“… ก็จับมันแต่ง ๆ ไป คุณจะมามากความมากเรื่องทำไม” คำพูดจาขอไปทีของนายธวัชชัย ฟังยังไงก็ไม่เป็นมิตร ไม่อ่อนโยนกับแขกเอาเสียเลย
‘ใบหม่อน’ นั่งอยู่ระหว่างกลางผู้ใหญ่ ฟังพวกเขาสนทนากัน ฝั่งหนึ่งยอมโอนอ่อนตามทุกอย่าง ต่างจากคุณพ่อคุณแม่ ใช่คนยอมเสียหน้าใครที่ไหน
อดีตคุณนายกินทรัพย์สมบัติมาตั้งแต่รุ่นทวด ดันทำธุรกิจเครื่องสำอางเจ๊งไม่เป็นท่า ยังดีที่มีบารมีของสามีเป็นทหารระดับนายพัน มีเงินเก็บ ทรัพย์สินมากพอกู้บ้านสักหลัง เลยได้ย้ายมาอาศัยอยู่ทาวเฮ้าส์เล็ก ๆ ริมชานเมือง
ถึงจะดีกว่าตอนอาศัยอยู่บ้านหลังเก่า เป็นแฟลตทรุดโทรม ไม่เหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ของบ้านหลังนี้ดูมีราคาสักหน่อย มีโทรทัศน์หกสิบนิ้วตั้งอยู่กลางบ้าน ของสะสมเป็นเครื่องจานชามสังคโลกของคุณพ่อ ของกระจุกกระจิกของคุณแม่ ห้องครัวและพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมสำหรับครอบครัวที่มีลูกชายสองคน ลูกสาวหนึ่งคน ด้านหน้าบ้านจอดรถยนต์ได้สองคัน
ดวงตาคู่สวยกลอกมองคนในฝั่งตรงข้าม คุณพ่อคุณแม่ของฝ่ายชายแต่งตัวดี มีสกุลรุนชาติ หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมสวมเสื้อผ้าไหมสีขาวสวย คุณพ่อสวมเสื้อเชิ้ตสีครีม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายใต้แว่นกรอบหนา ละม้ายคล้ายลูกชายซึ่งยังคงไม่มา
“... ไม่ต้องห่วงนะ ต้องแต่งอยู่แล้วครับ ผมกับภรรยา ยังไงก็อยากได้หลานกับลูกสะใภ้”
“ก็ใช่ไง พวกคุณอยากได้ แต่ประเด็นคือท้องก่อนแต่ง ผมกับเมียจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน...”
“เรื่องมันผ่านมาแล้วไหมคะคุณ แล้วคงไม่ใช่ปัญหาหรอก พวกเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ไม่ใช่ใครที่ไหน ใบหม่อนนี่แม่ก็เห็นมาตั้งแต่ประถมฯ ลูกเป็นเด็กดี” คุณแม่ตั้งใจชมหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้า คุณพ่อของฝ่ายชายเองก็รีบตัดสินใจ
“อย่างนั้นขอเป็นอาทิตย์หน้านะครับ ผมจะมาคุยเรื่องฤกษ์งามยามดี”
“ตามนั้นเลยครับ มีทางเลือกมากที่ไหน แค่ไม่ให้มันท้องไม่มีพ่อก็บุญท่วมหัวละ รีบ ๆ แต่งไปก่อนท้องมันจะใหญ่กว่านี้แล้วกัน เมียผมขี้เกียจตอบคำถามเพื่อน ญาติ ๆ เขาก็เยอะ”
ทั้งคู่ไม่มีทางยอมให้ลูกสาวเป็นขี้ปาก โดยเฉพาะคุณแม่ผู้ชื่นชอบการเข้าสมาคมเมียทหาร
ใบหม่อนรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย หลังโดนฝ่ามือพิฆาตจนได้แต่นั่งลูบต้นแขน กระทั่งตอนนี้ บนโซฟากำมะหยี่สีน้ำตาลเข้มตัวเก่าซึ่งยังดูดีเหมาะสมกับการรับแขก ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก แต่ละคนนั่งหลังตรงยังถึงกับบั้นท้ายสะดุ้ง
“...ขอสินสอดสมน้ำสมเนื้อหน่อยละกัน พวกคุณคงไม่งกเงินแค่นี้ใช่ไหม? ค่าตัวลูกสะใภ้น่ะ”
ความห้าวหาญของนายทหารใหญ่เหมือนตบหน้าครอบครัวฝ่ายชาย คุณพ่อคุณแม่มองหน้ากัน ส่งสัญญาณทางสายตาเรื่องว่าที่ลูกสะใภ้ ค่อยหันไปตอบ
“สองล้าน... พอไหวไหมครับ เรื่องฝากครรภ์ค่าคลอดอะไรต่าง ๆ ครอบครัวผมรับผิดชอบเอง ผมว่าพวกเขามีงานการทำกันแล้ว น่าจะดูแลกันได้”
“สี่ ไม่รวมทองนะคะ...” คุณแม่ยกปลายนิ้วเรียวยาวที่มีเล็บสีแดงสดสวย แยกเขี้ยวจนเห็นไรฟันขาวครบทุกซี่ “งานแต่งจ่ายกันเอง จัดกันเองนะ นี่ค่าน้ำนม แม่เลี้ยงมันมา ถึงมันจะออกไปอยู่เองตอนเข้ามหา’ลัย ยังไงแม่ก็เลี้ยงมา”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา ดิฉันต้องขอโทษแทนลูกชายด้วยนะคะ”
คุณพ่อฝ่ายหญิงพยักหน้า โบกมือไปมาว่าไม่เป็นอะไร พอตกลงเรื่องค่าตัวลูกสาวได้แล้ว ไม่ลืมหันไปถามเจ้าตัวที่นั่งเงียบกริบ
“ว่าไงล่ะ? โอเคไหม พอใจหรือเปล่า มีอะไรพูดได้เลยนะ”
“ไม่มีค่ะ”
ร่างบางในเสื้อยืดกางเกงยีน แต่งตัวสบาย ๆ ในสภาพอยู่บ้านสไตล์ใบหม่อน ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนเพื่อขอโทษ หลายวันมานี้ ตั้งแต่เธอตัดสินใจบอกความจริงกับพวกเขาเรื่องลูก แทนที่จะหอบท้องเล็ก ๆ หนีไปอยู่ที่อื่นเหมือนในละคร เธอเฝ้าแต่เอ่ยคำขอโทษ จนอีกครั้งสุดท้ายที่ไหว้แม่
“หนูขอโทษนะแม่ หนูไปก่อนนะ...”
“เออ... จะไปไหนก็ไป ไม่ค่อยกลับบ้านกลับช่องอยู่แล้วนี่”
คุณแม่นิดทำเป็นไม่สนใจลูกสาว ส่ายหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งน้ำตาคลอเบ้า คุณแม่อีกคนซึ่งนั่งอยู่ในฝั่งตรงกันข้าม จึงลุกเข้ามาหาเธอด้วยรอยยิ้ม
“หนูใบหม่อน กลับกับแม่นะลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่ไปส่ง”
คุณแม่ ‘ณิชา’ หรือคุณแม่มนบอกกับลูกสะใภ้อย่างใจดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอด แม้ในสีหน้าคร่ำเครียดของคนอื่นในบ้าน พวกเขาพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด โดยไม่กดดันเธอเลยแม้แต่น้อย
“ขอบคุณค่ะคุณแม่”
“ไม่ต้องคิดมากนะลูก เรื่องแค่นี้เอง ไป ๆ ไปกัน” พูดแล้วคุณแม่ก็พาสาวท้องอ่อนลุกอย่างระวัง จับจูงมือเรียวไปถึงหน้าบ้าน ประตูรั้วบานใหญ่ติดกับสวนหย่อมเล็ก ๆ
ประจวบเหมาะพอดี รถยนต์ญี่ปุ่นห้าประตูสีดำจอดสนิทข้างกำแพงเพราะที่จอดในบ้านไม่ว่างเลยสักที่ ทั้งสามคนกำลังเดินออกไปพบชายหนุ่ม ซึ่งเปิดประตูลงมาจากรถ
“โทษทีครับ พ่อ แม่ รถติดมาก เลิกงานช้าด้วยแหละ คุยกับบ้านหม่อนเรียบร้อยแล้วนะครับ?”
“เรียบร้อยจ้ะ มาแล้วก็ไปด้วยกันนะ กินข้าวเย็นกันก่อนค่อยกลับคอนโดฯ” คุณแม่ตบบ่าลูกชายเบา ๆ สีหน้าเข้มเครียดจึงกลับมาระรื่นยินดี
“ครับแม่ ไปรถผมเนอะ ให้ลุงเขมมาขับรถพ่อกลับบ้าน...”
“เอ้า ไป ๆ กันลูก” คุณพ่อไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร ทั้งยังถูกใจลูกสะใภ้ซึ่งเป็นมิตรสหายกันมานานกับลูกชายของเขา เป็นทั้งเพื่อนรัก เพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนประถมฯ
----------------------------------
ใบหม่อนคอยหลีกเลี่ยงบทสนทนากับตะวัน เมื่อเขามาส่งเธอหน้าคอนโดมิเนียม ถามว่าไม่สบายตัวตรงไหนหรือเปล่า เธอเอาแต่ปิดปากเงียบ ไม่พูดจา ไม่อ่านข้อความของเขาเหมือนเคยจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า ดันกลับมาคิดได้ว่าควรพูดคุยกันให้รู้เรื่องดีกว่า เลยขับรถไปหาเจ้าตัวถึงบ้าน
แม่บ้านอายุห้าสิบกว่าออกมาเปิดประตูรั้วเลื่อนอัตโนมัติให้ ทักทายด้วยรอยยิ้มเชื้อเชิญเข้าบ้าน ขณะที่เจ้าของบ้านรีบออกมาต้อนรับ
“ไอ้ตะวัน... มึงมีเรื่องต้องเคลียร์กับกู” ทั้งน้ำเสียงและอากัปกิริยาแข็งกระด้าง ชายร่างสูงในเชิ้ตหล่อเหลาสีดำสนิทพลันชักสีหน้าใส่
“อะไรอีกอะ?”
“ทำไมมึงไม่ใส่ถุงวะ ความผิดมึง...”
“กูก็เมาหรือเปล่า? แล้วกูบอกมึงแล้วว่าอย่าแดก ๆ เหล้าน่ะ มึงฟังที่ไหน อย่ามาโทษกู”
“เออ... ปกติมึงไปซ่ำสาว ที่เล่าให้กูฟังน่ะ มึงไม่มีถุงยางสักอันเลยเหรอ?”
“อันนั้นไปกับสาว นี่ไปกับเพื่อน จะพกถุงเพื่อ?”
“สักอันก็ไม่มีเลย?”
“มาถามเอาอะไรตอนนี้ มึงน่ะมายั่วกู เอานมมาถูอยู่ได้ ถูจนหำแข็งไปหมดเนี่ย กูล่ะอยากถ่ายวิดีโอเอาไว้ให้ดูจริง ๆ มึง...” ปลายเสียงขาดหายไปเมื่อมือเรียวยกขึ้นปิดป้องไปซะครึ่งหน้า และเพื่อให้ไอ้ตะวันหยุดพูด เธอเข่นเขี้ยวขู่ด้วยน้ำเสียงที่หลุดมาตามไรฟัน
“เงียบเลยนะมึง!”
เพื่อนหนุ่มยกมือทั้งสองขึ้นโบกไปมาในอากาศ ยอมจำนนแต่โดยดี เมื่อหญิงสาวอารมณ์เย็นลงยอมมอบอิสรภาพให้ หมุนตัวเดินไปทั้งหน้าตาไม่รับแขก ตะวันยังเดินตามเจ้าของแผ่นหลังบางที่แสนเย็นชาราวน้ำแข็งขั้วโลก เซ้าซี้ถามหาความสัมพันธ์ฉันเพื่อนซึ่งขาดสะบั้นลง
คนหนึ่งตีตัวออกหาก ลำบากคนตามง้อ ทุกฝีก้าวของร่างสูงในเชิ้ตหล่อเหลาตามติดคนตัวเล็กอย่างกระชั้นชิด ดวงตาคู่คมเศร้าหมองเป็นกังวลติดตามใบหน้าขาวใส ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
“...ทำไมไม่รับโทรศัพท์? ไหนบอกว่าลืมไง ไหนว่าเรื่องมันไม่เคยเกิด กูกับมึงไม่เคยเมา”
“...”
“เอามือถือมานี่” พูดพลันคว้าโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง ตะวันรู้แม้กระทั่งว่าเพื่อนชอบยัดมือถือเครื่องเล็กเอาไว้ข้างหลัง หากว่าลงจากรถยนต์แล้วไม่ได้ไปเดินตลาดหรือสถานที่มีคนเยอะ ๆ
ที่ผ่านมาเขารู้เรื่องของใบหม่อนแทบทุกอย่าง ถึงไม่ได้พบหน้ากันทุกวัน ก็ไม่ได้ขาดการติดต่อ ยิ่งตอนเข้ามหา’ลัย เรียนที่เดียวกันแต่คนละคณะ ยังมีเพื่อนฝูงคอยชักชวนไปกินข้าวดูหนังเป็นปรกติ เป็นเพื่อนสนิทกันมาโดยตลอด
ตาคมก้มหน้าลงมองจอสี่เหลี่ยมในมือ สายที่โทรเข้า ‘ไอ้ตะวัน’ ถูกจัดเรียงอยู่ในช่องของเบอร์ขยะ ให้ตายเหอะ!
“โอ้โห... กล้าบล็อกเบอร์พ่อของลูกเหรอ? ผู้หญิงอะไร เห็นแก่ตัวฉิบหาย” คำบริภาษของเพื่อนหนุ่มทำเอาอีกคนชะงักปลายเท้าที่หนีเขา โดยไม่สนใจใบหน้าซีดเผือดของเธอแม้แต่น้อย
“แค่พวกรักตัวเอง บูชาอีโก้ ไม่ได้รักลูกหรอก ดูละครมากไปหรือว่ายังไง ท้องแล้วคิดหนีไอ้ตะวัน พ่อจะตามให้สุดหล้าฟ้าเขียวเลยคอยดู...”
แน่นอนว่าตะวันต้องจัดการกับเรื่องนี้ กดทุกอย่างให้กลับเข้าที่เดิม ซึ่งก็เป็นโชคดี เจ้าของเครื่องไม่เคยตั้งรหัสผ่านเอาไว้
ใบหน้าหวานงามแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิด พอ ๆ กับความโกรธที่ปะทุขึ้นมา ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอหยาดน้ำใส ชายหนุ่มละสายตาจากหน้าจอก็ตกใจ
“เฮ้ย... ร้องไห้ทำไมเนี่ย พูดแค่นี้เอง เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นไร พูดอะไรก็พูดได้นี่หว่า”
เสียงสะอึกสะอื้นไห้ดังหลังจากนั้น หญิงสาวยกมือปาดหยาดน้ำตาบนแก้มนวลเนียน ทำเอาเพื่อนหนุ่มยืนงงเป็นไก่ตาแตก เหมือนกับว่าเขาจะลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท...
ฮอร์โมนทำร้ายคุณแม่ใบหม่อน!
----------------------------------
“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะ” ปลอบประโลมพลางอ้อมแขนแข็งแรงกระชับกอดร่างบางในเสื้อยืดตัวเก่า ก้มหน้าลงมองตามเสียงสะอื้นไห้จนหัวไหล่สั่น เมื่อเธอเอาแต่ร้องไห้เป็นเด็กเล็ก ๆ
ทีแรกใบหม่อนทำผลักไสไล่ส่งเขา ไม่ยอมให้แตะต้องตัว แต่พอถูกกอดรัดด้วยแรงที่มากกว่า คะยั้นคะยอถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อต่อว่า... ทำไมเขาถึงกอดเธอไม่ได้ ทำไมเขาจึงรักเธอไม่ได้ ทำไมเขาเป็นพ่อของลูกเธอไม่ได้ ในเมื่อเธอก็เต็มใจยอม แถมเมาอยู่ด้วยกัน ท้ายที่สุดแล้วเธอจึงยอมโอนอ่อนตาม
เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง...
ตะวันรู้ตัวว่าเขากำลังจะเป็นคุณพ่อในเร็ววัน เขาปรับตัวได้รวดเร็วกว่าคนเป็นแม่ พอเห็นว่าเธอร้องไห้อ่อนแอ ผิดจากบุคลิกความเป็นเถรตรง แข็งกระด้างเหมือนคุณพ่อผู้เป็นทหาร เลี้ยงลูกสาวมาแบบนั้น จากนี้ไปเขาคงระวังคำพูดตัวเองมากขึ้น
“หม่อน... กูไม่ได้ตั้งใจว่ามึงหรือเปล่า กูขอโทษแล้วไง” ในน้ำเสียงอ่อนโยนลง มือหนาคอยลูบศีรษะน้อยจนกระทั่งนิ่งสนิท หล่นตุบลงบนเสื้อยืดสีดำ มือเล็กไร้เรี่ยวแรงหงายออกวางบนกางเกงยีนสีซีดของชายหนุ่ม
ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงมองเปลือกตาบวมช้ำ แก้มเปียกปอนถูกบดบังใต้กลุ่มผมดำขลับ ส่งกลิ่นหอมมาตามลมพัดโชย กลบกลิ่นดอกไม้นานาชนิดในสวนหลังบ้านซึ่งคุณพ่อปลูกเอาไว้หลายต้น ม้านั่งหินตรงนี้เหลือแค่กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ
หอม...
ทุกอย่างเปลี่ยนไปแค่ค่ำคืนเดียว ตะวันเกิดมีความคิดขึ้นมาว่าเพื่อนสนิทของเขาตัวหอม...
นุ่มด้วย...
จับตรงไหนก็นุ่มนิ่มติดมือ ชอบที่สุดคงเป็นริมฝีปากบางกระจับอมแดงอมชมพู ซึ่งเหมือนกับว่าเจ้าหล่อนพยายามจือปากจิกตา อ่อยผู้ชายอยู่ตลอด แต่เป็นเพราะว่าหน้าสวย ๆ เป็นแบบนี้อยู่แล้ว เธอส่งยิ้มแต่ละที หนุ่มน้อยใหญ่มาคอยตามชื่นชม ขอแค่ได้นั่งเก้าอี้ข้างใบหม่อนหน่อยก็ยังดี
สมัยเรียนใบหม่อนเลยตกเป็นที่หมายตาของหนุ่ม ๆ ตัวพ่อทั้งนั้น! อันที่จริงเธอป๊อปปูลาร์พอ ๆ กับเพื่อนสนิทคนนี้นี่แหละ ตะวันจึงเกิดความคิดมาโดยตลอดว่าตัวเองเหมาะสมกับใบหม่อน หากไม่เป็นเพราะว่าเจ้าตัวขีดเส้นเอาไว้ให้เป็นแค่เพื่อน เขาคงจะได้คบหากับใบหม่อนไปแล้ว
“เป็นไงบ้างลูก?” เสียงของคุณแม่เรียกลูกชายให้หลุดจากภวังค์ เงยหน้าขึ้นมองร่างบางในชุดผ้าไหมที่หยุดยืนตรงหน้า
แม่มนสวมชุดกระโปรงอย่างผู้ใหญ่ สะพายกระเป๋าหนังใบโปรดสีขาว พอนึกถึงลูกสะใภ้กับหลาน เลยแวะมากำชับเตือนเรื่องอาหารและยา
“ดูด้วยนะว่าหม่อนกินยาครบไหม โฟเลทสำคัญมาก ห้ามลืมเด็ดขาด ช่วงท้องอ่อนต้องดูแลดี ๆ ถ้าหลุดล่ะเป็นเรื่อง ถ้ารอดยังไงก็รอดเลย ยันท้องแก่น่ะ” ไม่ทันขาดคำ ดันเหลือบไปเห็นใบหน้าเปียกปอนคราบน้ำตา ร่างบางผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอ
“อ้าว... นี่ทำหม่อนร้องไห้เหรอ?”
“อ้อ... คือ... ผมไม่ได้ตั้งใจ”
ตะวันรู้สึกตัวลีบเล็กลงเท่ามด ยิ่งปลายนิ้วเรียวยาวยกขึ้นชี้หน้าเขาอย่างเกรี้ยวกราด
“ดูให้ดี ๆ นะ ถ้าหลานฉันเป็นอะไรไป แกตาย... ฉันเอาเลือดหัวแกออกแน่ ไอ้ตะวัน”
“ครับแม่”
ลูกชายคงไม่อยากมีเรื่องกับคุณแม่ มองดูก็รู้ว่าแฮปปี้! กับการที่ใบหม่อนไม่ใช่ลูกรักเหมือนบรรดาพี่ชายบ้านนายทหาร แม่มนเลยได้แต่งสะใภ้เข้าบ้าน ไม่ต้องแต่งออก ให้ลูกชายไปอยู่บ้านเขา
เห็นใครเขามีหลาน ก็อยากมีบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของคนแก่ ถึงวัยหนึ่งคงอยากอุ้มหลาน แถมทั้งคุณพ่อคุณแม่อายุห้าสิบห้าปีแล้ว ตกเย็นออกไปเดินเล่นในสวนหย่อมของโครงการหมู่บ้านจัดสรร ได้แต่มองหลานบ้านอื่นตาละห้อย
“กะยึดหลานไว้เลี้ยงกันสองคนน่ะสิ...” ปากงึมงำ พอคุณแม่ออกจากบ้านไปแล้ว ร่างสูงชะลูดโน้มตัวลงตวัดข้อพับเนียนขึ้นอุ้ม พาคนที่หลับสนิทเข้ามานอนในห้องนอนของเขา บนชั้นสองของบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า โดยไม่ทำให้เธอตื่น
หญิงสาวหลับสนิท ศีรษะซบพิงอยู่บนอกกว้าง ไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่ามีคนกำลังนั่งจ้องมอง ดวงตาคู่คมปลาบแอบแฝงประกายปรารถนา
‘แอบลักขโมยหน่อย... ดีไหมนะ คงไม่ตื่นมั้ง?’ ถามในใจ ปลายจมูกโด่งเป็นสันคมซุกลงบนแก้มใสที่หยาดน้ำแห้งเหือดไปได้สักพัก ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวแรง หัวสมองคิดถึงค่ำคืนแสนหวาน
----------------------------------
สองเดือนที่แล้ว...
“หม่อน... มึงขยับนิดนึงดิ” เสียงแหบพร่ากระซิบบอกคนใต้ร่างที่เอาแต่หนีบขาเข้าหากัน ใบหน้าแดงซ่านส่ายไปมา เมื่อผู้ชายตัวโตเริ่มกระหน่ำจังหวะสวาทเข้าหาเธออย่างไม่ลดละ ไม่ถอยสักอึดใจ ท่อนอุ่นร้อนที่ผลุบเข้าออกทำให้เธอส่งเสียงประหลาด หัวสมองขาวโพลน ไร้สำนึกรู้
“อื้อ... อ๊า... อ๊ะ!”
เรือนร่างงามเปลือยเปล่าในสีหน้ารัญจวน ปลุกอารมณ์ชายแกร่งให้ลุกฮือ พอคนตัวเล็กเอาแต่สั่นเกร็ง คนคุมเกมจำต้องจัดท่าเอาเอง มือจับบั้นท้ายงามงอนยกขึ้น ขยับเข้าออกอย่างแม่นยำ คว้าหมับเข้าเอวคอดบาง พลิกหน้าพลิกหลัง ไม่ปล่อยให้ส่วนที่สอดสวมกันหลุดออก ยังกับเธอเป็นตุ๊กตายาง!
‘ทำไมมันตะบี้ตะบันแทงจังวะ ไอ้บ้าตะวัน!’
ใบหม่อนทำตาขวางมองใบหน้าหล่อเหลารัญจวน กัดกรามกรอด ๆ เมื่อร่วมรักกับเธอในทุกท่วงท่าอารมณ์ สติสัมปชัญญะรับรู้ดีว่ากำลังทำเรื่องเกินเลยกับเพื่อนสนิท เธอกัดริมฝีปากแรงจนเป็นห้อเลือด สองมือโอบรอบคอแกร่งเมื่อเรือนร่างกำยำเปียกชุ่มเหงื่อทั่วทุกอณูทาบทับลงอีกครั้ง
แม้โลกพร่าเลือนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์อาจบรรเทาอาการเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนใครสักคนกำลังฉีกกลางร่างของเธอให้แยกออกกว้าง มันยังคงเจ็บ...
ระคนไปกับความรู้สึกประหลาด สุขสมอย่างที่เธอไม่เคยพบพาน
“ดีไหม? หม่อน... เจ็บบอกนะ หยุดไม่ได้อะ...”
“อื้อ...”
ร่างบางส่ายเร่า ๆ แต่เมื่อสะโพกสอบหนากระแทกกระทั้นเข้าร่องทางรักอย่างหนักหน่วง ร่างบางพยายามขดงอตัว กระถดกายหนีจนศีรษะเกือบโขกกับหัวเตียง
“เจ็บ... จุก... เบา ๆ หน่อย”
ชายร่างกำยำผู้ไม่ค่อยทำตามรับปากเอาไว้เลย จึงลดแรงกระแทกลง
เรียวปากหนาหยักได้รูปพรมจูบบนขมับเปียกปอน ก่อนหน้านี้ที่สัมผัสได้ถึงรสชาติเค็มปะแล่มจากหางตาคู่สวย สอดสวมกอดเอวบางอย่างแนบชิดไม่มีแม้อากาศไหลผ่าน เขาเฝ้ามอบคำปลอบประโลม กดริมฝีปากลงบนใบหน้าสวยหวานไม่ว่างเว้นสักช่วงหนึ่ง ใจรับรู้ว่าเธอเจ็บ... ปานร่างแทบแตกเป็นเสี่ยง ได้ยินเสียงกรีดร้อง ปลายเล็บที่จิกลงบนบ่า ตะกุยตะกายบอกเขาทั้งน้ำตาว่าเจ็บ ถึงในอีกครู่หนึ่งนั้น ความเจ็บปวดทั้งหมดจะพลันหายไป เหลือเพียงอารมณ์แสนรัญจวนชวนฝัน เมื่อเขาทำให้เธอกลายเป็นทาสทางอารมณ์ของชายหนุ่มอย่างสมบูรณ์แบบ
“... พอได้ละ ไอ้ตะวัน อ๊ะ!”
คำห้ามปรามไม่เป็นผล ใบหม่อนคงไม่รู้ว่าเพื่อนสนิทตัวดีกินอะไรเข้าไปนอกจากเหล้า
มันกินยาชูกำลังขนานไหน ถึงได้แรงดีเหลือเกิน ไม่รู้เป็นคนหรือม้า!
ความรู้สึกที่แล่นไหลเข้ามาในช่องท้อง หมุนวนเป็นวงกลม มืออุ่นร้อนสัมผัสแก้มก้นงอน จับประคองเธออย่างนิ่มนวล ก้มหน้าลงจูบริมฝีปากของเธอ ภายในเรือนกายรุ่มร้อนถูกช้อนขึ้นเป็นจังหวะด้วยอาวุธร้อนร้ายของชายหนุ่ม
“ชอบลึก ๆ ไหม?”
“ก็... ดี...”
“ดีกว่าเมื่อกี้หรือเปล่า...”
“อ๊ะ... อื้อ!” เธอกรีดร้องส่ายหน้าไปมา เมื่อความรู้สึกราวกับว่าทำให้เธอเจียนบ้าคลั่ง เสียงดังหนุบหนับ... นำพาอารมณ์หวามไหว แทนที่เธอจะรู้ขยะแขยงกับการทำเรื่องประหลาดกับเพื่อน
ตะวันเห็นว่าเพื่อนรักชอบพอท่านี้เป็นพิเศษ เขายิ่งเอาอกเอาใจเธอ ท่อนแขนเป็นล่ำสันกระชับกอดเอว กดท่อนกายเข้าหาร่องทางรักอย่างล้ำลึก อีกข้างวางล้อมกรอบใบหน้าแดงซ่าน
เหมือนเป็นไปโดยสัญชาตญาณ ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาการร่วมรักแต่ละครั้งชายหนุ่มมักเอาใจตนเป็นใหญ่ ไม่สนใจคู่นอน แค่เอาความรู้สึกตนเป็นที่ตั้ง
ไม่นานก็มองเห็นทางสว่างทอประกายอยู่เบื้องหน้ารำไร ตะวันแสนหลงใหลในเรือนร่างงามนี้ อดทนต่อไปไม่ไหวกับร่องทางเล็ก ๆ ที่บีบรัดแน่นจนอึดอัดไปหมด
“กูจะแตกแล้ว ๆ หม่อน ๆ!” ในน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก คนส่งเสียงดังกว่าเห็นจะเป็นตะวัน คิ้วเข้มหนาขมวดเข้าหากันในสีหน้าเร่าร้อนทรมาน กดย้ำเข้าไปช้า ๆ อย่างเดิมแต่เน้นย้ำ
“ฮ้า! หม่อน ๆ...”
ร่างกำยำสะบัดใบหน้าพร่างพราวเม็ดเหงื่อขึ้นมองเพดาน ค้างสะโพกเอาไว้สองครั้งสุดท้าย
เรือนร่างงามหมดจดได้รับการเติมเต็มจนล้นปริ่มออกทางเดิม และเมื่อฝ่ายหนึ่งสุขสมอารมณ์หมายในกามารมณ์ อีกคนก็คงไม่ไหว กายสาวแรกรักส่งจังหวะหวานระรัวแรงกลับไป ทุกอย่างเหนือการควบคุม
“หม่อนจ๋า...” ในเสียงเรียกหวาน ชายหนุ่มขบกรามกรอดเมื่อร่างกายถูกดูดกลืนดังตุบ ตุบ... เหมือนกับว่าคนใต้ร่างพยายามจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว แต่กลับดูดดื่มเพียงท่อนกายขยายใหญ่ พ่นน้ำสาดกระเซ็นอยู่ข้างใน
“เสร็จไหม?”
“อืม... เสร็จ”
ใบหน้าหล่อเหลาขยับยิ้ม ผ่อนลมหายใจหอบระทวย แบ่งรับแบ่งสู้กับเพื่อนสาวที่ยอมให้ควบขี่มาตลอดราตรี เขายังประกาศความเอาแต่ใจออกมา
“มึง... เอามันว่ะหม่อน กูเอาต่อเลยนะ”
----------------------------------
“ไอ้คนเถื่อน... ไอ้ตะวัน” ปากงึมงำว่า บนที่นอนนุ่มในห้องนอนกว้าง ซึ่งตกแต่งด้วยโทนสีดำสนิทสลับกับสีขาวและสีเทาหม่น เข้ากับบุคลิกเจ้าของห้อง
ใบหม่อนรู้ซึ้งว่าเพื่อนสนิทเป็นคนยังไงตั้งแต่เริ่มรู้จักกันเมื่อนานมาแล้ว มันเป็นเด็กบ้านรวยคนหนึ่ง ชอบพูดจาขัดหูเพื่อน บางครั้งก็ขัดใจคุณครู แต่บ้านมันรวย พ่อแม่เป็นเพื่อนกับผู้อำนวยการ ใครจะไปอะไรกับมัน