1
สวัสดีค่ะคุณอา
คุณอาเป็นยังไงบ้างคะ สบายดีหรือเปล่า กุ๊กสบายดีค่ะ ต้องขอโทษคุณอาด้วยนะคะที่ไม่ได้เขียนจดหมายมาหาคุณอาหลายเดือน ช่วงนี้กุ๊กยุ่งๆ ค่ะ ไหนจะเรื่องเรียน เรื่องการทำหนังสือเดินทาง แต่ดีหน่อยที่คุณอาช่วยเหลือเรื่องวีซ่า ไม่อย่างนั้นกุ๊กคงไม่ได้ไปหาคุณอาแน่ๆ เลยค่ะ
กุ๊กตื่นเต้นที่สุด เดือนหน้ากุ๊กก็จะได้เจอคุณอาแล้ว ไม่รู้ว่าคุณอายังจำกุ๊กได้หรือเปล่า เพราะครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน ตอนนั้นกุ๊กเรียนอยู่ม.6 มันก็สี่ปีแล้วนะคะที่เราไม่ได้เจอกัน กุ๊กคิดถึงคุณอามากๆ เลยค่ะ ทั้งตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอคุณอาและได้ไปเมืองนอกเป็นครั้งแรกในชีวิต
กุ๊กมีเรื่องยินดีจะบอกคุณอาด้วยนะคะ กุ๊กได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งค่ะ กุ๊กเก่งหรือเปล่าคะคุณอา กุ๊กเรียนเก่งอย่างนี้แล้วคุณอาจะให้อะไรเป็นของขวัญคะ อ้อ...อีกอย่างนึงที่กุ๊กจะอวดคุณอา ตอนนี้กุ๊กพูดภาษาอังกฤษเก่งขึ้นมากแล้วนะคะ อาจารย์ยังบอกเลยว่าฉายเดี่ยวได้แล้ว ทีนี้กุ๊กก็จะได้คุยกับคุณอาได้เสียที
กุ๊กรบกวนคุณอาแค่นี้นะคะ เดือนหน้าเจอกันค่ะคุณอา
รักคุณอาค่ะ
น้องกุ๊ก
โจนาธานอ่านเนื้อความในกระดาษจดหมายสีชมพูด้วยรอยยิ้ม จดหมายฉบับนี้ทิ้งห่างจากฉบับที่แล้วร่วมสามเดือน จะมีใครรู้หรือไม่ว่าคนอย่าง โจนาธาน แมคเคนซีจะเฝ้ารอจดหมายของสาวน้อยวัยละอ่อนนามว่า ณัฏฐลักษณ์ อัศวนันท์ หรือน้องกุ๊กทุกวัน ครั้นจะเขียนจดหมายไปหาเองก็ไม่ถนัดนัก เพราะโจนาธานไม่ถนัดเขียน ถนัดพูดซะมากกว่า
เขายกกระดาษจดหมายฉบับนั้นขึ้นสูง ก่อนจะมาแนบตรงปลายจมูกแล้วสูดดมกลิ่นหอมจากแป้งเด็กที่เธอเทใส่ไว้ในซองจดหมายอย่างเช่นทุกครั้ง มันช่างชื่นใจเหลือเกิน กลิ่นแป้งยี่ห้อนี้ติดจมูก ติดอยู่ในจิตใจและความรู้สึกของเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สูดดม ประหนึ่งว่าเขากำลังจุมพิตแก้มหอมๆ ของเจ้าของจดหมายก็ไม่ปาน
จดหมาย คือการสื่อสารระหว่างคนที่อยู่สหรัฐอเมริกากับคนที่อยู่เมืองไทย ณัฏฐลักษณ์ในเวลานั้นพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง ไม่คล่องหรือจะพูดได้ว่า สื่อสารกับชาวต่างชาติไม่ได้เลย แม้ว่ามารดาของเธอจะได้สามีใหม่เป็นชาวอเมริกัน ทว่าแมทธิวพูดภาษาไทยได้ดีมาก จึงสื่อสารกับเธอเป็นภาษาไทยทุกคำ ณัฏฐลักษณ์จึงไม่ใส่ใจเรียนภาษาอังกฤษเท่าใดนัก
จนกระทั่งมารดากับพ่อเลี้ยงประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ในวันที่เดินทางไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด โจนาธานน้องชายแมทธิวรีบรุดมาเมืองไทยหลังจากทราบข่าวว่าพี่ชายได้รับอุบัติเหตุอาการสาหัส พอมาถึงคนที่กำลังใกล้จะเสียชีวิตพูดฝากฝังณัฏฐลักษณ์ที่แมทธิวรักไม่ต่างกับลูกไว้กับโจนาธาน พอน้องชายรับปากแมทธิวก็หมดลมหายใจ จากโลกนี้ไปอย่างไร้ความกังวล
ในเวลานั้นณัฏฐลักษณ์ในวัย 12 ปีเหมือนเรือที่ลอยคว้างกลางทะเล หาที่พึ่งไม่ได้ ทว่ายังดีที่เธอยังมีโจนาธาน อาหนุ่มที่เข้ามาดูแลทั้งเรื่องความเป็นอยู่และการเรียน แรกๆ ทั้งคู่แทบจะไม่คุยกันเลย เพราะสื่อสารกันคนละภาษา สนทนาผ่านล่ามเท่านั้น และในอีกหนึ่งเดือนต่อมา โจนาธานได้เดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากจัดการเรื่องหลานสาวนอกไส้เสร็จสิ้น
โจนาธานจะมาเยี่ยมณัฏฐลักษณ์ปีละสองครั้งนานหกปี เขาจึงมีความคิดว่า สมควรที่จะให้หญิงสาวเรียนภาษาอังกฤษได้แล้ว เขาจึงจ้างครูสอนภาษามาสอนเธอเป็นการส่วนตัว และนับตั้งแต่นั้น ณัฏฐลักษณ์เริ่มเขียนจดหมายมาหาตน เพราะถือว่าเป็นการฝึกปรือเรื่องการเขียนอ่านไปในตัว
“ชื่นใจจัง” คนที่สูดดมจดหมายพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะพับจดหมายให้อยู่ในรูปเดิม สอดเก็บเข้าไปในซองจดหมายที่มีแป้งฝุ่นโรยอยู่ด้านใน จากนั้นก็ไปรวมเก็บไว้ในกล่องไม้ใต้โต๊ะทำงานที่มีจดหมายหลายสิบซองซ้อนทับในนั้น แล้วยังมีดอกกุหลาบแห้งหลายสิบดอกวางอยู่ในกล่องไม้กล่องนั้นด้วย เป็นดอกกุหลาบที่เขาและเธอช่วยกันปลูก
จากนี้ก็รอเวลาที่เขาและเธอจะได้พบกันครั้งแรกในรอบสี่ปี...
หนึ่งเดือนต่อมา
“จอนคะ จอน” เสียงร้องปานขาดใจดังลอดผ่านปากของสาวร้อนแรงแห่งปี โมนิก้า ฟรองซัวส์ นางแบบสาวลูกครึ่งอเมริกัน-ฝรั่งเศสที่นอนร่างสั่นสะเทือนอยู่ใต้ร่างหนาที่เคลื่อนไหวอย่างดุดัน ไม่ปรานีร่างสาวที่บิดเร้า ร้องเรียกหาความสุขไม่ขาดปาก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลายครั้ง ส่งผลให้พายุอารมณ์ของโจนาธานสะดุดลงกลางคัน แต่ทว่าเขายังควบขี่เหนือร่างระหงเร็วรี่ หวังว่าตนเองจะเดินทางไปยังสวรรค์เบื้องบนเร็วๆ ทว่า...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูยังคงดังไม่หยุด
“โธ่โว้ย!...อะไรนักหนาวะ”
เจ้าของห้องสบถออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อตนเองตกสวรรค์เอาดื้อๆ ดึงร่างของตนเองออกห่างร่างอ่อนระทวยของคู่ขาสาว ก้าวลงจากเตียงก่อนจะคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับร่างล่อนจ้อนของตัวเอง
“มีอะไรไซลัส ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนมึงเจ็บตัวแน่”
โจนาธานพูดใส่หน้าเจ้าของมือที่เคาะประตู ส่งสายตาดุๆ ไม่พอใจให้ไซลัส แต่คนที่อยู่นอกห้องหาได้เกรงกลัว เพราะคิดว่าเรื่องที่ตนจะบอกเจ้านายขี้โมโหของตนนั้นนั้น สำคัญกับโจนาธานมาก
“คุณจอนต้องไปรับคุณกุ๊กที่สนามบินนะครับ ลืมหรือเปล่าครับคุณจอน” ไซลัสตอบเจ้านายหนุ่มสุดหล่อ
“ตายห่า...ลืมไปเลย” โจนาธานอุทานเสียงดัง หน้าตาตื่นตกใจ “นายไปรอข้างล่าง อีกยี่สิบนาทีฉันจะลงไป” เขารีบปิดประตูทันทีที่สั่งลูกน้องเสร็จ
“มีอะไรคะจอน” โมนิก้าลุกขึ้นนั่ง คว้าผ้าห่มมาปกปิดร่างกาย มองดูท่าทางรีบร้อนของเขาด้วยความสงสัย
“ฉันมีธุระด่วน เธอใส่เสื้อผ้าแล้วกลับบ้านไปได้เลย” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ เดินเข้าไปในห้องน้ำรีบอาบน้ำแล้วออกมาแต่งตัวกะจะให้เสร็จภายในสิบห้านาที
“คุณจะไปไหนคะจอน” เธอเอ่ยถามเมื่อเห็นโจนาธานแต่งตัวอย่างเร่งรีบ ซึ่งไม่ใช่นิสัยของเขาเลย
“ฉันต้องไปรับกุ๊กที่สนามบิน”
เขาตอบไปแต่งตัวไป เครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นในสมองของเธอทันที กุ๊กคือใคร มีความสำคัญอะไรที่โจนาธาน แมคเคนซีต้องไปรับด้วยตัวเอง
“ใครคะกุ๊ก” โมนิก้าย้อนถาม
“ไม่ใช่เรื่องของเธอที่จะต้องรู้ เธอแต่งตัวเสร็จแล้วก็กลับอพาร์ตเม้นต์ของเธอซะ” คนที่กำลังง่วนกับการแต่งตัวสั่งอีกครั้ง
หลังจากที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เจ้าของห้องก็เร่งฝีเท้าไปยังประตูห้อง เปิดออกกว้างแล้วเดินออกไปทันที ปล่อยให้คนที่อยู่ในห้องจมอยู่กับความสงสัยเพียงลำพัง
“ใครนะกุ๊ก” โมนิก้าพูดเหมือนถามตัวเอง กุ๊กเป็นใครกัน อาจจะเป็นลูกค้าคนสำคัญที่โจนาธานต้องดูแล หรืออาจจะเป็นหญิงคนใหม่ของเขาก็เป็นได้ เพราะเขาเปลี่ยนคู่ควง คู่นอนเป็นว่าเล่น ความอยากรู้บวกกับไม่ต้องการให้ตนเองกระเด็นออกมาจากตำแหน่งคู่ควงคนใหม่ของชายผู้โด่งดัง คิดได้ดังนั้นนางแบบสาวรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเร็วๆ ออกไปจากห้อง ตามหลังโจนาธานไปติดๆ งานนี้เธอต้องรู้ให้ได้ว่า กุ๊กคือใคร
2
ณ ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี
ความตื่นเต้นเกิดขึ้นกับณัฏฐลักษณ์มากชึ้นทุกวินาที มือเล็กที่กำลังเข็นรถออกมาจากช่องทางประตูผู้โดยสารขาออกสั่นไปหมด พอพ้นประตูนี้เธอก็จะได้เจอกับโจนาธาน คุณอาสุดหล่อของเธอแล้ว เวลาสี่ปีที่ไม่ได้เจอกัน เขาจะจำหลานสาวนอกสายเลือดคนนี้ได้หรือไม่ แล้วเขาจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน หญิงสาวคิดไปต่างๆ นานา
ณัฏฐลักษณ์ยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นชายคนหนึ่ง คนที่เธอรอจะพบหน้าเขามาตลอดสี่ปียืนอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธอกำลังเดินออกไปมากนักสาวชาวไทยทิ้งรถเข็นสัมภาระ เดินแกมวิ่งมาหาโจนาธานที่ยืนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มองหลานสาวนอกสายเลือดแสนสวยพริ้มเพรา แตกเนื้อสาวน่าฟัดน่าเหวี่ยงที่วิ่งมาหาตน
“คุณอาขา คุณอา” ณัฏฐลักษณ์วิ่งมากอดร่างของโจนาธาน กระชับแน่นเสียจนแทบจะหลอมเป็นร่างเดียว ชายหนุ่มใจเต้นถี่ระรัว รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ยามที่ทรวงอกสาวหน้าตาน่ารักเบียดชิดกับแผงอกของตน
“กุ๊กคิดถึงคุณอาที่สุดเลยค่ะ” เธอเงยหน้าบอกอาหนุ่ม
“เอ่อ...อา อาก็คิดถึงกุ๊กเหมือนกันจ้ะ”
โจนาธานพูดเสียงติดขัด ลมหายใจของเขาแทบจะสะดุดเมื่อเห็นนวลหน้างามในระยะใกล้ ณัฏฐลักษณ์โตเป็นสาวแล้ว และที่สำคัญสวยมากด้วย สวยจนเขาคิดเตลิดไปไกล
“กุ๊กคนนี้เป็นใครคะจอน”
โมนิก้าเอ่ยถาม หลังจากมองดูความสนิทสนมของทั้งคู่อยู่นาน ดวงตากลมโตของณัฏฐลักษณ์หันไปมองต้นเสียง ก่อนจะหันมามองหน้าอาหนุ่ม จากนั้นก็คลายอ้อมกอดแล้วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว
“เป็นหลานฉันเอง”
โจนาธานตอบคำถามของนางแบบสาวที่ตามตื๊อจะมากับเขาด้วย อ้างว่าขากลับจะได้ไปส่งเธอที่อพาร์ทเม้นท์เพราะเป็นทางผ่านพอดี ความที่รีบร้อนทำให้เขาจำยอมให้โมนิก้ามาด้วย
“หลาน” โมนิก้าทวนคำเสียงสูง “คุณมีหลานตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“ก็มีตอนที่พี่แมทตายนั่นแหละ”
เขาตอบแบบขอไปที คิดว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้โมนิก้าได้เข้าใจมากกว่านี้ โมนิก้ามองหญิงสาวชาวไทยหน้าตาสวยด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ซึ่งคนที่ถูกมองก็ดูเหมือนจะรู้ตัว หลบสายตาพิฆาตของสาวต่างชาติทันที
“กลับกันเถอะคะจอน นิก้าเหนียวตัวจะแย่แล้วอยากกลับบ้านไปอาบน้ำ เมื่อกี้ตอนลุกจากเตียงของคุณ นิก้ายังไม่ได้อาบน้ำเลย”
นางแบบสาวตั้งใจพูดให้สาวไทยได้ยิน เหมือนจะประกาศให้คนได้ยินรู้ว่า ตนมีความสัมพันธ์แบบไหนกับโจนาธาน ณัฏฐลักษณ์เงยหน้ามองคุณอาหนุ่มด้วยสายตาที่ทำให้เขารู้สึกประหนึ่งโลกแคบลงจนเกิดความอึดอัด
“พูดบ้าอะไรของเธอนิก้า เตียงเติงที่ไหนกัน เมื่อกี้เธอไม่ได้อยู่บนเตียงฉันเสียหน่อย”
โจนาธานพูดแก้ตัว หวังจะให้บรรยากาศชวนอึดอัดนั้นบรรเทา แต่ดูเหมือนว่าจะทำให้ความรู้สึกนั้นมันโถมทับมากขึ้น
“ทำไมคุณพูดอย่างนี้ล่ะคะ ก็เมื่อกี้เราอยู่บนเตียงด้วยกัน ถ้าลูกน้องของคุณไม่ขึ้นมาตาม คุณก็คงมารับหลานสาวของคุณไม่ทัน เพราะคุณลืมว่าหลานของคุณจะมาวันนี้” นางแบบสาวเผลอตัวแหวใส่ชายหนุ่มรูปหล่อทันที และคำพูดของเธอก็ทำให้คนที่ถูกลืมถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
“คุณอาลืมกุ๊กหรือคะ คุณอาลืมว่ากุ๊กจะมาหาคุณอาวันนี้” ณัฏฐลักษณ์พูดเสียงตัดพ้อ น้ำตาหยดไหลด้วยความน้อยใจ
โจนาธานรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจกับคำพูดของหลานสาวนอกสายเลือด แล้วยิ่งเห็นน้ำตาของเธอด้วยแล้ว เขารู้สึกเหมือนฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย
“เอ่อ...คุณอาไม่ได้ลืมนะคะ คุณอาแค่...แค่” เขาไม่รู้จะแก้ตัวยังไง พูดไม่ออก ติดขัด
“แค่กำลังสนุกกับฉันบนเตียงอยู่ก็แค่นั้นแหละ” โมนิก้าเอ่ยเสริม ยื้มเยาะเมื่อเห็นสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม หน้าซีด ปากคอสั่น
“อาไม่ดะ...”
โจนาธานยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงของณัฏฐลักษณ์แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“กุ๊กเหนื่อยจังคะ เราจะไปกันได้หรือยังคะคุณอา”
“นั่นสิคะ จะไปกันได้หรือยัง ยืนอยู่ตั้งนานสองนานแล้วไม่เขยื้อนไปไหนสักที” โมนิก้าบ่นอุบ ชักสีหน้าไม่พอใจ แต่คนที่ไม่พอใจยิ่งกว่าเธอคือ โจนาธานที่เริ่มทนไม่ไหวกับกิริยาของนางแบบสาว
“งั้นเราไปกันเลยนะคะ กุ๊กจะได้พักผ่อน อาเตรียมห้องสวยๆ ไว้ให้กุ๊กด้วยนะ”
น้ำเสียงของเขานุ่มแสนนุ่มและอ่อนโยน สร้างความหมั่นไส้ให้โมนิก้าไม่น้อย แต่เธอก็ทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากฮึดฮัดเดินตามโจนาธานกับหลานสาวไปยังรถคันโก้ที่จอดอยู่นอกอาคารโดยสาร
และเมื่อทั้งหมดเดินมาถึงรถยนต์คันดังกล่าว บานประตูรถที่ไซลัสเปิดรอเจ้านายของตนก็ถูกปิดลงปังใหญ่ จากมือของเจ้าของรถ
“ปิดประตูทำไมคะจอน” โมนิก้าที่กำลังจะเข้าไปนั่งในรถเอ่ยถามทันควัน ที่จู่ๆ เขาก็ปิดประตูรถเอาดื้อๆ โจนาธานไม่พูดอะไร ล้วงหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์ยัดใส่มือนางแบบสาวจำนวนหนึ่ง
“ค่ารถของเธอ เรียกแท็กซี่กลับเองก็แล้วกัน” เขาพูดกับโมนิก้าเสียงห้วน ก่อนจะหันไปพูดกับณัฏฐลักษณ์ด้วยน้ำเสียงที่ต่างราวฟ้ากับดิน “น้องกุ๊กคะ ขึ้นรถเถอะค่ะ จะได้รีบไปพักผ่อนที่บ้านของคุณอา”
พูดจบเขาก็เปิดประตูรถให้หญิงสาวหน้าตาน่ารักแต่หน้าเรียบตึงเข้าไปนั่งในรถ ก่อนที่เขาจะเข้าไปนั่งเบาะเดียวกับเธอ แล้วปิดประตูรถทันที ไม่สนใจหญิงสาวอีกคนที่กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ ส่งเสียงโวยวายดังลั่น
“คุณจะทำอย่างนี้กับฉันไม่ได้นะคะจอน ฉันไม่ยอมนะ เปิดประตูสิ ปัง ปัง ปัง เปิดประตู”
คนที่อยู่นอกรถโวยวายไม่อายใคร ใช้ฝ่ามือทุบกระจกรถยนต์หลายครั้ง แต่ทว่าประตูบานนั้นไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออก หนำซ้ำรถของ
โจนาธานยังเคลื่อนตัวออกไปอย่างไม่สนใจนางแบบสาวที่ยังคงส่งเสียงตามรถไม่หยุด กระทืบเท้าหลายครั้งอย่างขัดใจ ความเจ็บใจแทรกเข้ามาในอกของสาวจอมริษยาที่อาฆาตแค้น ณัฏฐลักษณ์สาวน้อยชาวไทยเต็มอก
3
รถยนต์คันดังกล่าวแล่นอยู่บนถนนสายหลักของเมืองนิวยอร์ก ภายนอกรถคึกคักไปด้วยรถนานาชนิดที่วิ่งกันขวักไขว่ แสงสีในยามค่ำคืนประดับไปทั่วท้องถนน และตามอาคาร ผู้คนทั้งในและนอกประเทศต่างพากันมาเดินชมความสวยงาม บ้างก็มาหาผับบาร์บันเทิงอารมณ์ยามค่ำคืน บรรยากาศแสนอภิรมย์ยิ่งนัก
แต่ทว่าภายในรถยนต์ของโจนาธานมีแต่ความอึดอัดและความเงียบ เนื่องจากคนที่เจ้าของรถมารับเอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ดวงตาของเธอเสมองไปนอกกระจกรถยนต์ ไม่หันมามองคนที่เธอคิดถึงและเร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันนี้เร็วๆ วันที่ตนเองจะได้พบกับผู้ปกครองหนุ่มรูปหล่อ
“กุ๊กโกรธคุณอาเรื่องอะไรคะ” โจนาธานถามสาวข้างกายที่ทำราวกับว่า เขาไม่ได้นั่งรถอยู่ด้วย“อย่าโกรธคุณอาเลยนะ คุณอาขอโทษ”
“...” คำตอบของเขาคือความเงียบ และนั่นยิ่งสร้างความอึดอัดให้กับโจนาธานมากขึ้น เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ไม่คิดด้วยว่าตนเองจะใจเย็นได้มากขนาดนี้ หากสาวแสนงอนเป็นคนอื่น ไม่ใช่หลานสาวนอกสายเลือดแสนสวย ป่านนี้เขาคงอัญเชิญเธอลงไปจากรถแล้ว
“คุณอาขอโทษ คุณอาไม่ได้ลืมกุ๊กนะคะ คุณอาแค่...แค่”
เขาหาคำแก้ตัวไม่ได้ เพราะในความเป็นจริง เขาลืมเสียสนิท คนงอนหันมามองหน้าผู้พูดเพียงนิด ก่อนจะหันหน้าไปยังทิศทางเดิม
“มันก็ไม่แปลกหรอกค่ะที่คุณอาจะลืมกุ๊ก กุ๊กมันก็แค่เด็กในอุปการะไม่ได้สำคัญอะไรที่คุณอาต้องมานั่งจดนั่งจำ กุ๊กต้องขอโทษคุณอาด้วยนะคะที่ทำให้คุณอาเสียเวลา”
ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจดังผ่านปากของณัฏฐลักษณ์ เสียงนั้นช่างสั่นเครือเหมือนอารมณ์ของผู้พูด ความน้อยใจเสียใจปะปนเต็มทรวง คนที่ฟังรู้สึกคล้ายกับมีหนามทิ่มตำใจ รู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยที่ทำให้เธอเสียใจ
“น้องกุ๊ก คุณอาไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะคะ คุณอาเห็นน้องกุ๊กสำคัญเสมอ สำคัญกว่าทุกคนด้วย” เขาพยายามหาข้อแก้ตัว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งทำให้สถานการณ์มันย่ำแย่ลง
“สำคัญกว่าทุกคน” เธอทวนประโยคบาดหัวใจ “สำคัญกว่าทุกคน แต่คุณอาก็ลืมวันเวลาที่คนสำคัญคนนี้จะมาหาคุณอา อย่างนี้เขาเรียกกันว่าคนสำคัญหรือคะ”
โจนาธานอยากจะเอาหัวโหม่งเบาะเสียให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดหรือแก้ตัวอะไร มันจะเข้าตัวเขาเสมอ ยิ่งแก้ตัวยิ่งไปกันใหญ่ เขาจึงเลือกที่จะเงียบและมองซีกหน้าของเธอไปตลอดทาง แล้วค่อยทางวิธีง้อหลานสาวคนสวยภายหลัง
ตอนสายวันรุ่งขึ้น
ไซลัส โรเจอร์และบิลลี่ ยืนมองโจนาธาน เจ้านายหนุ่มนั่งบีบเครื่องเป่าลมใส่ลูกโป่งหลากสีอย่างแข็งขันและตั้งใจ โดยไม่ให้พวกเขาทั้งสามช่วยเหลือนอกจากจัดเตรียมหาของที่ต้องการให้เท่านั้น ทั้งสามมีความรู้สึกตรงกันว่า ณัฏฐลักษณ์สาวไทยคนนี้คงมีความสำคัญกับเจ้านายของตนไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่นั่งหลังขดหลังแข็งทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเช่นนี้แน่นอน
“ไซลัส ดอกไม้ที่ฉันสั่งได้หรือยัง” โจนาธานเงยหน้าถามไซลัสที่ยืนอยู่ริมโซฟา
“อีกสิบนาทีเขาจะมาส่งครับคุณจอน”
ระหว่างที่ลูกน้องตอบ โจนาธานก็ลุกขึ้นนำลูกโป่งที่เขาเป่าลมจนพองขยายใหญ่ไปประดับไว้ในห้องรับแขกตามจุดต่างๆ จนทั้งห้องดังกล่าวมีลูกโป่งหลากสีประดับนับร้อยลูก แต่ละลูกเขายังวาดรอยยิ้มลงไปด้วย พร้อมกับเขียนคำว่า “ขอโทษ” เป็นภาษาไทย ที่เขาโทรศัพท์ไปหาเพื่อนกลางดึก ขอร้องให้ภรรยาของเพื่อนที่เป็นคนไทย ช่วยเขียนคำว่า ขอโทษเป็นภาษาไทยส่งมาทางแฟกซ์ให้กับเขา จากนั้นก็เขียนคำนี้ลงไปในลูกโป่งทุกใบ แม้ว่าตัวจะไม่สวยแต่ก็พออ่านออก
โจนาธานใช้เวลาคิดแผนการง้อสาวน้อยแสนงอนอยู่ร่วมหนึ่งชั่วโมง พอคิดออกเขาก็ดำเนินการตามแผนทันที สั่งลูกน้องให้ไปหาอุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาต้องการ แล้วตั้งใจทำทุกสิ่งอย่างด้วยตัวเอง คิดเข้าข้างตัวเองว่า หลานสาวต่างสายเลือดของตนจะชอบและหายโกรธ
อีกสิบนาทีต่อมาดอกไม้ที่โจนาธานสั่งก็ถูกนำมาส่ง เป็นเวลาเดียวกับที่ร่างของเนลลี่สาวใช้เดินแกมวิ่งลงมาจากบันได
“คุณจอนคะ คุณกุ๊กออกมาจากห้องแล้วค่ะ” เนลลี่ที่ถูกสั่งให้คอยจับตาดูว่า หากณัฏฐลักษณ์ออกมาจากห้องเมื่อไหร่ ให้ลงมาบอกเขาทันที
“ขอบใจมาก” โจนาธานกล่าวขอบใจสาวใช้ ก่อนที่เท้าใหญ่จะพาร่างของเขาไปยืนอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้าย ในมือถือดอกกุหลาบสีขาวช่อโต
ณัฏฐลักษณ์ชะงักเท้าที่กำลังก้าวลงมาตามบันไดแนวโค้งที่ทอดยาวสู่ชั้นล่างของคฤหาสน์หลังงาม เมื่อดวงตาคู่หวานซึ้งมองเห็นร่างสูงใหญ่ของเจ้าของบ้านยืนถือช่อดอกไม้ตรงบันไดขั้นสุดท้าย ก่อนที่เท้าเล็กจะเดินลงมาตามขั้นบันไดต่อไป หัวใจดวงน้อยๆ ของสาวร่างเล็กเต้นแรง ตื่นเต้นและดีใจ ยามที่เห็นลูกโป่งหลายร้อยใบผูกโยงไปทั่วห้อง ลูกโป่งเหล่านั้นเขียนภาษาไทยราวกับเด็กประถมปีที่หนึ่งเขียนว่า “ขอโทษ” มีรอยยิ้มวาดอยู่ใต้คำนั้นด้วย
“คุณอาขอโทษกุ๊กนะคะ คุณอาสัญญาว่า จะไม่ลืมกุ๊กอีกแล้ว ยกโทษให้คุณอานะคะ”
ปากหนาหยักได้รูปพูด มือก็ยื่นช่อดอกไม้ให้หญิงสาวที่มาหยุดยืนตรงขั้นบันไดรองสุดท้ายดวงตาสีฟ้าจ้องมองดวงหน้าสาวที่เปื้อนสีแดงขึ้นทีละน้อย
คนถูกง้อยิ้มกว้าง ดวงตาสดใสราวกับจะบอกให้เขารู้ว่า เธอยินดีรับคำขอโทษจากเขา เอื้อมมือมารับช่อดอกไม้ในมือใหญ่มาดมกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ เงยหน้ามองชายหนุ่มร่างสูงที่ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ยามได้เพ่งพิศความงาม ความน่ารักของณัฏฐลักษณ์ รอยยิ้มละไมของเธอเสมือนเป็นแรงดึงดูดมหาศาล กระตุกหัวใจชายถึงขั้นรุนแรง และเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับสตรีคนใดมาก่อน