ปังงงง! เพล้งงง!
“แม่งเอ๊ย! ทำไมเป็นไอ้เหี้ยติณณ์ ไม่ใช่กู!!!”
โครมมมม! ปังงงง! เพล้งงงง!
เสียงโวยวายของคิระดังขึ้นหลังจากที่เขาทุบโต๊ะทำงานราคาแพงที่ดีไซน์ด้วยกระจกหนาจนแตกละเอียดคามือ แถมยังคว้าไม้เบสบอลที่วางอยู่ในห้องนั้นฟาดข้าวของในห้องพังยับจนเศษของข้าวของพวกนั้นกระจุยกระจายไปทั่ว ทำให้ลูกน้องอีก 5-6 คนที่ยืนอยู่ถึงกับก้มหน้าไม่กล้าสบตาเพราะเขากำลังโกรธจัดจนอยากจะฆ่าใครสักคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ให้ตายคามือ
“โมโหไปก็เท่านั้น อีกไม่กี่วันก็ต้องไปร่วมพิธีแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ของมันอยู่ดี”
“ทำไมถึงเร็วนัก?”
พอได้ยินแบบนั้น คิระก็หันหน้าไปหา ‘มาโคร’ ลูกน้องคนสนิท ซึ่งอีกนัยหนึ่งคือเพื่อนสนิทของเขาที่ผันตัวเองมาเป็นมือขวาติดตามเขาไปทุกที่ด้วยความสงสัยในทันที
ปกติการแต่งตั้งใครขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งค์คนใหม่ต้องใช้เวลาเตรียมการนานเกือบ 3 เดือนนับจากวันที่สรุปผล แต่ทำไมครั้งนี้ทุกอย่างถึงดูฉุกละหุกไปหมด เหมือนกับว่ามีบางคนชักใยอยู่เบื้องหลัง
“ท่านปู่อีกแล้วใช่มั้ย...”
คิดได้แบบนั้นเขาก็กัดฟันแน่นและพูดออกมาอย่างรู้ทัน คนที่ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับหลานทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมกันตั้งแต่เด็กจนโต เห็นจะมีก็แค่ปู่ของเขาคนเดียวเท่านั้น!
“ทำไมต้องเป็นมันทุกทีเลยวะ!!!”
เพล้งงงงง~
น้ำเสียงอิจฉาริษยาที่มีมาตั้งแต่จำความได้เล็ดลอดออกมาจากไรฟันที่เจ้าตัวกัดมันแน่นด้วยความโกรธจัด และเขวี้ยงไม้เบสบอสในมือออกไปแบบไม่มีจุดหมายจนมันเหวี่ยงไปโดนภาพครอบครัวในตู้โชว์หล่นลงมาแตกละเอียด พร้อมกับคิดในใจว่าถ้าไม่มีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นหลานคนโปรดของท่านปู่อย่างมันคอยขวางทางอยู่แบบนี้ ป่านนี้เขาคงได้ทุกอย่างของ ‘Dark Shadow’ มาไว้ในครอบครองตั้งนานแล้ว
แต่เพราะปู่ของเขาที่ฉลาดเป็นกรด ใช้ช่องโหว่ในกฎของแก๊งค์มาทำให้เขาต้องอดทนรอวันที่จะผงาดขึ้นมาอย่างเต็มตัวในนามของหัวหน้าแก๊งค์ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครคัดค้านเลยว่าเขาไม่เหมาะสม จนวันที่ปู่ดึงไอ้เวรนั่นเข้ามาร่วมพิจารณาด้วย เขาเลยต้องน้อมรับข้อเสนอนั้นอย่างจำยอมเพราะไม่มีใครคัดค้านการเข้าแก๊งค์ของมันเช่นกัน
แล้วสุดท้ายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว.. มติจากที่ประชุมที่เขารอคอยมาแสนนาน ดันกลายเป็นทุกอย่างที่เขาอดทนรอกลับถูกมันแย่งไปในพริบตา
มัน..ที่ไม่เคยสนใจว่าใครในแก๊งค์จะทำอะไร
มัน..ที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อแก๊งค์เลยตั้งแต่ก้าวเข้ามา
ยิ่งไปกว่านั้นที่น่าโกรธ..คือเขาเกือบจะเอาชนะมันได้เพราะคะแนนโหวตจากสมาชิกทุกคนออกมาเท่ากันครึ่งต่อครึ่ง แต่เสียงสุดท้ายของท่านปู่ที่ออกตัวว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกเช่นกัน ดันมาตัดสินให้มันชนะเขาโดยที่ตัวมันไม่ได้เข้าร่วมประชุมและไม่เคยโผล่หน้ามาให้ใครเห็นหัวเลยด้วยซ้ำ
“เมื่อไหร่มึงจะตายๆ ไปซะทีวะ ไอ้เหี้ยติณณ์!!!”
คิระกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัด เขาไม่เคยคิดจะนับญาติกับคนที่เข้ามาแย่งทุกอย่างไป และใช้อภิสิทธิ์ของปู่เข้ามาประทับสัญลักษณ์ของ Dark Shadow บนตัวง่ายๆ โดยไม่ต้องพยายามอะไร
เขาเกลียดมัน!
เกลียด..ทั้งที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน
เกลียด..ที่ไม่ว่าจะตอนไหนมันก็เป็นหลานรักของปู่เสมอ
เกลียด..ที่มันได้ทุกอย่างโดยที่ไม่ได้พยายามเท่ากับที่เขาทำ
และเกลียด..จนถ้ามีโอกาสก็อยากจะฆ่ามันให้ตายคามือ!
พรึ่บบบ!
“ถ้าอยากให้มันตาย มึงก็แค่ลาพักร้อนบินไปทักทายมันไง ไม่เห็นยาก”
แฟ้มประวัติพร้อมรูปถ่ายของคนที่คิระหมายหัวเอาไว้ถูกส่งมาจากมือเพื่อนสนิทแบบเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยแววตาประทุจร้ายในแบบที่เขาชอบ มันเหมือนได้ของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจ ทำให้คิระรับแฟ้มนั่นมาเปิดอ่านมันด้วยความสนใจ
“หึ... เตโช Nightshade ..งั้นหรอ?!”
ติณณวัชร์ ภัทรเดชา (เตโช)
Nightshade’ s LEADER
Dark Shadow’ s MEMBER
(ข้อมูลอาจถูกบิดเบือน ข่าวไม่ได้กรอง)
KING OF ME
กำลังศึกษา : คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมยานยนต์ (ปี 3)
ธุรกิจส่วนตัว : ZTUDIO / TYN SUPERCAR
ของสะสม : Supercar
งานอดิเรก : แข่งรถ
บุคลิก : นิ่ง...มากกกกกกกก โหด...มากกกกกกกกกก เจ้าชู้...มากกกกกกกก (และอื่นๆ ไม่ปรากฏข้อมูลเพิ่มเติม)
หลายวันต่อมา...
“ไหวแน่นะโมเน่ต์ พี่ว่าคราวนี้มันหนักเอาเรื่องอยู่”
‘พี่เหมียว’ ที่ทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์ของห้องสมุดมหาลัย แต่เบื้องหลังก็ช่วยหางาน Proofreader Freelance ให้กับฉันพูดออกมาอย่างเป็นห่วง เพราะงาน proof ครั้งนี้มันเยอะมากกว่าทุกครั้ง แต่จะทำไงได้เงินทองก็ต้องใช้นี่นะ ไม่งั้นก็อดตายกันพอดี
“ไม่ไหวก็ต้องไหวอ่ะพี่”
“(- -) (_ _)”
ฉันตอบกลับไปสั้นๆ พี่แกก็พยักหน้าเข้าใจ แล้วเราก็แยกกันหน้าลิฟท์ ก่อนที่ฉันจะเดินย้อนกลับไปที่ตึกอักษรฯ ที่จอดจักรยานคู่ใจเอาไว้
ฟิ้ววว~ ฟิ้ววว~ ฟิ้ววว~
เหอะ..ให้ตาย! ระหว่างที่ฉันกำลังเดินท่ามกลางแสงสลัวใน ม. ตอนใกล้จะสองทุ่ม อยู่ๆ ก็มีรถสปอร์ต 3 คันกับรถตู้ฟิล์มดำทะมึนขับผ่านไปอย่างรีบร้อน เอ่อ..นี่มหาลัยมั้ยไม่ใช่สนามแข่งรถ -_-? ให้เดารถแพงๆ พวกนั้นก็คงไม่พ้นของใครสักคนแก๊งค์เทพเจ้าอย่าง Nightshade อะไรนั่นแหงๆ ฉันเหล่ตามองนิดหน่อยแต่ไม่ได้สนใจอะไรแล้วเดินต่อ แต่ระหว่างทางดันปวดฉี่ขึ้นมาซะงั้น อืม..งั้นแวะเข้าห้องน้ำข้างลานจอดรถนี่ก่อนละกันมีป้าแม่บ้านอยู่ด้วยพอดีนี่นะ
ไวเท่าความคิด ฉันเดินเลี้ยวเข้ามาในห้องน้ำทันที แต่พอป้าเห็นฉันก็ทำหน้าตกใจเลิ่กลั่ก แล้วรีบสาดน้ำราดลงที่พื้นห้องน้ำอย่างรีบร้อน ก่อนที่ฉันจะเห็นคราบเลือดจางๆ ปนมากับน้ำที่ไหลผ่านไปและหลุดปากถามอย่างไม่คิดอะไร
“มีเรื่องกันหรอคะป้า?”
“ปะ..เปล่าหรอกจ้ะหนู ไม่มีอะไร...”
ป้าส่งยิ้มแหยๆ มาให้ฉัน แล้วรีบออกแรงขัดพื้นที่มีคราบเลือดจางๆ อยู่หลายต่อหลายครั้ง ดูหนักอยู่เหมือนกันแฮะแต่คงไม่ตายหรอกมั้ง
พอเห็นป้าแกก้มตาก้มตาขัดพื้นไปฉันเลยเดินมาเข้าห้องน้ำห้องถัดไป แต่ยิ่งเดินลึกเข้ามาก็เจอกระดุมเสื้อนักศึกษาหญิงหล่นกระจายเต็มพื้นไปหมด หึ.. หลักฐานคาตาขนาดนี้จะบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่ได้ละ ส่วนท่าทางเลิ่กลั่กของป้าแกกับรถที่พุ่งออกไปด้วยความเร็วเมื่อกี๊แบบนั้น ให้เดาไอ้แก๊งค์เทพเจ้านั่นมีเอี่ยวด้วยแหงๆ แต่ช่างเหอะ.. ฉันรีบจัดการตัวเองแล้วไปเอาจักรยานปั่นกลับห้องทันที จะได้รีบเคลียร์งานในคลาส กับงาน proof ให้จบๆ ไปคืนนี้จะได้นอนมั้ยไม่รู้ แต่ก็ยังดีที่วันนี้มันวันศุกร์ เพราะงั้นฉันยังมีเวลาปั่นงาน proof วันเสาร์ อาทิตย์อีกตั้งสองวัน
@ ร้านบะหมี่ลุงตี๋
“ลุง เหมือนเดิม!”
ฉันตะโกนสั่งบะหมี่แล้วเดินไปตักน้ำมานั่งรอ ลุงตี๋เจ้าของร้านแกก็ตะโกนตอบกลับมาอย่างคุ้นเคย
“ได้เลยไอ้โม รอแป๊บ”
เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง แถมร้านนี้ก็เป็นร้านประจำที่กินทุกวันไม่เบื่อตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมฉันเลยแวะจัดซะหน่อย แต่สมัยนี้คนในเมืองคงกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางกันไม่เป็นหรอกมั้ง ต้องไปกินตามห้างนู่นแต่ฉันไม่มีตังค์เยอะขนาดนั้นหรอก
...ก็ตัวคนเดียวมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่ วันที่ตัดสินใจหนีจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี่ฮาร์ดคอร์สุดละ ดูนีโมมากไปไงเลยอยากจะเผชิญโลกกว้าง ถ้าไม่ได้บะหมี่ลุงไม่โตมาจนทุกวันนี้หรอกเอาจริงๆ
“อย่ากลับดึกนัก ยังไงเอ็งก็เป็นผู้หญิงนะเว้ย!”
ลุงตี๋วางชามบะหมี่ลงบนโต๊ะแล้วบ่นๆ ฉันนิดหน่อย แต่แกก็พูดไปงั้นอ่ะไม่มีหรอกแค่สไตล์คนแก่เป็นห่วงลูกหลานน่ะ
“ก่อนกลับเดี๋ยวล้างชามให้นะ” ฉันบอกออกไปเพราะทำแบบนี้ประจำอยู่แล้วแต่ลุงแกขัดประจำเหมือนกัน
“เรียนไปเถอะทำเองได้ ใกล้จบแล้วนี่” ลุงตี๋พูดพร้อมกับมองเอกสารในถุงผ้าที่ฉันแบกกลับมาด้วยอย่างรู้ทัน
“ไม่ต้องพูดมากหรอก ไม่อยากฟัง” ฉันแกล้งๆ พูดเล่นไปงั้น ลุงแกก็ขำๆ แล้วเอามือมาผลักหัวก่อนจะบ่นๆ ออกมาแล้วเดินกลับไปทำบะหมี่ต่อ
“กวนตั้งแต่เล็กจนโตนะเอ็งเนี่ย”
“เอ้า ใครสอนล่ะ!”
ฉันตะโกนตามหลังไป แล้วลุงตี๋แกก็เดินผิวปากไปอย่างอารมณ์ดี หึ.. ถ้าใครถามเรื่องครอบครัวฉัน..คนเดียวที่ดูแล้วน่าใช่ก็ลุงแกนี่แหละ ถึงฉันจะไม่ใช่ลูกหลานแกก็เถอะนะ :)
เช้าวันจันทร์..
“อ่ะพี่เหมียว งานร้อนนิดหนึ่งนะคะพี่ ระวังลวกมือ”
ฉันส่งเอกสารต้นฉบับที่ได้รับไปเมื่อเย็นวันศุกร์ให้พี่เหมียวแบบง่วงๆ ที่ว่าเป็นงานร้อนก็เพราะมันเพิ่งจะเสร็จตอนเช้าตรู่ของวันนี้ โดยที่ฉันได้พักสายตาไปแค่ชั่วโมงเดียวก่อนจะหอบร่างตัวเองมา ม. ต่อน่ะสิ ง่วงเป็นบ้า ฮ้าววว
“ไหวมั้ย ไปหาที่นอนสักแป๊บไป”
“อือ”
พอพี่เหมียวบอกมาก็ฉันพยักหน้าตอบกลับไปแบบมึนๆ ก่อนจะเดินสะเปะสะปะเข้าไปแถวชั้นหนังสือในมุมมืดๆ แล้วหาที่ทิ้งตัวลงไปทันทีแบบหมดเรี่ยวหมดแรง เอาตรงนี้ละกันเงียบดี มุมอับด้วย…
ครืดดด ครืดดด
แต่พักสายตาไปได้ไม่เท่าไหร่ มือถือของฉันก็ดันสั่นขึ้นมาขัดจังหวะ ฉันเลยควานหามันในกระเป๋าทั้งที่ยังหลับตาอยู่แบบนี้นี่แหละ
‘P.MEAW’
“อื้อออ ว่าไงคะพี่” พอลืมตามาดูเห็นเป็นพี่เหมียวโทรเข้ามา ฉันเลยกดรับและพูดออกไปด้วยน้ำเสียงอู้อี้พร้อมจะหลับเต็มที
[โมออกมานี่แป๊บ ตอนนี้เลยนะ]
“อือ แป๊บนะ”
ตริ๊ด!
แล้วพี่เหมียวก็วางไป เฮ่อออ.. อย่าบอกนะว่าฉันทำงานพลาดอ่ะ แต่มันก็มีโอกาสนั่นแหละนะ เล่นทำหามรุ่งหามค่ำแบบนั้น ฉันค่อยๆ ลืมตาช้าๆ พอปรับสายตาได้สักพักฉันก็ลุกขึ้นจากมุมอับของห้องสมุดที่สิงอยู่เดินมาหาพี่เหมียวที่เคาน์เตอร์บรรณารักษ์ทันที
“งานพลาดหรอพี่”
ฉันเอามือเท้าขอบเคาน์เตอร์ที่มีพี่เหมียวนั่งอยู่ด้านใน แล้วอยากจะมุดหน้าลงไปด้วยความง่วงซะจริง แต่พี่เหมียวก็ส่ายหัวก่อนจะตอบกลับมา แล้วหันไปหาผู้ชายอีกคนที่ยืนก้มหน้าดูงานเก่าๆ ของฉันที่ยืนอยู่ถัดออกไป
“เปล่า มีงานใหม่”
ฉันหันมองตามพี่เหมียวไป ก็เจอกับใครบางคนที่ดูคุ้นๆ แฮะเหมือนจะเป็นหนึ่งในแก๊งค์เทพเจ้าอะไรนั่นล่ะมั้ง
“นาย...” ฉันเอ่ยปากทักออกไปอย่างใช้ความคิด แล้วผู้ชายคนนั้นหันมองฉันนิ่งๆ ก่อนที่ฉันจะพูดต่อไปแบบง่วงๆ
“...ชื่อไรนะ”
เหอะๆ ก็มันจำไม่ได้จริงๆ หนิ คือพอรู้ว่าอยู่แก๊งค์นั้นนั่นแหละ แต่ชื่อแซ่มีใครนักฉันไม่เคยจำอ่ะ หรืออาจเพราะฉันเห็นหมอนี่บ่อยตาม Know more ที่เป็นแอพพลิเคชั่นยอดฮิตของมหาลัยด้วยมั้งก็เลยจะคุ้นกว่าคนอื่นหน่อย
“เลโอ” ผู้ชายตรงหน้าตอบมาสั้นๆ ฉันเลยพยักหน้าให้และถามออกไปแบบไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก
“อืม มีไร?”
เอาจริงตอนนี้ถึงคนรอบข้างจะซุบซิบๆ แล้วชี้มาที่คนตรงหน้าฉันอย่างระริกระรี้กันแค่ไหนก็เถอะ แต่คือ..ใครจะกรี๊ดแก๊งค์นี่ก็แล้วแต่นะ แต่ฉันน่ะโคตรง่วงเลยจริงๆ ตรงไหนมีที่ให้นอนบ้าง
“น้องเลโอ..นี่โมเน่ต์ เด็กอักษรฯ ปี 3 งานแปลเอกสาร พิสูจน์อักษรเป็นงานถนัดของโมมัน เนื้องานก็ตามนี้เลย ถ้าไม่ติดอะไรพี่แนะนำคนนี้ค่ะ”
แล้วพี่เหมียวก็แนะนำฉันให้คนนั้นตรงหน้ารู้จัก ส่วนเขาก็พยักหน้ารับรู้เบาๆ และมองมาด้วยสายตาที่ดูเป็นมิตร อ๋อ.. เลโอ Nightshade เริ่มคุ้นขึ้นมาละ.. ประมวลผลได้บ้างละ อือๆ
“ปี 3 งั้นก็รุ่นพี่ ตรงๆ เลยนะเจ๊งานนี้ผมโคตรรีบ อยากได้ศุกร์นี้ทำทันมั้ย”
แล้วท่าทางนิ่งๆ ของคนตรงหน้าฉันก็เปลี่ยนไปเป็น Friendly ขึ้นมาทันตา ก่อนที่หมอนี่จะยื่น Text หนาๆ เล่มหนึ่งมาให้ฉันด้วยท่าทางรีบร้อนจริงๆ แต่เรียกฉันว่าเจ๊เนี่ยนะดูแก่ชะมัด
“คุยเรทกันแล้ว?” ฉันหันไปถามพี่เหมียวกับเลโอสลับกัน แล้วทั้งสองคนก็พยักหน้าออกมา
“อืม ของานดีก็พอ”
เลโอตอบกลับมา แต่ดูท่าหมอนี่ก็ไม่ได้ใส่ใจจำนวนเงินที่ต้องจ่ายฉันเท่าไหร่อยู่แล้วนี่นา ก็ใส่แบรนด์เนมทั้งตัวแบบนั้นอ่ะนะ แค่ค่าแปลภาษากิ๊กก๊อกขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง
“อือ..งั้น Deal”
ฉันตอบไปแล้วรับ Text ในมือเลโอมาเปิดดูนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้า แล้วหมุนตัวกลับไปหาชั้นหนังสือหนีเข้ามุมนอนต่อรอเรียนคาบบ่าย
หลายวันต่อมา..
ครืดดด ครืดดด
MEAW : โม วันนี้พี่ลา
MEAW : แต่แกมีนัดส่งงานเลโอใช่ป้ะ
ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งเรียนแบบสัปหงกเพราะมัวแต่เอาเวลานอนไปโฟกัสอยู่กับไอ้ Text บ้ามหากาฬของเลโอ Nightshade ที่มันโคตรยาก โคตรหิน แถมศัพท์เฉพาะโคตรเยอะทำให้ต้องหาข้อมูลหลายๆ คืนติดกันจนร่างแทบพัง มือถือก็สั่นแจ้งเตือนว่าพี่เหมียวก็ไลน์เข้ามา ฉันเลยตอบกลับไปทันที
MONÉ : ใช่พี่
MEAW : งั้นเอา contact ไปติดต่อกันเองนะ ว่าจะนัดรับที่ไหน
MONÉ : ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ
MEAW ส่งรายชื่อผู้ติดต่อถึงคุณ
พอได้ Contact ของหมอนั่นมาฉันก็ทักไปทันที แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะตอบกลับมา
MONÉ : วันนี้พี่เหมียวลา
MONÉ : นายจะนัดรับ Text ที่ไหน?
อืม..ช่างเหอะ ว่างเดี๋ยวก็ตอบเองแหละ แล้วฉันก็เลคเชอร์ต่อทั้งที่ง่วงๆ แบบนี้แหละ ชีวิตฉันมันจะง่วงแบบนี้ตลอดเวลาเลยรึไงเนี่ยฮะ แต่ก็ช่วยไม่ได้.. ไม่มีพ่อแม่สายเปย์เหมือนคนอื่นเขานี่ กว่าได้ทุนเรียนที่นี่ตลอดหลักสูตรก็อ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำแบบนี้จนชินไปละ แล้วข้อสอบที่นี่คือหินมาก นึกแล้วยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะผ่านมันมาได้
ครืดดด ครืดดด
แล้วสักพักมือถือฉันก็สั่นแจ้งเตือนอีกครั้ง คราวนี้พอหันไปดูก็เห็นเป็นเลโอตอบกลับมา ฉันเลยละสายตาจากสมุดเลคเชอร์หยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านทันที
LEO : ผมออกมาทำกิจกรรมนอก ม.
LEO : รบกวนฝากไว้ที่ Nightshade ทีครับ ใครก็ได้
MONÉ : เค
LEO : ขอบคุณครับ
ฉันอ่านแล้วตอบกลับไปก่อนจะนึกขึ้นได้ทีหลังแล้วนั่งมึนๆ อยู่สักพัก.. ให้ฝากไว้ที่ Nightshade คนไหนก็ได้อ่ะเข้าใจ แต่ฉันรู้จักใครในแก๊งค์เทพเจ้านั่นบ้างวะเนี่ย =_=? แล้วก็ดันตอบตกลงหมอนั่นไปซะงั้นอ่ะ เออ.. หาเรื่องให้ยุ่งยากแท้ๆ
ครืดดด ครืดดด
LEO ส่งรูปภาพถึงคุณ
MONÉ ส่งสติ๊กเกอร์
หลักจากตอบกลับไปได้ไม่นาน มือถือก็สั่นแจ้งเตือนว่ามีเงินเข้าบัญชี พร้อมกับเลโอที่ส่งรูปภาพสลิปการโอนมาให้ในไลน์ ฉันเลยส่งสติ๊กเกอร์กลับไปว่ารับรู้แล้วและกดปิดจอไปทันที
พอจบคาบเรียนฉันแอบไปถามเพื่อนในคลาสมาละว่าจะเจอใครสักคนใน Nightshade ได้ที่ไหน และทุกคนก็แนะนำให้ไปที่ตึก IST เห็นแต่ละคนบอกว่ามันจะมีห้องอะไรสักอย่างที่ Nightshade ชอบไปสิงสถิตกันในนั้น ก็นะ.. งั้นไปห้องนั้นละกันยังไงก็ต้องสักคนแหละน่า
ใช้เวลาไม่นานฉันก็เดินมาถึงหน้าห้องๆ หนึ่งที่เดาว่าน่าจะใช่ห้องที่พวกเพื่อนๆ ในคลาสแนะนำมาและไม่ลังเลที่จะเปิดประตูเข้าไป จะได้รีบฝากงานไว้เพราะอยากกลับห้องไปนอนเต็มที
แกร๊กกก แอ๊ดดด
แต่พอก้าวขาเข้ามาข้างใน ห้องทั้งห้องกลับเงียบกริบ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่เลยสักคน เหอะ.. อย่าบอกนะว่ามาเสียเที่ยวน่ะ ฉันหันมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจแต่ก็ไม่เจอใครเลยนอกจากโน๊ตบุ๊ค โต๊ะทำงาน โซฟารับแขก และพวกเอกสารอื่นๆ เลยถอนหายใจออกมาแบบเซ็งๆ แล้วหมุนตัวกลับไปที่ประตู
เฮือก !
แต่พอหันกลับมาฉันถึงกับต้องสะดุ้ง เพราะดันมีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังฉัน ซึ่งหมอนี่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มาแบบเงียบมาก ฉันไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเลยด้วยซ้ำ แล้วผู้ชายคนนั้นก็เดินผ่านฉันไปนั่งที่โซฟาแบบไม่พูดไม่จา แถมยังส่งสายตาที่ดูแล้วแอบแฝงไปด้วยความน่ากลัวมาให้
“ที่นี่..ใช่ห้อง Nightshade ป้ะ?”
ฉันเอ่ยปากถามออกไปแล้วคนตรงหน้าก็พยักหน้าตอบกลับมาแทน แต่ยังส่งสายตาดุๆ นั่นมาไม่หยุด
“แล้วนาย..เป็นเพื่อนกับเลโอรึเปล่า?”
เออแฮะ มันดูเป็นคำถามที่โง่มากไปมั้ยอ่ะ แต่เท่าที่ดูก็เหมือนจะคุ้นๆ หน้าหมอนี่อยู่นะ และถ้าให้เดาจากภาพรวมนี่...ก็มีเปอร์เซ็นต์ว่าจะใช่ใครสักคนในแก๊งค์เทพเจ้าอยู่ แต่อย่างที่บอกฉันไม่รู้จักพวกเขาเป็นการส่วนตัว เพราะงั้นถ้าคนตรงหน้าคอนเฟิร์มว่าใช่เพื่อนเลโอจริง ฉันก็จะได้ฝากงานเอาไว้
แล้วผู้ชายคนนั้นก็พยักหน้าออกมาแทนคำตอบ ก่อนจะจ้องมาที่ฉันนิ่งๆ อยู่แบบนั้นไม่หยุด หมอนี่เป็นคนประเภทไหนกัน มนุษยสัมพันธ์แย่สุด พูดบ้างดอกพิกุลมันจะร่วงจากปากรึไง -*-
พรึ่บบบ!
พอแอบบ่นในใจเสร็จ ฉันก็หยิบ Text ในกระเป๋าพร้อมกับฉบับแปลที่ทำฉันร่างแทบพังออกมาแล้วเดินเอาเข้าไปยื่นให้ แต่หมอนี่ก็ไม่ยอมยื่นมือมารับมัน แถมยังทำท่าทางขี้เก๊กแบบนั้นตลอดเวลา ฉันเลยโยนมันไว้บนโต๊ะนั่นแหละ จะเแอคทำไมให้เสียเวลา น่าหงุดหงิดชะมัด!
ตึงงงง!
“เลโอให้ฝากไว้”
หลังจากที่ฉันโยน Text ลงบนโต๊ะ ดวงตาคมเข้มดูดุดันก็ก้มมองมันและตวัดสายตาขึ้นมามองฉันทันที เออ ยอมรับว่าสายตานั้นมันน่ากลัว แต่ช่วยไม่ได้..หมอนี่ไม่มีมารยาทก่อนเอง! แล้วฉันก็หมุนตัวกลับไปที่ประตู ก่อนจะนึกได้ว่าอย่างน้อยถามชื่อแซ่หมอนั่นไว้หน่อยก็ดีเผื่องานฉันไม่ถึงมือเลโอจะได้ตามกันได้
“นาย..ชื่ออะไร?”
ฉันถามออกไปแล้วหยุดฟัง แต่ร่างสูงบนโซฟานั้นกลับจ้องมาที่ฉันอย่างพิจารณาอยู่นานอยู่สองนานกว่าจะยอมตอบกลับมาแบบโคตรประหยัดคำ
“เตโช”
อ่าหะ.. เตโช Nightshade เหมือนจะเคยได้ยินแหละมั้งจำไม่ได้ พอได้คำตอบแล้วฉันก็เปิดประตูเดินออกจากห้องมาทันที เหอะ! คนอะไรนิ่งชะมัด มีหัวจิตหัวใจรึเปล่าเนี่ยฮะ ตอนเด็กๆ ไม่มีเพื่อนเล่นรึไง ถึงได้ทำหน้าเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้ตลอดเวลา
เลิกเรียน..
ฉันค่อยๆ ปั่นจักรยานกินลมชมวิวอยู่ใน ม. อย่างมีความสุข แล้วกะว่าจะกลับห้องไปนอนยาวๆ เพราะพรุ่งนี้ไม่มีเรียน ส่วนบรรดาลูกคนรวยก็ขับรถโฉบไปโฉบมา ไม่ก็มีรถที่บ้านหรือผู้ชายฐานะดีจาก ม. อื่นๆ ไปจนถึงเสี่ยอายุคราวพ่อมารับ ซึ่งก็แล้วแต่ชีวิตใครชีวิตมันนั่นแหละนะ
ตอนเย็นๆ มันชิลจริงๆ เลยนะเนี่ย ดูสระน้ำที่อยู่ถัดจากสนามบอลนั่นสิ..ใหญ่โตมโหฬารเห็นแล้วสดชื่นชะมัด โชคดีจริงๆ ที่ฉันหลุดเข้ามาในมหาลัยที่มีสิ่งแวดล้อมดีๆ แบบนี้เนี่ย
โฮ่งงง โฮ่งๆ ๆ ๆ
“เฮ้ยยยย O_O?!”
ระหว่างที่ฉันกำลังชมนกชมไม้ไปเพลินๆ หันมาอีกทีก็มีลูกหมาที่ไหนไม่รู้วิ่งออกมาอยู่กลางถนนตัดหน้าจักรยานฉันพอดี ฉันเลยกำเบรคจักรยานเต็มแรงจนล้อลาก แล้วหักมันเข้าข้างทางอย่างรีบร้อนจนเสียหลักล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากนั้นก็มีเสียงรถยนต์ข้างหลังเบรคตามกะทันหันจนล้อลากจนเสียงดังสนั่นไม่ต่างกัน
เอี๊ยดดด โครมมม! เอี๊ยดดดดดด
“โอ๊ยยยย”
ฉันร้องออกมาดังลั่นเพราะตอนนี้ลงมากลิ้งอยู่ข้างทาง ใช้เรือนร่างวัดถนนใน ม. ไปแล้วเรียบร้อย ส่วนน้องหมาที่วิ่งมาตัดหน้าก็ยืนเห่าอยู่แบบนั้น เกือบตายยังไม่รู้ตัวอีก โอ๊ยยย เจ็บชะมัด!!!
โฮ่งงง โฮ่งๆๆๆ
ตึงงงงง!
จังหวะที่ฉันก้มหน้าก้มตาปัดเนื้อตัวที่เลอะฝุ่นอยู่ ก็ได้ยินเสียงประตูรถเปิดออกและปิดลงอย่างแรง จนนึกได้ว่าเจ้าของรถคันหลังก็คงอารมณ์เสียน่าดูเหมือนกันที่ฉันเบรคไปกะทันหันแบบนั้น ฉันเลยเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วก็เจอหมอนั่น ไอ้สมาชิกหน้านิ่งของแก๊งค์เทพเจ้าคนนั้น หมอนี่ชื่อไรนะวันนี้เพิ่งบอกมาเอง คิดแป๊บ -_-?
“ขะ..ขอโทษค่ะรุ่นพี่ เป็นอะไรมากมั้ยคะ พอดีหนูไม่ทันดูหันมาอีกทีมันก็วิ่งออกมานี่แล้ว”
“ขอโทษจริงๆ นะคะรุ่นพี่”
โฮ่งๆๆๆ
เสียงรุ่นน้องสองคนที่วิ่งหน้าตาตื่นมาจากสนามบอลอย่างเลิ่กลั่กพูดออกมาอย่างรีบร้อนจนฉันหลุดจากภวังค์ แล้วรุ่นน้องผู้หญิงคนหนึ่งก็เข้ามาอุ้มลูกหมาตัวนั้นไว้ ส่วนอีกคนก็ยกมือไหว้ขอโทษฉันยกใหญ่
“ถ้าดูแลไม่ได้ ทีหลังไม่ต้องเอาเข้ามา”
น้ำเสียงเรียบของใครอีกคนที่เพิ่งลงจากรถพูดขึ้นแบบดุๆ จนรุ่นน้องสองคนนั้นหน้าซีดแล้วก้มหน้ามองพื้นอย่างเกรงกลัว แถมยังทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ กลัวอะไรขนาดนั้น
“ช่างเหอะ คราวหน้าระวังด้วยละกัน”
ฉันเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีเลยบอกปัดๆ ไป แล้วพยุงตัวเองลุกขึ้นช้าๆ แต่กลับไม่มีแรงยกจักรยานขึ้นจากตัวซะอย่างงั้น ส่วนรุ่นน้องสองคนนั้นน่ะหรอ..พอฉันไม่เอาความ พวกนางก็ยกมือไหว้ขอโทษอีกครั้งและรีบวิ่งหนีออกไปละ เฮ้อ! ให้ตายเหอะ แขนขาฉันถลอกปอกเปิกหมด -.- แล้วคือยังไง? ต้องอยู่ในสภาพนี้จนกว่าจะยกไหวหรือว่า…
พรึ่บบบ! โครมมม!
ฉันยังคิดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ อยู่ๆ จักรยานที่ทับร่างฉันก็ลอยขึ้นจากพื้นและถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพื้นที่ว่างข้างๆ อย่างแรงจนล้อกระจุย -*- ด้วยฝีมือของคนร่างสูงตรงหน้าที่เมื่อกี๊เกือบนึกชื่อออกละ ชื่ออะไรน้าาา? วันนี้ก็ยังท่องอยู่กลัวลืม อ๋อ..ใช่! เตโช! เตโช Nightshade! เฮ้ยยย แต่เดี๋ยวสิ...
“นี่นาย..รุนแรงไปป้ะ -_-?!”
ฉันเงยหน้าถามคนตรงหน้าอย่างหัวเสียพอนึกขึ้นได้ว่าเขาโยนจักรยานฉันซะพังเละไปหมด โหย..นี่ฉันต้องเก็บตังค์ตั้งนานนะกว่าจะซื้อจักรยานคันนี้ได้อ่ะ การที่หมอนี่ขับ Supercar ไม่ได้แปลว่าเขาจะทิ้งๆ ขว้างๆ จักรยานคนอื่นได้แบบนี้นะเฟ้ย!
“ลุก”
นายเตโชอะไรนี่พูดขึ้นมา พร้อมกับยืนล้วงกระเป๋ามองฉันด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ฉันเลยค่อยๆ ประคองตัวเองลุกขึ้นแบบเจ็บๆ แล้วปัดเนื้อปัดตัวเบาๆ แต่ยังไม่ทันจะก้าวขาก็เสียหลักเซล้มลงมาอีก
พรึ่บบบ!
“โอ๊ย!” ฉันหันมองข้อเท้าตัวเองแบบงงๆ ทำไมถึงเจ็บๆ แสบๆ ขนาดนี้เนี่ยฮะ ก่อนจะพลิกอีกด้านมาดูแล้วเจอรอยหินบาดขนาดใหญ่จนเหลือไหลออกมาท่วม หืมมม...
จิ๊!
ฉันสบถออกไปอย่างอารมณ์เสียแล้วพยายามประคองตัวเองลุกขึ้นอีกที แต่ก็เหมือนเดิมคือขาข้างนั้นของฉันมันชาจนไม่รู้สึกอะไรและกำลังจะเสียหลักร่วงลงไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ได้แขนหนาของคนตรงหน้าเข้ามาคว้าเอวฉันเอาไว้ทั้งที่สีหน้าของเขาก็ยังนิ่งเรียบอยู่แบบนั้น
“ขะ..ขอบใจ”
ฉันบอกออกไปแล้วยืนกะเผลกๆ เอนไปเอนมาแบบโคตรเจ็บ แล้วก็ถูกร่างสูงของเตโชกึ่งอุ้มกึ่งลากมาที่รถ ก่อนที่เขาจะเปิดประตูแล้วดันตัวฉันเข้ามาในรถแบบไม่พูดไม่จาอะไรทั้งนั้น แล้วเขาก็เดินอ้อมมานั่งประจำที่นั่งคนขับของตัวเองพร้อมกับออกรถทันที
“เฮ้ย! เดี๋ยวดิจะพาไปไหน?!”
ฉันโวยวายออกไปเพราะอยู่ๆ หมอนี่ก็ทำอะไรปุบปับจนฉันงงไปหมด แล้วคนหน้านิ่งข้างๆ ก็ตอบออกมาเสียงเรียบแบบไร้ชีวิตชีวาตามเดิม
“ทำแผล”
“ไปเองได้” ฉันสวนกลับไปทันที เพราะเราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น หมอนี่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แล้วนี่ยังจะลากฉันมาขึ้นรถไปไหนด้วยกันสองต่อสองนี่นะ ตลก!
เอี๊ยดดดดดด
แล้วพอฉันพูดจบเตโชก็เหยียบเบรคจนล้อลากอีกทีจนหน้าฉันเกือบทิ่ม ก่อนจะส่งสายตาอำมหิตมาให้พร้อมกับเปล่งเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังหงุดหงิดมากออกมา
“ลงไป”
ได้ยินแบบนั้นฉันคงไม่รอให้หมอนี่ไล่ซ้ำอ่ะ ทันทีที่เขาพูดจบฉันก็เปิดประตูรถแบบไม่หยุดคิดอะไรให้เสียเวลา แต่จังหวะที่จะก้าวลงไป ขาฉันมันดันก้าวไม่ออกไง ทำไมอยู่ๆ มันถึงชาไปหมดจนแทบไม่รู้สึกแล้วแบบนี้ล่ะ
“ไม่ลง?” น้ำเสียงที่ดูเหมือนเยาะเย้ยถูกส่งออกมาจากปากของเจ้าของสีหน้าเงียบขรึม ก่อนที่ฉันจะตอบกลับไปแล้วพยายามขยับตัวลงจากรถอีก
“แป๊บดิ พยายามอยู่”
ใช้เวลาอยู่นานสองนาน ขาฉันมันก็ขยับแทบไม่ได้เลย แถมเลือดยังไหลออกมาเยอะมากจนไม่รู้ว่าแผลลึกขนาดนี้ต้องเย็บมั้ย ให้ตายเหอะ ไอ้หมาเวร!
“อวดเก่ง!”
พรึ่บบบ! ตึงงง!
พอเห็นท่าทางของฉัน เตโชก็ส่งเสียงตำหนิออกมา แล้วเอื้อมแขนมาดึงประตูรถฝั่งฉันให้ปิดลงอย่างแรงจนหน้าเขาห่างจากฉันแค่คืบเดียวเท่านั้น เล่นเอาฉันใจหายไปนิดหน่อยเพราะไม่เคยมีใครใกล้ฉันมากขนาดนี้มาก่อน แล้วเขาก็กลับไปประจำที่นั่งตัวเองและขับรถออกมาจาก ม. ด้วยความเร็วสูงแบบที่ฉันเคยเห็นเมื่ออาทิตย์ก่อน
เหอะ..สงสัยจะไม่ได้ตายเพราะเลือดหมดตัวหรอก จะตายเพราะรถคว่ำ ไม่ก็แหกโค้งโดดข้ามแบริเออร์มากกว่ามั้งเนี่ย ควายที่บ้านหายรึไงรีบอะไรเบอร์นั้น -_-?!
@ HOSPITAL
“คนไข้นั่งรอรับยาและชำระเงินด้านนี้นะคะ”
เสียงหวานของพยาบาลพูดกับฉัน แต่ส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้เตโชที่มาด้วยกันแบบอ่อยสุด เออเว้ยแบบนี้ก็ได้เน่อะแต่ช่างเหอะ ว่าแต่..ที่นี่มันโรงบาลเอกชนนะเฟ้ย ไม่บอกก็รู้ว่ารักษามันต้องแพงหูฉี่ นี่ฉันเพิ่งจะได้เงินค่าแปล Text จากเลโอมาเอง ได้ปุ๊บต้องใช้ปั๊บเลยงั้นสินะ คิดละเซ็ง -_-!
“ทั้งหมด 4,285 บาทค่ะ”
นั่นไง นั่นนนไง -[]-!
ฉันคว้ากระเป๋าสตางค์มาควานหาบัตรเดบิตที่พอจะรูดเงินในบัญชีออกได้ขึ้นมา แต่ก็ถูกใครบางคนตัดหน้าด้วยแบล็คการ์ดสีดำที่เคยอ่านในกระทู้เว็บดังว่ามูลค่าของมันรูดอะไรก็ได้ไม่จำกัด แถมมีไม่กี่ใบในประเทศหรือในโลกอะไรสักอย่าง แต่ดูจาก Supercar ราคาแพงโฮกฉันก็ไม่แปลกใจหรอกถ้าเขาจะพกแบล็คการ์ดเดินโบกไปโบกมาน่ะ
“เรียบร้อยค่ะ เชิญรับยาช่อง 3 นะคะ อันนี้นี่ยาแก้ปวด ย่าฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ ยาลดบวม บลาๆๆ >/////<”
ทั้งแผนกจ่ายเงินและเภสัชจ่ายยาของโรงพยาบาล เอาตรงๆ ทุกคนที่พูดกับฉันไม่มีใครมองหน้าฉันสักคนอ่ะ เอาแต่จ้องไปที่หมอนั่นแล้วทำท่าเขินๆ ออกมาในขณะที่เตโชทำหน้าเฉยๆ ออกจะไม่สนใจคนพวกนี้เลยด้วยซ้ำ เฮ้ย..เค้าอ่อยไงก็สบตานิดหนึ่ง จะเก๊กทำไม -.-?!
พอรับยาเสร็จเราก็เดินออกมาที่ลานจอดรถ โดยที่ฉันก็พอจะกะเผลกๆ ได้แล้วหลังโดนยาแก้ปวดแบบแรงเว่อร์ไปเข็มหนึ่ง อีกอย่างเพราะไม่ชอบนั่งรถเข็นด้วย ป่าวหรอกที่จริงกลัวโดนชาร์จค่ารถเข็นอ่ะ จุดนี้ต้องรอบคอบเมื่อกี๊ยังโดนไปเกือบ 5,000 แพงสุดดด
“ใส่ให้หน่อยจะโอนคืน”
มาถึงรถฉันก็ยื่นมือถือที่เปิด E-Banking ไปให้เขาใส่เลขบัญชีให้ แต่เตโชก็ทำเป็นไม่สนใจ แล้วสตาร์ทรถขับออกมาแบบไม่พูดไม่จา
“เอาคืนไปเหอะเงินตั้งเยอะ” ฉันยื่นมือถือให้เขาอีกครั้ง จังหวะที่รถติดไฟแดง เขาเลยมองมานิ่งๆ แล้วพูดเสียงเรียบอีกตามเคย
“ค่าแปล Text”
“Text?”
ฉันถามออกไปแบบงงๆ แล้วเขาก็ชี้ไปหลังรถ ก่อนที่ฉันจะหันตามไปแล้วเห็น Text เล่มที่ตัวเองแปลเมื่อคืนวางอยู่ที่หลังเบาะของเขา
“แต่เลโอให้มาแล้ว” พูดจบฉันก็เปิดรูปสลิปในมือถือที่เลโอส่งมาเมื่อเช้าให้เขาดู แต่เตโชก็ยังทำเฉย
“ใส่เร็วๆ อย่าลีลา มันเปลืองเน็ต”
ฉันบอกออกไปอีกครั้งแล้วยื่นมือถือไปให้เขาอีก แต่หมอนี่ก็ยังทำหน้านิ่งไม่พูดอะไรตามเคย เหอะ! เหมือนคุยกับคนเป็นใบ้ สนุกเป็นบ้า -_-
“พักที่ไหน”
ขับมาได้สักพักเขาก็ถามออกมา ฉันเลยบอกทางไป แล้วเขาก็พยักหน้ากลับมานิ่งๆ ไม่พูดอะไรจนพักใหญ่ๆ เราก็มาถึงแถวหอพักของฉัน แต่เพราะทางมันแคบและไม่เหมาะจะเอารถราคาแพงแบบนี้เข้าไปแลกรอยข่วนออกมา ฉันเลยชี้ให้เขาจอดตรงร้านบะหมี่ลุงตี๋ที่ตอนนี้กำลังเริ่มตั้งร้านอยู่
“อ่ะ ใส่สักทีดิ”
ฉันยังคงยื่นมือถือที่เปิด E-Banking ให้เขาอีกครั้งก่อนลงจากรถ แต่หมอนั่นกลับกดล็อคจอแล้วคว้า Text ต้นฉบับหลังรถกับ Text ฉบับแปลของฉันออกมาและเปิดไปที่บทสุดท้ายเทียบกัน
“อีกบทอยู่ไหน?”
ฉันมองทั้งสองเล่มสลับกันแล้วนึกได้ว่าที่จริงมันมี 10 บท แต่ฉบับแปลตอนนี้มีแค่ 9 เพราะบทสุดท้ายฉันแยกออกไปอ่านบนเตียงแล้วตรวจสอบคำผิดจนหลับไป
“โทษที พอดีลืมไว้ที่ห้อง เดี๋ยวพรุ่งนี้…”
“วันนี้” ฉันยังพูดไม่ทันจบ เตโชก็ขัดขึ้นมาซะก่อน
“งั้นนายรอนี่ เดี๋ยวฉัน…”
“ไปไหว?”
แล้วเขาก็ขัดขึ้นมาอีกครั้งพอฉันทำท่าจะลงจากรถและจะเดินเข้าไปเอา Text อีกบทที่หอพักมาให้ แถมเตโชยังหันไปมองทางเหมือนกำลังสำรวจอะไร แล้วทำท่าจะออกรถจนฉันต้องพูดขัดออกไป
“รถแพงๆ ของนายมันเข้าไปไม่ได้หรอกน่า”
ฉันขยายความให้เขาเข้าใจ หอพักที่ฉันอยู่มันธรรมดาจะตาย แถมอยู่ในซอกหลืบที่คนเดินพลุกพล่านบนถนนไปมา ถ้าเอา Supercar ราคาหลายล้านแบบนี้เข้าไปไม่วายได้เอื้อมมือมาลูบรถขูดหาเลขเด็ดกันตลอดทางแหงๆ
“บอกทาง”
แล้วเตโชก็พูดออกมาเสียงเรียบอย่างไม่สนใจอะไรสักนิด ก่อนที่เขาจะออกรถช้าๆ ปล่อยรถไหลมาเรื่อยๆ รอให้ฉันบอกทาง ฉันเลยบอกไปตามที่เขาต้องการ
“อืม.. ตรงไปสุดทาง หอสีฟ้าซ้ายมือ” ..เหอะๆ ก็ไปลุ้นเอาข้างหน้าละกันนะว่าคนแถวนั้นจะฮือฮากันแค่ไหนอ่ะ =_=