10 ปีก่อน ณ สวนสาธารณะ
เรย์ในวัยเก้าขวบ เขาเป็นเด็กชายที่มีดวงตาสีน้ำเงินเช่นเดียวกับแม่ของเขา เด็กน้อยวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ในสนามเด็กเล่นแต่เพื่อน ๆ กลับวิ่งหนีพร้อมท่าทีที่คล้ายกับว่ากลัวเขา เพราะสีดวงตาของเขามันดูประหลาด แต่เด็กน้อยยังคงพยายามเข้าหาเด็กเหล่านั้นอย่างไม่ท้อแท้แม้จะถูกรังเกียจมากเพียงใด
กรุ๊งกริ๊ง ๆ
เสียงกระดิ่งรถไอศกรีมขับผ่านหน้าของเรย์ไป เขาหยุดนิ่งมองเพื่อน ๆ กำลังวิ่งกรูไปที่รถคันนั้น ด้วยความสนใจเขาหันไปมองไอติมซึ่งแปะทับอยู่ระหว่างขนมปังชิ้นใหญ่ด้วยดวงตาลุกวาว
“แม่ครับ ผมอยากกินแบบใส่ขนมปังเหมือนพี่คนนั้น” เรย์วิ่งเข้าไปหาคุณแม่คนสวย ผมของเธอมีสีดำขลับยาวสวยตัดกับผิวขาวเนียน เด็กน้อยทำท่าทางน่าสงสารพร้อมส่งสายตาออดอ้อนมองมาที่เธอ มือเรียวสวยวางลงบนศีรษะของลูกชายอย่างเอ็นดู
“ไปซื้อกัน” เรย์ยิ้มร่าเริงเมื่อคุณแม่ตอบรับ เธอจูงมือลูกชายมาที่รถขายไอศกรีม
“ไอศกรีมวานิลลาใส่ขนมปังค่ะ” หญิงสาวหันไปบอกกับคุณลุงคนขาย เขาสบตากับเธอก็มีท่าทียึกยักก่อนจะรีบตักไอติมส่งให้
"มีอะไรหรือเปล่าคะ" หญิงสาวยื่นเงินให้คุณลุง เห็นสายตาของเขามองจ้องเธอและลูกไม่หยุด คล้ายกำลังให้ความสนใจบางอย่างแต่เป็นสายตาที่ดูสุภาพ ไม่เย้ยหยันเหมือนกับมนุษย์คนอื่น
"ดวงตาของพวกคุณงดงามมาก มันคงพบเจอได้น้อย" พ่อค้ากล่าวชมถึงดวงตาของทั้งคู่
"ขอบคุณ ความพิเศษนี้มีเพียงสามคนบนโลกใบนี้เท่านั้น" โรร่าตอบเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง
"หมายความว่ายังไงเหรอครับ" เรย์ถามด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินคำพูดของแม่
"ดูสิ เรากับแม่เหมือนกันมากแค่ไหน" หญิงสาวนั่งลงข้างลูกของเธอ พร้อมชี้ไปที่ดวงตาสีน้ำเงินดั่งทะเลลึกคู่นั้นของเธอ
"ครับ" เรย์สบตากับคุณแม่พยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะหันไปสนใจไอศกรีมบนมือเรียวสวย
"ผะ...ผมกินได้หรือยังครับ มันจะละลายแล้ว" เด็กน้อยพยายามเอื้อมมือหยิบมันจากมือของแม่
พึ่บ!!! แม่ขยับของกินรสหวานหลบออก เด็กชายตัวน้อยล้มเข้าหาแม่ ปากเล็กจูบลงบนแก้มขาวนวลของเธอ
“แม่แกล้งผม” เด็กน้อยเขินอายที่ตัวเองหอมลงบนแก้มของแม่ หญิงสาวคนสวยฉีกยิ้มหวานให้ลูกชาย จูบลงบนหน้าผากเล็กนั้นอย่างอ่อนโยนก่อนจะยื่นไอติมให้ เด็กน้อยรับไอติมมากัดชิมคำเล็ก ๆ ก่อนที่แม่จะจูงมือเขาเดินเล่น
"แม่ครับ" เรย์มองหน้าแม่ของเขาตลอดทาง เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมอีกครั้งก็รู้สึกไม่สบายใจ
"แม่...ไม่มีความสุขงั้นเหรอครับ" เรย์ถามเสียงเรียบมองสบตาของแม่
"ทำไม...ถามแบบนั้นล่ะ" เธอหันมาตอบรับลูกชาย
"แม่ไม่ยิ้ม ผมอยากให้แม่ยิ้มให้ผมเยอะ ๆ ครับ" เด็กน้อยฉีกยิ้มหวานให้กับคุณแม่ ทำเอาคนเป็นแม่อดเอ็นดูความช่างพูดช่างจาของเขาไม่ได้
"แม่จะพยายามจ้ะ" ว่าแล้วเธอก็ส่งยิ้มหวานให้ลูกชายพร้อมลูบหัวน้อย ๆ นั้น
"แม่ยิ้มสวยที่สุดเลย ผมรักแม่นะครับ” ดวงตาสีน้ำเงินที่บริสุทธิ์มองจ้องแม่ของเขาด้วยความภาคภูมิใจ
“แม่ก็รักลูก ๆ จ้ะ” เธอตอบรับเรย์
“แม่ครับผมมีคำถาม...ทำไมเพื่อนไม่อยากเล่นกับผม” เด็กน้อยพูดออกมาเบา ๆ คล้ายกับกำลังน้อยใจ
“แม่เชื่อว่าเด็กดีจะต้องมีเพื่อนเยอะ”
“ครับ งั้นผมจะเป็นเด็กดีตลอดไปเลย ผมจะได้มีเพื่อนเยอะ ๆ” ความสุขเล็ก ๆ ของเด็กน้อย เพียงแค่มีไอศกรีมในมือและคุณแม่ที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็ยิ้มได้หน้าบาน
“คุณมาแล้วเหรอ” โรร่าหันไปทักทายเมสันที่เดินก้าวยาวเข้ามาหาทั้งคู่
“เย่ พ่อมาแล้ว” เรย์หันไปมองตามแม่ วิ่งไปกระโดดกอดพ่อในทันที
“ไหนใครบอกอยากถ่ายรูปนะ” เมสันอุ้มลูกชายขึ้นบนแขนแกร่งพร้อมเอ่ยถามลูกชายอย่างรู้ใจ
“ผมครับ ไปกันเลย ๆ” เรย์ดีใจมากชูไอศกรีมขึ้นสูง เขาอมยิ้มเมื่อมองพ่อกับแม่เดินข้าง ๆ กัน
พวกเรามาถึงร้านถ่ายรูป ในตอนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นการถ่ายภาพครอบครัวครั้งแรก ผมจับมือใหญ่ของพ่อให้กุมมือของคุณแม่ไว้ และไปนั่งอยู่บนตักของพ่อ แต่ทั้งคู่แกล้งผม...เมื่อช่างกล้องกดปุ่มถ่ายภาพ รูปที่ออกมาน่ะกลายเป็นผมที่ถูกพ่อและแม่พร้อมใจกันหอมแก้มผม หน้าตาของผมทั้งตลกปนความตกใจพร้อมรอยยิ้มที่เผยออกมาอย่างสดใส
ข้างกายของผมมีคุณพ่อเมสันและคุณแม่โรร่า พวกเรามีความสุขกันมาก คุณพ่อของผมขยันกว่าใคร ๆ เขาออกไปทำงานและกลับเข้าบ้านพร้อมกับอาหารที่น่ากินเสมอ คุณแม่โรร่าจะอยู่กับผมเสมอ เธอมักจะปลูกดอกกุหลาบสีน้ำเงินอยู่ในสวนหลังบ้าน รอยยิ้มของเธอสดใส เธอใจดีและตามใจผมเสมอ จนผมนึกไปว่าพวกเราจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป แต่แล้ว...
3 ปีต่อมา
“พ่อครับ! แม่ครับ! ผมกลับมาแล้ว” เรย์ที่เพิ่งลงจากรถรับส่งของโรงเรียน เดินกลับเข้ามาในบ้านร้องหาพ่อแม่ของเขาด้วยความดีใจ แต่ภาพตรงหน้าทำเอาเรย์ต้องตกใจแทบช็อก
“พะ…พ่อ เป็นอะไรครับ ฮือ พ่อ!!!” เด็กน้อยทำตัวไม่ถูก พ่อของเขาได้รับบาดเจ็บ หน้าท้องของเขาถูกแทงด้วยบางสิ่งจนเป็นแผลขนาดใหญ่เหวอะลึก และมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด
“เรียกรถพยาบาล” พ่อพูดขึ้นมาอย่างอิดโรย เรย์ตั้งสติได้ก็รีบวิ่งหาโทรศัพท์แล้วกดโทรออก
“ฮะ...ฮัลโหลครับ ช…ช่วยพ่อของผมด้วยครับ ฮือ” เรย์ร้องไห้เสียงสั่นพูดกับเจ้าหน้าที่
โรงพยาบาล
“พ่อครับ ทำไมผมไม่เห็นแม่เลย แม่ไปไหนงั้นเหรอ ทำไมเธอไม่มาเยี่ยมพ่อ” ผมยืนอยู่ข้างเตียงของพ่อที่ได้รับการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีและอยู่ในความปลอดภัย เขามองประตูสักพักแล้วแต่ยังไม่เห็นแม่เปิดเข้ามาสักที
‘เวลาสำคัญแบบนี้ทำไมผมไม่เห็นแม่’
“เธอตายแล้ว” ช็อกยิ่งกว่าคือการที่พ่อพูดประโยคนี้ออกมา
“ฮือ พ่อพูดอะไรครับ พ่อโกหกผม แม่จะตายได้ยังไง”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฟังพ่อ” พ่อบีบแขนของผมแน่น ผมร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจโดยไม่สามารถอดกลั้นได้ ผมไม่มีทางยอมรับได้
“ฮืออ พ่อครับ พาผมไปหาแม่ก่อน ไปดูเธอก่อน” พ่อได้แต่ส่ายหัวก่อนจะดึงผมเข้ากอด แม้ตัวเขาจะเจ็บหนัก
“ต่อไปนี้เรย์อยู่กับพ่อ เราจะไม่พูดถึงเธออีก”
“ทำไมล่ะครับ ทำไมล่ะ ผมไม่เข้าใจ ฮือ” เรย์ยังคงโอดครวญร้องไห้หาแม่อยู่เสมอ
พ่อครับ...ช่วยพาผมไปหาแม่ได้หรือเปล่า ฮึก ๆ นะครับ
พ่อโกหกผมใช่ไหม ทำไมไม่พาผมไปล่ะ
ทำไมเราต้องย้ายอีกแล้ว ไม่ต้องย้ายโรงเรียนแล้วได้หรือเปล่า
พ่อครับ!
“ถ้ายังจะเอาแต่ร้องไห้ แล้วถามถึงแต่โรร่าก็ไม่ต้องมาคุยกับฉัน”
ผมไม่มีสิทธิ์พูดถึงแม่อย่างนั้นเหรอ บอกผมสิ
“เธอ...ไม่ได้รักลูก”
หมายความว่ายังไง แม่บอกว่าแม่รักผม ๆ ฮืออ พ่อโกหก ๆ ๆ
“ไปสงบสติซะ อ่อนแอต่อไปเธอก็ไม่กลับมา”
แล้วถ้าผมเข้มแข็ง เธอจะกลับมางั้นเหรอ ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจที ฮือ
“เลิกพูดถึงเธอซะ นี่คือคำสั่ง จำไว้!”
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พ่อของผมเก็บภาพถ่ายครอบครัวไปซ่อนไว้ทั้งหมด ไม่มีภาพไหนที่มีใบหน้าของแม่อีก และไม่มีครั้งไหนที่ผมพูดถึงเธอ หรือแสดงความอ่อนแอ...แล้วผมจะไม่ถูกพ่อดุด่า ยิ่งพ่อตั้งใจทำแบบนี้ ผมยิ่งเชื่อปักใจว่าแม่ของผมยังไม่ตาย แม้ตอนนี้มันจะผ่านมาเนิ่นนานแต่ผมก็ยังเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
ณ ห้องเก็บของ
“เข้ามาทำอะไร ออกไปซะ” พ่อของผมกระชากดึงตัวของผมให้ออกไปจากห้องเก็บของ
“พ่อครับ ผมขอเวลาก่อน ผมแค่ขอดูหน้าเธอ ผมสัญญาผมจะไม่เข้ามาในห้องนี้อีก”
“ดูพอหรือยัง” เมสันหยิบรูปถ่ายของแม่ไปจากมือของผม เขาหยิบไฟแช็กขึ้นมา ดวงตาของผมเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“พ่อจะทำอะไร หยุดนะครับ!”
“ออกไป!” เขาผลักให้ผมออกมาจากบ้านหลังนั้นอย่างแรง จนผมล้มลงแต่ก็ยังพยายามคลานไปเกาะขาของพ่อ
“ไม่ พ่ออย่าทำแบบนี้ ผมขอร้อง ฮือ ผมแค่อยากเก็บความทรงจำของแม่ไว้ พ่ออย่าทำลายมันนะครับ” ผมจำได้ดี ในตอนนั้นผมร้องไห้แทบขาดใจ แต่เสียงของผมยังคงส่งไปไม่ถึงพ่ออยู่ทุกที ตั้งแต่เสียแม่ไป พ่อของผมเขาก็เปลี่ยนไปมาก
เขาราดน้ำมันท่วมห้องนั้น จุดไฟแช็กเผาภาพที่อยู่บนมือโยนภาพใบนั้นเข้าไปด้านในห้องที่มีความทรงจำของผมทุกอย่าง ภาพถ่ายครอบครัวเป็นรูปถ่ายเดียวที่ผมมี รูปถ่ายเดียวที่ผมไม่สามารถเก็บมันเอาไว้ได้ มันค่อย ๆ ไหม้สลายหายไปต่อหน้าต่อตาของผม ก่อนจะปิดประตูลง เพลิงไหม้ก็ท่วมบ้านเก็บของหลังเล็กอย่างรวดเร็ว
“แม่ครับบบ!” วินาทีที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต นั่นคือช่วงเวลาที่ผมไม่สามารถกล่าวลาคนที่รัก ผมไม่สามารถรักษาสิ่งที่รักได้ ผมอ่อนแอและทำได้เพียงร้องไห้คร่ำครวญอยู่ที่ตรงนั้นไม่ไปไหน มองดูความทรงจำเหล่านั้นพังทลายลงตรงหน้า
ผมเคยคิดว่าพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป ผมสัญญากับแม่แล้วว่าผมจะเป็นเด็กดีของแม่ตลอดไป ผมยังไม่ได้ทำมันเลยนะครับ ถ้าผมมีโอกาสเจอแม่อีกครั้ง ผมจะกอดเธอ ผมจะบอกรักเธอ ผมอยากได้ยินเสียงของเธอ...แม้จะเป็นเพียงห้วงความฝันผมก็ดีใจ
“พ่อขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ เราทั้งคู่...ลืมเธอไปเถอะนะ ไปใช้ชีวิตใหม่ พ่อสัญญาจะไม่มีวันทิ้งเรย์ไป” พ่อโน้มตัวเข้ากอดผม พร้อมพูดประโยคหนึ่ง ผมโกรธพ่อมาก แต่เพราะน้ำเสียงของพ่อกำลังสั่นเครือ ผมเลยรู้ว่า...แท้จริงแล้วพ่อเองก็เสียใจ
“มะ...แม่ครับ ฮึก ฮึก” ผมคิดถึงแม่มากเลยนะครับ ผมอยากจะกอด อยากจะเจอแม่อีกสักครั้ง ผมในตอนนี้...เหนื่อยมากเลยครับแม่ ช่วยอยู่ข้าง ๆ ผมก่อนได้หรือเปล่า ได้โปรด...อย่าทิ้งผมไป
ปราสาทโบราณแห่งหนึ่ง
“กูถามว่า ไอ้ลูคัสมันไปไหน!?” ประโยคที่ไม่ใช่เพียงการพูดคุย ถูกตะเบ็งถามเสียงดังลั่นปราสาท ตามมาด้วยเสียงตุบตับที่ดังระงมและมีคนร้องโอดครวญเป็นระยะ
วิลเลียมโดนหมัดกระทุ้งเข้าที่ท้องไปหลายครั้ง ไลแคนร่างใหญ่อีกสองตัวจับล็อกแขนทั้งสองข้างของเขาให้อยู่ในท่าคล้ายกับการถูกแขวนอยู่บนไม้กางเขน เลือดสีแดงสดไหลล้นออกมาจากปากของชายผมสีทอง
“กูบอกแล้วไง...ไม่รู้เว้ย” เพราะลูคัสเป็นเพื่อนสนิทของเขา เมื่อแผนการก่อนหน้าไม่สำเร็จเขาเลยโดนบทลงโทษไปด้วย คนเจ็บเงยหน้าขึ้นตอบเขายังคงยืนยันคำเดิม ทั้งสีหน้าและแววตาที่ไม่ยอมอ่อนข้อของวิลเลียมทำให้ไลแคนตัวนั้นโมโหกว่าเดิม
“ไม่รู้งั้นเหรอ” มันยังคงปล่อยหมัดใส่หน้าและท้องของวิลเลียมไม่ยั้งมือ
พลั่ก
ก่อนที่หมัดจะถูกปล่อยใส่หน้าของวิลเลียมอีกครั้ง คนที่ทุกคนถามหาก็ปรากฏตัวออกมา มือหนากำหมัดแน่นซัดเข้าไปยังใบหน้าของคนที่กำลังทำร้ายเพื่อนของเขาจนมันกระเด็นไถลออกไปไกล แล้วรีบเข้าพยุงเพื่อนของตน
“ทรยศแล้วยังมีหน้ากลับมาอีกงั้นเหรอ” แวมไพร์ตัวอื่นพูดขึ้น ทุกสายตาจับจ้องมาที่ลูคัส
“พูดให้มันดี ๆ” ลูคัสปล่อยมือจากวิลเลียม หันไปตอบแวมไพร์ด้วยกันเองที่ชอบจับผิดเขา
“ลูคัสนายไปโดนอะไรมา” วิลเลียมไม่ได้สนใจเสียงรอบข้างแต่กลับจ้องมองบาดแผลบนแขนขวาของลูคัส มันเป็นรูเหวอะและรอบ ๆ บาดแผลนั้นยังถูกเผาไหม้ เขาถามลูคัสด้วยความห่วงใยทั้งที่ตัวเองก็เจ็บหนักเช่นเดียวกัน
“ไอ้นี่น่ะเหรอที่ต้องการ” ลูคัสเองก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่วิลเลียมถาม เขาหันไปมองคนด้านบนบัลลังก์ เธอคือสตรีวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สีทองอร่าม สวมใส่ชุดคลุมสีดำยาว ใบหน้าของเธอมีรอยเส้นสีทมิฬยาวดูน่ากลัว ลูคัสหยิบผ้าสีดำที่คลุมทาบสิ่งของบางอย่างก่อนจะสะบัดโยนของในมือให้ลอยตัวบนอากาศ ทุกสายตาในห้องโถงมืดต่างตื่นเต้นกับสิ่งของหน้าตาแปลกประหลาดสีเทา มันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเหลือล้น
ญาณิณดึงเครื่องรางลอยเข้าหาตัวเองด้วยเพียงยกปลายนิ้วมือขึ้น มันเคลื่อนเข้าหาเธออย่างเชื่อฟัง เธอพิจารณามองดูก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ฮ่า ๆ ๆ พอใจยิ่งนัก บุรุษรูปงามของข้า เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังแม้แต่น้อย” เพียงเสี้ยววินาทีในการเคลื่อนที่อันรวดเร็วของเธอ ทำเอาลูคัสหลบไม่พ้น หญิงบนบัลลังก์โฉบตัวลอยลงมาอยู่ตรงหน้าของลูคัส มือของเธอลูบจับปลายคางของลูคัสอย่างเบามือ
“ดูท่าเจ้าจะเจ็บตัวไม่น้อย โดนสิ่งใดมาเล่า” เธอกล่าวต่อ พลางหางตาก็เลื่อนมองบาดแผลที่แขนของชายร่างสูง
“ไม่มีอะไร” ลูคัสตอบกลับเสียงเรียบ ยกมือซ้ายขึ้นปิดบาดแผลไว้
“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร” เพราะความเอ็นดูในตัวของลูคัสเธอจึงไม่อยากทำให้เขารู้สึกอึดอัด
“ฉันว่าแกตั้งใจพาไอ้เด็กนั่นหนีมากกว่าสิท่า ตอนนี้มันตายหรือยังล่ะ” โจนาธาน หนึ่งในคนที่ร่วมทำภารกิจกล่าวถามพร้อมมองหน้าลูคัสอย่างเอาเรื่อง วิลเลียมเห็นลูคัสเงียบไป ในตอนแรกเขาเองก็คิดว่ามีเพียงตนเองเห็นเหตุการณ์ที่ลูคัสตัดสินใจพาเด็กผู้ชายคนนั้นหนีไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากให้ลูคัสเดือดร้อน
“ยังไงก็ได้ของมาแล้ว ฉันว่าควรไปตามของชิ้นอื่นเถอะ อย่ามาแขวะกันเลยจะดีกว่า”
“มึงก็เข้าข้างมันตลอดไงวิลเลียม สักวันมันก็จะหักหลังมึง กูจะรอหัวเราะสมน้ำหน้า ดูก็รู้แล้วว่ามันเห็นไอ้เด็กมนุษย์นั่นสำคัญ” เมื่อฟังคำของโจนาธาน วิลเลียมหันไปสบตากับเพื่อนสนิทของตนเองทั้งที่เขาก็รู้ว่ามันคือความจริง และเป็นความจริงที่เขาไม่อยากยอมรับมากที่สุด ลูคัสนิ่งเงียบ เขากำหมัดแน่นไม่ตอบอะไรแต่มันกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนจนทำให้วิลเลียมรู้สึกไม่พอใจ
“ช่างเถิด ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีใดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ข้าต้องการมา ข้าล้วนพอใจ แต่ว่าครานี้กลับเป็นหนุ่มรูปงามของข้าที่ทำภารกิจสำเร็จ เห็นทีข้าคงจะต้องลงโทษพวกเจ้าที่เหลือสักหน่อยแล้ว” เธอเบนสายตาจากลูคัสแล้วหันไปพูดข่มลูกน้องตรงหน้า
“ไว้ชีวิตพวกมันเถิด คราหน้าข้าจะลงสนามเอง” ธีโอดอร์กล่าวขึ้นเมื่อเห็นทุกคนก้มหน้าตัวสั่นเครือด้วยความกลัวตาย
“ทำให้ได้...ดังที่เจ้าพูดเล่า ข้าจะรอเครื่องรางอีกสองชิ้นจากพวกเจ้า อย่าทำให้ข้าหมดความอดทน” ญาณิณหันไปตอบรับธีโอดอร์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง และความบ้าอำนาจซึ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจน เธอพูดออกคำสั่งกับทุกคนก่อนที่จะลอยตัวกลับไปนั่งบนแท่นบัลลังก์สูงสุด
ลูคัสมองตามคนตรงหน้า ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอมีพลังเหนือกว่าแวมไพร์ เขาเองก็ไม่มีทางทำมัน ไม่มีทางทำผิดต่อเรย์ ไม่มีวันทอดทิ้งเรย์ให้อยู่เพียงลำพังในสภาวะที่เขาอ่อนแอ บาดแผลเป็นรูทะลวงบนแขนจากกระสุนปืนของเรย์ ทำให้เลือดไหลออกมาท่วมแขน มันเผาไหม้จนแขนของผมแทบสลายไป
‘ความทรมานนี้มันเทียบไม่ได้กับความรู้สึกผิดของผมที่มีต่อเรย์เลยด้วยซ้ำ’
21.00น.
“ไม่ได้สิ” เรย์ลืมตาตื่นขึ้นมองดูนาฬิกาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว เขาจึงรีบตัดสินใจทำบางอย่าง
ครืด
เรย์ดีดตัวคว้าจับโทรศัพท์กดโทรออก
“ว่าไง” เสียงรอสายดังเพียงหนึ่งครั้ง คนปลายสายก็ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเหมือนทุกครั้ง
“นายช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม”
“อืม ว่ามา” ในตอนนี้เรย์ไม่รู้จะพึ่งพาใครแล้ว เห็นจะมีเพียงเพื่อนของเขา
บ้านของเรย์
รถสปอร์ตคันสีแดงหรูจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ผมปิดบ้านเสร็จพอดี เลยรีบเดินไปที่รถคันนั้น
“รีบขึ้นมา” แปลกที่วันนี้เป็นเขาที่ขับรถมาด้วยตัวเอง ผู้ชายในชุดสีดำทั้งตัวเปิดกระจกรถเลื่อนลง ผมจึงรีบขึ้นไปบนรถคันสวยของเขาอย่างระมัดระวัง
“เกร็งทำไม” เมื่อผมขึ้นมาบนรถ คนข้าง ๆ ก็เอ่ยถาม
“ก็รถนายมันแพง” ผมตอบกลับในขณะที่เวเฟียสขับรถออกไป
“เวเฟียส...ฉันอยากถามอะไรหน่อย ครั้งนั้นที่ฉันโดนลักพาตัว นอกจากนายกับพี่เจคแล้วยังมีใคร...”
“ลูคัส” ผมยังถามไม่จบประโยคเวเฟียสก็ตอบกลับมา ทำเอาผมคิ้วย่นเข้าหากัน ผมไม่อยากเชื่อและกำลังสับสน แต่เพราะเวเฟียสไม่เคยโกหกผม
‘น้ำเสียงที่คุ้นเคย และมือใหญ่สัมผัสวางบนไหล่ของผมในตอนนั้นอาจจะเป็นลูคัสจริง ๆ’
แวมไพร์กับนักล่าแวมไพร์เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว แต่ทำไมลูคัสต้องมาช่วยผมทั้งที่เขามีโอกาสฆ่าพ่อกับผม ทำไมเขาไม่ทำมันซะ มันช่างต่างกับตอนนี้ ความคิดของผมกำลังตีกัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมแน่ใจคือทุกอย่างเป็นแผนการ พวกมันพยายามล่อพ่อของผมมาฆ่าตั้งแต่แรกโดยใช้ผมเป็นเหยื่อล่อ
จุดเกิดเหตุ
สถานที่แห่งความเลวร้าย ร้านอาหารสภาพพังเละเทะ พื้นที่ตรงนี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมไว้แน่น ผมรีบวิ่งลงจากรถเข้าไปดู
มันมีกลิ่นเลือด...กลิ่นน้ำขังเหม็นโชยไปทั่วบริเวณ ผมวิ่งเข้าไปใกล้รถพยาบาลที่เจ้าหน้าที่กำลังเข็นร่างผู้เสียชีวิตขึ้นบนรถ
“พ่อ!”
“คุณพยาบาลครับ ผมขอดูศพได้ไหมครับ” ผมจับข้างรถเข็นหันไปถามเจ้าหน้าที่
“ตอนนี้ยังแตะต้องศพไม่ได้นะครับ” เสียงของนายตำรวจท่านหนึ่งดังมาจากข้างหลังของผม เขากำลังห้ามผม
“แต่ว่าพ่อของผม...” นายตำรวจมองมาด้วยสีหน้าแปลกใจ และคล้ายจะสงสัยในตัวผม
“เธออีกแล้วงั้นเหรอ ผู้ตายอายุไล่เลี่ยกับเธอ เพราะฉะนั้นไม่มีทางเป็นพ่อของเธอหรอก” คุณตำรวจท่านนี้ ผมคุ้นหน้าและนึกขึ้นได้ว่าเคยเจอเขาครั้งหนึ่ง เมื่อตอนคดีป้าเจ้าของร้านขายของเก่าเสียชีวิต
“พ่อของผมเขาถูกทำร้ายตรงนี้จริง ๆ นะครับ ไม่เห็นเขาเลยงั้นเหรอ” ผมยังคงพูดถึงพ่อเสียงสั่นเครือ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออก
ครืด ครืด ครืด~ เสียงโทรศัพท์พ่อนี่
ต้นตอของเสียงดังมาจากกองไม้ด้านในพื้นที่กั้นเขต ทุกคนมองตามเสียงสั่นและแสงวูบวาบบริเวณนั้น
ตำรวจสวมถุงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ตรงจุดที่มีกองเลือด
Missed a call 365 times
‘สามร้อยกว่าสายที่เขาพยายามโทรหาพ่อ คงไม่ได้โกหกสินะ’ คุณตำรวจมองหน้าจอโทรศัพท์ของพ่อ ก่อนจะหันมาพูดกับผม
“ยังไงฉันจะเก็บมันไว้เป็นหลักฐานก่อน อาจเป็นคดีเดียวกัน” คุณตำรวจเก็บโทรศัพท์พ่อของผมลงในถุงปลอดเชื้อสีขาวขุ่น ความรู้สึกเศร้าใจกว่าเดิมก็พลันเกิดขึ้นในใจ ผมไม่มีวิธีติดต่อพ่ออีกแล้วงั้นเหรอ เขาหายไปได้ยังไง ผมไม่พร้อมยอมรับ
“ถ้าเธอสะดวกพรุ่งนี้ก็มาพบฉันที่สถานีตำรวจ” ผมพยักหน้าตอบรับ
“ฉันยังมีความหวังใช่ไหม พ่อของฉันเขายังไม่ตายใช่ไหม” ผมหันมาพูดกับเพื่อนสนิท
‘แม้จะพูดแบบนั้นแต่แววตาของเขามันดูสิ้นหวังมาก’ เวเฟียสสบตากับเรย์ก็พอมองออกว่าเรย์พยายามแสดงออกตรงข้ามกับความรู้สึก
“อืม” เวเฟียสเองก็ปลอบใจคนไม่เก่ง พูดตอบพร้อมเดินตามหลังเรย์ออกไปจากจุดนี้ หางตาของเวเฟียสยังคงมองจ้องไปทางศพที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวเหล่านั้นด้วยความสงสัย
23.00น.
[Talk Jake]
ผมแอบออกจากบ้านกลางดึกโดยไม่ให้ทั้งสองคนรู้ตัว รีบบิดคันเร่งมุ่งตรงมาหาเรย์ ตอนนี้ผมอยู่ที่หน้าบ้านของเรย์แต่มันถูกปิดไฟมืด และเงียบสงัดคล้ายกับไม่มีคนอยู่ แต่รถของพ่อเรย์ยังจอดสนิท ผมกดโทรหาเรย์...แต่เขาก็ไม่รับสาย เลยคิดว่าอาจจะหลับไปแล้ว แต่เพราะผมทนไม่ไหวถึงได้มาที่นี่เพื่อดูว่าเรย์ปลอดภัยจริง ๆ ก่อนจะตัดสินใจกระโดดข้ามรั้วเข้าไปในบริเวณบ้านของเขา
...รู้ตัวอีกทีผมก็ย่องเข้าบ้านของเรย์แล้ว...
ตั้งแต่ผมก้าวเข้าบ้านมาผมก็รู้สึกถึงกลิ่นที่ผมเกลียดมาก
ไอ้ลูคัส มันมาทำอะไรที่นี่
รอยเลือดหยดเป็นทาง เป็นกลิ่นเลือดของลูคัส ผมมองตามเลือดนั้นจนเห็นว่ามันหยุดลงที่หน้าต่าง ก่อนจะได้ยินเสียงของเรย์จากด้านนอกตัวบ้าน
“ขอบใจนายมากนะ”
เสียงรถสปอร์ตคันหรูสีแดงเคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้านของเรย์ ผมส่องมองจากหน้าต่างก็เห็นเรย์เดินลงจากรถคันนั้น เรย์พูดอะไรบางอย่างกับคนขับซึ่งผมเห็นหน้าของมันไม่ชัด ก่อนที่เรย์จะเดินเข้าบ้าน เรย์ไปกับใคร ทำไมถึงกลับบ้านมืดขนาดนี้
คนตัวเล็กหมุนกลอนประตูเปิดเข้ามา กลับเห็นถึงความผิดปกติภายในบ้าน กระจกชั้นลอยถูกเปิดออก แสงไฟจากเสาไฟหน้าบ้านส่องลอดทะลุเข้ามาในตัวบ้านคล้ายมันถูกงัดเข้ามา สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เขารู้สึกว่าในบ้านไม่ได้มีแค่ตัวเอง
“พ่อ ทำไมไม่เปิดไฟล่ะครับ” ไม่มีเสียงตอบรับกลับ เรย์เดินย่องเบาก้าวเท้าขึ้นบันไดไปทีละขั้นภายใต้ความมืดมิด
“มาทำอะไรเหรอครับ...พี่เจค” ผมที่ต้องการหลบอยู่ด้านหลังของเรย์แต่กลายเป็นว่า...ผมรู้สึกถึงจิตสังหารบางอย่างมาอยู่ด้านหลังของผมแทน เสียงของชายหนุ่มที่คุ้นเคยทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง เราทั้งสองยืนประจันหน้ากันที่บันไดบ้าน
“ระ...เรย์” เรย์ทำผมตกใจมาก เป็นเขาที่ควักปืนขึ้นจ่อมาทางผม
เรย์เก็บปืนแนบไว้ที่ข้างเอว เขาใช้มันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่ผมไม่เคยสอนเขาใช้ปืนเลยสักครั้ง ผมมองสำรวจคนตรงหน้า เรย์มีส่วนสูงที่ดูแปลกตาไป ตาบวมเป่ง บนแขนมีผ้าก๊อซแปะพันไว้ คอและใบหน้าของเขามีรอยช้ำแดง
“ทำไมแอบเข้ามาแบบนี้ล่ะครับ ผมคิดว่าเป็นคนร้ายซะอีก” เรย์เดินกลับลงไปด้านล่าง ไล่เปิดไฟในบ้านให้สว่าง
“พี่เป็นห่วง ทำไมเราถึงอยู่คนเดียว แล้วพ่อล่ะ” สิ่งที่ผมแปลกใจคือมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตั้งแต่ผมเข้ามาในบ้านก็ไม่ได้กลิ่นพ่อของเรย์แต่กลับเป็นกลิ่นของไอ้ลูคัสมาแทนที่ แล้วเรย์ยังออกไปข้างนอกกับคนอื่นอีก
“สนใจเรื่องของผมด้วยเหรอครับ” คนตัวเล็กหันกลับมาตอบนอกจากรูปร่างที่เปลี่ยนไป คำพูดของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย สายตาที่มองมามันเศร้าหมองเกินไป
“สนใจดิ ทำไมเรากลับบ้านดึก ไปไหนกับใครมา” สายตาของผมยังคงจดจ้องกับรอยที่คอของคนร่างบาง
“ผมต้องตอบคำถามไหนก่อนครับ ผมไปธุระ” คนตัวเล็กรู้สึกตัวที่ผมจ้องมองที่คอของเขา เรย์ตอบกลับพร้อมดึงคอเสื้อขึ้นปิดรอยจ้ำแดง แล้วยิ่งเขาทำแบบนี้ผมยิ่งสงสัยในการกระทำของเขา
“ธุระอะไร ทำไมไม่บอกพี่” เรย์พยายามเบี่ยงตัวหลบจากผม แต่ผมก็จับข้อมือของคนตัวเล็กไว้
“บอกแล้วพี่จะว่างงั้นเหรอครับ” เรย์ตอบกลับเสียงเรียบ จ้องหน้าผมด้วยสายตาผิดหวัง ปรายตามองมือที่ถูกผมกุมไว้มิด
“ปล่อยผมได้แล้ว” เรย์พยายามดึงแขนกลับ
“พี่ไม่ปล่อยจนกว่าเราจะคุยกันรู้เรื่อง ใครทำร้ายเรา แล้วรอยที่คอฝีมือใคร” มืออีกข้างของเจคจับดูที่บาดแผลบนต้นแขนของเรย์ และรอยช้ำที่คอ
‘เรย์เอาแต่เก็บเงียบไม่พูดออกมา เขาปิดบังอะไรผมอยู่ ผมไม่มีสิทธิ์เป็นห่วงเขางั้นเหรอ’
รอยบนคอ! กลิ่นไอ้ลูคัสบนตัวของเรย์! ผมเกลียด!
“ตอบ!”
[Talk Ray]
“ทำไมต้องตะคอกใส่ผมด้วย!” ผมตวาดถามกลับด้วยความไม่พอใจ ผมไม่ชอบท่าทีแบบนี้ของพี่เจคเลย ขึ้นเสียงใส่ผมทำไมกัน
“ไอ้ลูคัสใช่ไหม!” เขารู้ได้ยังไง ผมไม่คิดว่าพี่เจคจะรู้เรื่องที่ผมยังไม่ได้บอก ผมทำได้เพียงมองสบตาคนร่างสูงด้วยความสับสน
“หึ ตั้งใจปิดบังพี่สินะ เรย์รู้ไหมว่ากำลังทำให้พี่หงุดหงิด” พี่เจคพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นกว่าเดิม นี่เขาเป็นอะไรไปอีกคน บุกเข้าบ้านคนอื่นแล้วยังมาอารมณ์เสียใส่ผมอีก
“อะไรของพี่ ปล่อยสิผมเจ็บ” เขากำลังทำให้ผมเจ็บ มือหนาบีบแขนของผมแน่น ผมทำได้เพียงพยายามสะบัดออกเท่านั้น
“พะ...พี่เจค พี่จะทำอะไร ปล่อยผมนะ” คนร่างสูงดึงผมเข้ากอด ก่อนจะช้อนตัวผมกดลงบนโซฟา สองแขนของผมถูกล็อกแน่นโดนจับยกขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเดียวของพี่เจค เขากำลังจะขึ้นคร่อมบนตัวของผม แม้ผมพยายามจะถีบคนตรงหน้าและดิ้นจนสุดแรงแค่ไหนแต่แรงเกาะกุมของอีกคนมันแน่นจนผมขยับเขยื้อนไม่ได้
“พี่ชอบเรา เราก็รู้ แต่ยังปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้มัน ไม่ใช่เด็กดีแบบที่พี่คิดสินะ ถ้าอย่างนั้นพี่จะบอกให้...สิ่งที่พี่ไม่ชอบมากที่สุดก็คือ การโดนทับที่ เรย์ต้องเป็นของพี่คนเดียว” พี่เจคปล่อยมือของผมให้เป็นอิสระ เขาถอดเสื้อของตนเองเผยแผ่นอกแน่นเปลือยเปล่า ผมตกใจมาก รีบลุกขึ้นหาจังหวะจะวิ่งหนีแต่กลับถูกล็อกตัวกดลงบนโซฟาอีกครั้งด้วยมือใหญ่ของคนตรงหน้า
“พูดอะไรของพี่น่ะ ถะ...ถอดเสื้อทำไม พี่บ้าไปแล้วเหรอ” เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังทำให้ผมกลัว
“เออ พี่บ้า!!! ก็เพราะใครล่ะ”
“ปล่อย!!! ปล่อยผม!!!” คนร่างบางยังคงขึ้นเสียงใส่คนบนร่าง ปมคิ้วขมวดแน่น แววตาของเรย์แข็งกร้าวขึ้นมาทันที
“ทำไม!? พี่จับตัวเราไม่ได้งั้นเหรอ แต่กับไอ้ลูคัสเรย์ยอมมัน!!!” คนร่างสูงมีสีหน้าไม่พอใจก่อนจะยกมุมปากกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาดุดันนั้นจ้องมองผมก่อนที่คนร่างสูงจะโน้มตัวลง ใบหน้าหล่อมุดซอกไซ้คอของผม พร้อมทั้งขบเม้มทับรอยที่ลูคัสทำไว้ทั้งบนใบหน้าและลำคออย่างคนหื่นกระหายจนผิวของผมบอบช้ำไปกว่าเดิม
“อื้อ ผมไม่ได้ยอม! ผมเจ็บ” เรย์ดิ้นไม่หยุด น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
“ฮึก ฮึก ปล่อยผมเถอะนะ” พี่เจคเสียสติไปแล้ว เขาไม่สนใจคำพูดของผมเลย ผมทำได้เพียงร้องไห้ปล่อยไปตามความรู้สึก ตอนนี้ผมเหนื่อย และรู้สึกแย่มาก ๆ
คนร่างสูงตกใจเสียงร้องไห้ของเรย์ ก่อนจะผละตัวออกมาสบตาของคนตัวเล็ก เรย์กำลังจะร้องไห้ออกมาจริง ๆ เมื่อได้สติเจคจึงรีบปล่อยเรย์ให้เป็นอิสระ เรย์ลุกขึ้นนั่งหันหลังให้กับคนร่างสูง ตัวของเรย์สั่นเครือด้วยความโกรธ
“ระ...เรย์...” เจคเอ่ยเรียกเรย์เสียงแผ่วเบา ยื่นมือไปสัมผัสตัวของเรย์ช้า ๆ
“ออกไป! ผมอยากอยู่คนเดียว” เรย์ปัดมือของเจคออกพร้อมจะลุกหนี
เจคตัดสินใจรวบกอดเรย์ไว้แน่นแล้วดึงคนร่างบางให้นั่งลงบนตักกว้างของเขา เรย์ยังคงทุบตีและผลักไสเขาไม่หยุด
คนร่างสูงทนความดื้อดึงของคนตัวเล็กต่อไปไม่ไหว มือหนาเลยจับกรอบหน้าเรียวมนให้เชิดขึ้นลูบจับริมฝีปากเล็กไม่ให้หลบหนีได้ เมื่อดวงตาทั้งสองประสานกัน เรย์ก็รู้ตัวว่าอาจถูกจูบแต่เบือนหน้าหลบหนีจากแรงบนมือใหญ่ไม่ได้ ริมฝีปากกระจับสวยจึงถูกสัมผัสจูบจากคนร่างสูงในทันที
ปากเล็กนิ่มถูกกดทับ คนปากหนาขบริมฝีปากเล็กบนล่างอย่างรุนแรง เขาไม่ยอมผละริมฝีฝากออกแม้คนตัวเล็กจะยังคงดิ้นและขัดขืนเขาอยู่ มือเรียวจับลูบพยายามผลักแผ่นอกแน่นกว้างที่เปลือยเปล่าของเจคแต่ยิ่งผลักก็ยิ่งถูกกอดรัดมากขึ้น
‘ทำไมพี่เจคชอบทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ เขาบ้าไปแล้วจริง ๆ แต่ผมก็ยอมรับว่าจูบจากเขามักทำให้ผมอ่อนแรงอยู่เสมอ ผมรู้ดีว่าหากไม่หยุดและยังขัดขืน เขาก็จะไม่หยุดริมฝีปากที่กำลังรุกล้ำเข้ามาเช่นกัน’
เจคเห็นคนร่างบางนิ่งไปในอ้อมกอด เรย์เม้มริมฝีปากแน่นสนิทไม่ยอมให้เจคจูบลึกซึ้งไปมากกว่านี้ เขาจึงค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออก
“ได้ ถ้าไม่พูดความจริงออกมา พี่ไม่กลับ” เจคทำสีหน้าจริงจังพร้อมน้ำเสียงดุ แขนหนารวบกอดคนตัวบางที่นั่งอยู่บนตักด้วยตัวที่แข็งทื่อ
[Talk Jake]
ผมไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมเรย์ถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ เขาเก็บงำเรื่องราวอะไรไว้กันแน่ ผมค่อย ๆ ปล่อยเรย์ให้เป็นอิสระ เรย์นั่งนิ่งไม่ได้ขยับลงจากขาของผม ดวงตาสีน้ำเงินมีน้ำตาคลอออกมาจนผมเองก็ทำตัวไม่ถูก คล้ายกับว่าผมรังแกให้เรย์ร้องไห้
“พ่อของผมหายตัวไป ฮึก ผมกลัว แวมไพร์พวกนั้นฆ่าพ่อของผม ลูคัสบอกว่าพ่อของผมตายแล้ว ฮึก ฮือ” เรย์ร้องไห้ออกมา คนร่างบางโน้มตัวเข้าหาผม แขนเรียวกอดเอวหนาของผมไว้แน่น ใบหน้าละมุนเล็กซุกลงบนอกกว้างที่เปลือยเปล่าของผม ทำเอาผมตั้งตัวไม่ถูก
“ฮึก ๆ ตอนนี้ผมไม่เหลือใครแล้ว” น้ำตาของเรย์เปียกชุ่มลงบนแผ่นอกจนผมรู้สึกได้
เรย์พูดออกมาแบบนั้นทำให้ผมรู้สึกผิดมากกว่าเดิม ผมห่างจากเรย์เพียงสองวันแต่กลับเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับเขา เป็นผมเองที่เข้าใจผิด แล้วยังรังแกเขาได้ลงคอ
“พ่อต้องปลอดภัย เราจะช่วยกันตามหาพ่อให้เจอ พี่ขอโทษที่ทำรุนแรงกับเรานะ” ผมได้แต่โทษตัวเอง ถ้าผมไม่ห่างจากเรย์เลยคงจะดีกว่านี้ คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นสบตาอย่างมีความหวัง มือหนาสัมผัสลูบไล้แก้มที่เปื้อนน้ำตา เลื่อนผ่านใบหน้าบอบช้ำลงมาที่ลำคอขาวจ้ำแดงจนม่วงคล้ำที่ตัวเองได้ทำซ้ำลงไป
ดวงตาสีน้ำเงินหม่นเศร้า ผมไม่เคยเห็นเรย์เป็นแบบนี้มาก่อน เขากำลังหลงทาง เขากำลังสับสน เขาต้องการกำลังใจ เขาต้องการคนอยู่เคียงข้าง
'ใครที่ทำร้ายเขา ผมจะเก็บมันให้หมด'
แขนหนารวบกอดคนตัวเล็ก อีกมือหนึ่งจับลูบศีรษะของเรย์อย่างเบามือ พรมจูบบนหน้าผากอย่างอ่อนโยน
“ฮึก ฮึก ผมไม่ได้อยากอ่อนแอ ผมไม่ได้อยากร้องไห้...ฮือ ตอนนี้ผมไม่ไหวจริง ๆ พี่อย่าเพิ่งทิ้งผมไปได้หรือเปล่า” เรย์หลั่งน้ำตาออกมาอย่างหนัก น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นสั่นและฟังดูเศร้ามาก มันบีบรัดหัวใจของผมให้เจ็บปวดไปพร้อมเขา
“พี่จะอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ เรา ร้องไห้ออกมาเถอะนะ”