วาโยลงจากเครื่องก็มองหาคนมารับ บิดาบอกว่าพี่ชายของเธอจะมารับ หญิงสาวมองหาพี่ชาย แต่ไม่เห็นวี่แววของอีกฝ่าย
“น้องวาย” วายุเรียกน้องสาวคนเดียว เมื่อเห็นเธอกำลังมองหาเขาอยู่
“พี่วา...คิดถึงจังเลยค่ะ” วาโยกอดพี่ชายอย่างคิดถึง
“คิดถึง...แต่เห็นไม่กลับมาสักที นี่คุณพ่อคงโทรไปตามให้กลับมาใช่ไหม” วายุกอดรัดน้องสาวอย่างคิดถึงไม่แพ้กัน
“ค่ะ คุณพ่อยื่นคำขาดว่าให้กลับมา ถ้าไม่กลับมาเดี๋ยวจะยกสมบัติให้พี่วาหมด ใครจะยอมกันล่ะคะ” พูดจบแล้วหัวเราะเสียงใส เลยโดนพี่ชายโยกศีรษะไปมาอย่างมันเขี้ยว
“ไปกันเถอะ รถจอดอยู่ด้านโน้น” ชายหนุ่มบอกน้องสาวก่อนพาเธอเดินไปที่รถ
วาโยกลับมาจากต่างประเทศก็อยู่ไม่ติดบ้าน เธอออกไปหาเพื่อนสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันหลายปี คุณวีรยุทธ์เห็นพฤติกรรมลูกสาวคนเล็กแล้วหนักใจ ออกไปเที่ยวนอกบ้านแข่งกันกับลูกชายคนโตทุกวัน นอกจากจะไม่ช่วยทำงานทำการแล้ว ยังไม่ได้ไปสานความสัมพันธ์กับคู่หมั้นของตัวเองเลยแม้แต่น้อย คุณวีรยุทธ์กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี ให้ลูกชายกับลูกสาวได้สานสัมพันธ์กับลูกของเพื่อนรัก เพราะถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ ทุกอย่างคงเหลวหมด จึงตัดสินใจไปหาราเมธ เพื่อขอร้องให้เขาช่วยรับวาโยไปทำงานด้วย และขอให้รามาวดีมาช่วยงานวายุ เมื่อคิดว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ลูกๆ ได้ใกล้ชิดกับคู่หมั้นของตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้เรียนรู้กันและกันสักที
“สวัสดีครับคุณลุง” ราเมธไหว้คุณวีรยุทธ์ ซึ่งเป็นเพื่อนรักของบิดาอย่างเคารพและนับถือ เพราะหลังจากบิดาเสียชีวิตก็ได้คุณวีรยุทธ์นี่แหละคอยช่วยเหลือเขามาตลอด ถ้าไม่มีคุณวีรยุทธ์เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะดูแลรักษากิจการที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ก่อนตายได้อย่างไรกัน เขาทั้งไม่มีประสบการณ์และอายุยังน้อยนัก
“ไหว้พระเถอะพ่อราม พักนี้ไม่ค่อยได้คุยกันเลยนะ”
“งานผมยุ่งๆ น่ะครับ คุณลุงมีอะไรหรือเปล่าครับ ความจริงไม่ต้องมาเองก็ได้ เรียกผมไปพบน่าจะสะดวกกว่า”
ราเมธพูดอย่างเกรงใจคุณวีรยุทธ์อยู่มาก
“พ่อรามงานยุ่ง ลุงมาหาเองดีกว่า พอดีลุงมีเรื่องจะคุยกับเรา เรื่องวาโยลูกสาวของลุง รามคงจำน้องได้นะ” คุณ
วีรยุทธ์ถามว่าที่ลูกเขยอย่างเป็นกันเอง
“ครับคุณลุง” ชายหนุ่มรับคำ ทำไมเขาจะจำหญิงสาวคู่หมั้นที่ไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ได้ คุณวีรยุทธ์จึงพูดวัตถุประสงค์ของการมาให้ราเมธฟัง ชายหนุ่มนั่งฟังอย่างสงบ เขารับรู้ว่าวาโยกลับมาจากต่างประเทศนานแล้ว แต่ด้วยงานที่ล้นมือ เลยยังไม่ได้ไปหาเธอเลยสักครั้ง และเธอเองก็ไม่สนใจจะมาพบปะเขาด้วยเช่นกัน
เขาได้ข่าวของเธอเสมอ เธอค่อนข้างจะเจ้าชู้และเป็นสาวสังคมเหมือนพี่ชายของเธอเอง เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทย จึงมักเป็นข่าวอยู่เสมอๆ ตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นาน และข่าวคราวว่ามีผู้ชายมากหน้าหลายตาอยากผูกสมัครรักใคร่กับเธอมากมาย
ราเมธรับคำปากคุณวีรยุทธ์เรื่องที่จะให้วาโยมาทำงานกับเขา แต่ในใจกลับนึกเป็นห่วงรามาวดีน้องสาวคนรองของตัวเองมากกว่า ถ้าให้ไปทำงานกับวายุเพื่อนรักที่แสนจะเจ้าชู้ถึงเพียงนั้น น้องสาวของเขาจะเอาตัวรอดได้ไหมยังไม่รู้ แต่เพราะไม่อาจขัดคุณวีรยุทธ์ได้ เนื่องจากท่านอุตส่าห์มาขอร้องด้วยตนเอง
ราเมธโทรศัพท์หาเพื่อนรักข้างบ้าน เพราะวันนี้เขาต้องไปพบลูกค้าคนสำคัญกับน้องสาวคนรอง จึงไม่สามารถไปรับน้องสาวคนเล็กได้ จึงต้องโทรไปวานให้ณภัทรช่วยไปรับน้องสาวคนเล็กแทน
ณภัทรจึงไปรับน้องสาวคนเล็กแทนเขาและรามาวดีอยู่บ่อยๆ ถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนที่รามาวดีและรตียังเด็กกว่านี้ เขาต้องไปทำงานหรือไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดหลายวัน ก็ได้คุณฤทัยมารดาของณภัทรเป็นคนดูแล เขาเอาน้องสาวสองคนไปฝากฝังเอาไว้เป็นประจำ รามาวดีน้องสาวคนรอง จึงได้รับการถ่ายทอดความเป็นแม่บ้านแม่เรือนจากคุณฤทัยมาอย่างเต็มเปี่ยม
ส่วนน้องรตี...สาวคนเล็กของเขาจะสนิทกับณภัทรมาก เพราะณภัทรคอยช่วยสอนการบ้านให้ตลอด เขาจึงเบาใจเรื่องการเรียนของน้องสาวคนเล็ก และรู้สึกเกรงใจณภัทรเพื่อนรักอยู่มาก แต่ณภัทรก็เต็มใจช่วยสอนการบ้านให้น้องสาวของเขามาโดยตลอด และช่วยดูแลกันมาตั้งแต่เด็กๆ
ณ บ้านนิธิไพศาล เสียงลูกชายกับลูกสาวเถียงบิดาเสียงดังด้วยความไม่พอใจ เมื่อบิดาจะให้ไปทำงาน โดยเฉพาะต้องไปทำงานกับคู่หมั้นข้างบ้าน
“คุณพ่อ!!!” วาโยตกใจไม่น้อยที่บิดาเอ่ยเรื่องที่เธอต้องไปช่วยราเมธคู่หมั้นของเธอทำงาน เพื่อดูแลกิจการของครอบครัว
“หนูไม่ชอบทำงาน คุณพ่อก็รู้นี่คะ วายพึ่งกลับมาขอพักผ่อนอีกสักหน่อยไม่ได้หรือไง” หญิงสาวเอ่ยอย่างขัดใจที่จะต้องไปทำงานกับคนหน้าเคร่งขรึมอย่างราเมธ ตั้งแต่กลับมาเขาเองก็ไม่เคยไปมาหาสู่หรือสนใจไยดีอะไรเธอเลยสักครั้ง แล้วเรื่องอะไร เธอจะต้องไปสนใจเขาด้วย เขาเฉยเมยกับเธอก่อน ทั้งๆ ที่มีผู้ชายอยากสานสัมพันธ์กับเธอมากมาย
“คนเราเกิดมาก็ต้องทำงานนะลูก เรียนจบกลับมาตั้งนานแล้วจะพักผ่อนอะไรนักหนา” คุณวีรยุทธ์ค่อยๆ พูดอย่างใจเย็นและสั่งสอนลูกชายและลูกสาวทั้งสองคนไปพร้อมๆ กัน
“เรารวยอยู่แล้ว ทำไมจะต้องทำด้วยล่ะคะ อีกอย่างถ้าจะทำงานจริงๆ ทำไมต้องไปทำงานกับบริษัทของคนอื่นด้วย วายทำที่บริษัทของเราก็ได้” หญิงสาวกล่าวกับบิดาอย่างขุ่นเคืองและขัดใจ
“ที่พ่อรวยได้ก็เพราะทำงาน แล้วหนูจะปล่อยให้กิจการที่พ่อสร้างมาไม่มีคนดูแลได้อย่างไรกัน อย่างไรเสียหนูก็ต้องไปศึกษาดูงานกับพี่เขา ราเมธไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน เขาเป็นคู่หมั้นของหนู อีกอย่างบริษัทของเรากับเขาก็เป็นหุ้นส่วนกัน ไม่ใช่บริษัทของคนอื่นอย่างที่ลูกพูดสักหน่อย ต่อไปหนูจะต้องช่วยเขาดูแลกิจการของเราสองครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น” คุณวีรยุทธ์พูดเหตุผลให้ลูกสาวคนเดียวฟังอย่างตั้งใจ
“แล้วทีพี่วาล่ะคะ คุณพ่อไม่เห็นว่าอะไรเลย กลับมาก่อนหนูเป็นปีๆ ไม่เห็นทำงานทำการอะไร” หญิงสาวโยนไปให้พี่ชายที่นั่งฟังการสนทนาอยู่ใกล้ๆ
“อะไรกันน้องวาย เราคุยกับคุณพ่อแล้วมายุ่งอะไรกับพี่” วายุโวยวาย เมื่อน้องสาวโยนเรื่องงานที่เขาพยายาม
บ่ายเบี่ยงบิดามาตลอดมาที่เขาด้วย
“เหมือนกัน...” คุณวีรยุทธ์พูดประโยคสั้นๆ แต่หนักแน่น เหลียวไปมองลูกชายตัวดีที่กำลังโวยวายอยู่อีกด้าน คุณวีรยุทธ์ปวดหัวจริงๆ ไม่ทราบว่าตัวเองเลี้ยงลูกแบบไหนตั้งแต่ภรรยาเสียไป ลูกของเขาเลยไม่เอาอ่าวเลยสักคนเดียว ผิดกับราเมธและรามาวดีที่ขยันทำงาน จนธุรกิจเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น เขาจะต้องจัดการแต่งงานระหว่าง 2 ครอบครัวให้เร็วที่สุด นี่ถ้าเขาไม่อยู่ เด็กๆก็คงไม่ทำตามสัญญาแน่นอน เขาอุตส่าห์ขอร้องราเมธเอาไว้แล้ว ยังไงก็จะต้องจัดการส่งลูกชายกับลูกสาวตัวดีสองคนนี้ไปทำงานให้ได้
“อะไรนะครับ” วายุเสียงดังทันที
“เราได้ยินไม่ผิดหรอก” บิดากล่าวอย่างใจเย็น
“แกก็ต้องไปทำงานที่บริษัท เดี๋ยวพ่อจะให้หนูรินคู่หมั้นเราไปช่วยอีกแรง พ่อคุยกับราเมธแล้วว่าจะให้หนูรินไปเป็นเลขาแก”
“ยายชืดนั่นเหรอครับ” วายุพูดฉุนๆ เขานึกถึงรามาวดีที่วันๆ เอาแต่ทำงานงกๆ เหมือนพี่ชายของเธอก็รู้สึกเซ็งขึ้นมา เพราะเธอคงจะน่าเบื่อสิ้นดี ตั้งแต่เขากลับมาจากเมืองนอก เขาก็ลืมเลือนเธอไปเสียสนิทว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขา และเขาก็ไม่เคยไปหาเธอหรือคิดจะสนใจเธอเลยแม้จะอยู่บ้านใกล้กัน
“นี่แกไปว่าหนูรินอย่างนั้นได้ยังไง เค้าออกจะหน้าตาสะสวยน่ารัก ขยัน เรียบร้อย และจากที่พ่อดูๆ มาก็เป็นแม่
ศรีเรือน นี่ถ้าแกได้มาเป็นศรีภรรยา แกนั่นแหละจะโชคดี ผู้หญิงดีๆ อย่างนี้หาได้ที่ไหนอีก ไม่เหมือนแม่ผู้หญิงของแกแต่ละคน พ่อบอกตามตรงเทียบหนูรินไม่ได้สักคน” คุณวีรยุทธ์พูดอย่างถูกใจว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้เสียเหลือเกิน จนทำให้วายุนึกหมั่นไส้ไปถึงคนที่บิดากำลังชื่นชมว่าจะมีดีสักแค่ไหนถึงทำให้พ่อของเขาปลื้มได้ถึงเพียงนี้
สองพี่น้องทำท่าจะพูดต่อแต่โดนบิดาเบรกเอาไว้เสียก่อน วายุกับวาโยนั้นถึงจะโดนตามใจจากบิดาก็จริง แต่บิดาเป็นคนเฉียบขาด พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ทั้งสองรู้ดีว่าคราวนี้เอาจริง จึงไม่กล้าขัดใจท่านอีก
แต่วาโยก็อยากจะให้บิดาพิจารณาดูใหม่อีกสักครั้ง แค่ทำท่าจะเอ่ยปากพูด ก็โดนบิดาขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พรุ่งนี้ลูกทั้งสองคนเตรียมตัวเอาไว้ ถ้าไม่ทำอย่างที่พ่อบอก พ่อจะสั่งอายัดทุกอย่างของเรา รวมถึงบัตรเครดิตด้วย...จำเอาไว้” บิดากล่าวอย่างจริงจังและเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น สองพี่น้องมองหน้ากัน ไม่กล้าขัดคำสั่งบิดาจริงๆ ในครานี้ รู้อยู่เต็มอกว่าบิดาเป็นคนจริงจังขนาดไหน ถ้าบอกว่าจะตัดก็คือตัด แต่ที่แล้วๆ มาท่านแค่พูดไม่ได้จริงจังแค่นั้น แต่ถ้าจริงจังขึ้นมา ใครก็ขัดยาก
“คุณรามคะ คุณวาโยมาแล้วค่ะ” เลขาสาวต่อสายรายงานเจ้านายหนุ่ม เมื่อเห็นวาโยเดินเข้ามาในบริษัทโดยมีหนุ่มๆ และพนักงานมองจนน้ำลายแทบหก เธอเล่นใส่ชุดเสียวาบหวิวปานนั้น
“ให้เข้ามาได้” ราเมธสั่งเสียงเฉียบ
หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้อง เห็นคู่หมั้นหนุ่มนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานไม่สนใจการมาของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอยิ่งอยากแกล้งนัก ร่างสูงโปร่งเดินสำรวจห้องทำงานอันกว้างใหญ่ของเขา ในห้องตกแต่งงดงาม ประณีต และคลาสสิก ด้วยความตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะลอบมองหน้าคมเข้มที่หล่อเหลาราวเทพบุตรของคู่หมั้นหนุ่ม แต่เสียตรงที่ขรึมจนเครียด หญิงสาวเดินไปหยุดข้างๆ เก้าอี้ที่ชายหนุ่มนั่งอยู่ค่อยๆ วาดวงแขนเรียวโอบรอบคอและหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ ได้ผลดังที่เธอคาดไว้ ชายหนุ่มสะบัดแขนออกอย่างแรง ก่อนหันไปหาหญิงสาวคู่หมั้นเตรียมต่อว่าทันที แต่ต้องชะงักเมื่อเธอกำลังยิ้มยั่ว เขาเผลอมองสำรวจผิวขาวเนียนลออตาของคนตรงหน้า หุ่นของเธออรชรอ้อนแอ้น ใบหน้าสวยเฉี่ยวมั่นใจและแสนเซ็กซี่ แต่ชุดที่ใส่ทำให้เขาต้องลอบกลืนน้ำลายติดกันหลายครั้ง ก่อนเบนสายตากลับมาที่โต๊ะทำงานเพื่อระงับอารมณ์บางอย่างที่พลุ่งพล่าน
“ทำไมน้องวายแต่งตัวแบบนี้” ชายหนุ่มติงการแต่งกายของหญิงสาวเสียงเครียด ในขณะที่กำลังสนใจกับงานบนโต๊ะของตัวเองแทนที่จะมองคู่หมั้นที่แสนยั่วยวนหนักหนา วาโยแอบเห็นแววตาของเขาเมื่อครู่ก็ยิ้มร้าย น่าแกล้งนัก ทำเป็นขรึมเข้มไม่สนใจเธอดีนัก
“พี่รามจะไม่เชิญน้องวายนั่งเหรอคะ หรือว่า...” หญิงสาวยังยั่วต่อ “นั่งตรงนี้ก็ได้” เร็วเท่าความคิด หญิงสาวกอดคอชายหนุ่มอีกครั้ง เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัวหรือจะเรียกว่าคาดไม่ถึงก็ได้ คนตัวเล็กกว่าเบียดร่างไปนั่งบนตักคนตัวโตที่กำลังหน้าบึ้งตึงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“ทำอะไรน้องวาย ลงไปเดี๋ยวนี้!!!” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่พอใจ เขาไม่ชอบกิริยาท่าทางของเธอเลยสักนิด พลันคิดไปว่าเวลาอยู่กับผู้ชายคนอื่น เธอจะเป็นแบบนี้ด้วยไหมหนอ...
“พี่รามไม่เชิญน้องวายนั่งนี่คะ น้องวายไม่มีที่นั่ง เลยต้องมานั่งเบียดบนตักพี่รามนี่แหละค่ะ” หญิงสาวจีบปากจีบคอพูดดวงตาใสซื่อแต่สุดแสนจะเจ้าเล่ห์ ชายหนุ่มเห็นกระโปรงถลกขึ้นมาถึงขาเรียวสวย เหลือบขึ้นไปก็เห็นหน้าอกอวบอูมรำไร ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนพูดว่า...
“เก้าอี้มีแล้วทำไมไม่นั่ง ทำไมทำตัวแบบนี้น้องวาย” ชายหนุ่มพูดอย่างหงุดหงิด
“ทำยังไงคะ” หญิงสาวเล่นลิ้นเลิกคิ้วเรียวขึ้นอย่างน่าหมั่นไส้ กอดคอเขาเอาไว้อย่างยั่วๆ ก็ดูไปสิจะทนได้ไปสักกี่น้ำ ไม่มีผู้ชายคนไหนไม่หลงเสน่ห์เธอ
“ลงไปได้แล้ว จะหาว่าพี่ไม่เตือน” ใบหน้าหล่อเข้มกำลังเครียดไม่คลายลงสักนิด
“ทำไมคะ พี่รามจะทำอะไรน้องวาย น้องวายไม่กลัวหรอกค่ะ” หญิงสาวยังพูดต่ออย่างกวนอารมณ์เต็มที่ ไม่สนใจคนตัวโตที่กำลังหน้าเครียดอย่างไม่พอใจ เห็นเขายิ่งหน้าเครียดเธอเลยยิ่งอยากแกล้ง
“พี่เตือนแล้วนะ” ราเมธเตือนอีกรอบ แต่คู่หมั้นตัวดีกลับโอบรอบคอหนาของเขาแน่นขึ้นอย่างยั่วเย้า
“ไม่กลัวหรอกค่ะ พี่รามจะกล้าทำอะไรน้องวายได้” หญิงสาวจ้องตาชายหนุ่มไม่หลบ เพื่อจะบอกเขาว่าเธอไม่กลัวเขาสักนิด
“แน่ใจนะที่พูด” ราเมธหรี่ตามองคู่หมั้นสาวสวยที่ขึ้นมานั่งเบียดบนตักและแกล้งยั่วเขา ยังไงเขาก็เป็นผู้ชายมีเลือดมีเนื้อหาใช่พระอิฐพระปูนที่จะให้ผู้หญิงคนไหนมายั่วได้ง่ายๆ
“แน่ใจสิคะ ทำไมต้องกลัวด้วย” หญิงสาวตอบอย่างมั่นใจในตัวเอง เพราะตอนเด็กๆ ก่อนที่เธอจะไปเรียนเมืองนอก จำได้ว่าเขาตามใจเธอมากแค่ไหน แทบไม่เคยขัดใจเธอเลยด้วยซ้ำ เขาหรือจะกล้าทำอะไรเธอ แต่หญิงสาวคงลืมนึกไปว่าตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน เพราะเขาเติบโตเป็นผู้ชายมีเลือดมีเนื้อสมบูรณ์และมีความปรารถนาอันร้อนแรงซุกซ่อนอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
เร็วเท่าความคิด...ราเมธบดขยี้ริมฝีปากได้รูปลงมายังริมฝีปากบอบบางอย่างรวดเร็ว หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวเลยโดนราเมธจูบเข้าไปเต็มๆ ราเมธอยากจะลงโทษคนช่างยั่วนั้นให้รู้ว่าไม่ควรยั่วยวนเขาแบบนี้อีก
วาโยดิ้นประท้วง ไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำอย่างนี้กับเธอ เสียงของเธอหายเข้าไปในลำคอเมื่อชายหนุ่มบดขยี้ริมฝีปากอย่างรุนแรงเพื่อต้องการลงโทษเธอให้สาสม วาโยเม้มริมฝีปากแน่นไม่ยอมเผยอริมฝีปากให้เขาบุกรุกเข้ามาได้ เพราะไม่ต้องการพ่ายแพ้ต่อเขา เธอแค่ต้องการแกล้งเขา แต่ไม่คิดว่าราเมธจะเอาจริง ร่างบางพยายามดิ้นรนผลักไส ไม่คิดสักนิดว่าเขาจะกล้าจูบเธอ เห็นนั่งทำหน้าเคร่งเครียดอยู่แต่กับงานบนโต๊ะตัวใหญ่
‘คนบ้า’ หญิงสาวว่าชายหนุ่มในใจ
“อ้าปากสิ” เขาสั่งเสียงเฉียบขาด มีหรือเธอจะเชื่อ วาโยเม้มริมฝีปากแน่นกว่าเดิม ไม่ยอมทำตามที่เขาสั่ง ชายหนุ่มรู้สึกขัดใจแต่ด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่าจึงสอดมือเข้าไปยังอกอวบอิ่มที่แทบจะหกเรี่ยราดเพราะชุดวาบหวิวของเธอ บีบเคล้นไม่เบามือนัก วาโยจำต้องอ้าปากประท้วงเป็นโอกาสให้เขาสอดแทรกลิ้นเข้าไปช่วงชิงน้ำหวานในโพรงปากของเธอได้สำเร็จ
“อุ๊ย!” เป็นโอกาสให้ชายหนุ่มได้สอดลิ้นรุกเข้าไปในโพรงปากอ่อนนุ่ม
“อื้อ...พะ...พี่... ระ...ราม... ปะ...ปล่อย” เธอพูดเสียงกระท่อนกระแท่นขาดเป็นห้วง เมื่อโดนจูบที่เร่าร้อนและรุนแรงของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาไม่ปล่อยให้เธอได้หายใจหายคอบ้างเลย ตอนนี้วาโยเริ่มเคลิ้มไปกับสัมผัสแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้พานพบมาก่อน เธอตัวอ่อนระทดระทวยอยู่บนตักเขา แรกๆ ก็ต่อต้านด้วยการผลักไส แต่หลังๆ เธอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ชายหนุ่มตระหนักอย่างหนึ่งว่าหญิงสาวด้อยประสบการณ์ ดังนั้นความรุนแรงที่จะจูบลงโทษกลับกลายเป็นเรียกร้องอ่อนหวาน
“น้องวายช่างหวานเหลือเกิน” เขากระซิบข้างหูเล็กๆ นั้น ก่อนจะกัดมันเบาๆ จนหญิงสาวเสียวซ่านสยิว วาโยในอ้อมแขนช่างหวานจนเขาอยากจะจูบอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืนเพื่อสูดเอาความหวานจากปากจิ้มลิ้มช่างยั่วนี้ มือเขาเปะปะไปทั่วร่างของคู่หมั้นสาวที่ไม่ได้เปรี้ยวอย่างที่เห็นแต่กลับหวานจนเขาอยากจะกลืนกินนัก