ใต้เวหาเยียบเย็นในเมืองปีศาจ ปักษาที่จมปลักในบ่อโคลน เงยหน้าขึ้นมองหางสีนิลตัดกับสีชาดทั้งเก้าพลิ้วไหวลู่ลมเบื้องหลังร่างสูงกำยำ อาภรณ์สีเดียวกันนั้นปักทอด้วยด้ายทองแลดูสง่างามเยี่ยงบุรุษผู้สูงศักดิ์ รองเท้าผ้าหุ้มด้วยกำมะหยี่ล่องลอยอยู่เหนือพสุธา
“พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้ามีธุระต้องจัดการ” เสียงเข้มออกคำสั่ง ลูกสมุนจิ้งจอกทั้งสามพลันอันตรธานไปในพริบตา
ร่างเปื้อนโคลนกะพริบปริบปรือนัยน์ตาอ่อนล้าด้วยท่าทางน่าเวทนา หลังจากที่พยายามดิ้นรน ส่งเสียงร้องโวยวายจนหมดสิ้นฤทธิ์แรง ไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือแม้มองเห็นตัวอะไรสักอย่างขยับดิ้นขลุกขลัก สำลักดินขมบาดคอ น้ำโคลนกระเด็นเข้าตาจนเหลือการมองเห็นเพียงดวงตาข้างซ้ายข้างเดียว
“เจ้าปักษาตัวน้อยมาติดอยู่ในโคลนพิษได้ยังไงกัน?”
ใบหน้าหล่อเหลาแลดูฉงนสงสัย ‘ฮุ่ยเฟิน’ เพียงพลิกฝ่ามือเบา ๆ ปรากฏไอหยินครอบคลุมผืนโคลน เขาดึงร่างปักษาเล็กเท่าฝ่ามือขึ้นมาจับกุม กรงเล็บสีนิลจิกลงบนขนคอเปรอะเปื้อนดินโคลน จนโลหิตไหลซึม
ร่างปักษาลอบกลืนน้ำลายลงคอ ขณะสบมองนัยน์ตาทอประกายใต้แสงจันทราสีชาด ทั้งเขี้ยวขาวคมตรงมุมปากหนาหยักได้รูป รอยยิ้มเล่ห์ร้ายบนใบหน้าหล่อเหลาทำให้ตระหนักรู้ได้ว่าโอกาสรอดชีวิตช่างริบหรี่
ต่อให้รอดพ้นจากการจมลงไปในโคลนพิษ น่าจะกลายเป็นอาหารมื้อค่ำของจิ้งจอกอยู่ดี
ปักษาผู้น่าสงสารมิได้ล่วงรู้ว่าบุรุษจิ้งจอกกำลังให้ความสนใจแววตาหวาดหวั่นพรั่นพรึงของนาง ด้วยความคิดเป็นตรงกันข้าม เขาว่านางน่าสนใจนัก
“เจ้าตัวนี้น่าเอ็นดู ปีกสีขาวสะอาด นัยน์ตาสีมรกต ชั่วชีวิตข้ามิเคยพบเห็นปักษางดงามเช่นนี้มาก่อน” ในน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ฮุ่ยเฟินสะบัดมือซ้ายตีลงบนอากาศ กลุ่มเมฆาสีนิลห้อมล้อมรอบกาย นำพาสัตว์เลี้ยงตัวใหม่เดินทางสู่สถานที่ห่างไกลในชั่วอึดใจ
นครอันมืดมิดปกคลุมด้วยไอหยิน เรือนสี่ประสานใหญ่โตโอ่อ่าดังพระราชวังบนโลกมนุษย์ ตั้งตระหง่านเหนือพสุธาเขียวชอุ่ม โดยรอบบริเวณเรือนไม้รโหฐานมีสุนัขจิ้งจอกในร่างบุรุษอาภรณ์สีนิลสนิท คอยสลับเปลี่ยนหน้าที่กันเฝ้าเวรยาม บางตนกำลังคาบเหยื่อซึ่งเป็นนกตัวเล็ก ๆ มากัดกินในโพรงหินเล็กแคบ บริเวณสวนหย่อมด้านหลังเรือน ที่พำนักอาศัยระหว่างการทำงาน
ฮุ่ยเฟินไม่ชอบกิริยาเช่นนั้น จึงมักว่ากล่าวตักเตือนบรรดาลูกสมุน มิให้ประพฤติตนเช่นเดรัจฉาน ส่งเสียงดังระหว่างการทำงานด้วยวิสัยเยี่ยงสุนัข ขอให้รักษาเกียรติของการเป็นปีศาจจิ้งจอก ในเมื่อพวกเขาต่างมีร่างของบุรุษสตรี
“ทหาร พวกเจ้าเฝ้าเวรยามให้ดี สถานการณ์นอกเมืองไม่ค่อยสงบนัก” พูดพลางสอดส่องสายตาไปสุดท้องนทีกว้างใหญ่ ซึ่งกั้นกลางระหว่างอาณาเขตปีศาจราตรี ถึงพบเพียงความนิ่งสงบ ไม่อาจไว้วางใจ
การสู้รบระหว่างเผ่าพันธุ์ไม่เคยสงบลงสักราตรีหนึ่ง ด้วยนิสัยของสุนัขจิ้งจอก มักกัดกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสิ้นลมหายใจ ปีศาจราตรีและปีศาจอื่น ๆ ไม่ใคร่รักสันติ หากชอบการทะเลาะวิวาทเป็นนิจ
“ขอให้นายท่านไว้วางใจเรื่องความปลอดภัย พวกพ้องของเรามีมากมายเหลือประมาณเทียบเท่ากองทัพราชาแห่งสวรรค์ กำลังพลจิ้งจอกต่างร่วมใจเป็นหนึ่ง รัชสมัยของท่านฮุ่ยเฟินเข้มแข็ง เกรียงไกร!”
ราชาฮุ่ยเฟิน! ราชาฮุ่ยเฟิน! เสียงจิ้งจอกเห่าหอนตามกัน จากตัวหนึ่งไปอีกตัว ราวกับว่าเป็นธรรมเนียมการส่งเสียงของสุนัข ด้วยความเคยชินของพวกเขาชื่นชอบการเยินยอหัวหน้าฝูง จวบจนนายท่านยกฝ่ามือข้างที่เหลืออยู่จากการจับคอปักษาขึ้นปัดป่ายไปมา
“พวกเจ้าอย่าเห่าหอนเสียงดังมากนัก จะเป็นที่เอิกเกริกในยามวิกาล”
“พวกข้าขออภัยที่ทำให้ท่านฮุ่ยเฟินรำคาญใจ” บุรุษร่างกำยำยกมือประสานไว้ข้างหน้าด้วยความเคารพยำเกรง “เพียงแต่การปกครองของเจ้านครปีศาจ ราชาจิ้งจอกผู้รวบรวมดินแดนให้เป็นปึกแผ่นเนิ่นนานนับสามหมื่นปีทำให้ข้าอดใจมิได้ ที่จะยกย่องสรรเสริญท่าน”
“ข้าไม่ถือสา ถึงพวกเจ้าจะส่งเสียงน่ารำคาญหูอยู่เป็นประจำ”
ทหารปีศาจคุ้มกันประตูหินสูงเสียดฟ้าเข้ามาคำนับเจ้าแห่งปีศาจ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามนี้บ้านเมืองสงบสุขนัก มิได้เกิดศึกสงครามครั้งใหญ่ มีเพียงการทะเลาะวิวาทของปีศาจทั่วไป
ขณะสายตาหลายคู่เลื่อนมองไปยังปักษาเปื้อนโคลนในกรงเล็บสีนิลทั้งห้า ลมหายใจค่อย ๆ แผ่วเบาลง จะตายแหล่มิตายแหล่ ทหารยามยกมุมปากขึ้น ปรากฏเขี้ยวคมอย่างปีศาจ หางทั้งสามโบกไหวไปมา อีกตนหนึ่งเป็นหัวหน้าทหารยาม นับเป็นจิ้งจอกห้าหาง เจ็ดหาง ปีศาจนับสิบตนถึงกับน้ำลายสอ
“นางไม่ใช่เหยื่อ กินไม่ได้ ครั้นจะยกให้พวกเจ้าไปกัดแทะเล่น ข้าเกรงว่าไม่เหมาะสม...”
เมื่อท่านผู้นำเคยตกลงด้วยวาจาว่าจำต้องรักษากิริยา เหล่าทหารจึงเก็บเขี้ยวเล็บ ขณะที่หางยังโผล่พ้นเฉกเช่นราชาจิ้งจอกผู้มีหางสีนิลสนิทครบทั้งเก้าหาง แลดูสง่างามยิ่งนัก
“หากว่าพวกเจ้าหิว เข้าไปหาอะไรกินในเมือง เจ้าไปบอกสหายของเจ้ามาผลัดเฝ้าประตูเมืองเสีย ข้าอนุญาตให้ได้สักวันหนึ่ง”
“เป็นพระคุณของข้าน้อยขอรับนายท่าน! ข้าจะรีบดับกระหาย รีบกลับมาทำงานขอรับ”
ธรรมดาปีศาจมักหิวกระหายพลังวิญญาณอยู่เสมอ เรื่องปากท้องคงรอนานไม่ได้
ฮุ่ยเฟินตรวจตราประตูเมือง สั่งงานทหารยามจิ้งจอกเรียบร้อยดีแล้วจึงกลับเข้าห้องพักในจวนกว้าง พบองครักษ์เพิ่งปรากฏตนหลังกลุ่มเมฆาสีนิลสงบนิ่ง เหล่าจิ้งจอกล้วนแปลกใจ เหตุใดนายท่านอารมณ์ดีกว่าทุกวัน
“ข้าจะพานางไปอาบน้ำแปรงขน”
สิ้นคำนั้น จางเหว่ย ตงหยาง มองตามปักษาเปื้อนโคลน เนื้อตัวสั่นเทาเหลือกตาลนลานมองกลับไปทางพวกเขา องครักษ์ทั้งสามเป็นผู้ติดตามที่ดี ตามไปดูนายท่านนำถังไม้ใบหนึ่ง พลิกฝ่ามือเรียกน้ำใสสะอาดซึ่งไหลวนจากบ่อมรกตเข้ามาเป็นละอองสาย จุ่มนางลงไปทั้งตัว
ฮุ่ยเฟินเป็นผู้ควบคุมเวทที่ดี ทั้งเวทแห่งท้องนที เวทปีศาจอันกล้าแกร่งของราชาจิ้งจอกแต่โบราณกาล แม้กระทั่งเวทแห่งการรักษา ถึงแม้ว่าเขาไม่เคยล่วงรู้วิธีการอ่อนโยนต่อสัตว์ อุปนิสัยของเขาจึงชอบเก็บสัตว์ชนิดต่าง ๆ มาฟูมฟักในระยะเวลาไม่นาน พวกมันมักตายคามือไปเสียทุกราย
บุรุษจิ้งจอกเขย่ามือในน้ำ ถูไถร่างเปรอะเปื้อนเหมือนกำลังล้างถ้วยชามซึ่งเขาไม่เคยทำหน้าที่เหล่านั้นมาก่อน ด้วยความเป็นเจ้านครยิ่งใหญ่ จะมีบ่าวรับใช้มาจัดการมัน เขาเปลี่ยนน้ำใสสะอาดอีกหนึ่งถัง แลเห็นโลหิตบริเวณลำคอไหลซึมออกมาเพราะสัมผัสเข้ากับกรงเล็บสีนิล
“นางปักษาตนนี้ขัดใจข้าเสียจริง จับนิดหน่อยก็เลือดไหล ไหนจะชอบทำหน้าตาน่ากลัว ถลึงตาอ้าปาก ยังกับว่าข้าเป็นจอมมารผู้จะปลิดชีพนาง”
“ท่านเรียก ‘มัน’ ว่า ‘นาง’ หรือขอรับ?”
“ใช่น่ะสิ นางเหมือนข้ากับเจ้าที่ไหน? จางเหว่ย ก็ต้องเป็นนาง จะให้เป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง” สิ้นคำ ฮุ่ยเฟินเปิดเผยปักษาสะอาดที่ไม่กล้าแม้จะสลัดขน แหวกกลางขาเล็ก ๆ ของปักษาให้องครักษ์ทั้งสามดูว่าไม่ใช่ตัวผู้แน่นอน
ปักษาสะอาดสะอ้านพยายามหลบเลี่ยงนัยน์ตาสีชาดของเหล่าปีศาจอย่างเอียงอาย ขณะที่คงไม่มีใครเห็นว่าปักษาตนนี้จะมีอวัยวะเพศ มองเห็นเป็นขนเรียบ ๆ ไปเสียหมด ยังเป็นเพราะสุนัขจิ้งจอกล้วนจมูกไว ไม่พบว่านางมีกลิ่นอะไรนอกเสียจากกลิ่นดินโคลน หากเป็นตัวผู้ พวกเขาจะได้กลิ่นว่องไวไม่ว่าเป็นสัตว์ชนิดไหน ไม่เว้นแม้กระทั่งบุรุษเทพหรือปีศาจ
“นางไม่มีกลิ่นให้ท่านรู้สึกสะอิดสะเอียน มีเพียงกลิ่นดินโคลน มิน่าเล่าท่านจึงได้เก็บนางมา”
“ท่านฮุ่ยเฟินไม่ถูกกับสตรี แม้แต่กับสัตว์ก็ยังไม่ได้ นางโชคดีที่รอดชีวิตมาเพราะท่าน”
ไม่มีใครกล่าวต่อว่าท่านผู้นำได้กลิ่นของปีศาจสตรีแล้วครั่นเนื้อตัว หาใช่เพราะแรงราคะกำหนัดไม่ และก็มิใช่ว่าเกิดความปรารถนาในตัวพวกนาง องครักษ์ผู้สนิทสนมเคียงกายจำได้ว่าครั้งหนึ่งท่านผู้นำแห่งแดนจิ้งจอก สำลักกลิ่นสตรีจนอาเจียนออกมาเต็มพื้นเรือน ฮุ่ยเฟินเห็นอะไรก็พาลหงุดหงิดไปเสียหมด เมื่อถึงเทศกาลจับคู่ของเหล่าจิ้งจอก
อาจเรียกเป็นวิบากกรรมก็ว่าได้...
กรงเล็บสีนิลจับจุ่มร่างสีขาวสะอาดขึ้นมาจากถังไม้ มือข้างซ้ายยกขึ้นปัดหน้ามันด้วยไอหยินครั้งหนึ่ง ร่างเปียกปอนกลับคอพับคออ่อน ปิดตาลงหลับใหล ฮุ่ยเฟินขมวดคิ้วมุ่นมองร่างหมดสติในกำมืออย่างฉงน
“อืม... แม้จะแตะต้องเวทหยินก็ยังไม่ได้ นางปักษาตนนี้เปราะบางกว่าที่ข้าคิดเอาไว้”
--------------------------
ฮุ่ยเฟินเริ่มจากการควบคุมพลังหยินในปริมาณเล็กน้อย สลับเปลี่ยนกับการใช้พลังหยางระหว่างการเฝ้าดูแลเจ้าปักษา โดยมีเหล่าองครักษ์เข้ามาให้ความช่วยเหลือ เอ่ยปรามเขาเรื่องการดูแลปักษาแห่งเมืองเทพซึ่งมาพำนักอาศัยในเมืองปีศาจว่ามิใช่เรื่องง่ายดาย
นางปักษาตนนี้นอกเสียจากบอบบางแล้วยังบาดเจ็บสาหัส จากโคลนพิษที่ออกฤทธิ์ทำลาย ดูดร่างลงไปจนขาดอากาศหายใจ หลังจากที่นางดิ้นรนจนหมดสติ มีโอกาสเป็นไปได้ว่าอาจกลายเป็นปักษาสติไม่สมประกอบ เมื่อไรนางหายดี ควรส่งกลับเมืองเทพไปเสีย ไม่ให้เป็นภาระในเมืองปีศาจ
กลางห้องกว้างขวางที่มีฟูกนอนและโต๊ะทำงานไม้สักขนาดใหญ่ราวห้องประทับบรรทมของกษัตริย์ หากเต็มไปด้วยสมบัติของราชา เครื่องเรือนล้วนเป็นสีนิล ของสะสมมากมายบ่งบอกว่าจิ้งจอกผู้นี้โปรดปรานการออกไปท่องเที่ยวเตร็ดเตร่ เก็บของบางสิ่งติดมือกลับมาด้วยเสมอ
เหล่าองครักษ์เฝ้ามองนายท่านตั้งใจใช้เวทหยาง บรรจงมือเช็ดศีรษะปักษาให้แห้งด้วยผ้าขนแกะหนา หลังอาบน้ำแปรงขนสีขาวสะอาดให้นาง เจ้าปักษายืนคอตก หลับตาในสภาพว่าเป็นปักษาป่วยหนัก
“ปีกนางหักข้างหนึ่ง การเสาะหายารักษาสัตว์เทพในเมืองจิ้งจอก เกรงว่าไม่มีผู้ใดมี แม้การจะครอบครองสักกระปุกหนึ่ง ท่านผู้นำรุ่นก่อนได้ออกข้อห้ามเรื่องการลักลอบนำสิ่งของจากเมืองเทพเข้ามาโดยเด็ดขาด”
“ถ้าพวกเจ้าหายาวิเศษมารักษานางไม่ได้ ข้าจะเดินทางไปเมืองเทพด้วยตนเอง ไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับข้า”
การมีปักษาเทพสักตัวในเมือง นับเป็นข้อครหาไม่พอใจของปีศาจตนอื่น ๆ จะอย่างไรเสีย องครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฟาไม่กล้าขัดใจ
“ข้าน้อยจะไปนำยารักษาจากเทวโลกมาให้นายท่านขอรับ ความพึงพอใจของนายท่านเปรียบดั่งภารกิจสำคัญ เท่าชีวิตพวกข้า” เอ่ยพลางยกมือก้มศีรษะคำนับท่านผู้นำ จางเหว่ยออกไปถ่ายทอดคำสั่งเรื่องการนำยารักษาสัตว์เทพ นำมันมาให้นายท่านให้ได้ภายในสามราตรี ตงหยางสั่งให้แยกย้ายกำลังพลไปเมืองเหยียนของปีศาจอสรพิษ มิให้เอิกเกริกมากนัก ส่วนหนึ่งให้เดินทางไปเทวโลก เพื่อเสาะหาเทพแห่งการรักษา อาจไปภพภูมิลับแล ขอยารักษามาจากบรรดานักพรตผู้บำเพ็ญตนอย่างแม่เฒ่าเมิ่งเฉียนเป่ย อาวุโสผู้มีเมตตา เป็นที่นับหน้าถือตาของทั้งเหล่าเทพและปีศาจ เป็นไปได้ว่าอาจมีสักหนทางหนึ่ง หากมีสิ่งอื่นติดมือกลับมาด้วยก็เป็นเรื่องดี จะได้รับการตกรางวัลอย่างงาม
ฮุ่ยเฟินคงไม่ถือสาที่มีปากเสียงกับองครักษ์เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัขล้วนมีอุปนิสัยซื่อสัตย์ ถึงแม้พวกเขาจะเป็นปีศาจ เขายังใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก นำเจ้าปักษาวางลงบนฟูกแล้วนั่งลง ฉับพลันนั้น ชายอาภรณ์สีนิลสะบัด เผลอปัดพลังหยินใส่นาง จึงหลับใหลไปในสภาพปักษาหมดสติ กว่าที่นัยน์ตาสีมรกตจะเปิดเผยขึ้นให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง เขาออกคำสั่งให้บ่าวรับใช้ทำฟูกนอนอันใหม่ เสมือนเบาะนอนของสัตว์เลี้ยงซึ่งมนุษย์หันมานิยมปักทอเบาะผ้ายัดด้วยต้นนุ่น
นัยน์ตาคู่คมสีชาดเปล่งประกาย แลดูชอบพอปักษาตนนี้ยิ่งนัก ฟูกนอนขนาดเท่าฟูกของลูกสุนัข วางอยู่บนที่นอนข้างกายเสมอ กระทั่งตะวันลาลับขอบฟ้า ปรากฏจันทร์รุธิระกลมโต ซึ่งสว่างไสวในภพภูมิปีศาจ
ร่างสูงสง่าในอาภรณ์งดงามของผู้สูงศักดิ์ก้าวเข้าไปในห้องโถงกว้างขวางโอ่อ่า ปักษาสง่างามเกาะยืนบนแขนเป็นล่ำสัน ตั่งนั่งของปักษาถูกเนรมิตขึ้นด้วยพลังหยาง เคียงข้างกายเก้าอี้ไม้โอฬารของผู้นำแดนจิ้งจอก
“ปักษาในเมืองเทพไม่สามารถมีชีวิตรอดในภพภูมิปีศาจ หากมันไม่ถูกสังหาร ข้าพนันได้เลยว่ามันจะถูกไอปีศาจกัดกินจนตาย” เสียงแหลมเล็กของปีศาจสตรี เรือนร่างเย้ายั่วในอาภรณ์สีนิลปรากฏขึ้นกลางจวน
ใบหน้างามโฉบเฉี่ยวจ้องมองเจ้าปักษาด้วยแววตาเกลียดชัง มิใช่เพียงเพราะว่าเจ้านครหันไปเอาใจสัตว์ตัวใหม่ มีข่าวลือหนาหูว่าสัตว์ในเมืองเทพมาล่อลวงราชาจิ้งจอก
“ข้ารู้แก่ใจดีว่าพวกเจ้าเกลียดชังเทพ เพียงแต่ข้าเป็นผู้เก็บนางมาจากโคลนพิษนอกประตูเมือง การที่นางจะตาย ย่อมตายด้วยมือข้าเท่านั้น”
“มิใช่เพราะว่าท่านย่าของท่านเคยเป็นเซียน จึงเกิดคิดถึงนางขึ้นมา?”
มีเพียงผู้เดียวที่กล้าพูดจาด้วยกิริยาไร้ความนอบน้อม ญาติห่าง ๆ ทางฝั่งมารดามีศักดิ์เป็นว่าที่คู่หมั้น ‘ลี่อิน’ กำลังโกรธเกรี้ยวริษยา นางอาจปลิดชีพเจ้าปักษาตนนี้ได้หากว่ามันไม่เกาะอยู่บนเสื้อสีนิล
“ช่างเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรเสียท่านฮุ่ยเฟินคงโปรดปรานมันได้ไม่นาน ประเดี๋ยวท่านก็คงจะเบื่อหน่าย ยามได้สัตว์เลี้ยงตัวใหม่มาชื่นชม”
“หากข้าเกิดความโปรดปรานการเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาสักตัวหนึ่ง สักหลายตัว ข้าจะสังหารสัตว์ตัวไหนเพราะว่าข้าอารมณ์ไม่ดี มันเรื่องอะไรของเจ้า? ลี่อิน” เสียงเข้มถามกลับด้วยวิสัยเฉกเช่นปีศาจ ฮุ่ยเฟินตอบรับแววตารังเกียจเดียดฉันท์โดยไร้ความยำเกรง นัยน์ตาสีชาดหลุบมองสตรีที่ยืนอยู่ในระดับต่ำกว่า เขี้ยวคมโผล่พ้นออกมาจากมุมปาก
ปักษาขนขาวโผปีกบินกระง่อนกระแง่น นางบินแทบไม่ไหว หากทว่ายังผงาดคอสง่างามดุจพญาหงส์ มิให้ถูกตำหนิได้ ปลายเท้าเกาะอยู่บนไหล่กว้างกำยำ ก้มหน้าลงจิกกินอาหารในมือหนา เป็นเมล็ดข้าวโพด
“ยามนี้เจ้าควรให้เกียรตินางสักเล็กน้อย อย่าได้เรียกนางว่า ‘มัน’ ต่อหน้าข้า เพราะว่าข้าจะไม่ปล่อยให้ใครก็ตาม ก้าวเดินออกไปจากประตูจวนเมืองจิ้งจอก ผู้ใดขัดใจข้าในเรือนของข้า หมายถึงความตาย...”
บรรยากาศตึงเครียดระหว่างทั้งสองทำให้องครักษ์คนสนิทปรากฏตัวขึ้น จางเหว่ย ตงหยางยืนระหว่างกลางพวกเขา เพื่อไม่ให้เกิดการเข่นฆ่าสังหารในจวนสะอ้านสะอ้าน รุ่งอรุณสดชื่นแจ่มใสเช่นนี้ ไม่ควรมีผู้หลั่งโลหิต
“ข้าแลเห็นว่านางทนไม้ทนมือนายท่าน แม้ว่านางอาจหมดสติได้วันละสามเวลา”
“ใช่ นางมีชีวิตสุขสบายดีในจวนนายท่านมาเก้าวันแล้ว เจ้าอย่าได้เป็นกังวลเรื่องปักษาตนนี้เลย ลี่อิน” จางเหว่ยกล่าวเสริมให้คำพูดขององครักษ์เคียงกายมีน้ำหนัก
เหล่าสตรีจิ้งจอกคงไม่พอใจอยู่วันยังค่ำ แลเห็นท่านผู้นำปัดมือตีอากาศ เนรมิตงานแกะสลักงดงามวดลายพฤกษชาติ รอบฟูกขนาดเล็กของเจ้าปักษา
จิ้งจอกนับสิบตนปรากฏขึ้นกลางจวนในอีกไม่นาน ห้องเงียบสงบบัดนี้เต็มไปด้วยจิ้งจอกในอาภรณ์สง่า ทั้งบุรุษสตรี ล้วนเป็นปีศาจ จะมีปีศาจอาวุโสอยู่สองท่าน เป็นผู้ดูแลเรื่องความเรียบร้อยในจวนท่านผู้นำ
“ตามธรรมเนียมจิ้งจอก ท่านผู้นำจะมีคู่ครองเมื่ออายุขัยครบห้าหมื่นปี มีราชาย่อมมีราชินี”
“ได้ยินท่านเตือนความจำข้าขึ้นมาพอดี อาวุโสเยี่ย เป็นไปได้ว่าราตรีนี้ข้าอาจเฉลิมฉลองงานวิวาห์”
แล้วใครคือเจ้าสาวจิ้งจอกเก้าหางผู้นี้?
คำถามของเหล่าปีศาจจิ้งจอกสตรี บอกผ่านนัยน์ตาสีชาดทอประกายจรัส กระบอกตาของพวกนางร้อนผ่าว ขณะจับจ้องใบหน้าหล่อเหลาคมคายของบุรุษจิ้งจอกผู้เปี่ยมด้วยพละกำลัง จะมีเพียงผู้อาวุโสจิ้งจอกสองตน พวกเขากำลังใช้ความคิดด้วยสีหน้าคร่ำเครียด ตะโกนกร้าวออกมา
“จำต้องหาสตรีจิ้งจอกผู้มีใบหน้างดงามเหมาะสม มีพลังเวทเท่าเทียมท่านฮุ่ยเฟิน!”
“พลังเวทเทียมเท่าข้าในแดนจิ้งจอก เป็นไปได้ด้วยหรือ? การจัดงานประลองฝีมือ ฟังดูครึกครื้นน่าภิรมย์ใจเสียยิ่งกว่าจัดงานวิวาห์ให้นายท่านของพวกเจ้า ไยต้องเดือดเนื้อร้อนใจแทนข้า จะมีภรรยาหรือไม่มี”
ฮุ่ยเฟินบ่นปาว ๆ ทว่าคงไม่ทันกาล อาวุโสจิ้งจอกพลันหายไปในกลุ่มไอหยิน วิ่งวุ่นไปตระเตรียมการประกาศหาสตรีจิ้งจอกผู้มีความเพียบพร้อมเหมาะสมให้ท่านผู้นำ งานวิวาห์ของฮุ่ยเฟินจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการ
--------------------------
“เมืองสวี เมืองฉาง สตรีจิ้งจอกใบหน้างามสง่า สติปัญญาเป็นเลิศ จิ้งจอกเงินจิ้งจอกแดงจะต้องยอมรับการผูกไมตรีกับเผ่าพันธุ์จิ้งจอกนิล ท่านฮุ่ยเฟินเป็นผู้รวบรวมดินแดนทั้งห้าของเหล่าจิ้งจอกให้เป็นปึกแผ่น มีกำลังพลมากมหาศาล เราจึงสามารถต่อกรกับเหล่าเทพ”
“ข้าเห็นด้วยกับข้อนี้ การผูกไมตรีเพื่อขยายดินแดนนับเป็นเรื่องดี ต่อให้เป็นต่างเผ่าพันธุ์ หากว่าท่านฮุ่ยเฟินพึงใจนาง ย่อมได้ทั้งนั้น...”
เฟยฟาเข้าร่วมสนทนากับผู้อาวุโส องครักษ์อีกสองเข้ามาในจวน พวกเขาปรากฏกายขึ้นและติดตามนายท่านไปในสวนหย่อมด้านหลังจวน
การหายตัวด้วยไอหยินเป็นเรื่องคุ้นชินของเหล่าจิ้งจอกผู้เคลื่อนไหวว่องไวดุจลม พริบตาเดียวก็ปรากฏกายในอีกสถานที่หนึ่ง