ตอน 1

บทที่ ๑ ปะทะคารม

ปิ๊นนนน!!!…

“เกิดอะไรขึ้นชาลี” เสียงเข้ม ๆ ของชายหนุ่มถามผู้จัดการใหญ่ ที่เป็นเสมือนอาจารย์คอยสั่งสอนเรื่องการทำงานให้ เมื่อคนขับรถเหยียบเบรกกะทันหันพร้อมบีบแตรค้างเอาไว้

“รถขายผลไม้ตัดหน้าครับคุณยัสซัน” ชาลีตอบเจ้านายหนุ่ม ที่จะมารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของบริษัทผลิตเสื้อผ้าส่งออกแห่งนี้

ชายหนุ่มที่มีนามว่ายัสซันขยับผ้าม่านข้างรถให้เปิดออกเล็กน้อย มองผ่านกระจกที่ติดฟิล์มมืดไว้อีกชั้นออกไปนอกรถเมื่อได้ยินดังนั้น

“ทำไมหน้าบริษัทถึงเหมือนตลาดสดแบบนี้” ชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มแบบชาวอาหรับ ตามแก้มและคางรกไปด้วยไรเคราไรหนวดเขียวครึ้มถามขึ้น เมื่อเห็นรถขายของห้าหกคันจอดเรียงรายอยู่หน้าบริษัทของตัวเอง

“ตอนนี้เป็นช่วงพักกลางวันครับคุณยัสซัน บรรดารถของกินต่างๆ จึงมาจอดขายของให้พนักงานของบริษัทมากเป็นพิเศษ พอใกล้เวลาเข้างานเข้าพวกเขาก็จะทยอยจากไป”

“ไม่มีระเบียบเอาซะเลย” คิ้วเข้มดกดำขมวดมุ่นขณะเอ่ยปากบ่น เมื่อเห็นหญิงสาวบุคลิกดีเยี่ยม หน้าตาสวยใสไร้ที่ติคนหนึ่งเดินหน้าบึ้งมาทางนี้

ประกอบถอนหายใจยาว เตรียมตัวเตรียมใจเต็มเมื่อเห็นหญิงสาวที่สวยและปากจัดที่สุดที่ในบริษัทเดินหน้าบึ้งมาทางตน กดกระจกเลื่อนลงเมื่อเธอเดินมาถึงโดยไม่ต้องรอให้เคาะเรียก

“ขอโทษครับคุณป่าน” รีบเอ่ยปากกล่าวขอโทษก่อนที่เธอจะพูดออกมา

“ป่านบอกพี่ประกอบกี่ครั้งแล้วเรื่องขับรถเนี่ย จำได้บ้างหรือเปล่าคะ” สาวเจ้าต่อว่าคนขับรถของบริษัทโดยไม่สนใจว่าจะมีใครนั่งอยู่ในรถด้วย

“จำได้จ้ะ เวลาขับรถมาถึงบริษัทช่วงเที่ยงให้ขับช้า ๆ เพราะพนักงานจะออกมาซื้อของกินที่หน้าบริษัทกันเยอะ อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เพราะไม่ทันระวังจ้ะ” ประกอบบรรยายให้หญิงสาวคนสวยนามว่าอินทิราฟัง

“ก็จำได้นี่ แต่ทำไมไม่ทำ ถ้าเกิดเมื่อกี้พี่ชนถูกลุงเขาเข้าพี่จะทำยังไง”

“ขอโทษจ้ะ คราวหน้าพี่จะระวังให้มากกว่านี้”

“รับปากแล้วก็จำไว้ด้วยล่ะ ไปได้แล้ว” อินทิราโบกมือไล่ชายหนุ่ม หมุนตัวกลับไปตามทางเดิมที่เดินมา

ยัสซันหันไปมองหน้าผู้จัดการใหญ่ ทุกสิ่งที่เธอพูดเขาฟังเข้าใจแจ่มแจ้งทุกอย่าง แต่เขาอยากรู้ว่าเธอเป็นเดือดเป็นร้อนแทนลุงคนนั้นทำไม

“เธอคือใคร” เขาเลือกที่จะใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทยที่ได้ร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กจนโต จากอาจารย์ส่วนตัวที่เป็นคนไทย แต่ถึงกระนั้นสำเนียงก็ยังไม่ชัดเจนเท่ากับการรับฟังที่เข้าใจดี จึงเลือกใช้ภาษาที่ถนัดมากกว่า

“เธอเป็นผู้จัดการการตลาดฝ่ายต่างประเทศครับ ชื่ออินทิรา จริง ๆ แล้วเธอเป็นคนปากร้ายแต่ใจดีครับ รักความถูกต้องและเป็นคนขี้สงสาร อย่าไปถือสาเธอเลยนะครับ” ชาลีอธิบายให้เจ้านายหนุ่มฟัง พร้อมกับออกตัวปกป้องหญิงสาวเจ้าอารมณ์ที่สุดในบริษัทที่ทุกคนต่างก็เกลียดไม่ลง

“ยังเด็กอยู่เลย เป็นผู้จัดการแล้วเหรอ” ชายหนุ่มตั้งข้อสงสัย

“เธออายุสามสิบแล้วนะครับชีค” มันไม่ใช่เรื่องยากที่คนรุ่นนี้จะได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสูง ๆ แบบนี้ ถ้ามีความรู้ความสามารถเต็มร้อย สมัยนี้เขาไม่ได้มองกันที่ประสบการณ์เหมือนแบบเก่าแล้ว

“หือ” แว่นกันแดดถูกดึงออกจากใบหน้า สายตาคมเข้มมองหน้าผู้จัดการใหญ่อย่างไม่อยากเชื่อ ถ้าบอกว่าเธออายุยี่สิบเจ็ดเหมือนเขา ยังฟังน่าเชื่อมากกว่าซะอีก

“ไม่ผิดแน่ครับ เธอมาฝึกงานที่นี่พร้อมกับเพื่อน และบริษัทก็จองตัวพวกเธอเอาไว้เลย พอเรียนจบพวกเธอก็เริ่มมาทำงานที่นี่ ตอนนั้นผมยังเป็นเลขาของคุณแม่ชีคอยู่เลย” หนุ่มใหญ่วัยสามสิบเก้าปีอธิบายให้เจ้านายคนใหม่รับฟัง

“ถ้ายังอยากทำงานด้วยกันนาน ๆ โดยที่ฉันยังอารมณ์ดีอยู่ก็อย่าเรียกฉันว่าชีคเลยนะชาลี ฉันไม่ชอบคำนี้เลย” ยัสซันกล่าวอย่างหงุดหงิด ตั้งแต่จำความได้คนที่ดูแลเขามาตลอดคือมารดาชาวไทย กับบิดาชาวฝรั่งเศสที่ถือสัญชาติอเมริกันต่างหาก ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ของรัฐหนึ่งในประเทศตะวันออกกลางคนนั้น ดังนั้นตำแหน่งนำหน้าชื่อจึงไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการแม้แต่นิดเดียว

“ครับท่าน” ชาลีรู้ดีว่าเจ้านายคนนี้ไม่ชอบให้เรียกเขาว่าชีค แต่เมื่อกี้เขาก็ลืมตัวไปเหมือนกัน

“ไม่ต้องท่านก็ได้ แค่ชื่อเฉย ๆ ก็พอ เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลนะ”

“ครับคุณยัสซัน” ชาลีตอบรับอย่างนอบน้อม เป็นไปไม่ได้ที่ผู้จัดการอย่างเขาจะตีตัวเสมอเจ้านาย ถึงแม้ฝรั่งมังค่าเขาจะไม่ถือในเรื่องแบบนี้ แต่ความเป็นคนไทยที่มีอยู่ในสายเลือด ทำให้เขาทำแบบนั้นได้ไม่สะดวกปากเท่าไหร่นัก ถึงแม้ตามความเป็นจริงแล้ว จะเกี่ยวดองเป็นญาติสนิททางฝ่ายมารดาของชายหนุ่มก็ตาม จึงเรียกอีกฝ่ายด้วยคำว่าคุณนำหน้าก่อนตามด้วยชื่ออย่างที่เขาร้องขอ เพราะไม่อยากให้คนในบริษัทมาแอบนินทาลับหลัง...

ดวงตาคมเข้มของยัสซันเหลือบมองหญิงสาว ที่เข้ามาในห้องประชุมช้ากว่ากำหนดเกือบสิบนาทีด้วยแววตาติดตำหนิ เธอมาสายตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มมาทำงานวันแรกเลยเหรอนี่

“ขอโทษค่ะ บังเอิญว่าติดสายด่วนบริษัทลูกค้าที่เยอรมัน ก็เลยไม่สามารถเข้ามาประชุมได้ตามเวลา”

“นั่นเป็นข้ออ้างของคนที่ไม่ตรงต่อเวลาหรือเปล่า” ยัสซันตำหนิเธอด้วยภาษาอังกฤษต่อหน้าผู้ร่วมประชุมคนอื่น

“ไม่เป็นไรหนูป่าน เชิญนั่งสิจ๊ะ” วารีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ทำเป็นไม่สนใจกับคำพูดเหน็บแนมของลูกชายที่ต่อว่าหญิงสาว

“ฉันไม่เคยผิดเวลาถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉินค่ะ” อินทิราตอบชายหนุ่มเป็นภาษาไทยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ผิดกับในใจที่อยากยันอีกฝ่ายให้ร่วงลงจากเก้าอี้ซะบัดนี้ โทษฐานที่พูดจาไม่เข้าหู ทำเป็นอวดเบ่งใส่ตนต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่น “ขออนุญาตนั่งนะคะ”

“เชิญ” ยัสซันมองหญิงสาวที่ส่งสายตาอวดดีมาให้ก่อนกล่าวเชื้อเชิญแบบแกน ๆ

“ในเมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วผมก็ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ” ชาลีเห็นสายตาของเจ้านายหนุ่มแล้วรู้สึกหายใจไม่ค่อยทั่วท้องเท่าไหร่นัก จึงรีบเข้าเรื่องก่อนที่มันจะบานปลายไปมากกว่านี้ “วันนี้ที่ท่านประธานเรียกประชุม ก็เพื่อแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ท่านจะให้คุณยัสซันซึ่งเป็นลูกชายมาบริหารงานแทน และตัวท่านจะรับตำแหน่งประธานอาวุโสของบริษัทคู่กับคุณเรย์มองด์ ดังนั้นตั้งแต่วันที่หนึ่งเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ทุกท่านจะได้เริ่มทำงานกับผู้บริหารคนใหม่ของเราอย่างเป็นทางการ” ชาลียื่นเอกสารการเปลี่ยนแปลงระบบงานในบริษัท และประวัติเบื้องต้นของซีอีโอคนใหม่ให้ทุกคนที่ร่วมเข้าประชุม

“อีกเรื่องที่ต้องการให้ทุกท่านช่วยดำเนินการต่อ ก็คือเรื่องงานเลี้ยงรับรองซีอีโอคนใหม่ ขอให้ทุกท่านช่วยกระจายข่าวไปยังบุคคลในแผนกของท่านด้วยนะครับ”

ผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องต่างตอบรับโดยพร้อมเพรียง เมื่อเสร็จเรื่องแล้วจึงแยกย้ายกันกลับไป...

ตอน 2

บทที่ 2 อยากมีสามี ไม่ใช่อยากมีลูก

สามวันต่อมา

ภายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองย่านถนนธุรกิจ มีสาวสวยสองคนกำลังเดินดูเสื้อผ้าที่แขวนไว้ตามราวในห้องเสื้อยี่ห้อหรูอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ปากก็ยังพูดคุยกันไม่หยุด

“ป่านเบื่อพ่อกับแม่มาก ๆ เลยแก้ว พวกเขาจะให้ป่านกลับไปดูตัวอีกแล้ว”

“ก็รีบ ๆ หาลูกเขยให้ท่านสิ พวกท่านจะได้เลิกเซ้าซี้” ปัทมาบอกกับเพื่อนรักพร้อมรอยยิ้ม ขณะที่ทาบชุดในไม้แขวนเข้ากับตัวและมองไปที่กระจกบานใหญ่

“ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีสามีนะแก้ว แต่มันยังไม่ถูกใจใครเป็นพิเศษนี่นา” อินทิราตอบกลับฉะฉานตามสไตล์ของเธอเอง

“ก็น้องปอไง” ปัทมาซึ่งเป็นคนที่นิสัยเรียบร้อยมาก แต่ชาชินกับปากร้าย ๆ ของเพื่อนดี จึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรกับคำพูดเหล่านั้น

“ป่านอยากมีสามีนะแก้ว ไม่ใช่อยากมีลูก” สาวสวยรูปร่างสมส่วนกล่าวกับเพื่อนสนิทที่รูปร่างสูงโปร่งเหมือนนางแบบด้วยสีหน้าสุดเซ็ง

“ห่างกันแค่เก้าปีเอง เดี๋ยวนี้เขาไม่ถือกันแล้ว อีกอย่างป่านก็ดูอ่อนกว่าอายุจริงตั้งเยอะ ให้น้องเขาไว้หนวดไว้เคราหน่อยก็ดูแก่กว่าแล้ว” ปัทมาเม้มปากกลั้นยิ้มเมื่อพูดจบ

“ป่านอยากได้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า สุขภาพดี เอาอกเอาใจเรา โอ๋เราเวลาเราเศร้า ง้อเราเวลาเราโกรธ รักเราหลงเราหัวปักหัวปำโดยไม่มีข้อแม้ ถ้ามีแบบนี้ป่านแต่งทันที”

“ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เจ้าชู้ด้วยไหมป่าน” ปัทมาถามเพราะไม่แน่ใจว่าเพื่อนรักลืมเรื่องสำคัญเหล่านี้หรือเปล่า

“เหล้าไม่ว่า บุหรี่นี่พอรับได้แต่อย่าจัดมาก ส่วนเจ้าชู้นี่อย่าหวัง อาละวาดวงแตกแน่”

“เฮ้อ!”

“ทำไมต้องถอนหายแรงขนาดนั้นด้วยล่ะแก้ว” อินทิราถามยิ้ม ๆ

“ก็ผู้ชายที่ป่านต้องการคงหาไม่ได้ในโลกใบนี้หรอก คุณสมบัติที่ป่านเรียกร้องมาทั้งหมด หาได้จากผู้ชายเกรดดีที่สุดในโลกสามคนมารวมกันเลยนะ”

“แสดงว่าป่านต้องมีสามีทีเดียวสามคนเลยใช่ไหม” อินทิรากระซิบถามเบา ๆ แล้วหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวหน้าแดงด้วยความเขินอายกับคำพูดของตน “บรื่อ.. แค่คิดก็ซู่ซ่าแล้ว” เธอทำหน้าทะเล้น ทำตัวดีดดี้น ลูบแขนลูบไหล่ขึ้นลง

“ป่านทะลึ่ง”

“เปล่านะ..” รีบปฏิเสธหน้ายู่ “เค้าไม่ได้ทะลึ่งซะหน่อย เค้าคิดจริง ๆ ต่างหาก”

“นี่แหละเขาเรียกทะลึ่ง ไม่เอาแล้ว แก้วไม่คุยกับป่านเรื่องนี้แล้ว เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ป่านว่าชุดนี้เหมาะกับแก้วไหม” ปัทมาหยิบชุดใหม่ในราวมาทาบกับตัวให้เพื่อนช่วยดู

“น่ารักดีแต่มันเรียบร้อยเกินไป ชุดนี้เซ็กซี่กว่าเยอะ” อินทิราหยิบชุดเกาะอกตัวสั้นสีเหลืองสดใสมาทาบตัวเพื่อนสาว “เหมาะกับหุ่นนางแบบอย่างแก้วมาก”

“ไม่เอาหรอก แก้วไม่มีอะไรจะให้โชว์เหมือนป่าน” เธอบอกกับเพื่อนรักขณะแขวนชุดเก็บที่เดิม ที่สำคัญการแต่งตัวแนวนี้ไม่ใช่สไตล์ของเธอสักนิด

“เดี๋ยวนี้เขาก็พึ่งฟองน้ำกันทั้งนั้นแหละ ส่วนน้อยที่จะเป็นของจริง” อินทิราหยิบชุดนั้นมาทาบกับตัวเสียเอง

“แต่ของจริงก็ดูเด่นกว่าเห็น ๆ อย่างป่านใส่เหมาะมาก แต่งแบบไหนก็สวยเพราะมีทั้งอกและสะโพก เอวก็เล็ก ถ้าแก้วแต่งคงเหมือนเด็กประถมใส่ชุดผู้ใหญ่ ดังนั้นเชิญเพื่อนรักเซ็กซี่ตามสบายเลยจ้ะ แก้วขอกะโปโลแบบนี้ดีแล้ว มันดูเหมาะกับแก้วมากที่สุดแล้ว”

“ป่านแต่งตัวแบบแก้วบ้างดีกว่า จะได้มีแฟนน่ารัก ๆ แบบแก้วบ้าง”

“พี่ชาลีดุจะตาย แบบนั้นน่ารักตรงไหน” เธอพูดถึงคนรักซึ่งก็คือผู้จัดการใหญ่ของบริษัท และตอนนี้ยังต้องควบตำแหน่งเลขาส่วนตัวซีอีโอคนใหม่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“เพราะเขารักแก้วมากต่างหาก จึงได้เข้มงวดกวดขันมากเป็นพิเศษ”

“เหมือนป่านกับน้องปอหรือเปล่า”

“กลับมาที่ปออีกแล้วเหรอ ป่านเบื่อมันมากเลย เพราะมันนี่แหละที่ทำให้ป่านต้องอยู่เป็นสาวแก่จนถึงทุกวันนี้” อินทิราทำหน้าเซ็งสุดขีด เมื่อนึกถึงเด็กหนุ่มที่เข้ามาติดพันจนแกะไม่ออกนามว่าชินวุฒิ หรือน้องปอของเพื่อนสนิท “ป่านรักปอก็จริง แต่ก็แบบน้องชายเท่านั้น”

“แต่เขาไม่ได้คิดกับป่านแบบพี่สาวนี่” ปัทมาแย้ง

“มันคงคิดว่าป่านเป็นแม่ทูนหัวของมันกระมัง”

“แต่แก้วว่าน้องปอเขาอยากให้ป่านเป็นภรรยาของเขามากกว่า ไม่งั้นคงไม่ประกาศไปทั่วหรอกว่ารักป่าน”

“ให้มันฝันไปคนเดียวเถอะแก้ว วัยกำลังคะนอง เดี๋ยวก็ลืม” เธอคิดไม่เหมือนเพื่อนรัก เพราะเธอคิดว่าชินวุฒิติดเธอมาตั้งแต่เด็กมากกว่า จึงคิดว่าเธอคือคนรัก ถ้าลองได้เจอสาว ๆ รุ่นเดียวกัน และเปิดใจยอมรับ เขาอาจจะค้นพบว่าเธอนั้นไม่ใช่คนที่เขารักแบบชู้สาว

“น้องปอเขาอาจจะรักนิรันดรก็ได้”

“ในโลกนี้ไม่มีเรื่องรักนิรันดรหรอก ความรักเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบ ความรู้สึกนี้ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและอารมณ์ อาจจะมีทั้งเพิ่มขึ้นและน้อยลง ดังนั้นอย่าวาดหวังความรักให้สวยเกินไปและก็อย่าซ้ำเติมการอกหักให้ทุกข์เกินเหตุ”

“พ่อหรือแม่สอนมาเนี่ย คมยิ่งกว่ามีดโกนอีก” ปัทมาเลิกคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อยขณะถาม

“พ่อกับแม่ป่านสอนแต่ให้จับผู้ชายมาให้ได้สักคนเพราะอายุมากขึ้นทุกวัน พวกเขากลัวจะไม่ได้อุ้มหลานตาหลานยาย” อินทิราพูดติดตลกเชิงเหน็บแนม “ส่วนไอ้คำคมเมื่อกี้เป็นพ่อของคนอื่นเขาเขียนสอนลูกเอาไว้ก่อนตาย จำมาจากโลกโซเชียล” บอกกับเพื่อนสาวคนสนิทแล้วจึงกวักมือเรียกพนักงานของร้าน “ป่านจะเอาชุดนี้แหละ เหมาะกับหัวข้อของงานดี”

“สวยดีนะ ดูเรียบร้อยแต่แอบเซ็กซี่” ปัทมาพยักหน้าเห็นด้วยกับชุดราตรียาวสีบานเย็น ตัวเสื้อเป็นแขนกุด คอเหลี่ยมเปิดกว้างพอดีระดับอก ด้านหลังตัดต่อด้วยลูกไม้โปร่งสีดำไปจนถึงช่วงเอว ส่วนกระโปรงเป็นทรงรัดรูปแล้วค่อย ๆ สยายบานออกไป ถ้าเพื่อนสาวของเธอสวมใส่ลงไปบนเรือนร่างแล้วคงดูเด่นสะดุดตา ด้วยสีสันของชุดและผิวเนื้อขาวเนียนอมชมพูของเธอ แต่ที่น่ามองที่สุดคงจะเป็นแผ่นหลังที่เผยให้เห็นรำไรอยู่ภายใต้ผ้าลูกไม้สีดำ อะไรที่วับ ๆ แวม ๆ นี่แหละชวนให้น้ำลายหกดีนัก

“จริง ๆ แล้วป่านไม่อยากเสียเงินซื้อชุดใหม่เลยนะ ถ้าไม่ติดว่าต้องรับรองหุ้นส่วนชาวต่างชาติของบริษัทด้วย”

“งานเลี้ยงต้อนรับซีอีโอคนใหม่เชียวนะ ป่านกล้าแต่งตัวปอน ๆ เหรอ”

“เอาชุดราตรีเก่า ๆ มาดัดแปลงสักหน่อยก็หรูแล้ว ดูเหมาะกับเจ้านายคนใหม่เราดีออก” นึกถึงผู้ชายหน้าคมเข้ม หล่อเหลาขั้นเทพคนนั้นแล้วยังเคือง ๆ ไม่หาย ตั้งแต่วันที่ประชุมแนะนำตัวจนมาถึงวันนี้ก่อนเลิกงาน เขาช่างขยันหาเรื่องให้เธอเข้าไปพบได้บ่อยครั้งจริง ๆ แล้วไอ้เรื่องที่ถามก็ไม่ได้เกี่ยวกับเธอโดยตรงสักนิด เหมือนจงใจกวนประสาทกันมากกว่า...

ตอน 3

บทที่ 3 มองหา

ยัสซันเหลือบสายตาคมเข้มที่ประดับด้วยขนตาดำงอนเป็นแพหนา มองหญิงสาวที่เปิดประตูเข้ามาหลังจากเคาะให้สัญญาณเรียบร้อยแล้ว

“คุณเรย์มองด์ชอบทานอาหารร้านไหนเป็นพิเศษคุณพอจะรู้ไหม” ยิงคำถามใส่เธอโดยที่ยังไม่ได้เชิญให้นั่ง

ให้ตายสิ นี่มันบ้าอะไรวะ! มันเกี่ยวกับงานของฉันตรงไหนเนี่ย.. เธอพยายามแค่คิดอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหว

“ขอโทษนะคะบอส ตั้งแต่คุณมาเริ่มงานที่นี่จนถึงวันนี้ก็เกือบครึ่งเดือนแล้ว คุณเรียกให้ฉันมาหาทุกวัน แต่คำถามที่คุณถามฉันมันแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสายงานของฉันเลยนะคะ แต่ไหน ๆ มันก็ผ่านมาแล้ว เราไม่ต้องพูดถึงมันดีกว่า เรามาคุยกันเฉพาะเรื่องวันนี้ดีไหมคะ”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อย พยักหน้าตอบรับช้า ๆ ขณะสบสายตากับดวงตากลมโตมีแววหงุดหงิดคู่นั้นของหญิงสาว

“ดี ผมก็ไม่ชอบคุยเรื่องที่ผ่านมาแล้ว มันไม่มีประโยชน์ที่จะรื้อฟื้น ตกลงจะตอบคำถามผมได้หรือยัง”

“ทำไมฉันต้องตอบคำถามแบบนี้กับคุณด้วยคะ คุณเป็นครอบครัวเดียวกัน คุณไม่ทราบหรือว่าพ่อตัวเองชอบกินอะไร” ถึงแม้ท่านประธานอาวุโสจะเป็นแค่พ่อเลี้ยง แต่เขาสองคนก็สนิทสนมรักใคร่กันดี เรื่องแค่นี้ทำไมจะถามกันเองไม่ได้

“ผมไม่ได้ถามว่าคุณเรย์มองด์ชอบกินอะไร แต่ผมถามว่าเขาชอบร้านไหนเป็นพิเศษ คุณเข้าใจคำถามผมไหม หรือว่าคุณไม่แตกฉานภาษาอังกฤษมากพอ เป็นผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศได้เพราะอาศัยโชคช่วย” ใบหน้าคมเข้มมองหญิงสาวอย่างรอคอยคำตอบด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ผิดกับคำพูดเหน็บแนมแกมประชดนั้น

“ก็แล้วทำไมคุณไม่ถามคุณชาลีล่ะ” อินทิราข่มความโกรธถามออกไป ไม่รู้จะใช้คำว่ากวนประสาทหรือกวนตีนดีสำหรับซีอีโอหน้าหล่อคนนี้

“แล้วตอนเดินเข้ามาคุณเห็นเขาไหมล่ะ”

เธอนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อโดนย้อนถาม เขาพูดก็ถูก ชายหนุ่มหน้าห้องของเขาไม่อยู่จริง ๆ แต่โทรศัพท์ก็มีทำไมไม่ติดต่อกันล่ะ

“คุณเรย์มองด์ชอบพาคุณวารีไปทานอาหารที่ร้านสไบทอง สาขาที่อยู่ในโรงแรมแม็คแคนเลย์อเวนิวบ่อย ๆ ค่ะ ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”

“เดี๋ยวก่อน” ยัสซันเรียกหญิงสาวที่กำลังจะเดินออกจากห้องเอาไว้ “ที่ผมถามคุณเพราะว่าผมอยากทำให้พ่อกับแม่ผมประหลาดใจเท่านั้น และนี่คือวิธีเดียวที่ท่านทั้งสองจะไม่รู้” ชายหนุ่มอธิบายให้เธอเข้าใจ “อย่าเข้าใจผิดคิดเป็นอย่างอื่น”

เท้าที่อยู่ในรองเท้าส้นสูงทรงสวยหยุดเดิน หมุนกายกลับไปทางเจ้านายหนุ่มอีกครั้ง ดวงตากลมโตทอประกายไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

“คิดอะไรหรือคะที่ว่าเข้าใจผิด”

“แล้วคุณคิดว่าอะไรล่ะ”

แม่งกวนตีนว่ะ! “ไม่ได้คิดค่ะ แต่ไม่พอใจที่คุณใช้ดิฉันผิดหน้าที่ คราวหน้าช่วยเรียกใช้คุณชาลีหรือเลขาคนใหม่ของคุณแทนดิฉันนะคะ”

“ภาษาอังกฤษของคุณดีกว่าชาลีซะอีก ไม่งั้นตำแหน่งของคุณคงเป็นของชาลีเขาแล้ว”

“คุณก็ฟังภาษาไทยออกและพูดได้ ทำไมไม่พูดล่ะ” ผู้ชายคนนี้กวนตีนจริง ๆ ว่ะ

“ฟังได้แต่พูดไม่เป็น มีอะไรไหม”

“โง่!”

“อะไรนะ!” คิ้วเข้ม ๆ บนใบหน้าหล่อเหลาขมวดมุ่น ตะแคงหูฟังอย่างตั้งใจมากขึ้น

“เปล่านี่คะ ดิฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย” อินทิราปั้นหน้านิ่ง ฝืนกลั้นยิ้มสะใจไว้เต็มที่

“เธอว่าฉันโง่!” ชายหนุ่มบอกกับหญิงสาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ฉันบอกว่าโอ้ต่างหาก โอ้พระเจ้า!” หญิงสาวคนสวยยกมือทาบอกทำท่าตกอกตกใจประกอบคำพูด “ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบเธอก็เลิกคิ้วพร้อมคลี่ยิ้มมุมปากคล้ายเยาะเย้ย หมุนกายเดินไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว

อินทิราคลี่ยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อพ้นประตูห้องทำงานซีอีโอคนใหม่ออกมาแล้ว หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ขณะที่รีบเดินออกไปจากบริเวณห้องทำงานของเขา

ยัสซันหน้าหงิกงอเป็นจวักอยู่ในห้องทำงาน เมื่อกี้เธอว่าเขาโง่ เขาได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู เธอยังมีหน้ามาปฏิเสธเขาอีก แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าเขาพูดและฟังภาษาไทยได้ เพราะเรื่องนี้มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้...

“ผมไม่เคยพูดเรื่องนี้กับป่าน.. หมายถึงคุณอินทิราน่ะครับ” ชาลีอธิบายเมื่อถูกเจ้านายเรียกเข้ามาถามเมื่อกลับมาจากข้างนอก

อ้อ! ชื่อป่านเหรอ ชื่อเพราะเหมาะกับความสวยของเธอ ฟังดูเรียบร้อยอ่อนหวาน ผิดกับความเป็นจริงลิบลับ

“แล้วเธอรู้เรื่องของฉันได้อย่างไร”

“ไม่ทราบครับ” ชายหนุ่มตอบกลับ ส่งสายตาที่อยู่ภายใต้แว่นสายตาสบกับเจ้านายหนุ่มเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เขาไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเพื่อนสนิทของคนรักแม้แต่ประโยคเดียว แต่ถ้าเธอจะรู้จากคนรักของเขามันก็ไม่แปลก และเขาก็ไม่ผิดเพราะเขาไม่ได้บอกกับเธอด้วยตัวเอง

ใบหน้าหล่อเหลายากจะหาใครเทียบติดมองหน้าชายหนุ่มที่มารดายกให้อย่างพิจารณามากเป็นพิเศษ แต่เห็นเพียงความนิ่งเงียบไม่หวั่นไหวจึงได้แต่หยิบแฟ้มที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิด

“มีแต่คุณกับครอบครัวผมเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่คุณก็คงเป็นแม่หรือพ่อเลี้ยงของผม” เขาพูดขึ้นโดยที่สายตากำลังไล่ไปตามตัวอักษรในแฟ้มเสนอเซ็น

“คุณคงเข้าใจผิดในเรื่องนี้..” ชาลีไม่พูดต่อ แต่รอให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสบตากับตน หรือไม่ก็เอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน

“หมายความว่ายังไง” ยัสซันละสายตาจากแฟ้มงาน เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายด้วยสายตาเป็นคำถามประกอบคำพูด

“ก่อนที่คุณจะมาเริ่มงานที่นี่ท่านประธานเคยเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูง และพูดถึงความสามารถของคุณให้ทุกคนฟัง ท่านภูมิใจในตัวคุณมาก และยังบอกกับทุกคนว่า ถ้าคุณเดินทางมาบริหารงานที่นี่ ให้พูดภาษาไทยกับคุณได้เลย เพราะคุณสามารถอ่านออกเขียนได้ดีมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคุณโดยตรง”

“แสดงว่ารู้กันหมดทั้งบริษัทแล้ว”

“ครับ”

“เข้าใจแล้ว ไปทำงานต่อเถอะ” ที่แท้ก็มารดานี่เองกระจายข่าว ชายหนุ่มคิดในใจแต่ไม่ได้ตำหนิ เพราะรู้ว่ามารดานั้นรักความเป็นคนไทยมากแค่ไหน...

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED