จากเรียวปากนุ่มชุ่มชื้นของเธอที่เขาแสนจะหลงใหล ไล่เรื่อยลงมาจนถึงลำคอระหง ปลายลิ้นร้อนๆ ยังคงทำหน้าที่สำรวจนวลเนื้อของเธออย่างไม่ลดละ โดยเฉพาะเมื่อมันลากผ่านมายังแอ่งชีพจรและมาหยุดอยู่ตรงทรวงสล้างงดงามล่อตาล่อใจให้ภมรหนุ่มอย่างเขาต้องรีบกระโจนเข้าใส่ แล้วลิ้นร้ายกาจก็ไม่ทำให้เธอต้องผิดหวัง เมื่อมันจู่โจมดูดตอดรัดทรวงสล้างของเธอจนเจ้าตัวยังต้องแหงนเงยใบหน้าเมื่อถูกความซ่านเสียวจู่โจม
ไม่ใช่แค่ทรวงสล้างของเธอเท่านั้นที่กำลังถูกลิ้นร้ายกาจของเขาจู่โจม แต่ทุกส่วนทุกอณูในร่างกายของเธอเขาก็จะไม่ยอมละเว้นเช่นกัน แต่สถานที่อันคับแคบแบบนี้คงทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก เขาจึงใช้ผ้าขนหนูที่วางพาดอยู่ห่อหุ้มพร้อมกับอุ้มร่างบอบบางของเธอออกมาวางบนเตียง เพื่อสานต่อในสิ่งที่ตัวเองทำค้างเอาไว้
“อืม...!” เธอครางเสียงแผ่วอีกครั้งเมื่อถูกเขาจู่โจม แต่ครั้งนี้เขากลับเริ่มจู่โจมเธอตั้งแต่ปลายเท้าเรื่อยมาผ่านเรียวขาสลักเสลา และยังคงไปต่อเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ความงามแห่งอิสตรีที่เธอหวงแหน เพียงแค่ถูกลิ้นร้อนๆ ของเขาแตะต้องลงไป ทำให้เธอถึงกับสะดุ้งพร้อมกันนั้นก็ยังแอ่นสะโพกยกสูงขึ้นอีก สร้างความพอใจให้เขาไม่น้อยที่ได้เห็นเธอตอบสนองเขาเช่นนี้ แต่แค่นี้ยังไม่พอ เพราะเขายังอยากเห็นเธอมีความสุขมากกว่านี้
มือทั้งสองข้างค่อยๆ แยกเรียวขาคู่งามออกจากกัน เพื่อจับจ้องความงดงามได้ถนัดขึ้น แต่ถ้าจะหยุดอยู่แค่การมองล่ะก็ คงเป็นไปไม่ได้ เมื่อตอนนี้เขากำลังยื่นปลายลิ้นร้อนๆ ของตัวเองสำรวจที่นาผืนน้อยของเธอต่อ แต่ให้ตายเถอะ ยิ่งได้สัมผัสก็ยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น ความจริงเขาอยากจะสบถออกมาว่า ‘รสชาติดีเป็นบ้า’ ด้วยซ้ำไป ยิ่งสะโพกน้อยๆ ของเธอส่ายร่ารับกับลิ้นร้ายกาจของเขาก็ยิ่งทำเอาเขาแทบบ้า อยากจะฝากฝังตัวตนของตัวเองลงไปซะเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นคงทำให้เธอเข็ดขยาดเขาไปจนตายเลยก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้ก็คือ ยื่นนิ้วร้อนๆ ของตัวเองเข้าไปทักทายปลายทางแห่งอิสตรีของเธอ พร้อมกันนั้นเรียวลิ้นร้อนชื้นก็ไม่ได้ล่าถอยไปไหน แต่กำลังจู่โจมที่นาผืนน้อยของเธอด้วยเช่นกัน
คนที่ไม่เคยได้รับรู้ถึงความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ถึงกับครางครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็หาได้ปรานีเธอไม่ ยังคงรุกเร้าซุกไซร้ซอกซอนจนร่างบางของเธอถึงกับกระตุกถี่ๆ พร้อมกับกรีดร้องอย่างสุขสมออกมา ลมหายใจหอบถี่ของเธอบอกให้เขารู้ว่า เธอไปถึงจุดหมายปลายทางที่เขาวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จะมีก็แต่เขาเท่านั้นที่ยังไม่ได้เริ่ม และให้ตายเถอะ ที่นาผืนน้อยของเธอช่างให้ความรู้สึกดีจนเขายังไม่อยากจากมันไปไหน จึงเป็นอีกครั้งที่เขาต้องยื่นลิ้นลากไล้ไปมาซ้ำๆ อย่างคนตะกละตะกรามและอดอยากปากแห้งมาเป็นแรมปี ไใช่ว่าเจะขาขาดดแคลนเรื่องพวกนี้ซะเมื่อไหร่ ตรงกันข้าม เขาจะมีมันเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ใจต้องการ แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกดีเท่าครั้งนี้มาก่อน และไม่มีครั้งไหนที่เขาจะยอมทำอย่างที่ทำกับเธอตอนนี้แน่
แต่แล้วในขณะที่เขากำลังหลงระเริงกับที่นาผืนน้อยของเธออย่างไม่รู้เบื่อ เสียงลมหายใจแผ่วๆ ที่ดังมาแว่วๆ ก็ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมามอง
“ชิท!” เขาสบถออกมาทันที เมื่อตอนนี้เจ้าของที่นาที่เขากำลังคลั่งไคล้นักหนากำลังหลับอย่างมีความสุขไปแล้ว สังเกตได้จากรอยยิ้มน้อยๆ ที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าของเธอในยามนี้ และรอยยิ้มนี้เองที่ทำให้เขาต้องพลอยยิ้มไปด้วย คงแปลกตรงที่เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเธอเลยแม้แต่น้อย ที่ปล่อยให้เขาต้องค้างอยู่แบบนี้ ตรงกันข้าม แค่เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของเธอ ก็ทำให้เขามีความสุขไปด้วยแล้ว แต่จะโทษใครได้ล่ะ ถ้าเขาไม่มัวแต่หลงระเริงฉกชิมเธออย่างไม่รู้จักเบื่อแบบนั้น ป่านนี้เขาก็คงสุขสมตามเธอไปติดๆ แล้วล่ะ เมื่อเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ก็คงต้องโทษตัวเองแล้วล่ะ
“หึๆ มีความสุขมากสิท่า” เขาเสยผมพร้อมกับยิ้มน้อยๆ กับรอยยิ้มของเธออีกครั้ง ก่อนที่จะรั้งผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเธอไว้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีกลับเขาด้วยอีกคนที่อยู่ในนั้น ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเธอ ก็ในเมื่อเธอทำให้เสื้อผ้าเขาเลอะจนไม่สามารถใส่ได้อีก เธอก็ต้องชดใช้ด้วยการให้เขานอนด้วยอย่างนี้แหละ ถ้าขืนปล่อยให้เขาต้องไปนอนเปลือยอยู่บนโซฟาโดยมี่อะไรเลยแบบนั้น เขาคงต้องเป็นปอดบวมแน่ๆ ที่สำคัญจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อครู่ ก็ยากที่จะให้เขาตัดใจไปนอนที่อื่นได้ จะพูดว่ามันเป็นความรู้สึกหวงก็คงไม่ผิดนักหรอก
กรี๊ง... กริ๊ง... เสียงโทรศัพท์ในเช้าของอีกวัน ปลุกให้คนที่กำลังหลับฝันดีต้องตื่นขึ้นมาด้วยความโมโห ด้วยเมื่อคืนกว่าที่เธอจะได้นอนก็ปาเข้าไปดึกมากแล้ว
“โทรมาทำไมแต่เช้าเนี่ย คนจะหลับจะนอน” แก้วมุกดาเพื่อนรักเพียงคนเดียวของสุดที่รักกลอกเสียงลงไปอย่างหงุดหงิด
“นี่แม่เองจ๊ะแก้ว” คุณสุทินีแม่ของสุดที่รักกลอกเสียงลงไปอย่างอ่อนโยน ทำเอาคนหงุดหงิดก่อนหน้าถึงกับตื่นเต็มตาขึ้นมาทันที
“แม่นี แก้วขอโทษค่ะ แก้วนึกว่าเพื่อนที่มหาลัยน่ะคะ ขอโทษนะคะแม่นี” แก้วมุกดาบอกอย่างรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรจ๊ะ แม่สิที่ต้องขอโทษที่ต้องโทรมาปลุกแก้วแต่เช้าแบบนี้ นี่ถ้าเดาไม่ผิดเพื่อนเราก็คงยังไม่ตื่นใช่ไหมจ๊ะ” ด้วยคิดว่าลูกสาวตนเองคงจะนอนอยู่ด้วยกันกับเพื่อน คุณสุทินีจึงถามออกไป
“ก็คงอย่างนั้นล่ะค่ะ ว่าแต่แม่นีโทรมาหาแก้วมีเรื่องอะไรให้แก้วช่วยรึเปล่าคะ” ด้วยไม่ทันคิดประโยคที่อีกฝ่ายพูดมา แก้วมุกดาจึงถามกลับไปบ้าง
“แม่มีธุระกับยาหยีน่ะจ๊ะ ถ้ายังไงลูกช่วยไปปลุกให้เขามาคุยกับแม่หน่อยได้ไหมจ๊ะ วันนี้เขามีนัดกับแม่ว่าจะไปรับคุณพ่อเขาที่สนามบิน แต่ป่านนี้ยังนอนไม่ตื่น ไม่ไหวจริงๆ เลยลูกคนนี้” แก้วมุกดาได้ยินเข้าก็ถามกลับไปทันที
“ปลุก ปลุกที่ไหนคะแม่นี หยีเขาไม่ได้อยู่กับแก้วนะคะ แม่นีขึ้นไปดูบนห้องนอนเขารึยังคะ บางทีเขาอาจจะนอนอยู่บนห้องก็ได้นะคะ” แก้วมุกดาพยายามคิดในแง่ดี เป็นเพราะเรื่องวุ่นๆ ในงานแต่งเมื่อคืนนี้บวกกับสภาพร่างกายที่อ่อนล้า ทำให้แก้วมุกดาลืมเรื่องเพื่อนไปซะสนิท อีกอย่างเป็นเพราะเธอคิดว่าสุดที่รักคงกลับบ้านไปก่อนหน้าตัวเองนานแล้ว จึงไม่ได้คิดเอะใจ
“หยีไม่ได้อยู่กับหนู เป็นไปได้ยังไง ในเมื่อที่บ้านก็ไม่มีเหมือนกัน” แก้วมุกดาได้ยินแบบนั้นก็ทำสีหน้าเคร่งเครียดทันที
“แม่นีใจเย็นๆ ก่อนนะคะ บางทีหยีมันอาจจะเปิดห้องที่โรงแรมนอน เพราะกลับไม่ไหวก็ได้ค่ะ” แก้วมุกดาจำเป็นต้องเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ให้ท่านฟัง
“แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะลูก เราจะไปหาหยีที่ไหนกันดี โธ่! ยาหยีลูกแม่ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้” คุณสุทินีโอดครวญด้วยความเป็นห่วงลูกสาวเพียงคนเดียว ด้วยรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวตนกำลังไม่ปลอดภัย และลูกสาวอาจจะกำลังถูกปองร้ายอยู่ก็เป็นได้ จึงไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีก ถ้าหากศัตรูเปลี่ยนเป้าหมายจากตนและสามีเป็นลูกสาวอย่างสุดที่รักล่ะก็ ท่านคงต้องขาดใจตายอยู่ตรงนี้เป็นแน่
“แม่นีไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เราจะต้องหาหยีเจอแน่ๆ เอาเป็นว่าเดี๋ยวแก้วรีบไปหาแม่นีที่บ้านแล้วเราค่อยไปหาหยีที่โรมแรมกัน บางทีมันอาจจะไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรงอย่างที่เรากำลังคิดก็ได้ค่ะ” แก้วมุกดาพยายามพูดปลอบอีกฝ่าย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็กำลังใจไม่ดีอยู่เหมือนกัน สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือรีบออกตามหาเพื่อนให้เร็วที่สุด
“ฟาเบียน แกรู้ใช่ไหมว่าเจ้านายแกพักอยู่ห้องไหน พาฉันไปเดี๋ยวนี้” ขณะที่ฟาเบียนกำลังหอบเอาเสื้อผ้าถุงใหญ่ตามที่เจ้านายโทรสั่งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่ยังไม่ทันจะได้ขึ้นไปยังห้องที่เจ้านายพักก็ต้องมาเจอกับแม่เจ้านายซะก่อน
“เอ่อ! คือ ให้กระผมเรียนถามนายก่อนดีไหมครับ” ฟาเบียนถามด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก หาทางออกไม่เจอ เมื่อคนหนึ่งก็เจ้านาย อีกคนหนึ่งก็แม่เจ้านาย
“ก็ลองโทรสิ ถ้าแกไม่อยากทำงานกับฉันแล้ว” มาดามเดียน่าบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผิดกับคนฟังที่กำลังเบิกตาโพลง
“มะๆ ไม่ครับ ผมจะพาไปเดี๋ยวนี้ครับ เชิญมาดามทางนี้ครับ” ในที่สุดฟาเบียนก็ต้องยอมจำนนกับเหตุผลหรือจะเรียกว่าคำขู่ก็คงไม่ผิด แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ขึ้นไปยังห้องเป้าหมาย มาดามเดียน่าก็หันไปเห็นแก้วมุกดาที่กำลังเดินมากับผู้หญิงอีกคน จึงรีบทักขึ้น
“เอ้า! หนูแก้ว หนูมาทำอะไรที่นี่แต่เช้าจ๊ะเนี่ย” มาดามเดียน่าเข้าไปทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแกมเอ็นดู
“เอ่อ! สวัสดีค่ะมาดาม คือแก้ว” แก้วมุกดายกมือขึ้นไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม แต่ก็ไม่กล้าบอกว่าตนมาที่นี่ทำไม เพราะเกรงว่าเพื่อนจะพลอยเสียชื่อไปด้วย
“มาดงมาดามอะไรกัน เรียกป้าสิจ๊ะหนูแก้ว” มาดามเดียน่าขัดขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงไม่ชอบใจ
“เอ่อค่ะคุณป้า เอ้อ! คุณป้าคะ นี่คุณสุทินีหรือแม่นีแม่ของยาหยีค่ะ” มาดามเดียน่าหันไปทักทายด้วยความยินดี ความจริงท่านรู้สึกเอ็นดูเด็กสาวทั้งสองคนมาก ยิ่งสุดที่รักที่รู้จากปากลูกชายของตัวเองว่าถูกไอรดาเจ้าสาวของงานเมื่อคืนนี้จับให้เป็นคู่ตุนาหงันกันแบบมัดมือชก แต่มันก็ไม่ได้เป็นทางการ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้
แม้กระทั่งแม่ของฝ่ายหญิงเองก็ยังไม่รู้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ท่านต้องลงมือจัดการด้วยตัวเองซะแล้ว
“สวัสดีค่ะคุณสุทินี ดีใจจริงๆ ที่วันนี้ได้พบคุณ ฮันนี่ลูกสาวของคุณเขาน่ารักมากค่ะ คงจะดีไม่น้อยถ้าฉันมีลูกสาวน่ารักๆ แบบนี้บ้าง” คุณสุทินีได้แต่ยิ้มบางๆ ตอบกลับไป เพราะตอนนี้ได้แต่พะวงเรื่องความปลอดภัยของลูกสาวมากกว่าอะไรทั้งนั้น
“สวัสดีค่ะมาดาม ขอบคุณมากค่ะที่เอ็นดูยาหยี ถ้าแกได้ยินคงดีใจมาก” คุณสุทินีตอบกลับไปด้วยเสียงอ่อนโยน
“เอ่อ! คุณป้าคะ ถ้ายังไงเราสองคนต้องขอตัวก่อนนะคะ พอดีวันนี้เรามีธุระบางอย่างต้องรีบจัดการ ไว้วันหน้าถ้ามีโอกาสเราคงได้คุยกันมากกว่านี้นะคะ” แก้วมุกดหาทางปลีกตัว เพราะอยากจะรีบตามหาเพื่อนรัก
“บอกได้ไหมเอ่ยว่าธุระเรื่องอะไร เผื่อป้าจะได้ช่วยด้วยอีกแรง ถึงที่นี่จะเป็นเมืองไทย แต่ป้าก็กว้างขวางพอตัวนะ” มาดามเดียน่ายังพยายามรั้งทั้งคู่เอาไว้อีก ทำให้แก้วมุกดารู้สึกลำบากใจไม่น้อย แต่เวลาแบบนี้เธอควรจะห่วงความปลอดภัยมากกว่าหน้าตาของเพื่อน ยิ่งเมื่อหันไปถามความเห็นทางคุณสุทินีแล้ว รายนั้นพยักหน้ากลับมา เธอจึงไม่รอช้าอีก
“ก็ได้ค่ะ คือเรามาตามหายาหยีค่ะคุณป้า แก้วคิดว่าหยีเขาน่าจะพักอยู่ที่นี่น่ะค่ะ” มาดามเดียน่าพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ไปให้
“อืม! เรื่องนั้นเดี๋ยวป้าจะจัดการให้ แต่ตอนนี้ทั้งสองคนรีบตามป้ามาทางนี้ดีกว่านะ” มาดามเดียน่าจับจูงให้แก้วมุกดาเดินตามไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนคุณสุทินีต้องเดินตามไปด้วยอย่างงงๆ
“คุณป้าพาเราสองคนมาที่นี่ทำไมคะ” แก้วมุกดาทำหน้าสงสัย เมื่ออีกฝ่ายพาพวกเธอมาหยุดอยู่ตรงห้องพักห้องหนึ่งของโรงแรม
“ถ้าอยากรู้ก็รีบตามป้าเข้ามาสิจ๊ะ ฟาเบียนเปิดประตู” มาดามเดียน่าหันมาสั่งฟาเบียนที่เดินตามมาเงียบๆ ซึ่งฝ่ายนั้นได้แต่ทำท่าละล้าละลัง ‘ตอนแรกแค่มาดามคนเดียวหัวไอ้ฟาเบียนก็จะขาดอยู่แล้ว ตอนนี้มาทั้งโขยง ตายอีกกี่ชาติวะกู ฟาเบียนเอ๊ย! ฟาเบียน นายเอามึงตายแน่’
“ถ้าไม่เปิดแกก็ตายเหมือนกัน เลือกเอาว่าอยากจะตายแบบไหน” มาดามเดียน่าบอกเสียงเฉียบ เมื่อพอจะเดาได้ว่าฟาเบียนกำลังคิดอะไร ‘เอาวะเปิดก็ตาย ไม่เปิดก็ตาย ขอเปิดละกัน อย่างน้อยก็ได้กินเผือกก่อนตาย ไม่เสียชาติเกิดแล้วมึงเอ๊ย’ ด้วยความอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ฟาเบียนจึงตัดสินใจเปิดประตูให้ในที่สุด แล้วกุญแจที่อยู่ในมือของฟาเบียนตอนนี้ก็ได้มาจากฝีมือของมาดามเดียน่าอีกตามเคย ก็บอกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ท่านก็แค่ยื่นคำขาดให้ไปหากุญแจไขห้องนี้ให้ได้ ถ้าไม่อยากตกงาน เวรกรรมก็เลยต้องตกอยู่ที่ผู้น้อยอย่างฟาเบียนน่ะสิ แต่เรื่องกุญแจสำหรับฟาเบียนแล้วไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด ที่ยากกว่าก็คือเรื่องเอาชีวิตให้รอดหลังจากนี้ดีกว่า
“ขอบใจ แกทำงานดีมาก ฉันจะบอกให้เลโอขึ้นเงินเดือนให้แกนะฟาเบียน” มาดามเดียน่ายิ้มพึงใจ ต่างกับสีหน้าของอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง
“เปลี่ยนจากเงินเดือน เป็นขอให้นายไว้ชีวิตผมจะดีกว่าไหมครับ อ้อ! นี่ครับมาดาม ฝากให้นายด้วยนะครับ” ฟาเบียนบอกพร้อมกับยื่นถุงกระดาษที่มีเสื้อผ้าอยู่สองสามชุดไปให้
“อืม! ขอบใจ” มาดามเดียน่ารับไว้ จากนั้นจึงเดินเข้าไปภายในห้อง ซึ่งมันคือห้องสวีทที่ได้รับการตกแต่งจนน่ามอง แต่ให้ตายเถอะ ตอนนี้คงไม่มีใครอยากชื่นชมความน่ามองที่ว่านั่นหรอก เพราะทุกสายตาต่างกำลังจับจ้องมองไปยังเตียงที่มีหนุ่มสาวนอนกอดกันอยู่
“เฮ้ย! หยี” เป็นแก้วมุกดาที่ร้องอุทานออกมาเสียงดัง เรียกให้คุณสุทินีต้องมองให้ชัดๆ เต็มตาด้วยอีกคน
“ยาหยี” แล้วก็เป็นคุณสุทนีที่ต้องร้องออกมาด้วยอีกคน แล้วเสียงของทั้งสองสาวก็ทำให้คนที่กำลังหลับลึกอย่างเลโอนาร์ดรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
“เฮ้ย!” แล้วเขาก็เป็นอีกคนที่ร้องอุทานออกมา เมื่อภายในห้องที่เขาใช้นอนเมื่อคืนนี้ ตอนนี้ไม่ได้มีแค่เขาและเธออีกต่อไปแล้ว
“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลยนะพ่อตัวดี ไหนแกมีอะไรจะแก้ตัวอีกไหมเลโอ ฉันจะแกได้มีโอกาสพูดบ้าง ไม่อย่างนั้นจะหาว่าฉันไม่ยุติธรรมอีก” เลโอนาร์ดหันไปมองหน้าคนเป็นแม่นิดนึงก็พอจะเดาออกทันที ว่านี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
“แล้วมัมคิดว่าไงล่ะครับ” เขาลองถามหยั่งเชิงดู ว่าเป็นอย่างที่คิดเอาไว้รึเปล่า
“ภาพมันฟ้องซะขนาดนี้ จะให้คิดอะไรได้นอกจากว่าแกรังแกน้องเมื่อคืนนี้ หรือแกจะเถียงห๊าเลโอ นี่อย่าบอกนะว่าแกจะปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้น่ะ” มาดามเดียน่าแสร้งขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ ซึ่งความจริงทั้งหมดนี้ท่านรู้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ เพราะท่านให้คนแอบตามลูกชายมาห่างๆ ทันทีที่เห็นว่าเขาพยุงใครออกมาจากงาน เพื่อดูให้แน่ใจว่าพ่อลูกชายตัวดีจะไม่ออกจากห้องจนกว่าจะเช้า ก็บอกแล้วว่าเอ็นดูเด็กคนนี้ และจะต้องจัดการให้การหมั้นแบบจับพลัดจับผลูกลายเป็นเรื่องจริงที่ผู้ใหญ่รับรู้ด้วย ซึ่งดูท่าว่ามันจะสำเร็จแล้วล่ะ