ตอน 2

อกัณห์ นภนนท์ ถอนใจเฮือก รับรู้ว่าความสงบทางใจที่หาได้ยากยิ่งในระยะหลังๆ มานี้ของเขา สิ้นสุดลง ทันทีที่ร่างอรชรอ้อนแอ้นขัดกับสัดส่วนบ่งบอกความเป็นอิตถีเพศ เดินเข้าประตูห้องนั่งเล่นที่เขากำลังนั่งหย่อนใจในวันหยุด

พอเห็นเขาเจ้าหล่อนก็หยุดกึก แล้วสีหน้าเฉยๆ ก็เปลี่ยนเป็นร่าเริงสดใสพอๆ กับเสียงทักทายจากปากอิ่มสีชมพูระเรื่อด้วยเลือดฝาดแห่งวัยสาว

“แน่ะ! วันนี้อากัณห์อยู่บ้าน ทำไมคะ หรือสาวไม่ยอมรับนัด”

“พูดมากเราน่ะ! แล้วนี่ไปไหนมาแต่เช้า?”

อกัณห์พยายามตีหน้าเคร่งขรึม หวังขู่ให้แม่หลานสาวต่างสายเลือดเกิดความยำเกรง เลิกทำหน้ายิ้มแป้นยั่วเย้าอย่างกับเขาเป็นเพื่อนเล่นเสียที

แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล...

“เช้าอะไรกันคะ”

เสียงใสๆ ค้านหลังพาตัวเองเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา

“จะสิบเอ็ดโมง สายแล้วค่ะ แล้วนี่อากัณห์อ่านอะไรอยู่คะ”

ไม่พูดเปล่า ขณะที่พูดยังขยับมายืนข้างๆ โน้มตัวยื่นหน้ายื่นตาเข้ามาใกล้ เพื่อมองหนังสือในมือเขา

ใกล้เสียจนหน้าเรียวเนียนใส ประกอบด้วยเครื่องหน้าไม่ว่าปาก ตา จมูก คิ้ว คาง รับกันอย่างเหมาะเจาะ แทบจะชิดหน้าเขา จนเขาต้องเป็นฝ่ายผงะหนี ถลึงตาขุ่นๆ เข้าใส่

“นี่!” เขาทำเสียงดุ “จะพูดจะจาอะไรกับผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ทำกิริยาให้มีมารยาทหน่อย ไม่ใช่มายืนค้ำหัวหาความคารวะไม่มีแบบนี้ ลูกผู้ดีเขาไม่ทำกันหรอกนะที่จะเห็นญาติผู้ใหญ่เป็นเพื่อนเล่น”

“จะจับบทเทศนาแจ้อีกอีกแล้วเหรอคะ เฮ้ออออออ”

มีเสียงถอนใจยาวอย่างตั้งใจให้เขาได้ยิน แม้ใบหน้าเนียนใสจะถอยห่างไปแล้ว

“แจ้!” อกัณห์เรียกดุๆ

“ขา”

เสียงขานรับหวานจ๋อย

เห็นชายหนุ่มทำท่าพูดไม่ออก ก็เลยต่อเสียเอง

“อากัณห์จะเอาเรื่องเอาราวอะไรกับแจ้นักละคะ ก็รู้อยู่พ่อแท้ๆ ของแจ้แค่พนักงานขับรถ หาเทือกเขาเหล่ากอไม่มี แม่ของแจ้ก็ใช่ว่าเลือดผู้ดีมาจากไหน สาวชาวบ้านๆ ที่ได้รับการศึกษาดีหน่อย แต่ก็แค่นั้นแหละ”

“ถึงไม่ใช้ลูกผู้ดีในความคิดของแจ้” เขาพยายามข่มความหงุดหงิดทำหน้าที่ผู้ปกครองที่ดี “ต่อให้เป็นลูกกรรมกรหาเช้ากินค่ำ ถ้าได้รับการอบรมมาดี ที่จะมายืนค้ำหัวผู้ใหญ่เขาก็ไม่ปฏิบัติกัน”

ร่างอ้อนแอ้นภายใต้เสื้อยืดเน้นอกอวบกลมกลึงบ่งบอกวัยสาวเต็มกาย ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาข้างหน้าเขา ชนิดพอแม่เจ้าประคุณนั่งลง เข่าก็แทบจะชิดเข่าเขานั่นแหละ แถมยังตั้งท่าเตรียมฟังเทศนาจากเขาเต็มที่

ให้ตายเถอะ!

อกัณห์เอ็ดอึงอยู่ในใจที่ไม่อาจละสายตาจากอกสาวที่ออกจะอวบใหญ่เกินร่างบอบบางไปมาก

นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าการจากไปกะทันหันด้วยอุบัติเหตุ ขณะเดินทางไปทำธุระกับภรรยาที่เป็นแม่ม่ายลูกติด เมื่อสิบปีที่แล้วของพี่ชาย จะนำความยุ่งยากใจมาให้ในวันนี้ วันที่เด็กหญิงกำพร้าตัวบางๆ เจริญเติบโตเป็นสาว

สิบปีที่แล้ว เขาไม่สามารถเลี่ยงภาระ อย่างไรก็ต้องให้ความดูแล เลี้ยงดูลูกเลี้ยงของพี่ชาย เมื่อเด็กไม่มีใครอีกแล้ว สิ้นมารดาก็เหลือตัวคนเดียวในโลก บิดาที่ให้กำเนิดหล่อนนั้น ก็เสียชีวิตก่อนหล่อนจะทันจำความได้เสียอีก ญาติสนิทเป็นต้นว่าปู่ย่าตายายก็ล้มหายตายจากไปสิ้น

พูดจริงๆ เขาไม่คิดว่าการดูแลเด็กผู้หญิงตัวบางๆ คนหนึ่งจะเป็นงานหนัก เพราะหน้าที่ดูแลจริงๆ ส่วนใหญ่ เป็นของแม่สายคนเก่าแก่ที่อยู่กับครอบครัวเขามานาน

และยิ่งนึกไม่ถึง ว่าวันหนึ่ง เด็กตัวบางๆ คนนั้น จะสร้างปัญหาให้กับเขาในทางใดทางหนึ่ง เมื่อเติบโตเป็นสาว

ทว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ เด็กสาว 'หลานเลี้ยง' ของเขา ไม่เพียงแต่สร้างปัญหา แต่เจ้าหล่อนกำลังจะส่งเขาลงนรก!

ความหงุดหงิด เข้าขีดงุ่นง่านของเขา เริ่มขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว

ถึงเวลานี้อายุเขาเพิ่มขึ้นจากสามสิบสามเป็นสามสิบห้า แต่ความหวงชีวิตหนุ่มโสดที่ยังรักอิสระ ไม่ต้องการหาพันธะถาวรมาเป็นห่วงผูกคอยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น

แล้วผู้ชายหนุ่มวัยสามสิบห้า จะทนอยู่ร่วมบ้านกับเด็กสาววัยสิบแปด ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดอย่างสงบสุขได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเด็กคนนั้นเป็นสาวสะพรั่ง มีความงามสดใสยวนตายวนใจทั้งรูปร่างหน้าตา

แต่ก่อนแต่ไรมา เขาไม่มีรสนิยมชอบเด็กสาวๆ ผู้หญิงที่เขาเลือกเป็นคู่นอน ล้วนแต่เป็นผู้ใหญ่ สามารถรับผิดชอบตัวเองได้

นอกจากเรื่องวัย เขายังเลี่ยงที่จะสานสัมพันธ์กับหญิงสาวที่เขาแน่ใจว่ายังเป็นสาวบริสุทธิ์ รู้สึกสบายใจกว่าที่จะยุ่งเกี่ยวกับสตรีที่พอมีประสบการณ์มาบ้าง และทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขาจะต้องรับได้ในเงื่อนไข ‘ไม่มีความผูกพันถาวร เบื่อกันเมื่อไหร่ต่างคนต่างไป’

ตอน 3

“ว่าไปสิคะอากัณห์ขา” ปัญจมาทำเสียงอ่อนหวาน เมื่อเห็นชายหนุ่มยังมองหล่อนเงียบๆ ด้วยสีหน้าแววตาครุ่นคิด คล้ายกับว่าไม่รู้จะจัดการกับหล่อนยังไงดี

หล่อนได้รู้จักกับน้องชายต่างมารดาของพ่อเลี้ยง ก็เมื่อมารดาตัดสินใจแต่งงานใหม่หลังจากตกพุ่มม่ายมาหลายปี

อันที่จริง ถ้าผู้ใหญ่ไม่พูดนำให้ ปัญจมาคงเรียกเขาพี่ไปแล้ว

เมื่อต้องกลายเป็นเด็กภายใต้การปกครองของเขา อกัณห์เพิ่งอายุยี่สิบห้า อ่อนกว่าพี่ชายของเขารอบหนึ่งเต็มๆ

ผ่านไปสิบปี ไม่เพียงแต่เขาจะยังไม่แก่ แต่ยังสง่าภูมิฐาน

รูปร่างสูงผึ่งผายของเขานั้นเล่า แม้แต่เพื่อนๆ ของหล่อนก็ยังเห็นตรงกันว่า โคตรน่ากิน

นอกจากหุ่นชวนให้สาวๆ คิดอกุศลด้วย เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีร่องรอยไขมันเกาะ ไม่ว่าตามเอว บริเวณหน้าท้อง ทำให้หล่อนเกิดความรู้สึกอยากสัมผัส แตะต้องร่างสูงแกร่งทรงพลังด้วยมือเรียวนุ่มของหล่อน นับแต่เห็นเขาในกางเกงว่ายน้ำเกาะสะโพกเพรียว หน้าตาเขายังชวนให้สาวน้อยสาวใหญ่เก็บเอาไปฝันถึง

ความคมสันดุจรูปสลักเทพบุตร คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปลายคางออกเหลี่ยมนิดๆ ประกอบด้วยดวงตาคมฉายแววเชิญชวนในที แบบเป็นเองโดยธรรมชาติ คือเสน่ห์ดึงดูดที่เขาอาจจะรู้ตัว หรือไม่รู้ หล่อนก็ไม่ทราบ

แต่ที่แน่ๆ ยามเขาปรายตามองมายิ้มๆ ผิวกายหล่อนถึงกับซ่านซ่า ตามด้วยอาการหวิววาบในช่องท้อง บางครั้งรุนแรงถึงขั้นกระตุ้นให้เกิดความเสียวซ่านตรงจุดศูนย์รวมประสาทที่ฝังอยู่ใจกลางความเป็นหญิง

หลายครั้งเหลือเกิน ที่หล่อนจินตนาการไป หากมือสีน้ำตาลแข็งแรงประกอบด้วยนิ้วเรียวยาวของคุณอารูปหล่อ ทำการลูบไล้สัมผัสเนื้อตัวเปล่าเปลือยของหล่อนในลักษณะเล้าโลมแนบชิด จะมีความสุขสักเพียงไหน

แต่ท่าทีของเขาที่แสดงต่อหล่อนตลอดมาอย่างอาหลาน ทำให้ปัญจมาออกปลงๆ ว่าคงไม่มีวันได้รู้ซึ้งอย่างแน่นอน ในเมื่อเขาไม่ยอมมองหล่อน หรือถึงมองเขาก็มองอย่างเห็นหล่อนเป็นหลาน เป็นเด็กในปกครองในความดูแล ที่เขาออกจะเอือมๆ ในความแก่นกล้าตามวัยประสาสาวรุ่นของหล่อน

นอกจากแสดงความเอือมระอาทางสายตา เขายังคอยตำหนิด้วยวาจา อย่างกับว่าหล่อนคือเด็กหญิงวัยแปดขวบ ทั้งที่ขณะนี้หล่อนอายุสิบแปด กำลังจะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ในภาคการศึกษาที่จะมาถึงอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

จะต้องทำยังไงหนอ ให้ผู้ปกครองของหล่อนได้เห็นว่า หล่อนไม่ใช่เด็กแปดขวบ แต่เป็นสาวเต็มตัว รู้จักมีอารมณ์ อยากรู้จักความรักความใคร่ไปพร้อมกัน โดยมีเขาเป็นครูสอนแต่เพียงผู้เดียว

ปัญจมาลอบถอนใจ เมื่อบอกตัวเองว่าสิ่งที่วาดฝันอยู่ในใจ อาจจะไม่มีวันเป็นจริง

หญิงสาวสะดุ้ง ลืมไปว่าผู้ปกครองหนุ่มกำลังอบรมบ่มนิสัยหล่อนอยู่

ขณะนี้เขาได้หยุดพร่ำสอน มองหน้าหล่อนเขม็งด้วยประกายตาเข้มๆ ฉายแววชัดว่ากำลังจะสิ้นความอดทนกับหล่อน

“แจ้ไม่ได้ฟังอาเลยนี่” เสียงห้าวมีกังวาน ฟังว่าฉุนเฉียวไม่น้อย

“ฟังสิคะ อากัณห์ว่าแจ้โง่ สอนอะไรไม่จำ”

“ฟังครึ่งๆ กลางๆ นะสิ ที่อาพูดไปน่ะแค่ว่าดื้อด้านสอนอะไรก็คอยแต่จะต่อต้าน ไม่เอาเข้าสมองสักอย่าง”

“อะไรบ้างคะที่อากัณห์ว่าสอนแล้วแจ้ไม่เอาเข้าสมอง”

“ถ้าฟังอย่างที่ปากพูดก็คงไม่ต้องถาม”

เขาเลิกคิ้วมองหล่อนอย่างหยันๆ วางนิตยสารที่อ่านอยู่ก่อนจะถูกก่อกวนความสงบ ลงบนโต๊ะ

“อาคิดว่าพูดกับแจ้ หรือสีซอให้ควายฟังก็คงพอกัน”

เขาลุกขึ้นเต็มความสูง เดินเฉียดหล่อนไปออกประตู

ปัญจมาเดือดปุด

ฟังที่เขาว่าสิ หล่อนกับไอ้ทุยก็พอกัน!

ดีละ... อยากมาว่าหล่อนพอๆ กับไอ้ทุย หล่อนก็จะทำตัวงี่เง่าให้สมกับคำเขาว่า... ไม่ดีกว่า หล่อนจะเปลี่ยนคำปรามาสของเขาให้กลายเป็นคำชื่นชม

ลำดับแรกเลย หล่อนจะเริ่มปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้อยู่ในกรอบที่เขาจะต้องชอบ

จากนั้น หล่อนก็จะต้องทำตัวให้เป็นคนฉลาด สามารถพูดคุยกับเขาได้อย่างคนปัญญาทัดเทียมกัน

บางทีอาจต้องถึงขั้นเลิกเที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูง อยู่ติดบ้านมากขึ้น

เพื่อเรียกคะแนนสงสารเพิ่ม หล่อนอาจต้องเข้าครัว ปรุงอาหารที่หล่อนเคยลองแล้วผลปรากฏว่ารสชาติคล้ายยาถ่ายให้แม่ครูสายส่ายหน้าเล่น

ที่สำคัญสุด หล่อนจะเลิกเถียงเขา เขาว่าอะไรมาก็จะวางสีหน้าเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างสำนึกในฐานะ ว่าเป็นเพียงผู้อาศัยบ้านเขาอยู่

จะทนก้มหน้านิ่ง ฟังคำสั่งสอนปนมาพร้อมเสียงเอ็ดโดยไม่โต้แย้ง เลิกเถียงคำไม่ตกฟากตามที่เขามักจะว่าหล่อนอยู่บ่อยๆ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED