เสียงบิดาเรียกเธออีกแล้ว ชิงเถาหันมองด้านนอกห้องตรงกลางบ้านก่อนลุกขึ้นแล้วเอากาน้ำชาไปเติมให้บิดาใหม่
ช่างเอาเปรียบสิทธิสตรีเหลือเกิน แต่เอาเถอะถือว่าเป็นบิดา ถ้าเป็นคนอื่นเธอไม่ประเคนถึงที่แน่ ต่อให้ใช้ปืนจ่ออย่าได้หวัง สองเท้าเดินไปยังห้องครัวหลังบ้าน หันมองกาน้ำร้อนก็จับเทใส่กา กำลังจะเอาเสิร์ฟคุณป๊าก็เห็นร่างคนกำลังนอนอยู่ เธอวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะหินอ่อนลานบ้าน
ฝีเท้าเดินเข้าไปอย่างเงียบที่สุด หันมองร่างที่นอนสลบจึงใช้มือเขย่าแต่กลับเหนียวมือ ชิงเถายกมือขึ้นมองแต่มองไม่เห็น จึงเดินกลับไปยังแสงไฟเตาในครัว
เลือด! ตายหรือยัง
เมื่อสงสัยก็ต้องพิสูจน์จึงเดินกลับไปหาร่างนั้นใหม่ ใช้มืออังไปยังจมูกลมหายใจยังอุ่นอยู่ ยังไม่ตาย ชิงเถาเปิดเสื้อสูทสีดำยาวออกเห็นด้านหน้าก็ถูกฟันด้วย เรียกได้ว่ารอยดาบถูกฟันไปทั่วร่างมากกว่า ทำให้เสียเลือดมากจนสลบไร้สติอย่างที่เห็น
ต้องเป็นคนชั่วขนาดไหนถึงได้มีคนเกลียดมากจนคิดจะเอาชีวิตให้ได้ เธอกำลังคิดหาวิธีว่าจะทำเช่นไร แต่แล้วเสียงบิดาก็ตะโกนถามหาน้ำชา ชิงเถาจึงต้องเดินกลับไปส่งกาน้ำให้บิดาก่อนจากนั้นก็หยิบตะเกียงในห้องตัวเองออกไปดูอีกครั้ง
“จะไปไหนอีก” เสียงบิดาที่เคารพเอ่ยขัด
“ไปห้องน้ำมาป๊าปวดหนักมากด้วย พูดไม่ทันขาดคำมันมาอีกแล้วอั๊วขอตัวก่อน” ว่าแล้วก็ขอตัวรีบไปดูคนใกล้ตาย
เมื่อออกจากบ้านก็เห็นคนเจ็บยังนอนที่เดิม เธอจึงลากเขาเข้าห้องเก็บฟืน แต่คิดว่าจะลากง่าย ๆ เหมือนในทีวีหรือละครอย่างที่เห็นบ่อย เอาจริง ๆ แล้วโคตรหนักชะมัด คนอะไรตัวหนักยังกับช้าง กว่าจะลากคนสลบมาถึงห้องเก็บฟืนได้ ก็เล่นเอาคนลากเหนื่อยหอบ ต้องบอกว่าจากที่อาการหนักอยู่แล้ว อาการหนักกว่าเดิมอีก
เธอออกไปหยิบตะเกียงมาไว้ในห้องเก็บฟืน ก่อนพยายามถอดเสื้อสูทออกแต่ก็อย่างที่บอกว่าตัวเขาหนักมา หันมองเห็นกรรไกรข้างมือจึงจัดการตัดออกไม่เหลือชิ้นดี ทั้งเสื้อสูท กางเกง เสื้อชั้นใน เหลือไว้แต่กางเกงในก็พอ ยังดีที่ยุคนี้รู้จักคิดค้นกางเกงในแล้ว ไม่อย่างนั้นข้ามภพมาเธออาจโชคดีเห็นของดีของเขา ไม่เอาไม่คิดกรรณิกา ช่วยคนก่อน ว่าแล้วก็ออกไปด้านนอก สองมือล้วงกระเป๋าคิดจะหาเงินเพื่อไปซื้อยาหรือตามหมอแต่ไม่มี
แต่งตัวดีเสียเปล่าแต่ไม่พกเงิน คืออะไรตอบสิพ่อคุณ
ตักน้ำจากบ่อแล้วมาเช็ดเนื้อตัวเพื่อหารอยแผล ตอนที่เธอเช็ดลงไปได้ยินเสียงครางเจ็บจากคนสลบแสดงว่าใกล้ฟื้นแล้ว
แผลแรกที่เจอ คือ บริเวณต้นแขน โชคดีที่ครั้งก่อนเธอบาดเจ็บใกล้ตายนั้น ยังมียาสมุนไพรยังพอเหลืออยู่บาง เมื่อใส่ยาห้ามเลือดแล้วหญิงสาวก็ใช้เสื้อผ้าเก่าของเธอตัดฉีกเป็นเส้นพันลงไปห้ามเลือดไว้ก่อน เพราะจะให้เธอไปเรียกหมอตอนนี้ก็ไม่มีเงินจ้างมา
แผลที่สองอยู่บริเวณแผ่นหลัง เธอต้องผลักเขาขึ้นอย่างสุดแรงก่อนทำแผลให้ กำลังจะพลิกกลับก็เห็นแผลตรงเอวด้านล่าง สรุปจะเป็นมัมมี่ใช่ไหม
เพราะตอนนี้เธอเจอแผลตรงใกล้เจียวน้อย ต้นขาของเขา เอาเถอะคิดว่าช่วยคนอย่าได้คิดเยอะมองไปยังรอยแผลที่ใกล้ลึกเข้าไปเกือบจะถึงกลางขา
ในใจคนทำแผลได้แต่คิดว่าปลอบตัวเองว่า เธอมองไม่เห็น ว่าแล้วก็ก้มลงไปอีก จนกระทั่ง
“เธอทำอะไร” ชิงเถาเงยหน้าคนเจ็บที่ฟื้นแล้ว กำลังจะยกตัวห้ามแต่ขอโทษไม่มีแรงขยับเพราะผ้าที่เธอพันไว้อย่างหนาตราช้างนั่นแหละ
“อย่าขยับ ฉันกำลังทำแผลให้ อ่อแล้วคุณเป็นใคร” เธอมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดกับดิน มองไม่ออกว่าเป็นใคร
คนเจ็บหันมองตัวเองที่ไร้เสื้อผ้า แล้วหันมองเสื้อผ้าที่ถูกตัดไม่เหลือชิ้นดีแต่ก็ไม่มีแรงที่จะลุกหนีคนที่กำลังพันแผลอยู่
“โชคดีมากที่แผลทั้งหมดไม่ได้ลึกไปถึงกระดูก ไม่อย่างนั้นก็ต้องส่งโรงพยาบาลอย่างเดียว แต่ถ้าคุณอยากไปโรงพยาบาล หรือว่าจะให้ฉันไปตามญาติคุณก็บอกนะ” กรรณิกามองรอยแผลที่เลือดเริ่มหยุดเธอก็พูดต่อ “สมุนไพรห้ามเลือดของจีนได้ผลดีจริง ๆ”
ชายหนุ่มหันมองต้นแขนที่มีรอยเลือดซึม ก่อนมองหญิงสาวที่ยังก้มเงยอยู่ตรงกลางลำตัวไม่มีทีท่าเขินอายแต่อย่างไร สำหรับเขาแล้วยังรู้สึกแปลกหากเป็นคนรู้จักหรือสนิทก็คงไม่รู้สึกแบบเธอ ครั้นคิดจะลุกก็ไม่มีแรงจึงวางศีรษะลงแล้วหลับตาไปอีกครั้ง
เมื่อใบหน้านั้นเงยหน้าขึ้นมา ก็ขยับตะเกียงวางไว้กลางห้องเหมือนเดิม ก่อนมองผลงานมัมมี่ของตัวเอง ดูแล้วเหมือนมัมมี่เวอร์ชันจีนที่สุด หญิงสาวเงยหน้ามองคนเจ็บอีกครั้ง
“คุณมีญาติที่ไหนไหม” เงียบไม่มีเสียง หันมองอีกทีเขาก็หลับไปแล้ว เธอยกตะเกียงไปใกล้เขา มองกะละมังน้ำที่เต็มไปด้วยเลือด จึงยกน้ำไปเททิ้งใส่น้ำถังใหม่หยิบผ้าสีขาวข้างกาย แล้วเอามาเช็ดใบหน้าเขา เช็ดไปเช็ดมามือก็สั่นหนักขึ้นเรื่อย ๆ ใจที่ภาวนาว่าไม่ใช่ก็ใช่จนได้
คนที่ชนรถเข็นผักของพ่อเธอ ทำไมโลกกลมจัง วันเดียวเจอกันสองครั้ง
“ชิงเถา ลื้อไปเข้าห้องน้ำนานไปไหม” ได้ยินเสียงบิดาตะโกนถามพี่สาวทั้งสองคนที่บอกว่าไปห้องน้ำเธอจึงรีบหาผ้าห่มให้เขา แล้วหยิบตะเกียงออกจากห้องฟืนจากนั้นจึงรีบเข้าบ้าน
เขาเป็นเจ้าของไนต์คลับหรือว่าเป็นแค่คนมาเที่ยว แต่ถ้าเธอออกไปหาให้คนพวกนั้นมาช่วยตอนนี้แล้วไม่เจอใครก็คงอันตราย อีกทั้งระหว่างทางกลับบ้านก็เปลี่ยวมากด้วย ในเมื่อแผลไม่ได้สาหัสมาก เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ค่อยคิดแล้วกัน
พอใกล้รุ่งสาง กรรณิกาก็ตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก เรียกได้ว่าตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาครั้งนี้เธอตื่นโดยไม่มีคนปลุก หันมองพี่สาวที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียงก็รีบขยับลงเท้าเบาเพื่อไปยังห้องเก็บฟืนหลังบ้านจะไปดูว่าพ่อมัมมี่เลือดหมดตัวหรือยัง
เสียงประตูไม้ขัดดังขึ้น เธอเดินเข้าไปหาชายหนุ่มมองร่างที่นอนกระสับกระส่ายไปมา จึงใช้มืออังหน้าผากอีกฝ่าย “เขาตัวร้อนจี๋เลย” ว่าแล้วก็รีบลุกขึ้นไปเอาน้ำมาเช็ดตัวให้คนเจ็บ ต้องโทษที่ตัวเองไม่ได้ออกมาดูตอนดึก จากนั้นก็ได้เวลาเช็ดตัวชายหนุ่ม
ถ้าไม่มีเรื่องเป็นตายเข้ามาขัด เธอจะเคลิ้มกับเนื้อหนังของชายหนุ่มแล้วเชียว แต่เมื่อคิดว่าหากเขาต้องมาตายในบ้าน ก็เท่ากับว่าเธอหาเรื่องใส่ตัว ดีไม่ดีอาจโดนตำรวจจับ โทษฐานที่ไม่แจ้งกับทางการ
ไม่ได้นายจะตายไม่ได้ ฟื้นเดี๋ยวนี้พ่อมัมมี่จีนของเธอ
อาจเพราะสวรรค์เมตตา หลังจากเธอเช็ดเนื้อตัวชายหนุ่มไปสองรอบ ความร้อนในตัวก็ลดลง แต่เสียงอาม่ากำลังตื่น ได้ยินเสียงถามบิดาว่าจะกินอะไร
กินอะไรก็ทำครัว ทำครัวก็ต้องมาเอาฟืน ตายแน่ชิงเถาเธอได้ตายจริง ๆ แน่ ถ้าอาม่ามาพบเขาเข้า ว่าแล้วคนที่อาศัยร่างคนอื่นก็รีบโกยไม้ฟืนออกไปด้านนอก ใช้มือปิดประตูเมื่อหันหลังก็เจอกับอาม่าพอดี
“ลื้อมาทำอะไร”
“มาเอาไม้ฟืนจ๊ะอาม่า นี่ไง ไปนั่งตรงโต๊ะก่อน เดี๋ยวหนูก่อเตาให้เอง อาม่าไปนั่งจิบน้ำชาเถอะ” ว่าแล้วก็ลากอาม่าไปนั่งอยู่บนโต๊ะหินอ่อนกลางบ้าน ก่อนรีบเข้าไปยังครัวเพื่อก่อไฟให้
ว่าด้วยการก่อไฟเตาถ่านตอนแรกก็ทำให้เธอเกือบกลายเป็นไก่ย่างหน้าเตา คิดแล้วก็นึกถึงเตาแก๊ส เมื่อบ่นในใจไปรอบหนึ่งกองไฟที่เธอพยายามฝึกก่อมาหนึ่งเดือนก็ติด “อาม่าลงเตาหุงข้าวเลยไหม”
“ดี ๆ ลื้อต้องขยันหน่อย ๆ ตั้งแต่ตื่นมาก็เอาแต่นอนขี้เกียจหน้าบูดบึ้ง ไม่ว่านอนสอนง่ายเหมือนแต่ก่อนเลย”
ถ้าว่านอนสอนง่ายเธอคงไม่รอดมาถึงทุกวันนี้หรอกอาม่าจ๋า สองมือตักข้าวสารก้นหม้อ ขึ้นมามองในถ้วยข้าวเหลือเพียงครึ่งถ้วย หากหุงลงหม้อแล้วก็คงกินไม่ได้ทั้งครัว สายตาหันมองเผือกที่วางอยู่ จึงจัดการเทน้ำลงหม้อให้เยอะเข้าไว้ รอจนน้ำเดือดจึงใส่เผือกชิ้นเล็กที่เธอปอกเป็นชิ้นเล็กพอคำ เมื่อใส่ลงในหม้อได้ที่ก็ใช้จวักกวนก่อนเติมน้ำเพิ่มไปอีก เพียงเท่านี้ข้าวเพียงกำมือก็มีพอสำหรับคนกินถึงมื้อเย็น
หันไปมองผักในตะกร้าหยิบมาผัดผักกับเกลือไร้หมูเห็ดเป็ดไก่ เพราะเครื่องปรุงรสชนิดอื่นแพงจนเรียกได้ว่าซื้อมาปรุงไม่ได้ ยังดีที่เดือนก่อนบิดาจับปลาตัวเล็กได้ เธอจึงเอามาดองเกลือไว้เพื่อทำน้ำปลาคิดว่าจะได้กินก็อีกครึ่งปี
ดังนั้นตอนนี้จึงจำเป็นต้องกินแบบไร้รสชาติไปก่อน หันมองพี่สาวที่ลุกมาช่วยอีกแรง สายตาพวกพี่สาวที่มองไปยังข้าวผสมเผือกดูหม่นลง
“ข้าวสารหมดอีกแล้วหรือชิงเถา”
เธอพยักหน้าเพราะตอนนี้กำลังผัดผักบุ้งไฟแดงอยู่ หันมองพี่สาวที่เดินไปเปิดถังข้าว เพื่อให้แน่ใจ
“เงินที่ได้จากค่าเสียหายเมื่อวานก็เพียงพอจะซื้อรถเข็นคันใหม่ และเมล็ดพืชสำหรับปลูกรอบใหม่ แต่ก็ไม่พอสำหรับข้าวสารอยู่ดี”
ชิงลี่กับชิงหรูหันมองหน้ากัน ก่อนถอนใจอีกรอบ
“วันก่อนเถ้าแก่เนี้ยไนต์คลับชวนเจ้ ให้ไปทำงานเป็นคนเรียกแขก”
มือที่กำลังผัดกระทะหันมองพี่สาวทั้งสอง ถึงไนต์คลับจะเรียกได้ว่าเป็นลักษณะของผับเหมือนปัจจุบัน แต่ที่แตกต่างคือ แขกสามารถเรียกพนักงานไปบริการถึงโต๊ะได้
หากพี่สาวไปทำงานคงโดนพวกมันจับจนพรุนไม่ต้องสงสัย ด้วยหน้าตาของลูกสาวบ้านนี้หน้าตาดีทุกคน โดยเฉพาะเธอไม่ได้เข้าข้างตัวเองแต่เป็นแบบนั้นจริง ๆ ดังนั้นลูกสาวคนสุดท้องของบ้านนี้ น้อยครั้งที่จะได้ออกไปนอกบ้าน ยกเว้นเมื่อวาน
ตอนนี้ผัดผักบุ้งถูกยกออกไปด้านนอก ได้ยินเสียงบิดาออกมาอาบน้ำล้างตัวพร้อมอาหารมือเช้าเช่นกัน เธออาสาตักข้าวผสมเผือกก่อนเว้นให้คนเจ็บ จากนั้นก็ไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่กลางห้องของบ้าน
มือหยิบผักบุ้งใส่จาน มองไปยังพี่สาวชิงลี่ พูดกับบิดา
“ป๊าข้าวสารหมดอีกแล้ว”
มือบิดาชะงัก “กินข้าวเวลากินเขาไม่คุยกัน”
กรรณิกาได้แต่นั่งมองพวกเขากินจนหมด ข้าวที่กลืนลงท้องแทบฝืนกลืนลงไปหันมองบิดาที่วางตะเกียบ
“ว่ามา”
“ลูกคิดว่าจะออกไปทำงานที่ไนต์คลับ”
ปัง! มือบิดาทุบโต๊ะเสียงดัง “เรื่องนี้คุยกันแล้วป๊าไม่อนุญาตพวกลื้อก็อยู่บ้านปลูกผักไป เรื่องข้าวสารป๊าจะจัดการเอง”
กรรณิกาหันมองบิดาที่สะพายกระเป๋าจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง หันมองพี่สาวทั้งสองแล้วถอนใจ ถึงสมัยนี้จะใช้งานผู้หญิงบริการผู้ชาย แต่บิดาของเธอก็รักลูกสาวมาก จนไม่ยอมให้ออกไปทำงานที่เสียศักดิ์ศรี
เมื่อวงแตกเธอก็อาสาล้างจาน หันมองพี่สาวที่กำลังขุดดินเพื่อพลิกหน้าดินเตรียมพร้อมเพื่อหว่านเมล็ดผักรอบใหม่ หันมองอาม่าที่กำลังเดินเข้าห้องไปเพื่องีบหลับ เธอจึงตักข้าวต้มเผือกไปให้คนไข้ไม่สบายในห้องเก็บฟืน
ตอนนี้คนที่ไข้ลดลงได้สติแล้ว ดังนั้นตอนแรกที่คิดว่าจะทำไงกับข้าวต้มอุ่น จะจับป้อนปากต่อปากดี หรือปลุกให้เขามากิน อันแรกเธอแค่คิด แต่ไม่กล้าทำอยู่ดี
เมื่อเขาขยับเธอก็วางข้าวต้มก่อนช่วยพยุงแขนเขาพิงกับผนังห้อง มือแตะหน้าผากคนป่วยกับหน้าผากตัวเอง สมมุติว่าเป็นปรอทวัดไข้
จางเฟิงหมิงมองไปยังดวงตาของคนตรงหน้า ใบหน้าหญิงสาวเห็นชัดกว่าตอนกลางคืนเสียอีก ทำให้เห็นใบหน้าเรียวเล็ก ถือว่าหน้าตาดีมาก แต่เมื่อมองไปยังเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็กลบความงามลงไปครึ่งหนึ่ง หากเธอได้ใส่เสื้อผ้าดี ๆ เชื่อได้ว่าแม้แต่ลู่ฟางนักร้องประจำคลับก็ยังเทียบไม่ได้
“ไข้ลดแล้ว คุณจะกลับบ้านเลยไหม ถ้าไม่ไหวก็บอกมาว่าบ้านอยู่ไหนฉันจะไปตามคนมาช่วยคุณ”
คนเจ็บหันมองสภาพตัวเอง กลับไปคงจะเป็นเรื่องใหญ่โตไปอีกหากบิดาเห็นสภาพเขาในตอนนี้ เมื่อเขาไม่มีหลักฐาน อีกทั้งตนก็ไม่เคยพลาดท่ามาก่อน หากว่าครั้งนี้คนอื่นรู้เข้า เขาจะเสียหน้ามาก และยิ่งถ้ามีข่าวลือออกไปก็จะทำให้อิทธิพลที่สะสมมาลดน้อยลง ดังนั้นเขายังกลับไปตอนนี้ไม่ได้ คงต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน
“ไปพบคนของผม ชื่อว่า ฟางเทียนฉิน ห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาดและให้เขาเก็บเป็นความลับด้วย”
ฟางเทียนฉิน หมายถึงคนสนิทที่ให้เงินเธอหรือเปล่า เพื่อความแน่ใจเธอจึงพูดความคิดในใจออกไป “คนที่ให้เงินฉันเมื่อวานหรือเปล่าคะ”
คนป่วยขมวดคิ้วสงสัย ไม่รอให้เขาถามชิงเถาก็เล่าเหตุการณ์อีกรอบ จึงได้เข้าใจ ในเมื่อเคยเห็นหน้าแล้วถือว่าไม่ยากเท่าไหร่
“ได้ คุณอยู่ในนี้ก็กินข้าวไปก่อนแล้วกัน” อืมเอามือไหนกิน หันมองคนป่วยที่ตอนนี้ท้องกำลังร้องเสียงดังให้เธอได้ยิน เอาเถอะถือว่าทำบุญ ตอนเย็นเธอจะได้มีข้าวสารกรอกหม้อ
ว่าแล้วก็นั่งลงเป่าความร้อนของข้าวก่อนป้อนให้คนเจ็บ คำแรกที่จางเฟิงหมิงกินเข้าไปและรับรู้คือ เค็ม
“ไม่ต้องมองเค็มใช่ไหม ไม่ได้ปรุงพลาดแต่ตั้งใจ ในเมื่อมันเค็มก็ทำให้คนกินกินเข้าไปไม่ได้มากและอิ่มเร็ว ข้าวก็จะเหลือมาก พอสำหรับมื้อเย็น วันนี้มีให้กิน กินไปก่อนพรุ่งนี้ถ้าไม่มีข้าวสาร ฉันไปขุดเผือกมาให้กินอีก”
อันนี้เธอพูดเล่นหรือพูดจริง คนอะไรจนเสียยิ่งกว่าจน
“กระเป๋าเงินผม” เธอหันมองกองเสื้อผ้าหันมาเป่าคำต่อไป
“ไม่มีค่ะ ฉันหาดูแล้ว ตอนแรกว่าจะออกไปตามหมอให้ด้วยถ้าหาเงินพบ แต่ค้นจนหมดแล้วไม่มี ฉันก็เลยต้องรักษาคุณอย่างที่เห็น”
คนเจ็บคิดว่ากระเป๋าเงินคงตกลงกลางทาง “ผมอิ่มแล้ว คุณช่วยไปตามคนของผมมาให้หน่อย ห้ามมีพิรุธเด็ดขาด”
จากนั้นเขาก็บอกที่อยู่บ้านของตัวเอง กรรณิกาพยักหน้าวางถ้วยข้าวที่เหลือครึ่งหนึ่งไว้ ก่อนออกไปหาคนของเขา
เมื่อหาทางหลบออกจากบ้านได้ เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งพยายามทวนเส้นทางที่บิดาพาไปเมื่อวาน เขาบอกว่าจากไนต์คลับให้ตรงไปอีกหนึ่งกิโลก็เจอบ้านหลังใหญ่สีขาวมีคนอยู่ด้านหน้า บอกพวกเขาว่า “นกเหยี่ยวพลัดหลง”
อันนี้คือรหัสลับใช่ไหม แบบพวกหนังจีนโบราณ คนที่กำลังเหม่อลอยถูกกระดิ่งสามล้อถีบกดไล่ เธอหันมองเป็นหญิงสาวหน้าตาดีแต่สีหน้าบึ้งตึง กำลังออกมาจากบ้านหลังนั้น
“เดี๋ยว” ประตูกำลังจะปิดเธอรีบเข้าไปห้าม
“ฉันมาพบคุณฟางเทียนฉิน”
“พี่ใหญ่ไม่ว่าง จะมาของานทำหรือขอเงินก็ไปที่อื่นไป๊”
เธอดูเหมือนขอทานขนาดนั้นเลยใช่ไหม หันมองไปด้านในมีคนยืนเรียงแถวเต็มอยู่หน้าบ้าน มองเอวทุกคนมีแต่ปืน คงจะเตรียมตัวไปตามหาคนที่หายไป
“คุณฟางเทียนฉิน” เธอตะโกนเสียงดัง ได้ผลตอนนี้พวกเขาทั้งหมดมองเธอเป็นตาเดียว
“คุณออกมาพบฉันเดี๋ยวนี้ คุณต้องรับผิดชอบเรื่องทั้งหมด ทำฉันท้องแล้วไม่รับผิดชอบจะหนีหน้าแบบนี้ไม่ได้” ขออภัยเธอดูหนังมากไปหน่อย หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงพวกเขาอื้อดัง จนเจ้าของชื่อรีบออกมาแล้วดึงเธอออกไปนอกกำแพงรั้วไกลออกไปจากประตู
“เธอ” เขาจำได้ว่าเธอคือหญิงสาวขายผัก หรือคิดจะมาเอาเงินเพิ่ม แค่คิดว่าเมื่อคืนชื่นชมเธอไปมาก ก็รู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจและผิดหวัง
“นกเหยี่ยวพลัดหลง”
เพียงประโยคเดียวทำให้เขาหันมองหญิงสาว “อยู่ไหน”
“ฉันจะพาไปพบเขาค่ะ แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นความลับ” ว่าแล้วเธอก็ถูกเขาลากกลับไปในบ้านอีกรอบก่อนยัดใส่รถ
“พี่ฟาง จะพาเมียไปหาหมอหรือครับ” เสียงลูกน้องเขาหยอกล้อ ชายหนุ่มขบฟันแล้วตอบ “ไม่ต้องยุ่ง”
กรรณิกาหันมองพวกเขา การแต่งกายเสื้อผ้า รวมทั้งบ้านหลังโต รวม ๆ แล้วสรุปว่า จางเฟิงหมิง ก็คือเจ้าพ่อมาเฟีย หรือเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ตัวจริงเสียงจริงนะสิ ว่าแต่คนอายุน้อยอย่างเขา ขึ้นมาอยู่บนสูงสุดได้แสดงว่าฝีมือไม่เบาทีเดียว ไม่นึกว่าหยางหยางของเธอจะกลายเป็นเจ้าพ่อไปได้
เป็นเจ้าพ่อก็แสดงว่าเงินเยอะน่ะสิ ว่าแล้วเธอจะเรียกค่าช่วยชีวิตเท่าไหร่ เพราะมัวแต่คิดว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ ไม่นานก็ถึงบ้านแล้ว เธอชี้ให้ชายหนุ่มจอดเทียบข้างกอไผ่ก่อนถึงบ้านก่อนลัดเลาะไปทางกำแพงบ้านเพื่อไปยังด้านหลังที่ไร้กำแพง หรือจะเรียกได้ว่าทางเดิมที่ชายหนุ่มมานั่นแหละ
คนทำผิดแอบมองไปรอบบ้าน พี่สาวของเธอคงเข้าบ้านแล้วเพื่อไปนอนพัก เพราะตอนนี้ตะวันจะตรงหัวแล้ว จึงออกจากที่แอบไปยังห้องฟืน ปล่อยให้สองคนคุยกันส่วนเธอเป็นยามเฝ้าประตู นั่งเฝ้าหน้าห้องตัดฟืน
ข้างในคุยกันได้สิบนาที ฟางเทียนฉินก็ออกมา
“คุณ” กรรณิกาหันมองเขารอเขาพูดต่อ
“ผมจะกลับไปเอาเสื้อผ้าเครื่องนอน กับเงินมาให้คุณ”
เอาเสื้อผ้า เครื่องนอน กับเงิน หมายความว่าอะไร ไม่ทันได้ถามเขาก็พูดต่อ
“เจ้านายผมคงต้องอยู่อีกสองสามวัน รบกวนคุณ” เขาไม่ทราบชื่อ
“ไม่ทราบว่าผู้มีพระคุณ ชื่ออะไรครับ”
พอได้ยินคำว่าผู้มีพระคุณก็รู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยก็เรียกให้มากกว่าที่คิดแล้วกัน “ชิงเถา”
“คุณชิงเถา ยังไงช่วยรบกวนหน่อยนะครับ”
เธอไม่ทันตอบว่าได้ไม่ได้ เขาก็วิ่งออกไปแล้ว รอเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เครื่องนอน เสื้อผ้า กับเงิน ก็ขนมา เรียกได้ว่าย้ายบ้านดีไหมไม่ได้พักสองสามวันอย่างที่บอก มองเบาะนอนฟูกอย่างดี ผ้าห่มไหมอิตาลี
ฟางเทียนฉิน ส่งเงินให้หญิงสาวปึกใหญ่ เธอมองแล้วคิดว่าอันนี้ปึกเดิมหรือปึกใหม่ “คงพอสำหรับค่าอาหารของคุณชาย”
ไม่พอคงไม่รู้เรียกว่าอะไร ก้อนนี้บ้านของเธอใช้ได้ถึงสองเดือน
“ปกติเขากินอะไรบางคะ”
“ก็พวกอาหารภัตตาคาร ถ้าอยู่บ้านก็มีคนครัวส่วนตัว แต่ตอนนี้คุณก็หาพวกหมูเป็ดไก่บำรุงก็พอแล้วครับ”
ไก่ตัวหนึ่งก็หลายบาท ถ้ามีหมูอีกปึกที่ส่งให้คงพอสองมื้ออย่างที่บอก แต่ตั้งแต่เธอโผล่มาคำว่าเนื้อก็เริ่มสะกดไม่เป็นแล้ว หันมองเขาคงได้กินพวกหูฉลามน้ำแดง เป็ดปักกิ่ง อะไรพวกนั้น
“คุณกลับไปได้แล้ว ป๊ากำลังจะกลับมา”
ฟางเทียนฉินคำนับขอบคุณ แล้วออกไปทางป่าไผ่ตามเดิม หันมองแขกมีเงินที่นอนอย่างสบายบนฟูก “ฉันจะไปซื้อไก่มาต้มให้คุณ”
คนเจ็บหันมองแต่ไม่ได้พูดสิ่งใด มองเธอปิดประตูแล้วลั่นประตูไว้แน่น กลัวว่าอาม่าจะเปิดมาเจอแล้วหัวใจวายตายได้
หญิงสาวเลือกทางด้านหน้าบ้าน กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูเสียงพี่สาวก็เรียก
“ชิงเถาจะไปไหน”
คนมีความลับหันมองแล้วรีบตอบ “ไปตามป๊า” จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปเธอต้องรีบไปรีบกลับไม่อย่างนั้นหากพวกพี่สาวเจอเขาจะเป็นเรื่องใหญ่ จำได้ว่าปกติแล้ว หากบิดาไม่ได้ขายผักมักจะไปทำงานผ่าฟืนที่ร้านอาหารที่ป๊าไปส่งผักให้ทุกเดือน เธอพอจำทางได้จึงเดินไปหาเมื่อเข้าไปหลังร้านอาหารก็พบกับภาพบิดาที่กำลังนั่งทรุดลงกับพื้นโดนคนดูถูกพูดน้ำลายกระฉูดใส่ด่าไม่หยุด
“มัวแต่นั่งเมื่อไหร่จะเสร็จ หากไม่เสร็จก็อย่าหวังว่าข้าวสารถุงนั้นจะได้ เสียเวลาจริง ๆ แก่แล้วไม่รู้จักเจียม ถ้าลื้อให้ลูกไปทำงานที่ไนต์คลับก็ไม่ต้องมานั่งอดมื้อกินมื้อแบบนี้” เมื่อบ่นเสร็จก็เดินกลับข้างใน เธอคิดว่าเสียงเถ้าแก่เนี้ยแหลมเหมือนนางร้ายหลังข่าวจริง ๆ หันมองถุงข้าวสารเพียงน้อยนิดกับแรงที่บิดาต้องเสียไปไม่คุ้มกันเลย
“ป๊า” บิดาเธอเงยหน้ามองก่อนพยุงตัวขึ้น “อาเถาลื้อมาทำไม มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
เธอยิ้มกว้างทำราวกับเธอไม่ได้เห็นภาพก่อนหน้า “พึ่งมาถึงป๊า”
“กลับบ้านไป ป๊ายังทำงานไม่เสร็จ”
สองมือคล้องแขน “กลับบ้านเถอะป๊าไม่ต้องทำแล้ว” เธอลากบิดาออกมาชายหนุ่มไม่ยอม จึงล้วงเงินออกจากเสื้อ
“เงินอาซ้อหลิวมาจ้างหนูไปทำงานบ้านซักผ้า แล้ววันนี้ก็เป็นวันเกิดอาซ้อหลิวด้วย จึงให้เงินมาเยอะกว่าปกติ วันนี้พวกเรากินไก่กันนะป๊า”
บิดาแพ้ลูกอ้อนของลูกสาวกำลังจะไปหยิบถุงข้าวสารที่วางอยู่
“ป๊าเงินนี้พอจะซื้อข้าวสารใหม่ได้ อย่าเอาข้าวสารเสียกลับบ้านเลย” นี่คือค่าแรงที่บิดาได้รับ มันคือข้าวสารที่ถูกแมลงกัดกินไม่เหลือสภาพ เธอต้องเอาไปตากแดดคัดแล้วคัดอีกจึงได้พอข้าวสำหรับแค่สามวัน
บิดาหันมองบุตรสาวก่อนจะตามใจ จำได้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันเกิดเธอแล้ว ได้กินเนื้อกินข้าวสารใหม่ก็เป็นมงคลชีวิตในวันเกิดเช่นกัน
ดังนั้นวันนี้เธอจึงได้กินไก่ต้มสมุนไพร เพราะเผื่อคนป่วยด้วย ทำให้อาหารมือนี้ทุกคนกินกันอย่างอร่อยดูจากอาม่าที่กินข้าวได้มากกว่าปกติ พี่สาวทั้งสองก็เช่นกัน ส่วนเธอไม่ต้องบอกฟาดไปสามจานนึกแล้วก็คิดถึงอาหารในภพที่ผ่านมา เธอไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้ถึงได้มาลำบากแบบนี้
เมื่อทุกคนเข้าห้อง เธอที่มีหน้าที่ล้างจานเมื่อล้างเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเสิร์ฟอาหารแก่แขก เมื่อเข้าไปด้านในไม่ทันปิดประตู
“ทำไมพึ่งมาผมหิว”
ครับ มาอาศัยบ้านเขาแถมยังเป็นความลับอีก กรุณาใจเย็นหน่อย เธอวางถ้วยข้าวและไก่ต้มสมุนไพร เธออุตส่าห์เก็บน่องและเนื้อให้เขาโดยเฉพาะ พอเจอหน้าก็ทำหน้าเหมือนจะฆ่าเธอเสียอย่างนั้น อยากจะเอาตีนไก่ยัดปากจริง ๆ
อะ ไม่ได้ตีนไก่ถ้าตุ๋นจนเปื่อย อร่อยเหาะเชียว
เมื่อข้าววางแล้วคนเจ็บก็นิ่งไม่ขยับ ไหนบอกว่าหิวหรือว่า…เธอมองตาเขาก่อนมองไปยังจานข้าว แล้วถอนใจ เฮ้อ น่าจะสับแขนให้ขาดไปเลย
มือยกถ้วยข้าวส่งป้อนให้เจ้าพ่อ จากนั้นก็หยิบน่องไก่ส่งให้เขาอีกที เห็นคนกินอย่างอร่อยเธอก็น้ำลายไหลอีกรอบ ทำให้คนป้อนต้องกลืนน้ำลาย
“เธอกินข้าวมาแล้วใช่ไหม”
เธอมองคนถามหันไปหยิบข้าวขึ้นมาอีกรอบ “กินแล้วค่ะ”
“แล้วทำไมถึงทำเหมือนอยากกินอีก” เขารับข้าวจากตะเกียบที่เธอส่งให้
“กินแล้วค่ะ แต่ไก่ปีหนึ่งได้กินครั้งเดียว ก็เฉพาะก่อนตรุษจีนเท่านั้น”
เขามองหญิงสาวไม่มีข้าวสารดีให้กิน ไม่มีเนื้อให้ทาน แทบจะใกล้เคียงยาจกไปแล้ว
“กำลังนินทาฉันในใจใช่ไหม ถึงบ้านฉันจะจนแต่ก็ไม่เคยเป็นหนี้ใคร ไม่เคยสร้างเรื่องเดือดร้อนให้ใคร” เธอมองน้ำแกงที่กำลังจะหมดจึงคิดจะไปตักมาเพิ่ม ชายหนุ่มมือง่อยดึงแขนเธอไว้
อ้าวขยับได้นี่น่า แล้วทำไมหลอกให้เธอป้อนอยู่ได้
“ผมอิ่มแล้ว” กรรณิกามองข้าวและน่องไก่ที่เหลือครึ่งหนึ่ง
“คุณอิ่มแล้ว” เขาพยักหน้าอีกครั้ง
“งั้นที่เหลือฉันเก็บให้อาม่ากินต่อนะ หวังว่าคุณคงไม่ว่า” คนเจ็บไม่ว่าอะไรมองเจ้าบ้านที่ถือจานข้าวออกไป ตลอดชีวิตเขากินดีอยู่ดีมาตลอด แต่ตอนนี้แม้หิวเพียงใดก็กินไม่ลงจริง ๆ
เงียบไปไม่นานเธอก็กลับมาอีก คราวนี้มีผ้าพันแผลสะอาดกับยาอย่างดีมาให้คนป่วย
“คุณลุกขึ้นก่อน ฉันจะถอดผ้าเก่าที่เปื้อนเลือดออกให้” จากนั้นเขาก็มองหญิงสาวถอดผ้าที่พันรอบกายออกอย่างเบามือ การที่สายตาตรงหน้านิ่งจดจ่อกับแผลของเขา เหมือนกลัวว่าเขาจะเจ็บ มันเป็นความอ่อนโยนอย่างที่สุด
หลังจากทำแผลหลังหน้าเอวไปรอบหนึ่ง คราวนี้ก็เหลือตรงด้านล่าง สองมือกรรณิกาจะเปิดผ้าห่มออก แต่เจ้าพ่อกลับดึงผ้ารั้นเอาไว้
“ด้านล่างนี้ ผมทำเอง”
เธอพยักหน้าตามใจเขาจากนั้นก็วางยาทาแผลให้ เธอหันหลังให้เขาไม่ได้ออกไปจากห้องแต่อย่างใด จางเฟิงหมิง “เรียกผมว่า เฟิงหมิง” ส่วนชื่อเธอเขาได้ยินจากด้านนอกแล้ว
มือกำลังจับผ้าแต่มือเขากลับยกเท้าไม่ได้ พยายามยกขึ้นอีกรอบก็ไม่ได้เหมือนเดิม
“คุณชิงเถา ผมทำแผลไม่ได้”
คนที่รอช่วยหันมองอีกครั้ง เห็นว่าผ้าพันแผลยกไปได้เพียงรอบเดียว เธอหันมองขอนไม้ข้างตัวจัดการวางสอดระหว่างหัวเข่า แล้วถอดผ้าพันที่เหลือจนหมด
“คุณจะทำแผลเองไหม”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “คุณเห็นของผมหมดแล้ว จะต้องให้บอกอีกเหรอ”
“ก็ไม่เห็นแปลก ชายหญิงก็เหมือนกัน ถ้ามัวแต่คิดอายคุณก็ตายตั้งแต่หน้าโรงเก็บฟืนแล้ว”
ชายหญิงเหมือนกัน ความคิดของเธอค่อนข้างล้ำสมัย เหมือนกับเพื่อนแหม่มที่อังกฤษ ตอนที่เขาเรียนอยู่ที่นั่น
“หลังจากหายแล้ว ผมจะตอบแทนอย่างงาม”
ตอนนี้แผลเสร็จแล้ว เธอเงยหน้ามองถุงเงินถุงทอง ที่จริงอยากโลภมากแต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเกลียดเอาได้ ใครใช้ให้พ่อแม่เธอสอนมาดี การเอาเงินคนอื่นมาเปล่า ๆ มันไม่ต่างจากขอทานผู้ดีนั่นเอง
“ไม่ต้องตอบแทนฉันหรอก ว่าแต่คุณพอจะมีงานให้ทำไหม ฉันคิดว่าถ้ามัวแต่รอผักขึ้นรอบใหม่ ข้าวสารคงไม่กรอกหม้ออีกตามเคย”
เขามองคนของาน เพียงแค่ขอเขาเป็นเงินเป็นหีบเขาก็จะให้ไม่บ่นสักคำ แต่เธอกลับของานเพื่อแลกเงิน คิดถึงสิ่งที่ฟางเทียนฉินบอกว่าเธอน่าสนใจก็น่าสนใจจริง ๆ
“แล้วเธอถนัดอะไร”
ถนัดอะไร ชาติที่แล้วเธอเป็นนักบัญชี อายุก็เกือบสามสิบปี ต่างกับร่างนี้ก็สิบปี คิดแล้วถ้าบอกว่าจบบัญชีมาเขาจะเชื่อไหม แต่ว่าถ้าไม่ทำบัญชีก็ไม่มีแล้ว
“ฉันพอจะอ่านออกเขียนได้ และคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายได้ค่ะ”
“ตกลง” เธอพูดไม่ทันจบเจ้าพ่อก็ตกลงแล้ว
เธอหันไปมองเขา แล้วถามย้ำ “คุณไม่คิดจะทดสอบว่าฉันทำได้จริงอย่างที่พูดไหมก็รับเลยเหรอ ถ้าฉันคำนวณผิดทำคุณล่มจมขึ้นมาจะทำยังไง”
ชายหนุ่มเอนตัวลงนอน นั่งนานเริ่มรู้สึกล้า
“ผมเชื่อว่าผมมองคนไม่ผิด” จากนั้นก็หลับตานอนปล่อยให้คนของานมองตาปริบ ๆ
สงสัยเขารวยเกินไป จึงไม่สนตัวเลขประกอบการ จะขาดทุนติดลบเขาคงไม่สะเทือน เอาเถอะในเมื่อได้งานมาง่าย ๆ ถือว่าต่อไปบ้านเธอก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ว่าแต่พวกเขายังไม่ตกลงเรื่องเงินเดือนเลย
“ว่าแต่คุณให้เงินเดือนฉันเท่าไหร่”
เงียบนิ่งไปพักหนึ่ง จึงได้ยินคนหลับตาพูด “คุณจะเอาเท่าไหร่”
อืมดีจริง มีให้เรียกตัวได้ด้วย “2,000” หยวนถ้าเทียบกับสมัยเธอก็ประมาณหนึ่งหมื่นบาท เธอหันมองเจ้าพ่อที่ลืมตาขึ้นมามองตั้งแต่คำว่าสอง เยอะเกินไปเหรอเธอไม่ได้จับจ่ายซื้อของเลยด้วยซ้ำ เลยไม่รู้ว่า 2,000 หยวนสมัยนี้มันเท่าไหร่
หันมองเขา สองมือที่ยกขึ้นสองนิ้วลดลงเหลือเพียงหนึ่งแล้วตอนนี้ ถ้าเจ้าพ่อไม่ตอบเธอมันจะกลายเป็นศูนย์แล้ว
เขายกมือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลขึ้นมาแล้วยกนิ้วที่ลดไปก่อนหน้าขึ้นอีกรอบ “ตกลง” เขาจะยอมเสียเงินแสนเพื่อเก็บเธอไว้ดูเล่นแล้วกัน เมื่อหญิงสาวยิ้มกว้างออกไป มุมปากที่นิ่งเรียบเฉยยกยิ้มมุมปาก เธอน่าสนใจดี