บทที่ 2
แสงไฟสลัวตกกระทบใบหน้าทำเอาผมนิ่งค้างไปชั่วขณะ ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้หล่อมาก แม้แต่ผมที่ไม่เคยชายตามองผู้ชายด้วยกันมาก่อนยังอดชมไม่ได้ แม้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยปื้นดำๆ แต่ก็ไม่สามารถบดบังรูปหน้าสมมาตรได้เลย จมูกเป็นสันคมรับกับแนวกรามเป็นอย่างดี มองอย่างไรก็ไม่ต่างจากเทพบุตรกรีก
ผมทรุดตัวนั่งยอง ปัดปอยผมสีเฮเซลนัทที่ปรกหน้าผากเขาออก พลางถามเสียงเบา
“เฮ้ นายโอเคมั้ย”
คนถูกถามค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมา และผมก็ต้องตะลึงงันไปอีกรอบเมื่อเห็นดวงตาสีเทาสว่างคู่สวย
ผู้ชายคนนี้... มีเสน่ห์น่าดูเลยแฮะ นี่ล่ะมั้งที่เรียกว่าเซ็กส์แอพพึล
“จะให้เรียกแท็กซี่ให้มั้ย ดูท่าทางนายจะเมาหนักแล้วนะ”
ผมว่า เดาเอาเองว่าเขาคงจะเป็นลูกค้าของไนท์คลับแห่งนี้เหมือนกัน รูปร่างหน้าตาอย่างนี้ ไม่พ้นเป็นนายแบบไม่ก็ลูกคนรวยที่ไหนสักที่แน่ๆ แต่ผมไม่คุ้นหน้าเลยแฮะ ถ้าเป็นลูกค้าวีไอพีของที่นี่ อย่างน้อยๆ ผมก็ต้องเคยเห็น ไม่ก็ต้องเคยได้ยินสาวๆ พูดถึงบ้างสิ หล่อขนาดนี้จะถูกเมินนี่เป็นไปไมได้เลย
หมอนั่นไม่ตอบ มองผมตาปรือ พลันไอโขลกออกมาขนานใหญ่
“เฮ้ ไหวมั้ย” ผมรีบพยุง ก่อนที่มือจะสัมผัสเข้ากับของเหลวบางอย่างที่ไหลซึมมาจากสีข้างของร่างใหญ่ แค่ของเหลวอย่างเดียวยังไม่เท่าไหร่ นี่ยังมีแท่งอะไรบางอย่างปักอยู่บนตัวเขาด้วย
ผมใจหายวาบ รู้ได้ในทันทีว่ามันคือมีด และหมอนี่ก็คงจะถูกทำร้ายมา
“เดี๋ยวฉันโทรแจ้งตำรวจให้” ผมรีบบอกเร็วๆ ดึงมือออกมา หมายจะล้วงเอาโทรศัพท์โทรหาตำรวจ ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสีของของเหลวที่เปื้อนมือ
มันไม่ใช่สีแดงอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเป็นสีเขียว... สีเขียวอ่อนเสียด้วย!
ผมเบิกตาโพลง กลิ่นคาวของมันทำให้ผมมั่นใจว่ามันคือเลือด แต่สีเขียวอ่อนอย่างนี้ ผมอดคิดไม่ได้เลยว่านี่เป็นการเล่นตลกอะไรของพวกลูกหลานคนไฮโซ เพราะเจ้าคนพวกนี้ชอบแกล้งกันอยู่เนืองนิตย์ โดยเฉพาะพวกที่มาเที่ยวที่นี่
“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!” เท่านั้น ผมก็หัวเสียทันที
หมอนั่นไม่ตอบ แต่ยื่นมือมาจับไหล่ผมไว้มั่นแทน
“ขะ...ขอ...” น้ำเสียงขาดห้วงไป ทำเอาผมย่นคิ้วยุ่ง
“อะไร”
“ขอวางไข่หน่อย...”
“อะไรนะ!” ผมถามเสียงดัง ไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่หมอนี่พูดมันใช่ประโยคเดียวกับที่ตัวเองได้ยินหรือเปล่า
“ขอวางไข่...” ยังย้ำผมด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอีกครั้ง
วางไข่อะไรวะ!
ผมทำท่าจะลุกหนีเพราะเห็นว่าการคุยกับหมอนี่มันทำให้ผมหัวเสียกว่าเดิม หากแต่พอผมจะลุกขึ้น มือใหญ่ที่จับไหล่ผมอยู่ก็ออกแรงดึงร่างผมให้เข้าไปใกล้ ก่อนที่เขาจะจรดริมฝีปากหยักลงมาบนเรียวปากผม มิหนำซ้ำ ยังพยายามดุนลิ้นเข้ามาข้างในด้วย ทำให้ผมผลักไอ้บ้านี่ออกเต็มแรง
“ทำเวรอะไรเนี่ย!”
หมอนั่นไม่ตอบเช่นเคย และไม่ยอมปล่อยให้ผมไปไหนด้วย พอผมผละออก มันก็รีบพยุงตัวเองขึ้น แล้วดึงผมเข้าไปจูบอีกครั้ง การจูบครั้งนี้รุนแรงและหนักหน่วงกว่าครั้งแรกมาก หมอนั่นแทบจะไม่รั้งรอที่จะดุนลิ้นนุ่มเข้ามาในโพรงปากผมเลยแม้แต่น้อย ผมพยายามจะสะบัดหน้าหนีแต่ก็รู้สึกเหมือนว่ามีบางอย่างตรึงผมไว้ให้อยู่กับที่จนขยับไม่ได้ ครู่เดียว ก็รู้สึกถึงวัตถุทรงกลมบางอย่าง ขนาดเท่าเมล็ดถั่วแมคคาเดเมียในปาก ผมพยายามจะขย้อนมันออก แต่อีกฝ่ายใช้ลิ้นดันมันเข้ามาลึกเรื่อยๆ จนผมต้องกลืนมันลงไปอย่างไร้ทางเลือก
และพอผมกลืนมันลงไป คนขโมยจูบก็ถอนริมฝีปาก ผมได้สติในตอนนี้ ง้างหมัด กระชากคอเสื้อเขาเตรียมจะซัดทันใด
“คิดว่าตัวเองทำอะไรอยู่วะ!”
“วางไข่...” อีกฝ่ายว่ามาเท่านี้ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะค่อยๆ ปรือและปิดลง พร้อมกับร่างใหญ่ที่อ่อนปวกเปียกทรุดไปกับพื้น
ผมรีบปล่อยมือออกจากหมอนั่นทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อซีดเผือดราวไร้เลือด ความโมโหเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความตกใจที่จู่ๆ ก็เห็นมันฟุบแน่นิ่งไป
“นะ...นาย... เฮ้ เป็นอะไรน่ะ” ผมถาม
หมอนั่นไม่ไหวติง ผมจึงรวบรวมความกล้า ยื่นมือไปสะกิด แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ไม่มีการตอบรับใดๆ แม้แต่น้อย ซ้ำร้าย ร่างนั้นยังเย็นชืดจนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายผมเต้นถี่จนแทบจะระเบิดออกมาให้ได้ ผมรวบรวมความกล้า ยื่นนิ้วอันสั่นเทาไปอังจมูกอีกฝ่ายใกล้ๆ
มะ...ไม่หายใจ!
ผมเด้งตัวขึ้นยืนทันที
ฉิบหายละ จูบกันอยู่ดีๆ ก็ตายเสียอย่างนั้น ซวยแล้วไอ้กวินทร์!
ผมยืนทึ้งหัวตัวเองอย่างตระหนก หันซ้ายหันขวา ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ใจหนึ่งก็อยากจะโทรแจ้งตำรวจ แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าโทรแจ้งไป ผมจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งในข้อหาฆาตกรรม เพราะก่อนหน้านี้ ผมเพิ่งจะจับด้ามมีดที่ปักตัวเขาไปหมาดๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ผมหมดอนาคตแน่
แล้วความเห็นแก่ตัวก็เข้าครอบงำผม ผมรีบถอดเสื้อตัวเองออก เอามาเช็ดรอยนิ้วมือของตัวเองบนด้ามมีดที่ตัวเขา แล้วสวมกลับเหมือนเดิม ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในไนท์คลับและมุ่งหน้ากลับอพาร์ตเม้นต์อย่างรวดเร็ว
ใครมันจะอยู่ให้โดนจับกัน! คนที่จะโดนจับคือฆาตกร ไม่ใช่กวินทร์คนนี้เว้ย!
บทที่ 3
6 ชั่วโมงหลังหลบหนี (เวลา 09.00 น.)
ก๊อกๆๆ
“ใครครับ”
“นักสืบทราวิสจากสำนักงานนักสืบ ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณสักหน่อย”
“เรื่องอะไรครับ”
“เรื่องชายนิรนามที่กลายเป็นศพหลังไนท์คลับ คุณตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรม ผมคงต้องขออนุญาตเชิญคุณไปคุยแบบส่วนตัวที่โรงพัก”
“ชะ...ชายนิรนามไหน ผมไม่รู้เรื่อง เฮ้! อย่ามาจับตัวผมนะ! ปล่อย!”
“คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด เพราะสิ่งที่คุณพูด เราจะใช้ปรักปรำคุณในชั้นศาลได้ คุณมีสิทธิที่จะเรียกทนายความ หากคุณไม่มีทนาย ทางรัฐจะจัดหาให้ คุณมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามใดๆ คุณเข้าใจสิทธิที่แจ้งมา เชิญไปโรงพัก”
“ผมไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น! ผมไม่รู้เรื่อง! ปล่อยนะเว้ย!”
ปิ๊บ!
ผมกดรีโมทปิดโทรทัศน์ที่กำลังฉายซีรีย์ชื่อดังที่มีนักสืบหนุ่มหน้าหล่อนามทราวิสเป็นตัวดำเนินเรื่อง พลันใช้นิ้วมือคลึงบริเวณหัวคิ้วอย่างหัวเสีย ทำไมไอ้ซีรีย์บ้านี่ถึงได้มาฉายในเวลาประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่ผมประสบมาเมื่อคืนด้วยก็ไม่รู้ คนยิ่งกังวลอยู่ว่าจะมีตำรวจตามมาจับตัวถึงบ้านเหมือนกับไอ้อ้วนโง่เง่าในซีรีย์นั่น
ผมลุกขึ้นยืน เดินไปเดินมาทั่วห้องเมื่อนึกถึงภาพชายร่างใหญ่ล้มฟุบหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อมา ตั้งแต่กลับมาจากไนท์คลับเมื่อตอนตีสามและซุกตัวอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์ของตัวเอง ผมก็มีอาการพารานอยด์ไม่หยุดจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี จะแจ้งตำรวจก็กลัวว่าตัวเองจะซวยเพราะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับศพนั่น แต่จะเก็บตัวเงียบอย่างนี้ ผมก็วางตัวปกติไม่ได้อีก
คนตายต่อหน้าต่อตาเลยนะ! จะให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ไง!
ผมกดรีโมทเปิดโทรทัศน์อีกครั้ง เปลี่ยนช่องไล่หาช่องข่าวพร้อมกับเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นบนใบหน้า ที่ผมต้องไล่หาข่าวอย่างนี้ทั้งคืนก็เพราะผมอยากจะรู้ว่าป่านนี้มีใครไปเจอศพผู้ชายคนนั้นหรือยัง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีข่าวของผู้ชายคนนั้นเลยแม้แต่ข่าวเดียว จนผมอดคิดไม่ได้ว่ามันแปลกที่ไม่มีใครไปเจอศพหมอนั่น นี่มันก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วนะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพวกพนักงานไนท์คลับ ไม่ก็พวกพนักงานทำความสะอาดออกไปทิ้งขยะหลังร้านบ้างสิ
เอ... หรือว่าจะเจอศพแล้ว แต่ตำรวจยังไม่ยอมให้ปล่อยข่าวกัน? แต่ถ้าตำรวจเจอศพแล้ว แสดงว่าตอนนี้คงถึงขั้นตอนเสาะหาตัวคนร้ายแล้วล่ะมั้ง
ผมคิดวุ่นไปทั่ว เผลอยกนิ้วมือขึ้นมากัดเล็บอย่างลืมตัว ก่อนจะสะดุ้งไปเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาร้องลั่น พอตั้งสติได้ ผมก็เอื้อมมือไปคว้ามันมาดูชื่อคนโทรเข้าที่หน้าจอแล้วกดรับอย่างหงุดหงิด
“ว่า?”
[เมื่อคืนนายทิ้งฉันแล้วหนีกลับก่อนได้ยังไง แถมยังปล่อยให้ฉันนอนที่นั่นจนถึงเช้าอีก ใจร้ายมากเกินไปแล้วนะ]
เอมิเลียกรอกเสียงขุ่นมาตามสาย ทำเอาผมย่นคิ้วยู่ที่จู่ๆ เธอก็โผล่มาวีนไม่รู้จังหวะ
“ก็เธอเมาพับ แล้วฉันก็เหนื่อยด้วย เลยกลับมาก่อน”
[ไม่ใช่ว่าตอนฉันเมา นายควงคนอื่นไปฟาดกันที่ไหนหรอกนะ]
เอมิเลียทำผมหงุดหงิดมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเมื่อเธอพูดประโยคนี้ขึ้นมา ผมรู้ว่าเธอระแวง แต่มันใช่เวลาที่จะมาสร้างความรำคาญให้ผมมั้ย
“ถ้าเธอไม่เชื่อใจ ก็ไม่ต้องมายุ่งกัน รำคาญ!” ผมขึ้นเสียงเล็กน้อยตามอารมณ์
อีกฝ่ายชะงักไป ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหวานทันควัน
[ฉันก็แค่ถามเฉยๆ ทำไมต้องโมโหด้วย อย่าโกรธกันเลยนะ นายก็รู้ว่าฉันชอบนายมาก ฉันเลยหวงเป็นธรรมดา ขอโทษนะเควิน อยากได้อะไรเป็นพิเศษมั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันซื้อไถ่โทษให้]
เธอทักจะเอาสิ่งของมาล่ออย่างนี้ตลอดเวลาทำให้ผมหัวเสีย แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่เคยขอให้เธอซื้ออะไรให้นะ นอกจากเธอจะซื้อให้เอง
“ช่างมันเถอะ” ผมตอบส่งๆ ด้วยไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด ทว่าเอมิเลียก็ยังไม่หยุด
[งั้นมาเจอกันตอนนี้มั้ยล่ะ เดี๋ยวฉันจะบริการอย่างเต็มที่เลย]
บริการที่เธอว่าก็คือเรื่องเซ็กส์นั่นแหละ
“ไม่ต้อง วันนี้ฉันปวดหัว อยากจะพัก” ผมตอบปฏิเสธโดยแทบไม่ต้องคิด ถ้าเป็นเวลาปกติ ผมคงจะไม่รีรอที่จะตอบรับเธอไปแล้ว
[ไม่ค่อยสบายเหรอ ให้ฉันไปหาที่ห้องมั้ย] เธอเสนอขึ้นมาอีก
“บอกว่าไม่ต้อง ให้ฉันอยู่คนเดียว อย่ามาวุ่นวายกับฉันจนกว่าฉันจะติดต่อกลับไปเองก็พอ”
[เดี๋ยวสิเควิน แต่ว่าฉันอยากเจอ...ตู๊ดๆๆ]
ผมกดวางสายเอาดื้อๆ ไม่สนใจเสียงของเอมิเลียที่ร้องเรียกแต่อย่างใด พลันทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ทึ้งผมตัวเองไปมาอยู่ครู่หนึ่งด้วยความกลัดกลุ้มยังคงเกาะกุมจิตใจ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเอมิเลียที่โทรมาหาเมื่อครู่ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับเหตุการณ์ที่ผมเจอเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย ทำเอาผมฉุกใจ โทรกลับไปหาเธออีกครั้ง
“เอมิเลีย”
[โทรกลับมาอย่างนี้ แสดงว่าจะให้ฉันไปหาสินะ] เธอว่าด้วยน้ำเสียงเริงรื่น
“เปล่า ฉันแค่มีเรื่องจะถาม”
[เรื่องอะไร]
“แบบว่า...” ผมเงียบไปครู่ ชั่งใจว่าจะพูดอย่างไรให้เอมิเลียไม่เอะใจดีว่าผมมีส่วนรู้เห็นกับการตายของผู้ชายคนนั้น
[แบบว่าอะไร] เอมิเลียเร่งเร้า ให้ผมโพล่งออกไป
“แบบว่าที่ไนท์คลับน่ะ มีอะไรแปลกๆ มั้ยตอนที่เธอกลับออกมา”
[อะไรเหรอที่ว่าแปลกๆ]
“ก็แบบ... เรื่องร้ายๆ หรือเรื่องน่าตกใจอะไรประมาณนี้” ผมว่าอ้อมๆ เอมิเลียเงียบไปครู่แล้วก็ตอบกลับมา
[ก็ไม่นะ เรื่องร้ายๆ เรื่องเดียวที่ฉันเจอก็คือตื่นมาแล้วเห็นว่านายหนีกลับไปก่อนนี่แหละ]
พอได้ยินอย่างนี้ ผมก็โล่งใจขึ้นมาเปาะหนึ่ง ถ้าเอมิเลียที่อยู่ในที่เกิดเหตุจนถึงเช้าไม่รู้ ก็แสดงว่ายังไม่มีใครไปเจอศพแหงๆ
[ถามอะไรแปลกๆ นี่มีอะไรหรือเปล่า ให้ฉันไปหาที่ห้องมั้ย]
เธอก็วกกลับมาเรื่องเดิมอีกจนได้ นี่ก็อยากจะมาหาผมให้ได้เลยสินะ
“ไม่ต้อง” สุดท้าย ผมก็ตัดบทโดยการตัดสายไปอีกครั้ง
คงจะต้องรอดูต่อไปอีกสักหน่อยก่อน ไม่แน่ว่าอีกสักพักอาจจะมีข่าวออกมาก็ได้
10 ชั่วโมงหลังหลบหนี (เวลา 13.00 น.)
ผมยังคงนั่งประจำที่โซฟา สายตาจับจ้องไปยังจอโทรทัศน์ที่กำลังรายงานข่าวอย่างใจจดจ่อ ไม่นานนัก รายงานข่าวก็จบลงและไร้ซึ่งข่าวที่ผมเฝ้ารออีกเช่นเคย ผมถอนหายใจยาว ไม่รู้ว่าถอนหายใจเพราะโล่งใจที่ไม่ได้เห็นมัน หรือถอนหายใจที่ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองหลังจากนี้สักที
ผมเปลี่ยนช่องหารายการข่าวอีกครั้ง ก่อนจะหยุดลงที่ช่องหนึ่งแล้วเอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง ผมไม่แปลกใจนักว่าทำไมผมมีสภาพเหมือนจะตายให้ได้อย่างนี้ เพราะตั้งแต่กลับมาถึงห้องเมื่อคืน ผมก็ยังไม่ได้นอนเลยแม้แต่งีบเดียว แถมยังไม่ได้กินอะไรด้วย เอาแต่เฝ้าระแวงจนไม่เป็นอันทำอะไร มิหนำซ้ำ ตอนนี้ผมก็เริ่มจะปวดหัวหนึบขึ้นมาด้วยแล้ว ทั้งปวดหัวจากอาการแฮ้งค์เมื่อคืน และปวดหัวเพราะเครียดเรื่องบ้าๆ นี่ด้วย
ผมหลับตาลง นวดคลึงขมับไปมาด้วยหวังว่าจะทำให้อาการปวดบรรเทาลงได้บ้าง แต่เปล่าเลย นอกจากจะไม่บรรเทาแล้ว ยังจะมีอาการคลื่นไส้แทรกซ้อนขึ้นมาอีก ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นมาหายาแก้ปวดกิน ทว่าไอ้สลากยาบนขวดสีขาวมันดันระบุไว้ว่าให้ทานหลังอาหาร ผมก็เลยต้องไปจัดการเปิดตู้เย็น หาอะไรมายัดลงกระเพาะเพื่อรองท้องสักหน่อยก่อน
อาหารแช่แข็งค้างคืนตั้งแต่เมื่อวานก่อนถูกเอามาอุ่นในไมโครเวฟ ผมทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ เตรียมจะจัดการสปาเก็ตตี้ที่เหลืออยู่ครึ่งกล่องเข้าปาก ทว่าพอเปิดกล่องมันออกมา กลิ่นของมันก็ปะทะเข้าจมูกผมอย่างจัง มันก็เป็นกลิ่นสปาเก็ตตี้นี่แหละ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่ากลิ่นมันชวนคลื่นเหียนอย่างบอกไม่ถูก จนผมต้องหันไปไอโขลกตัวโยนอยู่พักหนึ่ง ตั้งสติได้ก็หันกลับมากลั้นใจตักมันเข้าปาก และพอผมส่งเส้นสปาเก็ตตี้เข้าไปในปาก อาการคลื่นไส้ก็รุนแรงขึ้นจนผมต้องรีบวางส้อมลง วิ่งพรวดไปยังซิงค์ล้างจาน สำรอกมันออกมาในทันใด
พอกลับมาสู่ภาวะปกติ ผมก็เดินกลับมายกกล่องสปาเก็ตตี้นั่นทิ้งลงถังขยะ กระเดือกยาแก้ปวดลงคอโดยไม่สนว่าจำเป็นต้องมีอะไรลงท้องก่อนหรือไม่ แล้วกลับมาที่ห้องนั่งเล่นในสภาพอิดโรย
ให้ตายเถอะ... สงสัยจะเครียดมากเกินไปแน่ๆ