ตอน 1

บทนำ

วันนี้ ณ จวนขนาดกลางของขุนนางระดับไม่สูงมาก

ที่เอ่ยว่าไม่สูงมากก็เพราะขขนาดประมุขของตระกูลแห่งนี้มีตำแหน่งขุนนางเพียงขั้น 4 ทว่าทั้งจวนบัดนี้กลับประดับตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ใหม่เอี่ยม บางอันทำจากหยกมันแพะ พู่ผ้าสีแดงผูกทั่วเรือนทำให้จวนขนาดกลางในวันนี้กลายเป็นจวนที่ดูร่ำรวยและมากอำนาจขึ้นมาในชั่วพริบตา

แน่นอนว่าตกแต่งจวนเป็นสีแดงอันเป็นสีมงคลก็เพราะเตรียมพร้อมสำหรับงานแต่งงานของหนึ่งในลูกสาวของประมุขตระกูลซู

ในสายตาคนภายนอกอาจรู้สึกทั้งอิจฉาลูกสาวตระกูลนี้และสงสารเวทนายิ่งในเวลาเดียวกัน

เพราะอันใดน่ะหรือ....

ชาวบ้านในเมืองหลวงต่างรู้แจ้งอยู่แล้วว่างานแต่งงานในครั้งนี้เป็นงานแต่งงานประเภทที่ตระกูลฝ่ายเจ้าสาวมิมีทางเลือกจำยอมส่งบุตรีของตนให้เข้าไปอยู่ในตระกูลของฝ่ายเจ้าบ่าวซึ่งเป็นตระกูลของขั้วตรงข้าม

จะเรียกว่าเป็นศัตรูกันก็มิผิด

แม้ว่าการแต่งงานครั้งนี้ฝ่ายเจ้าสาวจะได้รับสินสอดจำนวนมากจากตระกูลฝ่ายเจ้าบ่าวอย่างตระกูลหยาง ตระกูลฝ่ายบู๊อันแสนยิ่งใหญ่ก็ตามที อย่างไรก็มิสามารถกลั้นกลืนความโกรธแค้นที่ฝังลึกมานานหลายชั่วอายุคนมาดีใจกับงานมงคลในครั้งนี้ได้ง่ายดาย

ชะตากรรมของเจ้าสาวจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร คนที่รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลนี้ย่อมคาดเดาไปในทางลบกันถ้วนหน้า

และที่ชัดเจนที่สุดคือฝ่ายเจ้าบ่าวประกาศออกมาแล้วว่าการแต่งงานในครั้งนี้แม้ว่าจะเป็นการแต่งงานให้บุตรชายคนเดียวของประมุขตระกูลหยางที่ยังมิมีภรรยาเลยสักคนเดียว ทว่าพวกเขามาสู่ขอเจ้าสาวให้แต่งเข้าไปในฐานะฮูหยินรอง

ก็ยังดีที่มิใช่ตำแหน่งอนุไร้เกียรติไร้ศักดิศรี

ภายนอกจวนตระกูลลู่มีชาวบ้านมายืนออเฝ้ามองเกี้ยวเจ้าสาวที่แม้ว่าการตกแต่งยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหนก็มิสามารถปกปิดตัววัสดุที่ใช้ทำเกี้ยวนั้นได้

ไม้ชนิดที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป สีรึก็เก่าคร่ำครึ ดีที่ไม่ผุพังจึงยังคงสามารถรับน้ำหนักคนหนึ่งคนได้อยู่อย่างสบายๆ

ส่งเกี้ยวไร้คุณภาพเช่นนี้มารับตัวเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็แสดงความเกลียดชังในตัวว่าที่เจ้าสาวมาอย่างชัดเจน

เกลียดแล้วไยจึงส่งแม่สื่อมาสู่ขอบุตรีบ้านศัตรู?

เรียกว่ามาสู่ขอก็พูดได้มิเต็มปาก

หากบอกว่าส่งมาข่มขู่ให้รับข้อตกลงนั้นจะถูกต้องมากกว่า

เกลียดกันแล้วไยจึงต้องการตัวลูกสาวมาอยู่ในจวนของตนเอง

หากหลายคนคิดในทำนองว่าฝ่ายตระกูลหยางต้องการแก้แค้นทำให้ตระกูลซูรู้สึกตายทั้งเป็น ด้วยการใช้ตัวลูกสาวเป็นตัวประกันก็ผิดมากนัก

แถมมีใครมิรู้บ้างว่าบุตรชายคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่หยางสือเป็นคนเยี่ยงไร

บุรุษเจ้าแห่งสงคราม

รบร้อยครั้งชนะเก้าสิบเก้าครั้ง

หนึ่งครั้งที่พ่ายแพ้เพราะตั้งใจแพ้เพื่อให้ศัตรูตายใจก็เท่านั้น

นอกจากเรื่องการกระหายชัยชนะ เห็นการฆ่าฟันคนเป็นเรื่องง่ายดายแล้ว

เรื่องนิสัยใจคอของชายหนุ่มก็เลื่องลือว่าทั้งดุดันและโหดร้ายกับแม้กระทั่งสตรีที่เข้าไปทอดสะพานด้วยมิเคยปรานี

หนึ่งในเหตุการณ์ที่โด่งดังคือชายหนุ่มตัดแขนแม่นางที่แตะต้องตัวเขาทิ้งอย่างหน้าตาเฉย

ทำให้ผู้อื่นพิการถึงขนาดนั้นกลับไม่มีผู้ใดเอาผิดเขาได้แม้กระทั่งฮ่องเต้ของแคว้นก็ตั้งใจละเลย

เห็นได้ชัดว่าตระกูลหยางเปรียบเสมือนเป็นแขนขวาที่องค์ฮ่องเต้หวางซานเย่มิสามารถขาดได้ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

บัดนี้ด้านนอกจวนวุ่นวาย เนืองแน่นไปด้วยผู้คนยิ่งนัก

ช่างผิดกับด้านในที่มีบ่าวรับใช้เดินเพ่นพล่านอยู่ไม่กี่คน ยิ่งมิต้องพูดถึงเจ้านายในจวน

ทั้งท่านประมุขตระกูลและฮูหยินใหญ่ของตระกูลล้วนอยู่ในสภาพของคนเพิ่งตื่นนอน

ซูเจิน ฮูหยินใหญ่พร้อมด้วยบุตรีแสนรักของตนเอง ซูฮวา เดินเข้ามาในห้องซอมซ่อขนาดเล็กท้ายจวนที่บัดนี้เป็นสถานที่ที่นับว่ามีคนอยู่เยอะที่สุด

เยอะในที่นี้คือสี่คนเท่านั้น

มีบ่าวสาวใช้ช่วยเจ้าของเรือนแต่งกายอยู่สองคน บ่าวอีกหนึ่งคนแต่งหน้า ส่วนซูเมิ่ง ตัวเอกของงานแต่งงานในวันนี้กำลังนั่งมีท่าทีและใบหน้าเฉยชาอยู่หน้าคันฉ่อง

นางเปรียบราวกับตุ๊กตาไร้ชีวิตโดยมีบ่าวสาวใช้ร่วมมือกันเนรมิตจากใบหน้าไร้การแต่งแต้ม เสื้อผ้าตัวเก่าซอมซ่อมิต่างจากเรือนหลังที่อยู่อาศัยให้กลายเป็นเจ้าสาวแสนสวยตามความคาดหวังของคนข้างนอก

“ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ วันนี้พี่สาวของข้าใบหน้ายิ้มแย้มอิ่มเอมไปด้วยความสุขยิ่ง คิก คิก”

“เหอะ เจ้าดีใจไปเถอะ ข้าได้ข่าวว่าฝ่ายนู้นจัดเตรียมห้องพักดีเลิศไว้เตรียมรับอนุภรรยาอย่างเจ้า อุ้ย มิใช่สิ มิใช่อนุแต่เกรงว่าจะเป็นสถานะมิต่างกันเท่าใดนัก หึ และข้าที่บอกว่าห้องพักดีเลิศข้าหมายถึงเมื่อเทียบกับห้องพักของเจ้าที่จวนข้าล่ะนะ”

“โถ่ท่านแม่ ข้าคิดว่าพี่สาวข้าเกิดมาชาตินี้ช่างวาสนาดียิ่งนัก มิใช่ง่ายๆ นะเจ้าคะที่สตรีตระกูลเล็กอย่างพวกเราจะได้แต่งเข้าจวนยิ่งใหญ่ขนาดนั้น”

ซูเมิ่งเหลือบตามองน้องสาวต่างแม่ตนเองชั่วแวบหนึ่งเท่านั้นก่อนหันกลับมามองใบหน้าตนเองในคันฉ่อง

นางพูดถึงใคร? หากตามิบอดก็คงปากมิดี จงใจเยาะเย้ยผู้อื่นก็ใช้สมองสร้างสรรค์มากกว่านี้ได้หรือไม่

เดี๋ยวแม่ตบสั่งสอนสักดอกเลยนี่

หากมิได้มีแผนการอยู่ในใจป่านนี้สตรีผู้เป็นน้องสาวต่างมารดาของนางผู้นี้คงโดนลูกตบของวิญญาณในร่างของซูเมิ่งสั่งสอนไปแล้ว

ใช่แล้ว เวลานี้จิตวิญญาณที่แท้จริงของโฉมสคราญผู้น่าสงสารผู้นี้ได้ตายจากร่างกายนี้ไปแล้วตั้งแต่นางอยู่อาศัยที่บ้านนอกนู่นแล้ว

จากนั้นวิญญาณของซูเมิ่งที่แม้ชื่อเหมือนกันทว่านิสัยใจคอนั้นแตกต่างกันสุดขั้วได้เข้ามาสิงสถิตใช้ร่างกายนี้แทน ความทรงจำแสนเจ็บปวดและเลวร้ายทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามามากมาย

ดังนั้นซูเมิ่งสตรียุคอนาคตล่วงหน้าไปสองพันปีจึงได้รับรู้ว่าซูเมิ่งที่นางต้องมาใช้ชีวิตแทนนี้น่าสงสารเพียงใด

เป็นบุตรีของภรรยารองที่ตายไปแล้ว

ลูกชังของบิดาเพราะก่อนตายมารดานางโดนกล่าวหาว่าคบชู้สวมหมวกเขียวให้สามี

ส่วนแม่เลี้ยงหรือก็หน้าไหว้หลังหลอกยิ่ง ต่อหน้าทำเป็นเมตตาต่อบุตรีกำพร้าเช่นนาง ทว่าลับหลังเป่าหูให้บิดาส่งตัวบุตรีคนโตไปดัดนิสัยยังจวนบ้านนอกที่ทั้งเก่าและห่างไกลความเจริญร่วมสิบปี

ขนาดลูกสาวตัวจริงเคยจมน้ำวิญญาณตัวจริงตายจากไปแล้วยังมิรู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ

หากมิเกิดงานแต่งงานในครั้งนี้ขึ้นมา คงไม่มีทางที่ซูเมิ่งจะได้กลับมาเหยียบพื้นแผ่นดินที่เมืองหลวงกระมัง

เหอะ จะอย่างไรเสียอีก ก็พอมีแม่สื่อจากศัตรูเข้ามาเจรจาขอบุตรีบ้านนี้แต่งเข้าตระกูลหยางในฐานะภรรยารอง

จากตอนแรกที่คนในจวนประพฤติตัวราวกับมีบุตรคนเดียวมานับสิบปีก็กลับกลายเป็นลูกสาวสองคนขึ้นมาทันที

ในเมื่อทางฝั่งนู้นมิได้ระบุว่าต้องการลูกสาวคนใด ดังนั้นตระกูลซูจึงใช้ช่องโหว่ข้อนี้จับบุตรีแสนชังอีกคนหนึ่งใส่ตะกร้าล้างน้ำประเคนให้อีกฝ่ายอย่างมิต้องสงสัย

ซูเมิ่งคนใหม่แม้คาดเดาแผนการในครั้งนี้ออกแจ่มแจ้งก็มิคิดต้านทานเพราะนางเองก็ได้คิดแผนซ้อนลงไปแล้วอีกชั้นหนึ่ง โดยจุดประสงค์ของแผนนางนั้นแสนเรียบง่าย

คือ...ทำอย่างไรก็ได้ให้หลุดพ้นจากตระกูลที่เกลียดแสนเกลียดนางเสีย อยู่ไปก็มิรู้ว่าจะโดนวางยาพิษให้ตายตกตามมารดาของตนเองไปเมื่อไหร่ มิสู้ออกไปตายเอาดาบหน้า แม้ว่าหนทางข้างหน้านั้นจะเป็นถึงตระกูลของศัตรูก็ตามที

ในยุคโบราณนี้มีความเชื่อว่าบุตรโดยเฉพาะบุตรสาวเป็นสมบัติของบิดาผู้ให้กำนิด ส่วนบุตรสาวที่แต่งงานออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้ว หาได้สามารถหวนกลับคืนไม่ หลังจากแต่งงานไปสตรีจะเป็นสมบัติของสามี

ซูเมิ่งคิดว่านางเข้าไปที่นู่น อย่างน้อยก็เป็นถึงภรรยาคนหนึ่ง ได้ยินสาวใช้คุยกันว่าทางนู้นต้องการตัวประกันของคนในตระกูลนางเอาไว้ ได้ยินเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้ซูเมิ่งสบายใจขึ้น

ตัวประกันอย่างน้อยก็มิสามารถสังหารกันได้

เพียงนางสงบเสงี่ยมเจียมตัวเองอยู่ในที่ของตนเพียงเท่านั้นชีวิตในชาตินี้ของนางคงสงบสุขแล้วกระมัง

พอฝั่งนั้นมิต้องการตัวประกันแล้วนางก็เพียงขอหนังสือหย่าจากพวกเขาและเดินทางออกไปหาที่เงียบสงบสักที่ในแคว้นเย่แห่งนี้อาศัยอยู่ก็มินานจนเกินรอ

ดังนั้นซูเมิ่งจึงสงบปากสงบคำเป็นพิเศษ ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีของการแต่งงานให้ลุล่วงแม้ว่าจะมีแมลงหวี่แมลงวันมากมายพร้อมใจมาตอมระหว่างทางก็ตาม

ตอน 2

บทที่หนึ่ง

ภรรยาที่มิมีใครต้อนรับ

การแต่งงานดำเนินเรียบง่ายกว่าที่ซูเมิ่งคิดไว้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเดี๋ยวเดียวก็ถึงเวลาค่ำคืนในการเข้าหอโดยตามธรรมเนียมของคนยุคโบราณจะมีงานเลี้ยงโดยให้เข้าบ่าวไปร่วมงานรื่นเริง ส่วนฝ่ายเจ้าสาวจะโดนนำตัวมารอที่ห้องหอของพวกเขา

เวลานี้ซูเมิ่งจึงกำลังนั่งรอเจ้าบ่าวของตนเองอยู่บนเตียงที่ปูผ้าปูที่นอนสีแดงเข้ม ม่านมุ้งระโยงรยางค์สีเดียวกันไปทั้งห้อง

สองมือของนางเย็นเยียบเพราะตื่นเต้นกับการเฝ้ารอการมาของเจ้าบ่าวป้ายแดงของตนเอง

ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีพิธีรีตองอันใดพวกนี้เสียอีก

ซูเมิ่งนึกว่าการแต่งงานเป็นเพียงเรื่องบังหน้า ทว่าไยพอนางขึ้นเกี้ยวมายังตระกูลหยาง ตั้งแต่กราบไหว้ฟ้าดิน แขกเหรื่อของฝั่งเจ้าบ่าวก็ดูสมจริงไปหมดเสียทุกอย่างราวกับนางกำลังร่วมงานแต่งงานจริงๆ

แล้วทีนี้จะมิให้ซูเมิ่งเป็นกังวลจนมือเย็นเยียบในเวลานี้ได้อย่างไรเล่า ก็ในเมื่อนางมิได้เตรียมตัวจะมาเป็นเจ้าสาวที่แท้จริงของบุรุษที่ชื่อ หยางเหวินเลยสักนิด

ค่ำคืนนี้นางและเขาผู้มิเคยพูดคุยกันเลยสักครั้ง มิใช่สิยังมิเคยเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนเลยด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้พวกเขาจะมีค่ำคืนเข้าหอร่วมกันได้อย่างไร

ชาติที่แล้วแม้ว่านางมีอายุถึงสามสิบปีบริบูรณ์แล้ว แต่นางก็เป็นสาวโสดสนิทที่วันๆ ทำแต่งาน สร้างธุรกิจด้วยสองมือของตนเอง ไลฟ์ขายของในแอพพริเคชั่นยอดนิยมจนประสบความสำเร็จสามารถปลดหนี้ให้ที่บ้านได้ตั้งแต่อายุยี่สิบเก้า

เรื่องความรักมิต้องพูดถึง ซูเมิ่งไม่เคยสัมผัสมันเลยสักครั้งในชาติที่แล้ว

แล้วเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์นางจะไปเคยมีได้อย่างไร

ฮื่อ ซูเมิ่งที่กำลังนั่งครุ่นคิดหาทางเอาตัวรอดจากค่ำคืนส่งตัวเข้าหอนี้อยู่กัดปากตนเองจนเป็นห้อเลือด

พลั่ก

เสียงเปิดประตูทำให้ร่างบางบนเตียงสะดุ้งโหยง โชคดีที่บนศีรษะนางยังคงมีผ้าคลุมสีแดงปิดบังใบหน้าตื่นตระหนกของซูเมิ่งอยู่

ฟู่ว นางพยายามเรียกสติของตนเองให้กลับเข้าร่าง

นางมิเคยเป็นกังวลร้อนรนเท่าวันนี้มาก่อน มิคิดเลยว่านางในชาติใหม่นี้จะต้องมาแต่งงานมีสามีของจริงตอนอายุเพียงสิบห้าหนาวเท่านั้น

สวรรค์ลงโทษที่นางมิสนใจสืบเผ่าพันธุ์ตนเองในชาติที่แล้วหรืออย่างไร ไยจึงขีดเขียนโชคชะตาให้นางในชาตินี้ให้ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

“เดินดีดีท่านหยางเหวิน ภรรยาของท่านรออยู่”

“เจ้านั่นแหละส่งเสริมให้เขายกจอกสุราดื่มราวกับเป็นจอกบรรจุน้ำชา เจ้าช่างเป็นสหายที่ไร้จิตสำนึก เอาแต่สนุกและความรื่นเริงของตนเองอยู่ได้”

“ข้าเป็นสหายที่หวังดีต่างหาก ชิ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ ข้าหาได้บังคับหยางเหวินยกดื่ม”

“เจ้ารู้ดีก็ห้ามสิ ชิ ก็รู้อยู่ว่า อุ้บ....”

“เจ้าอย่าได้พูดมาก นู่น เจ้ามิเห็นหรือว่านางอยู่ในห้องนี้”

“เฮ้อ พวกเราพาเขาเดินไปส่งให้ภรรยาจัดการเถิด”

ซูเมิ่งได้ยินและเห็นว่าพวกเขาหยุดสนทนาต่อเพราะมีนางอยู่ เพียงเท่านั้นนางก็สามารถคาดเดาได้ว่าสามีนางผู้นี้เมามายอาจเป็นเพราะมิเต็มใจแต่งงานกับนางนั่นเอง

เฮ้อ ซูเมิงไม่เสียใจเลยสักนิดที่ได้รู้เช่นนั้น กลับกันนางรู้สึกดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยการแต่งงานในครั้งนี้เป็นเพียงการแต่งงานกันในนาม

เรื่องระหว่างชายหญิงที่นางมิรู้ความ เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจึงถูกปลดระวางความกังวลไปได้หลายส่วน

“ให้ข้าช่วยดีหรือไม่เจ้าคะ”

“ได้สิ”

“ที่เหลือเป็นหน้าที่ของแม่นางซูแล้ว ข้าและหวงลู่ขอตัวก่อน ค่ำคืนนี้เขาเมามายไปเสียหน่อยถือว่าฝากดูแลด้วยนะ”

“เจ้าค่ะ”

พอเจ้าบ่าวผู้เมามายของนางถูกส่งต่อมาที่ร่างเล็กของนาง ซูเมิ่งยืนเซเล็กน้อยเพราะน้ำหนักของคนเมาแทบมากกว่านางเกือบเท่าตัว

หยางเหวินตัวอ่อนเปลี้ยดังนั้นนอกจากใบหน้าที่กำลังจุ่มอยู่ที่ซอกลำคอของซูเมิ่ง ร่างสูงทั้งร่างก็พาดมาบนตัวนางทั้งสิ้น

“หนักยิ่งนัก ท่านหยางเหวิน”

“อื้อ....”

เมาสินะ

ดังนั้นในฐานะภรรยาที่ดีซูเมิ่งจึงรวบแรงกายตนเองทั้งหมดแบก นางขอใช้คำว่าแบกร่างสามีหมาดๆ ผู้นี้ของนางไปนอนพักผ่อนที่เตียงนอนดีดี

“ฟู่ว ตัวหนักเป็นบ้า”

พอนางปลดคนตัวหนักออกจากบ่าตนเองได้จึงถอนหายใจออกมาอย่างแรง

เมื่อครู่ราวกับนางแบกก้อนหินปีนขึ้นเขา

เนื่องจากขนาดตัวนางและเขาแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน

ซูเมิ่งยืนมองชายหนุ่มขี้เมาที่พอเจอกันครั้งแรกก็สร้างความประทับใจให้นางจดจำได้เป็นอย่างดี

แน่นอนว่านางประชด

แต่ก็นับเป็นเรื่องดีที่นางและสามีของนางจะมิต้องเผชิญหน้ากันในคืนเข้าหอวันนี้ให้อึดอัดใจ

แต่งงานโดยมิได้รักกัน....

แถมตระกูลเขาและนางยังเป็นศัตรูกัน

แม้ว่าซูเมิ่งจะมิได้มีความคิดดั่งเช่นคนในตระกูลของนางเลยก็ตาม

เนื่องจากนางจับคนเมานอนหงายดังนั้นเวลานี้ซูเมิ่งจึงสามารถทอดสายตาสำรวจใบหน้าของสามีที่เพิ่งเคยเห็นหน้ากันได้ชัดเจน

เขาหล่อมาก หรืออาจจะบอกได้ว่าหน้าตาของบุรุษผู้นี้ราวกับเป็นผลงานชิ้นเอกของสวรรค์

จมูกโด่งเป็นสัน โครงหน้าคมได้รูป ผิวพรรณนวลเนียนไม่แพ้สตรีใดแม้ว่าชายหนุ่มจะเป็นแม่ทัพออกสงครามเป็นประจำก็ตาม

น่าอิจฉายิ่งนัก

ผมสีดำสลวยยาวพาดปัดออกมาด้านหน้า ซูเมิ่งที่กำลังยืนชื่นชมความสวยงามตรงหน้ารู้สึกขัดใจยิ่ง ดังนั้นมือบางจึงเอื้อมออกไปหมายช่วยจัดทัดผมคนเมาให้เรียบร้อยกว่าเดิม

“อ๊ะ”

ทว่าใครจะไปคิดว่าคนเมาที่เปลือกตาปิดสนิทจะประสาทสัมผัสไวยิ่งนัก ดังนั้นข้อมือของซูเมิ่งจึงถูกคว้าหมับก่อนที่จะถึงกลุ่มผมยุ่งเหยิงของเขา

“....”

“....” 

______________________________________________________________________________

เอาแล้ว จะป็นอย่างไรหนอเจอกันครั้งแรก

ตอนหน้าลุย ๆ

ตอน 3

“....”

“....”

ดวงตาสีดำสนิทดั่งรัตติกาลจ้องมองมายังดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่กำลังเบิกกว้างเพราะตกใจ

ซูเมิ่งจะชักมือออกก็มิสามารถทำได้ดังนั้นริมฝีปากกลีบกุหลาบจึงขบเข้าหากันอย่างขัดใจที่ตนเองในชาตินี้แรงน้อยจนเกินไป

หญิงสาวผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อต้องการตั้งสติมิให้ตื่นตระหนกกับเพียงแค่เห็นดวงตาดุร้ายของคนเมากำลังจ้องมองมาที่นางเขม็ง

“ท่านหยางเหวิน นี่ข้าเองเจ้าค่ะ ภรรยาของท่าน....” นางพยายามส่งยิ้มเป็นมิตรไปให้อีกฝ่าย ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่นางมักใช้ยามกำลังเจรจาข้อตกลงกับคู่ค้าในชาติที่แล้ว

ซูเมิ่งขอตั้งชื่อให้กับรอยยิ้มนี้ว่า รอยยิ้มการค้าก็แล้วกัน

“....ข้านามซูเมิ่งเจ้าค่ะ”

“....”

ทว่าดูท่าคู่ค้านางผู้นี้จะมิใช่คนที่มีนิสัยเป็นมิตรเสียแล้ว

ดูเขาสิ จ้องมองนางเขม็ง ด้วยใบหน้าดุดันราวกับปิศาจเช่นนั้น หากเป็นเมื่อก่อนนางคงทำทุกวิถีทางที่จะเลี่ยงคบค้ากับคนประเภทนี้

ไม่ทักทายกลับแถมยังไม่ส่งยิ้มให้สักครั้งทั้งที่เราเพิ่งรู้จักกัน

เฮ้อ สงสัยนางต้องศึกษานิสัยของผู้คนในเมืองหลวงแห่งนี้โดยละเอียดเสียหน่อยแล้ว มิเช่นนั้นสตรีบ้านนอกควบด้วยสตรีต่างมิติเช่นนางเกรงว่าจะอยู่รอดได้ยาก

“ท่านเมามาก ข้าเพียงต้องการจัดแจงให้ท่านนอนได้สะดวกขึ้นเท่านั้นเจ้าค่ะ”

“....”

ซูเมิ่งรู้สึกตนเองราวกับตนเองพูดกับกำแพง ไร้การตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น ในที่สุดนางก็คิดได้เองว่านางควรปล่อยให้คนเมาได้พักผ่อนบนเตียงนอนนุ่มๆ ส่วนนางก็หาที่นอนสักที่ในห้องแห่งนี้ได้แล้ว

ทว่าพอนางหันหลังกำลังจะเดินจากไปแรงฉุดรั้งร่างนางให้หงายหลังมหาศาลทำให้ซูเมิ่งเสียหลักล้มลงไปนอนบนเตียง

เนื่องจากนางมิทันได้ตั้งตัวดังนั้นในหัวคิดแล้วว่าศีรษะตนเองไม่แคล้วกระแทกเตียงไม้บาดเจ็บเป็นแน่ ทว่าผลลัพธ์สุดท้ายกลับมิเป็นเช่นนั้น...

ศีรษะซูเมิ่งกระแทกกับแผ่นอกแกร่งของสามีขี้เมาของนางเองผู้เป็นคนดึงฉุดให้นางล้มลงมานั่นเอง

ซูเมิ่งไม่พอใจอย่างยิ่งจึงชักสีหน้าใส่อีกฝ่าย

“ว้าย”

ก่อนที่หญิงสาวจะหวั่นวิตกใจอีกรอบเมื่อนางโดนจับพลิกให้มานอนหงายหน้าอยู่ใต้ร่างสูงใหญ่ของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

“ทะ ท่านจะทำอันใด”

ซูเมิ่งเพ่งมองแววตาคมกริบคมวาวราวกับเหยี่ยวที่กำลังหมายตาเหยื่ออันโอชะบนพื้นดินด้านล่างเบื้องหน้าอย่างแตกตื่นลนลาน

“เจ้าลืมไปแล้วรึว่าเจ้าเข้ามาที่ตระกูลข้าในฐานะอันใด”

“ขะ ข้า....”

แม้ว่าวาจาตระกุกตระกักทว่าประสาทสัมผัสซูเมิ่งตื่นตัวระวังภัยเต็มที่

“เช่นนั้นข้าจะทบทวนสถานะของเจ้า แล้วจงจดจำให้ขึ้นใจ”

โพล๊ะ

ราวกับมีฟองสบู่แตกในหัวของซูเมิ่ง หญิงสาวตะลึงพรึงเพริดจนสมองว่างเปล่าไปแล้วสิ้น เมื่อสามีที่นางคิดว่าอีกฝ่ายเมามายไร้สติมาโดยตลอดกำลังก้มหน้าลงมาป้อนจุมพิตร้อนแรงให้แก่นาง

มิรู้ว่าเพราะอีกฝ่ายดื่มสุราจนเมาเกินไปหรือไม่ รสจูบที่ชายหนุ่มยัดเยียดให้นางจึงเต็มไปด้วยความกระหายราวกับนักล่าจำศีลที่มิได้กินเนื้อนุ่มมานานหลายปี พอได้มีโอกาสลิ้มรสจึงตระกละตระกลามเช่นนี้

ครั้งนี้ถือเป็นจุมพิตแรกของนางทั้งในมิตินี้และมิติที่แล้ว

ซูเมิ่งรู้สึกเหมือนตนเองกำลังโดนเขมือบกินปาก

นางไม่คิดเลยว่าฉากหวานแหววของพระนางที่เคยเห็นในละครหลังข่าวแท้จริงแล้วจะน่ากลัวถึงเพียงนี้

ซูเมิ่งหวาดกลัวยิ่งนัก

“แค่กๆๆ”

ท้ายที่สุดคนไม่เคยจูบมาก่อนยิ่งมิต้องพูดถึงการหายใจให้ถูกต้องนางล้วนไม่สามารถทำได้ ดังนั้นนางจึงไอโขลกๆ ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“ข้า ข้าหายใจมิทันเจ้าค่ะ”

เสียงของซูเมิ่งทำให้หยางเหวินที่กำลังคลุ้มคลั่งกระหายความหวานหยดหยุดชะงัก ชายหนุ่มค่อยๆ ผละใบหน้าออกมาสบตามองสตรีที่ได้ชื่อเป็นภรรยาของตนเอง

ใบหน้าเย็นชานั้นทำให้ซูเมิ่งหวาดหวั่นใจยิ่ง

นางย่อมรู้ว่าอย่างไรเสียวันนี้นางจะต้องเข้าหอกับเขาเป็นแน่แท้ ซูเมิ่งไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ทว่าหญิงสาวก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะกระทำรุนแรงเกินร่างกายนางจะรับไหวหรือไม่

ซูเมิ่งไม่เคย แล้วยิ่งเป็นครั้งแรกของนางที่เขาบอกกันว่าเจ็บยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

หยาดน้ำตาไม่รู้ว่ามันเอ่อล้นออกมาเต็มดวงตานางตั้งแต่เมื่อไหร่ ยามใช้แววตาสองคู่นี้มองไปที่บุรุษเหนือร่างนางจึงดูเว้าวอน น่าสงสารยิ่งนัก

“เหอะ! ข้าหาได้ต้องการบังคับใครไม่ ออกไป! ข้าบอกให้เจ้าออกไปจากห้องของข้าเดี๋ยวนี้”

ซูเมิ่งเผลอตัวสั่นตามแรงอารมณ์ของอีกฝ่าย เสียงตะคอกดังก้องในโสตประสาทหูของนางยิ่งนัก

ราวกับกริยาหวาดกลัวของนางทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจจึงไล่ตเพิดนางราวกับหมูกับหมาเช่นนี้

“ตะ แต่ นี่เป็นห้องหอ”

ให้นางออกไปจากที่ห้องนี้แล้วนางควรไปที่ใดต่อ....

ในเมื่อที่นี่มิใช่จวนของนาง และซูเมิ่งเพิ่งเคยมาเหยียบสถานที่แห่งนี้คราแรกด้วยซ้ำ

ดังนั้นซูเมิ่งจึงได้แต่ยืนเคว้งคว้างมิเดินออกจากห้องไปตามที่อีกฝ่ายตะโกนไล่

“หึ....”

สุดท้ายแล้วฝ่ายที่ต้องเดินจากไปจึงคือสามีผู้สร่างเมาของนาง เสียงกระแทกปิดประตูดังโครมทำให้ซูเมิ่งสะดุ้งตกใจ

“เฮ้อ รอดไปแล้วหนึ่งวัน”

ซูเมิ่งเดินเข้าไปนั่งบนเตียงนอนที่เคยเป็นสถานที่ที่ทำให้นางเกือบหลั่งน้ำตาด้วยความกลัวเป็นครั้งแรกในชีวิตนี้

“ดูท่าชีวิตในจวนแห่งนี้จะมิง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว”

_________________________________________________________________________

ใจร้ายจังเลยพ่อจ๋า นี่มันตัวร้ายหรือพระเอกกันเนี่ย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED