอู่ก็ย่อตัวถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ
แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ขยับเท้า เขาก็บีบคอเธอเอาไว้อย่างแรง แล้วก็กดเธอเข้ากับประตูรถเอาไว้เสียแล้ว
ดูเหมือนเขาจะบ้าไปแล้ว เขาบีบแน่นจนเธอแทบจะลงไปคุกเข่าดิ้นทุรนทุรายใกล้ตายอยู่แล้ว
“ถ้าจะให้ดีเธอควรจะภาวนาให้คุณย่าปลอดภัยเข้าไว้ดีกว่านะ!”
“เพราะถ้าเกิดคุณย่าเป็นอะไรขึ้นมา เธอโดนฝังทั้งเป็นแน่!”
หลังจากกัดฟันพูดทิ้งท้ายประโยคเหล่านี้เอาไว้แล้ว ฟู่ซือเจี้ยนก็ปล่อยมือและสาวเท้าเดินเข้าไปในวิลล่าทันที
เจี่ยนอู่เหมือนกับได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว เธอเอามือกุมคอที่แสนเจ็บปวด แล้วสำลักออกมาอย่างรุนแรง
“แค่ก…… แค่กแค่ก......”
ความรู้สึกใกล้จะตายตอนเมื่อกี้นี้ ยังทำให้เธอหวาดกลัว และโกรธไม่หาย
ประสาท!
จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองแต่งงานผิดคน
ตอนนี้เขากำลังอยู่ในอาการหงุดหงิด และบ้าคลั่ง หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณย่าของเขาขึ้นมา มีความเป็นไปได้สูงมากที่เธอจะถูกเขาฝังทั้งเป็นจริง ๆ!
หากเธอต้องการมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยจนกว่าความเข้าใจผิดจะคลี่คลาย เธอต้องช่วยคุณย่าของเขาเอาไว้ให้ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว เธอก็ดันตัวเองให้ลุกขึ้นมา แล้วก็เดินโซซัดโซเซเข้าไปในวิลล่า
ในห้องนอน คุณย่าที่มีผมขาวทั้งศีรษะกำลังนอนหลับตาอยู่บนเตียง
แพทย์และพยาบาลกลุ่มหนึ่งกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการช่วยเหลือเธอ เครื่องมือบนโต๊ะแสดงให้เห็นว่าความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจของเธอลดลงอย่างต่อเนื่อง อันที่จริงขาข้างหนึ่งของเธอได้ก้าวเข้าสู่ยมโลกไปแล้วด้วยซ้ำ
ฟู่ซือเจี้ยนที่รีบวิ่งปรี่เข้าประตูไปหยุดชะงักอย่างกะทันหัน สีหน้าเขาดูตึงเครียดมาก ไม่กล้าที่จะพูดอะไร ส่วนเจี่ยนอู่ที่ตามหลังมาอย่างใกล้ชิดก็กลั้นหายใจเช่นกัน
เวลานี้ เส้นหยัก ๆ ที่แสดงอัตราการเต้นของหัวใจบนอุปกรณ์ได้กลายเป็นเส้นตรงไปแล้ว
แพทย์และพยาบาลต่างก็ตื่นตระหนกกันไปหมด จากนั้นพวกเขาก็รีบปฏิบัติการช่วยชีวิตกันอย่างจ้าละหวั่นขึ้นมาอีกครั้ง
แต่น่าเสียดายที่หัวใจของคุณย่าไม่สามารถกลับมาเต้นได้อีกครั้งแล้ว
หัวหน้าทีมแพทย์ได้ประกาศอย่างเศร้าใจว่า “ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ คุณท่านเสียชีวิตแล้วครับ”
ฟู่ซือเจี้ยนรับไม่ได้ ดวงตาที่แดงฉานของเขากลับเต็มไปด้วยความแค้นมากขึ้น
“เป็นไปไม่ได้! ช่วยชีวิตต่อ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตามแต่!”
หมอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “คุณสี่ คุณท่านมีภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่คุ้มค่าที่จะช่วยชีวิตต่อแล้วล่ะครับ”
ฟู่ซือเจี้ยนกำลังจะสติแตก
เขาสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เกิด คุณย่าคือคนที่เลี้ยงดูเขามาเพียงลำพัง แล้วคุณย่าก็คือคนที่เขาใกล้ชิดที่สุดในโลก
“ไม่จริง คุณย่าจะจากไปแบบนี้ไม่ได้!”
“ท่านเคยบอกว่าท่านจะอยู่ดูผมแต่งงาน ดูผมมีหลานชายให้ท่านก่อน ท่านถึงจะวางใจ!”
ในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย มีเพียงฟู่ซือเฉิงที่เป็นนายใหญ่หัวเราะขึ้นมาอย่างเย็นชาและพูดว่า “เอาน่าชายสี่ ตอนนี้นายพูดแบบนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา?”
ท่านนี่คือพี่ชายคนโตของฟู่ซือเจี้ยน พวกเขาสองคนมีอายุห่างกันยี่สิบสามปี
เขาพูดออกมาต้องการจะใช้คำพูดในการฆ่าคน
“คุณย่าโกรธคู่หมั้นของนายที่หนีไปจนล้มป่วย การตายของท่าน นายปัดความผิดนี้ไปไม่พ้นหรอก”
“แค่ผู้หญิงคนเดียวยังควบคุมไม่ได้ แล้วจะให้พวกเราเชื่อได้ยังไงว่านายจะสามารถดูแลคนทั้งตระกูลได้?”
“หากนายรู้สึกผิดเกี่ยวกับคุณย่าอยู่บ้าง งั้นนายก็มอบอำนาจในการดูแลตระกูลและหุ้นทั้งหมดมาซะ จากนั้นก็ถอนตัวออกจากการดูแลธุรกิจของครอบครัวซะ!”
ฟู่ซือเจี้ยนเม้มริมฝีปากบาง ๆ ของเขาแน่น พยายามข่มอารมณ์ทั้งหมดเอาไว้
พี่ชายใหญ่ไม่พอใจกับการที่คุณย่ามอบหุ้น และอำนาจในการดูตระกูลให้เขามาโดยตลอด แทนที่ควรจะเป็นของหลานชายคนโต ดังนั้นไม่ว่าด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ก็มักจะพยายามโยนความผิดมาให้เขาอยู่เสมอ
ในอดีตเขาก็ไม่ค่อยจะอ่อนข้อให้พี่ชายคนโตสักเท่าไหร่ เขามักจะหาวิธีโต้ตอบพี่ชายคนโตที่มีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่เสมอ
แต่วันนี้เขาไม่มีอารมณ์ที่จะโต้เถียงกับพี่ชายคนนี้
เพราะเขารู้สึกผิดอย่างถึงที่สุด แล้วเขาก็ไม่อยากให้คุณย่าจากไปอย่างไม่สบายใจด้วย
แต่ฟู่ซือจิ่วซึ่งเป็นคุณชายสามที่นั่งอยู่บนวีลแชร์กลับทนดูต่อไปไม่ไหว
“เฮียใหญ่ ซือเจี้ยนเป็นผู้ดูแลครอบครัวที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคุณย่า การที่เฮียจะมาขอเป็นผู้ดูแลตระกูลกับขอหุ้นไปตอนนี้ มันน่าเกลียดเกินไปหน่อยมั้ง!”
“ชายสาม ตระกูลนี้นายมีสิทธิ์ออกเสียงด้วยเหรอ?”
ก่อนที่ฟู่ซือเฉิงจะเอ่ยปากพูดขึ้นมา ฮูเชียนฮัวภรรยาของเขาก็ชิงโต้กลับ คำพูดเต็มไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แม้แต่การแต่งหน้าอันวิจิตรงดงามของเธอก็ยังไม่สามารถกลบซ่อนความหยาบคายจากธาตุแท้ของเธอเอาไว้ได้
“คุณธรรมของชายสี่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เลยสักนิด ดังนั้นเขาจะต้องมอบอำนาจผู้นำตระกูล และหุ้นให้คนอื่นไปซะ!”
“นายพิการนั่งอยู่บนวีลแชร์มาตลอดทั้งชีวิต ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรตระกูลเลยสักนิด หรือว่านายก็อยากจะได้ส่วนแบ่งด้วย?”
ฮูเชียนฮัวเป็นคนปากคอเราะร้ายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอรู้ดีว่าจุดอ่อนของชายสามอยู่ที่ไหน จึงสามารถพูดได้อย่างจี้จุด
แล้วก็เป็นไปตามคาด ฟู่ซือจิ่วได้แต่จับหัวเข่าแน่นด้วยความเจ็บปวด แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
เจี่ยนอู่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ มองดูเรื่องราวความแค้นของครอบครัวที่ร่ำรวย แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไร
ตอนที่คนอื่นกำลังทะเลาะกัน เธอก็คอยสังเกตอาการของคุณย่าอย่างละเอียดอยู่ตลอด
ตอนที่การทะเลาะวิวาทเริ่มดุเดือดขึ้น เธอก็พูดขึ้นมาอย่างชิลล์ ๆ ว่า “คุณย่ายังมีทางรอดอยู่นะคะ......”
ทันทีที่เจี่ยนอู่เอ่ยออกมา ทุกคนก็มองไปที่เธอ
โดยเฉพาะฟู่ซือเจี้ยนที่กำลังเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด จู่ ๆ เขาก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันหน้าไปมองอย่างแรงด้วยเจตนาฆ่าอันแรงกล้า
เจี่ยนอู่ถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว ในทุก ๆ วินาทีเธอรู้สึกเหมือนกับกำลังเหยียบอยู่บนปลายมีดอย่างไรอย่างนั้น
“นี่คือคุณหนูใหญ่ของตระกูลเจี่ยนที่หนีการแต่งงานไปไม่ใช่เหรอ?”
“ทำไมเธอถึงยังกล้ามาที่บ้านตระกูลฟู่อีก?”
สายตาของทุกคนเต็มไปด้วยความรังเกียจ
เจี่ยนอู่เป็นเหมือนสัตว์ร้ายตัวน้อยที่ถูกรายล้อมไปด้วยฝูงหมาป่า เธอถามฟู่ซือเจี้ยนขึ้นมาอย่างระมัดระวังว่า “ขอให้ฉันตรวจดูอาการของคุณย่าหน่อยได้ไหม?”
อะไรนะ?! ทุกคนในห้องต่างก็ตกใจจนลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้าอยู่แล้ว
ฮูเชียนฮัวหัวเราะขึ้นมาเสียงแหลมราวกับสุนัขจิ้งจอก แล้วเธอก็พูดประชดขึ้นมาว่า “คุณเจี่ยน นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอคะ? มีใครไม่รู้บ้างว่าคุณเป็นคุณหนูไร้ค่าที่ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่มัธยมปลายแล้ว คุณไปมีทักษะทางการแพทย์มาตอนไหนเหรอคะ?”
เจี่ยนอู่ไม่ได้อยากจะทะเลาะกับผู้หญิงปากร้ายคนนี้
เธอรีบไปช่วยชีวิตคุณย่า แล้วก็พูดกับฟู่ซือเจี้ยนอีกครั้งว่า “ในเมื่อพวกหมอหมดทนทางที่จะรักษาได้แล้ว แค่ให้ฉันลองดูทำไมจะไม่ได้ล่ะ? ไม่ว่าผลลัพธ์จะแย่แค่ไหน มันก็คงไม่แย่ไปกว่าตอนนี้แล้วไม่ใช่รึไง?”
แพทย์และพยาบาลต่างก็ไม่พอใจมาก
บุคคลที่พวกเขาตัดสินว่าตายไปแล้ว พวกเขาจะปล่อยให้คุณหนูโง่ ๆ ที่ไร้ซึ่งความสามารถ มีชื่อเสียงฉาวโฉ่มาวิจารณ์ในแง่ลบได้อย่างไร?
ทุกคนในตระกูลฟู่ต่างก็เกลียดชังจนกัดฟันแน่นกรอด
ตอนนั้นที่ผู้หญิงคนนี้หนีการแต่งงานไป ทำให้คนทั้งตระกูลฟู่ต้องอับอายขายหน้ากันหมด วันนี้พอคุณย่าเสียชีวิตลง เธอกลับยังมาพูดจาเรื่องไร้สาระอะไรอยู่ตรงนี้อีก
ทุกคนกำลังรอให้ผู้นำตระกูลออกคำสั่ง ไล่คนบ้าคนนี้ออกไป
แต่เจตนาฆ่าในดวงตาของฟู่ซือเจี้ยน จู่ ๆ ก็ค่อย ๆ หายไปซะอย่างนั้น
เขามองพิจารณาใบหน้าของเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรไปอยู่นาน ไม่มีใครรู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ฟู่ซือเฉิงทุบโต๊ะด้วยความโมโห “ตระกูลฟู่ของฉัน ยอมให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเธออย่างเธอมาสร้างปัญหายังไงก็ได้อย่างนั้นเหรอ? ใครก็ได้มานี่ที เอาตัวเธอออกไปเดี๋ยวนี้!”
บอดี้การ์ดหลายคนต่างก็อยากลงไม้ลงมืออยู่แล้ว หลังจากได้รับคำสั่ง พวกเขาก็เดินเข้าไปเพื่อจะลากตัวเจี่ยนอู่ออกไปในทันที
ทันใดนั้นก็มีคนพูดขึ้นมาว่า “ใครกล้าแตะต้อง คนของฉัน!! !”
ฟู่ซือเจี้ยนเอ่ยปากห้ามเอาไว้
ทุกคนต่างก็แปลกใจไปตาม ๆ กัน
แต่ผู้นำตระกูลที่สูงกว่าร้อยเก้าสิบเซนติเมตรได้แผ่รังสีความกดดันอันทรงพลังของเขาออกมา ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะขัดเขา
ฟู่ซือเฉิงกับฮูเชียนฮัวที่ก่อปัญหาอยู่ตลอด เวลานี้ก็ต้องจำใจหุบปากไปด้วยเช่นกัน
ฟู่ซือเจี้ยนควบคุมสถานการณ์ได้ด้วยประโยคเดียว
จากนั้นเขาก็ดึงมือเจี่ยนอู่ไปที่หน้าเตียง แล้วก็พูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ฝากด้วย”
เพราะเป็นการตัดสินใจของผู้นำตระกูล จึงไม่มีใครกล้าคัดค้าน
เจี่ยนอู่เริ่มตรวจร่างกายของคุณย่า
เนื่องจากร่างกายของเธอยังไม่หายดี แล้วเธอก็ยังมาโดนฟู่ซือเจี้ยนบีบคออย่างแรงถึงสามครั้งอีก เธอจึงอ่อนแรงมากจนมือสั่นเล็กน้อย ทำให้การตรวจของเธอดูงุ่มง่ามมาก
ซึ่งพอคนที่อยู่ตรงนั้นเห็นการแสดงออกเช่นนี้เข้า พวกเขาจึงมองไปเชิงลบเสียมากกว่า
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีความรู้ทางด้านการแพทย์เลย เธอเพียงแค่พูดไปเพื่อให้ได้รับความดีความชอบ แถมยังดูกล้า ๆ กลัว ๆ ด้วย
มักจะมีผู้หญิงที่เข้ามาแสดงละคร เพื่อต้องการจะดึงดูดความสนใจของฟู่ซือเจี้ยนอย่างต่อเนื่อง
แต่ยังไม่มีใครที่เหมือนคุณหนูใหญ่ของตระกูลเจี่ยนคนนี้เลยที่เอาคุณย่าฟู่มาใช้ในการแสดง มีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
เมื่อก่อนเธอสามารถเกลี้ยกล่อมล่อลวงคุณย่าให้ตกลงเรื่องแต่งงานได้ ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถของเธอ แต่ตอนนี้คุณย่าเสียชีวิตไปแล้ว เธอจะสามารถทำให้คนที่ตายไปแล้วมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งได้ยังไงกัน?
แบบนี้มันเรียกว่ารนหาที่ตายชัด ๆ!
ทุกคนในห้องต่างก็จ้องมองไปที่เจี่ยนอู่กันตาปริบ ๆ
ทุกคนต่างรอดูว่าเธอจะล้มเหลว และหน้าแตกในที่สุด
รอดูเธอถูกฟู่ซือเจี้ยนโยนออกไป
รอดูทั้งตระกูลเจี่ยนต้องมาซวยเพราะเธอ
เจี่ยนอู่ไม่ได้รับผลกระทบจากใครเลย หลังจากทำการตรวจเสร็จ เธอก็นั่งเงียบ ๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบชุดฝังเข็มของตัวเองออกมา
ตอนที่เห็นชุดฝังเข็ม หมอทุกคนต่างก็พากันหัวเราะขึ้นมา ส่วนคนอื่น ๆ ที่มุงดูอยู่ก็หัวเราะเยาะเย้ยขึ้นมาด้วยเช่นกัน
พวกเขาต่างก็คิดว่าเธอจะเอาทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมมาแสดงซะอีก แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นแค่การฝังเข็มที่ล่ำลือกันมา น่าตลกสิ้นดี!
คุณย่าหัวใจล้มเหลว การผ่าตัดยังไม่มีประโยชน์อะไรเลย แล้วการแทงเข็มเพียงไม่กี่เล่นจะทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อย่างไร?
ฟู่ซือเจี้ยยอมให้เธอวินิจฉัย และรักษาคุณย่าได้ยังไงกัน บ้าชะมัดเลย!
ร่างกายของคุณย่าฟู่เป็นสิ่งล้ำค้า แต่เขากลับยอมให้ผู้หญิงคนนี้แทงสุ่มสี่สุ่มห้าได้เนี่ยนะ? ทำแบบนี้มันเป็นการไม่ให้เกียรติคนตายชัด ๆ เลย!
ทว่าฟู่ซือเจี้ยนไม่ได้ห้าม จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไร
เจี่ยนอู่ทำการฆ่าเชื้อเข็ม แล้วก็แทงเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคุณย่าทีละเล่ม
เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนแอลงเรื่อย ๆ มือของเธอจึงสั่นรุนแรงมากขึ้น เม็ดเหงื่อค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นบนหน้าผากของเธอ
เมื่อเห็นว่ามือของเธอสั่นคลอนจนลายตาไปหมด ทุกคนต่างก็มองทุกฝีเข็มด้วยความตื่นตระหนก
หลังจากฝังเข็มแรกไปแล้ว ก็ยังไม่มีปาฏิหาริย์ใด ๆ เกิดขึ้น
หลังจากฝังเข็มที่สองลงไปแล้ว ก็ยังไม่มีปาฏิหาริย์ใด ๆ เกิดขึ้น
จนกระทั่งเข็มที่เก้าถูกฝังลงไป ก็ยังไม่มีปาฏิหาริย์ใด ๆ เกิดขึ้นอยู่ดี
ในที่สุดคนที่มุงดูอยู่ต่างก็ทนเกร็งต่อไปไม่ไหวแล้ว
“พอได้แล้ว!” ฟู่ซือเฉิงตะโกนขึ้นมาด้วยความโมโห
“ยัยตัวแสบ เธอกล้ามากเลยนะ นี่เธอมองเราเป็นคนโง่ เลยคิดจะหลอกพวกเราอย่างนั้นใช่ไหม?”
“กล้าที่จะเอาศพของคุณย่ามาใช้แสดงละคร เธอคงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสิท่า!”
ทุกคนต่างก็จ้องมองไปที่เจี่ยนอู่ด้วยความโกรธ เกลียดชังเธอจนอยากจะฉีกผู้หญิงที่หยามเกียรติคนตายคนนี้ออกเป็นชิ้น ๆ
ฟู่ซือจิ่วที่อ่อนโยนมาโดยตลอด ตอนนี้เขาก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงอย่างมากว่า “ซือเจี้ยน นายปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้มาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ได้ยังไง?”
แต่ฟู่ซือเจี้ยนกลับไม่มีท่าทีว่าจะห้ามเจี่ยนอู่แต่อย่างใด เขากลับตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงดุดันว่า “ทุกคนหุบปากซะ!”
เจี่ยนอู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เหลือแค่เข็มสุดท้ายแล้ว
หากฟู่ซือเจี้ยนคล้อยตามคนอื่น แล้วก็ห้ามไม่ให้เธอทำการฝังเข็มต่อ งั้นก็คงจะล้มเหลว
ภายใต้แรงกดดันของฟู่ซือเจี้ยน เสียงคัดค้านได้หายไปอีกครั้ง แต่ความโกรธและอารมณ์ที่ข่มไว้ของทุกคนกลับเพิ่มมากขึ้น ทำให้ตอนนี้บรรยากาศในห้องอึมครึมอย่างมาก
ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองมาอย่างดุดัน เจี่ยนอู่ได้ทำการฝังเข็มที่สิบลงไปแล้ว
เมื่อเข็มนี้แทงทะลุเข้าไป คุณย่าก็สูดหายใจเข้าอย่างแรง
คน ฟื้นแล้ว!!!