ร่างระหงเดินฉับๆ เข้าไปยังร้านอาหารชื่อดังที่มีอาหารหลากหลายชาติให้เลือกรับประทาน มีทั้งอาหารแบบปิ้งย่าง หรือ แบบชาบู อาหารญี่ปุ่นที่กำลังนิยมกันในละแวกนี้ (ชาบูชาบูแบบหม้อไฟแบบหนึ่งคล้ายกับสุกี้ยากี้ มีส่วนผสมต่าง ๆ เช่น ผักเนื้อหั่นบางๆ อาหารทะเล ปรุงโดยนำวัตถุต่าง ๆ เหล่านี้จุ่มแช่ลงในน้ำเดือด หรือน้ำซุปแล้วปล่อยทิ้งไว้สักพัก จากนั้นนำส่วนผสมอย่างอื่น เช่น เต้าหู้บะหมี่ ลงตุ๋นให้เข้ากัน รับประทานโดยจุ่มลงในซอส ปัจจุบันมีทั้งร้านชาบูแบบดั้งเดิมและประยุกต์ให้เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค)
ทรวงสาวอวบใหญ่ภายใต้ชุดเดรสสายเดี่ยวสีชมพูเข้มนั้นไหวสะท้านตามแรงก้าวเดินของเธอซึ่งเจ้าตัวไม่ได้จงใจที่จะให้ส่วนนี้ของร่างกายเชิญชวนใครให้สนใจในตัวเธอ แต่คนมันมีดีจนล้นหลามไม่ต้องทำอะไรมากก็เป็นจุดเด่นเสียจนเจ้าตัวเริ่มปลง แต่ ลลนา ก็ไม่ค่อยชอบนักกับสายตาคนที่มองมาแม้จะห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ก็เถอะ โดยเฉพาะสายตาของผู้ชายขาหื่นทั้งหลายที่มองเธอเหมือนจะกินลงท้องไปทั้งตัว และหากวันนี้ไม่ได้รับปากจะมาทำหน้าที่แทนเพื่อนสนิทที่บอกว่าขอลาป่วยกะทันหัน จึงขอร้องให้เธอมาทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดังแทนตน ในร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดนี้ล่ะก็ เธอไม่มีทางมาเด็ดขาดเพราะไม่ค่อยชอบผู้จัดการร้านของร้านนี้สักเท่าไหร่ อีกทั้งชุดของสาวเจ้าที่ให้เธอใส่แทนนั้นมันรัดติ้วและโชว์สัดส่วนเสียจนน่าหวาดเสียว ลลนาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพนักงานขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อต่างๆ จะต้องแต่งตัวอะไรขนาดนี้ด้วย
เอาน่า เงินดี ทำแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ตั้งเกือบพัน... ลลนาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้ผู้จัดการร้านที่กำลังเดินรี่มาหาด้วยรอยยิ้มน่าสะอิดสะเอียน
“ว้าว วันนี้น้องนิ่มเปลี่ยนไป เอ๊ะ ทำไมวันนี้สวยขึ้นจนเหมือนคนละคน..” กรกฎ ผู้จัดการร้านรูปร่างสูงโปร่งแต่ลงพุงและหัวล้านแบบที่เรียกว่า แร้งกระพือปีก (ลักษณะผมที่เลี่ยนกลางจากข้างหน้าเข้าไปท้ายทอยผมสองข้างพองออกเป็นปีก เหมือนปีกนกที่กำลังกระพือ จึงเรียก แร้งกระพือปีกด้วยประการฉะนี้)
แล้วยิ่งหน้าแหลมๆ จมูกงุ้มๆ ดวงตายาวรีดูหลุกหลิกและฟันเหยินๆ ยามยิ้มก็เห็นตีนกาขึ้นเต็มหน้านั้น ยิ่งทำให้ลลนานึกถึงตัวละครในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มีของรักของหวงคือแหวนที่มีอำนาจมากมายล้นฟ้า ของรักของข้า.. เสียงแหบแห้งพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความละโมบของเจ้าตัวนั้นก็ลอยเข้ามาในหัว แต่เพราะกรกฎเป็นคนบ้ายอทุกคนในร้านจึงเรียกเขาว่า เสี่ยกวง หรือ เสี่ยกรวงโบ๋ หรือบางทีถ้ามีโมโหก็อาจจะเรียกว่า ไอ้เสี่ยกร๊วก
“แหม.. ก็รู้ทั้งรู้ว่านี่ไม่ใช่น้องนิ่มก็ยังจะตีมึนทักผิดนะคะ น่าตีจริงๆ เลยเสี่ยเนี่ย..”
ลลนายิ้มหวานแล้วเบี่ยงกายเหมือนเขินอายแล้วตีเผลียะลงไปบนมือที่ยื่นมาหมายจะแตะแขนของตน พลางหลิ่วตาให้กรกฎอย่างเง้างอดแต่ในใจเดือดปุดๆ แต่หญิงสาวก็ฉลาดพอที่จะจัดการกับคนมือไวใจเร็วอย่างเสี่ยกรกฏ
“หนูนุ่มนี่เอง แหม.. วันนี้สวยจริงไม่ยักรู้ว่าหนูนุ่มมาทำงานเป็นสาวเสิร์ฟด้วย นึกว่าทำบัญชีอย่างเดียว อย่างอื่นทำด้วยมั้ยจ๊ะ..”
“ทำค่ะ ถ้าเงินหนาและถึงพอ.. แต่อย่างนุ่มคงเข้าไม่ถึงเสี่ยหรอกค่ะ กลัวเจ๊ใหญ่มาดักตบหน้าร้านน่ะสิคะ”
ลลนาพูดเสียงหวานแต่ในใจอยากหาอะไรมาทุบหัวล้านของอีตาเสี่ยหื่นนี่เสียนัก แต่ไม่ต้องหาอะไรมาทุ่มใส่หัวล้านเสียกรกฏหรอก แค่เอ่ยชื่อ เจ๊ใหญ่ เมียของเขา เสี่ยหัวล้านก็หน้าซีดตัวสั่นแล้วล่ะ
“อุ้ย.. น้องนุ่มจ๋าอย่าพูดถึงยายแก่แร้งทึ้งให้เสี่ยได้ยินสิจ๊ะ ชื่อไม่เป็นมงคลเลย ไม่เอาไม่พูด”
“นุ่มขอไปทำงานก่อนนะคะเสี่ยขา เดี๋ยวไม่ได้ทิปงามๆ”
ลลนายิ้มหวานแล้วเดินไปทำงานตามหน้าที่ของตน หลังจากที่ออกจากร้านชาบูแล้วหญิงสาวก็ต้องรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์คู่ชีพไปยังไนท์คลับชื่อดังเพื่อทำงานแทน นิ่ม หรือ ลดาวัลย์ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและน้องสาวของตนที่ลาป่วยไว้อีกที่นั่นเอง
ลลนากับลดาวัลย์เป็นลูกพี่ลูกน้องและเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยวัยเดียวกัน รูปร่างหน้าตาคล้ายกันและชอบแต่งตัวเหมือนกัน มักจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน ซึ่งพวกเธอก็ไม่ได้ขัดข้องหากใครจะคิดเช่นนั้นและพวกเธอก็อยู่ด้วยกันมาตลอด...
บ้านของลลนาเป็นบ้านสวนเก่าแม้จะไม่ได้ทำสวนเป็นงานหลักแต่ในพื้นที่สวนผลไม้สิบไร่เศษๆ ก็พอทำให้มีรายได้พอที่จะส่งเสียตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี แม้ว่ากว่าจะจบออกมาได้เลือดตาแทบกระเด็น เพราะช่วงปีสุดท้ายบิดาของเธอป่วยหนักด้วยโรคตับแข็งและมะเร็งลำไส้ แม่จึงเอาที่ไปจำนองกับธนาคารแต่หลังจากที่ได้เงินมารักษาบิดาได้ไม่ถึงเดือนท่านก็เสียชีวิต แม่ของเธอเสียใจมากที่พ่อจากไปก่อนวัยอันควรถึงขั้นล้มป่วยและเสียชีวิตตามพ่อไปอีกคนทิ้งให้เธอต้องอยู่ลำพัง แต่ดีที่ว่ามีลดาวัลย์อยู่เป็นเพื่อนและช่วยปลอบประโลมกันจนเธอหายเศร้า
สี่ปีผ่านไปหลังจากที่เธอเรียนจบก็พยายามหางานทำ และทำทุกงานที่สุจริตเพื่อให้ได้เงินมาใช้หนี้ธนาคารและเพื่อรักษาสมบัติชิ้นสุดท้ายของตนไว้อย่างสุดความสามารถ และอีกไม่นานเธอก็จะสามารถปลดหนี้ได้แล้วนั่นคือเหตุผลที่ลลนาทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงงอน และมักจะรับงานแทนเพื่อนๆ ที่ขาดลามาสายหรือหยุดงานเช่นตอนนี้ ที่เธอรับงานแทนลดาวัลย์แทบทุกครั้ง ช่วงนี้ลดาวัลย์ทำตัวแปลกไปหยุดงานบ่อยและมักคุยโทรศัพท์เป็นเวลานาน บางครั้งก็มักจะทำท่าลุกลี้ลุกลนถามอะไรก็ไม่ค่อยอยากจะตอบ และเมื่อกลับเข้าบ้านก็มักจะเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง...
“นุ่มๆ อีกห้านาทีจะถึงคิวขึ้นเวทีแล้วนะ..” เสียงเพื่อนร่วมงานดังขึ้นพร้อมกับสะกิดแขนเบาๆ ทำให้ลลนาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด
“อ้อ..เหรอ ขอบใจนะ”
“นุ่มต้องแสดงเป็นนิ่มไปก่อนนะ ไม่มีใครรู้หรอกอีกอย่างพอใส่หน้ากากปิดหน้าไว้แล้วก็ใส่ชุดของนิ่มแทบดูไม่รู้เลยว่าเป็นนุ่ม เหมือนกันยังกับฝาแฝด”
เจ๊มะไฟ หญิงวัยกลางคนร่างท้วมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเจ็บจี๊ดจีบปากจีบคอพูดอย่างชื่นชม ขณะผูกเชือกหน้ากากนางเสือดาวให้ เจ๊มะไฟมองร่างระหงทรวดทรงองเอวงดงามไร้ที่ติของลลนาอีกครั้งอย่างพอใจ
“เจ๊ ทำไมวันนี้ชุดมันโป๊จังล่ะ” ลลนาก้มลงมองตัวเองแล้วหันกลับมามองเจ๊มะไฟอย่างไม่มั่นใจ รู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเดินขึ้นเวทีไปร้องเพลงได้ ผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหมือนเสื้อผ้าหมาแมว ที่เคยเห็นขายในร้านขายอุปกรณ์ข้าวของสำหรับสัตว์เลี้ยง ยังดูผืนใหญ่กว่าผ้าชิ้นเล็กๆ บนร่างกายของเธออีกละมั้ง
“ก็คอนเซ็ปต์แม่เสือสาว นางเสือก็ต้องเซ็กซี่ขยี้ใจสิจ๊ะ เอาล่ะๆ เต้นในแบบที่ซ้อมไว้ ทุกอย่างเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือชุดเซ็กซี่ เอาน่าใส่หน้ากากแต่งหน้าเข้มเบอร์นี้ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นนุ่มน่ะ”
“นุ่มไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอกเจ๊ แต่ชุดมันโป๊ นุ่มกลัวหวอออก” หญิงสาวค้านหน้ายุ่ง
“เอาน่าๆ ร้องเพลงเดียวเต้นแป๊บเดียว ไปได้แล้ว ถึงคิวเราแล้ว”
เจ๊มะไฟผลักแผ่นหลังเนียนที่เปิดเปลือยตลอดแผ่นหลังถึงบั้นเอวตัดบทการสนทนาแล้วก็ยิ้มหน้าบาน เมื่อพอขึ้นไปยืนบนเวทีลลนาก็ทั้งร้องทั้งเต้นได้อย่างดีเยี่ยมไม่มีที่ติ เธอภาคภูมิใจที่สาวๆ ที่ตนหมายมั่นปั้นมือนั้นแต่ละคนทั้งร้องทั้งเต้นได้อย่างมืออาชีพ บางรายก็ได้ดิบได้ดีเป็นนักร้องดัง ได้เป็นนางเอกพระเอกเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง
ไนต์คลับแห่งนี้เป็นสถานบันเทิงชื่อดังซึ่งเจ้าของเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงทั้งในวงการบันเทิง จึงทำให้ลูกค้าที่มาเที่ยวหาความสุขความบันเทิงล้วนแล้วแต่เป็นคนในวงการเดียวกันและเป็นลูกค้าระดับวีไอพีด้วยกันทั้งนั้น และนักท่องราตรีส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ใหญ่และคนที่ทำงานแล้วเสียส่วนมาก...
ในขณะเดียวกันในมุมสำหรับแขกระดับวีไอพีซึ่งสามารถมองเห็นการแสดงโชว์จากบนเวทีได้ชัดเจน อีกทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวอย่างมากนั้น ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมดุดันหนวดเครารกเต็มสันกรามแกร่งก็กำลังจดจ้องไปบนเวที ซึ่งมีแม่เสือสาวสุดเซ็กซี่กำลังร้องเพลงและเต้นอย่างเมามันเร้าอารมณ์ด้วยท่วงท่ายั่วยวนแฝงไว้ด้วยความซุกซนน่าค้นหา ก่อนที่เจ้าหล่อนจะโบกมือลาลงเวทีไปเมื่อเพลงจบ ซึ่งก็ได้รับการปรบมือและเสียงร้องเชียร์แม่เสือสาวด้วยความชอบอกชอบใจของบรรดานักท่องราตรีทั้งหลาย...
“หึ เธอมันก็แค่ผู้หญิงหากินดีๆ นี่เอง ไหนว่าที่นี่ไฮโซนักหนาวะไอ้แสน มันก็เหมือนๆ กันหมดล่ะวะ”
สิงหาหันมาถาม แสนแสง ผู้จัดการไร่และเป็นลูกน้องคนสนิทของตนที่กำลังมองการแสดงบนเวทีอย่างเพลิน
“อะ เอ่อ ก็..”
“มันก็ไม่เห็นจะแตกต่างจากที่อื่นๆ เลย แหล่งรวมพวกผู้หญิงหากิน”
ชายหนุ่มเบ้ปากอย่างรังเกียจยิ่งนึกถึงคนที่ทำให้หญิงสาวที่ตนรักต้องเจ็บปวดจนเสียชีวิต อคติในใจของสิงหาก็มากยิ่งขึ้นเหมารวมไปเสียหมดอย่างคนพาลไม่มีเหตุผลและไม่คิดจะแยกแยะอะไรทั้งสิ้นในตอนนี้
“นายไปตามหาเจ้าเมฆสิ มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน” ชายหนุ่มเสียงเข้มหน้าเครียดอีกหนเมื่อเอ่ยชื่อ น้องชายออกมา เมฆ หรือ เมฆา น้องชายของเขาต่างมารดา ตัวต้นเหตุอีกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำให้เขาต้องมาถึงที่นี่
“ครับ..” แสนแสงรับคำแล้วรีบไปทำงานของตน สิงหาเดินไปยังห้องแต่งตัวของนักร้องนักแสดง แต่มีการ์ดของทางไนต์คลับสองคนมาขวางไว้
“ด้านนี้ลูกค้าเข้าไม่ได้นะครับ”
“ฉันต้องการพบลดาวัลย์” ชายทั้งสองมองหน้ากันสักครู่ก็หันมาบอกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“น้องนิ่มออกไปแล้วครับ คุณคงต้องมาวันหลัง”
“แต่ฉันเห็นว่าเธอเพิ่งลงมาจากเวทีเมื่อกี้นะ” สิงหาหัวเสียเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ
“ก็ใช่ครับ แต่เธอมีธุระด่วนจึงรีบออกไป”
“มีอะไรกันจ๊ะหนุ่มๆ” เจ๊มะไฟที่เดินออกมาจากห้องแต่งตัวถามขึ้น สายตามองเลยมายังชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเจ๊มะไฟก็รี่มาหาทันที
“ว้าย ผู้ชายหล่อมาก ถอยไปๆ พวกเธอน่ะ” เจ๊มะไฟผลักการ์ดร่างยักษ์ออกไป ซึ่งชายหนุ่มทั้งสองก็ยินยอมโดยดีแต่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง
“มีอะไรให้เจ๊มะไฟช่วยเหลือคะ เจ๊ยินดีช่วยทุกอย่างเลยค่า”
“ผมต้องการพบลดาวัลย์” คำตอบและน้ำเสียงห้วนๆ ที่ได้จากหนุ่มหล่อทำให้เจ๊มะไฟหุบยิ้มทันที ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มหวานให้เช่นเดิม
“น้องนิ่มเพิ่งออกไปเมื่อตะกี๊นี้เองค่ะ”
“เธอไปไหน”
“เอ่อ.. คือ”
“ผมถามว่าเธอไปไหน” คราวนี้สิงหาเสียงดังจนเจ๊มะไฟสะดุ้งมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทางหวาดหวั่นขึ้นมาทัน
“ผมไม่ได้มาหาเรื่องหรือก่อกวนแต่ต้องการพบลดาวัลย์เพราะมีธุระสำคัญ บอกมาว่าเธอไปไหน”
“ปะ ไป.. เอ่อ ไปโรงพยาบาล”
“โรงพยาบาลไหน...”
“โรงพยาบาล...” เจ๊มะไฟบอกชื่อโรงพยาบาลไปสิงหาก็เดินออกไปทันทีโดยไม่หันมามอง
“อะไรของเขาวะเนี่ย วุ้ย... เจ๊ละเซ็งคนหล่อๆ ทำไมขี้โมโหจังวะ”
เจ๊มะไฟเท้าสะเอวบ่นงึมงำอยู่คนเดียวก่อนจะตาโตด้วยความตื่นเต้นเมื่อมีเรื่องมากระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็น หรือ ต่อมเผือก ตามศัพท์ชาวเน็ตที่หมายถึงอาการอยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านนั่นเอง...
“แล้วทำไมพ่อรูปหล่อนั่นต้องมาตามหาน้องนิ่มหว่า นิ่มไปทำอะไรไว้ อย่าบอกนะว่าเป็นคนของไอ้พวกนั้นอีก.. ไม่ได้การละเราต้องตามไปสืบ..” แล้วเจ๊มะไฟก็รีบเดินออกไปทำหน้าที่สืบหาความจริง...
สิงหาขับรถมุ่งหน้าตามลลนาที่เขาเข้าใจว่าเป็นลดาวัลย์ไปยังโรงพยาบาลที่เจ๊มะไฟบอก และทันเวลาที่เห็นหญิงสาวลงจากแท็กซี่พอดี ร่างระหงในชุดสวยทันสมัยสะดุดตาก้าวลงจากรถแท็กซี่แล้วกำลังจะเดินเข้าไปในโรงพยาบาลต้องชะงัก เมื่อมีรถยนต์สีดำทะมึนโฉบมาจอดตรงหน้า พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินหน้าเข้มมาหาตน ลลนาก้าวหนีโดยอัตโนมัติ ดวงตาคมสวยที่ยังไม่ได้ล้างเครื่องสำอางออกเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น คงไม่ใช่พวกทวงหนี้นอกระบบหรอกนะ... ลลนาคิดอย่างหวาดหวั่นเมื่อเห็นชายหนุ่มท่าทางดุดันเดินมาหยุดตรงหน้า
“เชิญขึ้นรถไปกับฉันดีๆ อย่าร้องโวยวายไม่อย่างนั้นเธอตายแน่” เสียงห้าวแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมจนรู้สึกได้ ทำให้ลลนาถึงกับขาสั่นพูดไมออกทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว
ในเวลากลางดึกเช่นนี้แม้จะเป็นโรงพยาบาลที่มีคนพลุกพล่านอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ทำไมตอนนี้คนพวกนั้นหายไปไหนหมด หญิงสาวกวาดตามองรอบกายอย่างหวาดหวั่น
“คุณเป็นใคร”
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ และเธอต้องไปกับฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่ ฉันไม่ไป..” ลลนาทำท่าจะวิ่งหนีแต่ก็ช้ากว่าคนตัวโตที่เข้ามาขวางไว้พร้อมทั้งคว้าข้อมือของเธอไว้มั่น
ลลนาตกใจหน้าซีดมองข้อมือเล็กของตนในอุ้งมือใหญ่ของเขา แล้วนึกกลัวว่าเขาจะหักข้อมือเธอเสียตอนนี้และมันคงทำได้ไม่ยากเพราะเมื่อเทียบขนาดข้อมือของเธอกับมือใหญ่ของเขาแล้ว มวยคนละรุ่นเกิดคนละยุคเลยทีเดียว
“ฉันชื่อสิงหาและต้องการให้เธอไปกับฉัน” ชื่อของเขาทำให้ลลนาคลายความสงสัย แต่ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพราะสิงหานี่ล่ะลดาวัลย์จึงต้องเจ็บปางตายแบบนี้
“เอาล่ะไปได้แล้ว..” โดยไม่รอให้เธอปฏิเสธหรือขัดขืนสิงหาก็จูงเธอไปที่รถทันที ลลนาพยายามขืนตัวไว้แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอจึงมานั่งในรถพร้อมกับเขา
“คุ คุณจะพาฉันไปไหน ฉันไม่ไปนะ ฉันมีธุระด่วน” หญิงสาวพยายามบอกเขาเสียงสั่น ตายแน่ๆ ยายนุ่ม เธอคงไม่ได้โดนจับไปขายตัวเหมือนลดาวัลย์หรอกนะ
“ไม่พาไปขายหรอก ท่าทางแบบนี้คงไม่ได้ราคาเท่าไหร่ เครื่องคงพังหมดแล้ว” คำพูดออกมาจากปากหยักของคนหน้าเข้มเต็มไปด้วยหนวดเคราทำให้ลลนาถึงกับหน้าร้อนผ่าวทั้งโกรธทั้งอาย...
“นี่คุณ..” ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ต่อว่าอะไรเขาเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มกัดรับใบหน้าหล่อเหลาที่ดุกระด้างอยู่แล้วก็ดูขุ่นเข้มขึ้นน่ากลัวกว่าเดิม ทั้งถ้อยคำที่เขาสบถออกมาอย่างหัวเสียยิ่งทำให้ชายหนุ่มดูน่ากลัวมากขึ้น... ลลนาขนลุกด้วยความหวาดกลัวมือไม้เย็นเฉียบหายใจติดขัดเหมือนจะเป็นลมเสียให้ได้
ไม่นะ ไม่ เธอจะมาเป็นลมตอนนี้ไม่ได้ ไม่ๆๆ
หญิงสาวพยายามเตือนสติตัวเองและพยายามหายใจเข้าปอดลึกๆ แต่แล้วด้วยความหวาดกลัว และความอ่อนเพลียบวกกับความเครียดที่สะสมมาหลายวัน ในที่สุดความคิดทั้งหมดทั้งมวลของเธอก็ดับวูบไป...