“ใช่…ก็ถ้าอุ้มยอมมีอะไรกับพี่พี่ก็คงไม่ไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่น” แม้เหตุผลการแต่งงานจะไม่เกี่ยวกับกรวีย์แต่ชานนท์ก็ยังโทษเธอเพื่อให้เธอรู้สึกผิดและเสียดายเขา
“คำตอบของพี่นี่โคตรเห็นแก่ตัว” กรวีย์กำหมัดแน่น พึ่งรู้จักแก่นของความเป็นมนุษย์ที่ชื่อว่าชานนท์ก็วันนี้
“พี่เป็นผู้ชายนะครับอุ้ม สามปีมานี้พี่ก็ทนทุกอย่างแล้ว” ชานนท์พูดอย่างไม่สนใจและยังคงคิดว่าเขาทำถูก ในเมื่อกรวีย์ไม่ยอมมีเซ็กซ์กับเขาเขาก็ไปมีกับคนอื่นมันก็แฟร์ดีออก รวมถึงถ้าเขาเลือกที่จะไปแต่งงานกับใครสักคนกรวีย์ก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าเธอรักเขาจริงๆ ก็ต้องยอม
“เอาเป็นว่าเราเลิกกันตอนนี้เวลานี้เลยก็ได้ค่ะ อุ้มจะได้มีเวลาไปหาผู้ชายดีๆ”
“ถ้าหาได้ก็ควงผู้ชายดีๆ คนนั้นมางานแต่งงานของพี่ด้วยนะครับ พี่อยากเห็นว่าจะดีสักแค่ไหน” คำพูดของชานนท์ทำให้กรวีย์โกรธจนหน้าแดงก่ำที่ถูกเขาดูถูก
“ได้ค่ะ รับรองว่าอุ้มต้องหาผู้ชายคนใหม่ได้ดีกว่าพี่แน่นอน ขอบคุณสำหรับการ์ดเชิญ” เอ่ยจบกรวีย์ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินกลับออกไปทันที ชานนท์ส่ายหน้าให้เธอพร้อมกับคว้าแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม จู่ๆ ก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมา
เขาไม่ได้ตั้งใจจะเอาการ์ดนั่นมาให้กรวีย์ ตั้งใจจะแต่งงานเงียบๆ แต่ว่าที่เจ้าสาวของเขาที่เวลานี้นั่งอยู่ในร้านเช่นกัน หากเขาทำสำเร็จเธอจะให้เงินสดเขาหนึ่งล้านบาท ผู้ชายอย่างเขาซื้อไม่ได้ด้วยเงินหรอกนะ แต่ถ้าเงินมากพอก็ไม่แน่
อีกอย่างแต่งงานครั้งนี้เขามีแต่ได้กับได้ เหมือนหนูตกถังข้าวสารไม่มีผิด ผู้ชายรักสบายแบบเขาหรือจะปฏิเสธ ในเมื่อตั้งใจจะจับผู้หญิงรวยๆ แล้วอยู่อย่างราชามาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ติดก็แค่กรวีย์ไม่ยอมตกลงแต่งงานกับเขาสักทีทั้งๆ ที่เขาขอเธอแต่งงานมาหลายต่อหลายครั้งรวมถึงไม่รู้ว่าเธอจะหวงเนื้อหวงตัวไปถึงเมื่อไหร่
“ทำดีมากค่ะที่รัก” ไดน่าเอ่ยชมชานนท์ที่เขาทำตามคำสั่งของเธอทุกอย่าง เพราะเขาว่านอนสอนง่ายแบบนี้เธอจึงยอมแต่งงานด้วย ทั้งๆ ที่เขาอายุน้อยกว่าถึงสิบห้าปี อีกอย่างต่อให้รู้ว่าชานนท์เป็นผู้ชายแบบไหนแต่เธอก็ยอมเพราะเขามีเซ็กซ์ที่ยอดเยี่ยมซึ่งนั่นพอจะทดแทนกับความหิวเงินของเขาได้
กรวีย์นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ในห้องรับแขก ตรงหน้าคือขวดไวน์นำเข้าจากต่างประเทศที่เธอดื่มไปแล้วหนึ่งขวดอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ขวดข้างๆ ปริมาณของมันก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้วเช่นกัน
เธอโกรธชานนท์ โกรธจนเข้ากระดูกดำไม่คิดว่าตัวเองจะโง่ไปรักผู้ชายสันดานไม่ดีแบบนั้นหรือว่าที่ผ่านมาเธอถูกอีกฝ่ายทำของใส่ถึงได้มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มองเห็นหนอนเน่าๆ เป็นเทพบุตร ฮือ
“เบาได้เบาแก เดี๋ยวเมา” ศิริมาเพื่อนสนิทของกรวีย์เอ่ยเตือน ทันทีที่มาถึงบ้านเธอกรวีย์ก็ร้องขอไวน์มาตั้งแต่หน้าประตู จากนั้นก็นั่งดื่มอย่างเอาเป็นเอาตายพร้อมกับเล่าว่าวันนี้เธอไปเจออะไรมาบ้าง
ศิริมาอึ้งแล้วอึ้งอีก เพราะเรื่องที่กรวีย์จับได้ว่าชานนท์นอกใจเกิดขึ้นได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะชิงลงมือบอกเลิกเพื่อนเธอก่อนหนำซ้ำยังจะแต่งงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว
“เมาก็เมา ฉัน…ฮือ” แม้จะไม่อยากร้องไห้แต่น้ำตาที่ไหลออกมาเวลานี้ก็ล้วนมากจากความอัดอั้นตันใจของกรวีย์ทั้งนั้น เสียใจที่ถูกบอกเลิกก็ส่วนหนึ่งแต่ส่วนหลักคือแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้ต่างหาก ใช่ว่าเธอจะไม่เคยถูกบอกเลิกทว่าครั้งนี้มันพีคกว่าครั้งก่อนๆ จนยอมไม่ได้เท่านั้นเอง
“อยากร้องไห้ก็ร้องมา ฉันอยู่ตรงนี้” ศิริมาตบไหล่ตัวเองแปะๆ บ่งบอกว่าเธอพร้อมจะให้กรวีย์ซบเสมอ
“ไม่ร้องแล้ว”
“เอ้า! ยังไง” คนพร้อมให้ซบไหล่ออกอาการงงเล็กน้อยหรือเพื่อนสนิทจะอกหักจนสติหลุดไปแล้ว แต่อย่างว่าชานนท์ทำตัวดีมาตลอดและก็ให้ความหวังกรวีย์เรื่องจะสร้างครอบครัวด้วยกัน สุดท้ายก็ดีแตก
“ข่วยคิดหน่อยสิจะทำยังไงถึงเอาคืนไอ้พี่นนท์ได้ เอาแบบสะใจๆ เลือดซิบๆ ได้ยิ่งดี” อารมณ์ของกรวีย์เวลานี้ยังพุ่งขึ้นสูงเรื่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหชานนท์
“แกก็ชิงจัดงานแต่งงานก่อนเลยสิ สวยๆ เริ่ดๆ เชิดๆ ไปเลย”
“แล้วจะให้ฉันแต่งกับใครเล่า”
“นั่นนะสิ แต่งกับใครดี” ศิริมาครุ่นคิดจนคิ้วขมวดเข้าหากัน เพราะพูดมันง่ายแต่ทำจริงๆ ยากแสนยาก
“ฮือ…” หยุดร้องไห้ไปได้ไม่นานกรวีย์ก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอมาแค่เสียงเพราะไม่จำเป็นต้องมีน้ำตาอีกแล้ว
“ฉันคิดออกแล้ว” เสียงดีดนิ้วดังมาจากศิริมานั่นพลอยทำให้กรวีย์ตาลุกวาวรอฟังแผนการดีๆ จากเพื่อนสนิท
“ยังไง”
“ถ้าแกไปหว่านล้อมคนคนนี้จนสามารถควงไปงานแต่งงานไอ้พี่นนท์ได้ล่ะก็ รับรองว่าต้องมีคนอกแตกตายแน่” ศิริมายิ้มเหี้ยมออกมาแต่ทว่าสีหน้าของกรวีย์เวลานี้ยังคงงุนงงอยู่ ก่อนที่ใบหน้าของคนคนนั้นจะปรากฎขึ้นในความคิดของกรวีย์เช่นกัน
“ใคร”
“คุณอคิน” คำตอบของศิริมาทำเอาคนฟังทำตาปริบๆ ก่อนที่เจ้าของความคิดจะพูดเสริม “เพราะในสายตาของไอ้พี่นนท์คุณอคินคือคู่แข่งอันดับหนึ่งมาตลอด” เอ่ยจบศิริมาส่ายหน้าให้อดีตคนรักของเพื่อนสนิทที่ชอบก็อปปี้ความคิดหรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนอื่นดีแล้วที่กรวีย์เลิกราด้วย
“แต่เท่าที่รู้ตอนนี้เหมือนไอ้พี่นนท์จะเปลี่ยนคู่แข่งไปเป็นคนอื่นแล้วนะ” กรวีย์เอ่ยบอก ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจความคิดของชานนท์เหมือนกันว่าทำไมต้องเอาคนนั้นคนนี้มาเปรียบเทียบกับตัวเอง
“ไม่เป็นไร อย่างน้อยคุณอคินก็ยังเป็นอันดับหนึ่ง จริงไหม”
“ก็จริง แต่คุณอคินกับไอ้พี่นนท์เป็นญาติห่างๆ กัน เขาจะช่วยฉันเหรอ” นั่นคือสิ่งที่กรวีย์กังวล ขืนเดินดุ่มๆ ไปขอให้เขาช่วยแล้วเขาหัวเราะเยาะกลับมาทำไง
“ไม่ลองไม่รู้ แต่ฉันว่าวิธีนี้เวิร์คสุดหรือแกมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้”
“ไม่มี เอาจริงคือตอนนี้คิดอะไรไม่ออกเลยด้วยซ้ำ” เพราะตั้งแต่เกิดมากรวีย์ไม่เคยต้องคิดหาวิธีแก้แค้นใครแบบนี้มาก่อนจริงๆ พอจบกันก็ต่างคนต่างอยู่ อาจเพราะสาเหตุการเลิกรามันไม่ได้ห่วยแตกจนเธออยากเอาคืนเท่าครั้งล่าสุด
“งั้นก็ลองวิธีของฉันดูก่อน”
“ถ้าคุณอคินรู้เขาจะหัวเราะฉันไหมอะแก”
“ไม่หรอก ฉันว่าดีไม่ดีคุณอคินจะเข้าใจแกด้วยซ้ำไป แต่ถ้าวิธีนี้มันไม่เวิร์คจริงๆ ค่อยกลับมาตั้งหลักแล้วคิดหาวิธีอื่นกัน”
“อือ”
“ชนแก้วเพื่อฉลองให้กับความสำเร็จในการแก้แค้นครั้งนี้ของแก” เอ่ยบอกเสร็จศิริมาก็หยิบแก้วไวน์ของตัวเองขึ้นมาชนกับแก้วไวน์ของกรวีย์จนเกิดเสียงดังแกร๊ง
ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มแต่การฉลองก็เกิดขึ้นเสียแล้ว นั่นเพราะศิริมาคิดว่าวิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาคืนชานนท์ ในขณะที่กรวีย์ก็นั่งจิบไวน์เพื่อใช้ความคิดเงียบๆ และดูเหมือนแผนการของเพื่อนรักจะเข้าที นั่นทำให้เธอตกลงที่จะทำตามอย่างไม่ลังเล
เมื่อตัดสินใจแบบนั้นกรวีย์ก็สลัดอารมณ์หม่นๆ ออกไปจากหัวแล้วเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับอคินอย่างจริงๆ จังๆ โดยมีศิริมาคอยช่วยอีกแรง เมื่อก่อนกรวีย์ได้ยินชื่อชายหนุ่มจากชานนท์บ่อยๆ บ่อยจนเธอก็พลอยแอบปลื้มเขาตามไปด้วย แต่หลักๆ ก็ปลื้มแค่เรื่องงานเท่านั้น
“คนอะไรจะเก่งไปซะทุกอย่างแบบนี้ แถมยังจบมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอย่างฮาร์วาร์ดอีก” นั่นคือข้อมูลเชิงลึกของอคินที่กรวีย์หามาได้ อคินกับเธออายุไม่ได้ห่างกันมากแต่ลุ๊คเขานั้นดูโตเป็นผู้ใหญ่อาจด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาเป็นแบบนั้น
“นั่นสิ ไม่แปลกใจเลยจริงๆ ว่าทำไมสาวๆ ถึงโหวตให้คุณอคินเป็นสามีในฝัน” ศิริมาเอ่ยเสริมคำพูดของกรวีย์ ยิ่งค้นข้อมูลส่วนตัวของอคินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทึ่งและอึ้งมากเท่านั้น ก่อนที่กรวีย์จะพูดเสริมขึ้น
“หยิบจับอะไรก็ประสบความสำเร็จไปเสียหมด หล่อ รวย เพอร์เฟคขนาดนี้ไม่แปลกหรอกที่ผ่านมาไอ้พี่นนท์จะอิจฉาแล้วอยากเอาชนะ”
“ยิ่งอายุเท่ากันแถมยังเป็นญาติกันอีก ข้อเปรียบเทียบมันต้องมีอยู่แล้ว” สีหน้าของศิริมาเวลานี้ดูจริงจังไม่แพ้กรวีย์เลยแม้แต่น้อย
“ฉันจะทำให้คุณอคินยอมช่วยให้ได้” กรวีย์เอ่ออย่างมาดมั่นแต่ก็ไม่วายถอนหายใจออกมาเล็กน้อยนั่นเพราะลึกๆ ก็กังวล แต่ถ้าเปลี่ยนเป้าหมายเป็นคนอื่นก็ไม่ได้อีก เธอนั่งอ่านบทสัมภาษณ์ของอคินรวมถึงนั่งดูคลิปที่ชายหนุ่มเคยไปออกรายการโทรทัศน์
“ผมค่อนข้างชอบอยู่คนเดียวครับ ง่ายๆ คือไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไหร่เลยเจอตัวผมยากสักหน่อย”
เจอประโยคนี้ของชายหนุ่มเข้าไปกรวีย์ถึงกับพ่นลมหายใจออกปากหนักๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีทางยอมแพ้โดยศิริมาตบบ่าให้กำลังใจอยู่ข้างๆ
กระทั่งกรวีย์ได้ทางออก ในเมื่อเจอตัวเขาตามสถานที่อื่นๆ ได้ยากเธอจึงตัดสินใจไปดักรอพบอคินที่หน้าบริษัทเสียเลย อย่างน้อยตอนคบกับชานนท์อยู่เธอก็เคยเจอและทักทายอคินมาแล้วบ้างแม้จะผ่านๆ ก็ตามที หวังว่าชายหนุ่มจะจำเธอได้และสงสารผู้หญิงตาดำๆ แบบเธอ เมื่อคิดแผนได้กรวีย์ก็เริ่มลงมือในวันรุ่งขึ้นนั่นเพราะเส้นตายคืองานแต่งงานของชานนท์ที่ใกล้เข้ามาทุกทีเช่นกัน
เช้าวันนั้นก่อนจะเดินออกจากบ้านกรวีย์ก็ยืนสำรวจเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย ซึ่งวันนี้เธอแต่งตัวสวยเป็นพิเศษแถมยังเลื่อนประชุมช่วงเช้าออกไปอีกด้วย ระยะนี้เจ้านายอย่างเธออาจต้องเกงานสักระยะเพื่อจัดการเรื่องคับแค้นใจให้ลุล่วง หวังว่าลูกน้องจะเข้าใจและให้อภัยเธอแล้วเธอจะตอบแทนเป็นโบนัสช่วงปลายปี
“ขอให้เขาจำเราได้แล้วก็ช่วยเราทีเถอะ สาธุ” กรวีย์ถึงกับยกมือไหว้ท่วมศีรษะ แต่วันนี้ดูเหมือนเธอจะมาเก้อนั่นเพราะไม่เห็นชายหนุ่มแม้แต่เงา จึงลองเข้าไปถามที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“วันนี้คุณชานนท์ไม่เข้าออฟฟิศค่ะ ไม่ทราบว่าคุณได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าไหมคะ”
“ไม่ได้นัดค่ะ”
“ถ้าไม่ได้นัดล่วงหน้าเกรงว่าคุณอคินจะไม่อนุญาตให้เข้าพบนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก” กรวีย์ส่งยิ้มหวานให้ประชาสัมพันธ์สาวสวยก่อนจะเดินกลับออกไปยังรถที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก ดูเหมือนวันนี้จะไม่ใช่วันของเธอเสียแล้ว เมื่อไม่มีจังหวะได้เจออคินกรวีย์จึงกลับเข้าออฟฟิศแล้วเรียกทุกคนกลับเข้าประชุม พนักงานต่างงุนงงแต่ก็ไม่มีใครกล้าถาม
วันต่อมากรวีย์ก็ยังคงไปดักรอพบอคินอีกเช่นเคย พอมาถึงสายตาก็เหมือนจะมองเห็นชายหนุ่มซึ่งขณะนั้นเขากำลังก้าวเข้าลิฟต์ เธอจึงรีบก้าวเท้ายาวๆ หวังจะตามไปให้ทันแต่กลับถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวออกมาเสียก่อน กรวีย์ร้องโวยวายเพื่อให้อคินหันมามองแต่ทว่ากลับไม่เป็นผล เธอจึงต้องกลับไปมือเปล่าเป็นวันที่สอง