‘ฉาวอีก! นักร้องหนุ่มมาดแบดบอยเมาวิวาทกุ๊ยข้างถนน
ฉาวอีกครั้ง ลีแทจิน หรือ ไลเกอร์ นักร้องหนุ่มชื่อดัง อดีตเมมเบอร์วงบอยแบนด์ Animalz
เมาทะเลาะวิวาทครั้งที่สองในรอบเดือน แถมทำกร่างประกาศตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ดัง
เย้ยท้าให้ตำรวจให้มาจับอย่างไม่กลัวเกรง [อ่านต่อหน้า 14]…’
“บัดซบชะมัด!”
แค่อ่านเพียงพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ซุบซิบดาราชื่อดัง ‘คิมแฮซู’ ประธานใหญ่ของบริษัทค่ายเพลงยักษ์อย่าง Cool-Korea Entertainment ก็ไม่ใคร่จะอ่านเนื้อหาข้างในต่อ ขว้างหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะเต็มแรงหลังจากที่ผู้จัดการส่วนตัวของนักร้องเจ้าปัญหาคนนี้เอามาให้อ่าน
“ไอ้หมอนั่นมันจะก่อเรื่องอีกเท่าไหร่มันถึงจะพอใจกันฮะ!”
เขาแผดเสียงดังอย่างหัวเสีย ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ ‘ลีแทจิน’ หรือ ‘ไลเกอร์’ นักร้องหนุ่มชื่อดังสร้างปัญหามาให้เขาตามแก้ สำหรับเดือนนี้มันเพิ่งจะเป็นครั้งที่สอง แต่ถ้านับรวมของเดือนก่อนๆ เขาค่อนข้างมั่นใจว่ามันมากกว่าสามสิบครั้งแน่ๆ
ประธานใหญ่ไม่อาจรู้แน่ชัดได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่ลีแทจินเริ่มทำตัวมีปัญหา แต่รู้สึกว่าเขาเริ่มทำตัวแย่ลงทุกวันหลังจากที่มีปัญหาทะเลาะวิวาทกับสมาชิกคนอื่นๆ ในวง Animalz จนถึงขั้นลงไม้ลงมือและจบลงด้วยการแยกวง แน่นอนว่าไม่มีใครได้สานต่อในวงการอีก ยกเว้นลีแทจินที่ดันได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเพราะมาดแบดบอยของเขาดันไปถูกใจบรรดาแฟนเกิร์ลที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่มีวงให้อยู่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม ทำให้เขาได้รับการเดบิวท์1ใหม่ เปลี่ยนจาก ‘ไลเกอร์แห่งวง Animalz’ เหลือเพียง ‘ไลเกอร์’ ในฐานะศิลปินเดี่ยวแทน และเขาก็ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในวงเสียอีก
แต่ถึงจะเป็นศิลปินที่ทำรายได้มหาศาลให้กับบริษัทก็ไม่ได้อยากทำให้คิมแฮซูอยากจะเก็บเขาไว้สักนิด ถ้าบริษัทไม่อยู่ในภาวะคู่แข่งรอบด้านและลีแทจินไม่ได้เป็นแหล่งเรียกทรัพย์ของบริษัทอย่างนี้ เขาคงไม่รีรอที่จะปลดนักร้องมากปัญหาคนนี้ออกจากสารบบแน่นอน
“แล้วนี่มันอยู่ไหน รู้หรือยังว่าถูกจับไปขึ้นข่าวหน้าหนึ่งน่ะ” คิมแฮซูแผดเสียงขึ้นอีกครั้ง
ผู้จัดการส่วนตัวของลีแทจินซึ่งเป็นชายวัยกลางคนส่ายหน้าแทนคำตอบ
“มันยังไม่รู้?” คิมแฮซูเลิกคิ้วสูง
“คิดว่ายังไม่ทราบครับ” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เหลือบตามองคนตรงหน้าอย่างหวาดๆ
“เอ้า มันยังไม่รู้แล้วทำไมไม่โทรไปบอกมันเล่า! รีบโทรไปเดี๋ยวนี้เลย แล้วเรียกให้มันเข้ามาหาฉันด้วย”
“ทะ...โทรแล้วครับ แต่แทจินปิดเครื่อง...”
“อะไรนะ! แล้วทำไมไม่มีใครไปตามมันล่ะโว้ย!”
คราวนี้คิมแฮซูถึงกับเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ทุบโต๊ะดังปังจนคนตรงหน้าสะดุ้งยกใหญ่ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่อย่างแรง
“ทำงานกันไม่ได้เรื่องเลย!” เขาตวาด
ไม่รู้ทำไมใครๆ ก็ทำอะไรไม่ถูกใจเขาไปเสียหมด ในเวลาที่เขาหัวเสียอย่างนี้ ปกติแล้วจะไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปยุ่งกับเขาสักเท่าไหร่ด้วยเกรงว่าจะถูกพาลให้โดนไล่ออกเอาดื้อๆ ทว่าสำหรับผู้จัดการส่วนตัวของลีแทจินแล้ว ถึงจะถูกไล่ออก เขาก็ไม่แคร์อีกต่อไป รวบรวมความกล้าพูดแทรกขึ้นมา เรียกความสนใจของคิมแฮซูไปยังเขา
“ท่านประธานครับ”
“อะไร!” น้ำเสียงห้วนๆ นั้นทำให้คนเรียกสะดุ้งเล็กน้อย
“เอ่อ...คือผม...” พูดไม่จบประโยค มือก็ยื่นซองจดหมายสีขาวไปตรงหน้าแล้ว
คิมแฮซูย่นคิ้วเล็กน้อย เขาพอจะเดาออกว่ามันคือซองจดหมายอะไรเพราะเขาเห็นมานักต่อนักแล้ว และพอเปิดดูก็ใช่อย่างที่คิดไม่มีผิดเพี้ยน
“ผมขอลาออกครับ” ทันทีที่จดหมายด้านในปรากฏสู่สายตาผู้เป็นนาย ชายคนนั้นก็กลั้นใจเปิดปากออกมา
ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหนาของประธานใหญ่ นอกเสียจากลมหายใจยาวเท่านั้น ก่อนที่อารมณ์โมโหเมื่อครู่นี้จะอันตรธานหายเป็นปลิดทิ้งด้วยเขารู้ว่าเวลานี้ควรจะแคร์คนตรงหน้ามากกว่าอารมณ์คุกรุ่นของตัวเอง
“ผมรู้ว่าคุณหนักใจที่ต้องคอยตามเก็บกวาดไอ้เด็กนั่นนะผู้จัดการควอน แต่ผมขอร้องล่ะ ช่วยอยู่ดูแลมันอีกสักพักจะได้มั้ย คุณก็รู้นี่ว่าการหาผู้จัดการส่วนตัวให้แทจินเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ กว่าผมจะได้คุณมา จำได้มั้ยว่าผมต้องตามตื๊อคุณตั้งกี่เดือนกว่าคุณจะยอมตกลง”
ผู้จัดการควอนพยักหน้ารับ “ผมเข้าใจดีครับว่ามันยากแค่ไหน ก็แทจินเล่นไปแผลงฤทธิ์ซะจนรู้กันทั่ววงการขนาดนั้น ก็ไม่มีผู้จัดการคนไหนอยากเสี่ยงมารับงานนี้หรอกครับ ขนาดผมที่ว่าอึดๆ เจอสารพัดดารานักร้องมากเรื่องมาก็เยอะแล้ว เจอหมอนั่นเข้าไปยังต้องยอมเลย มองหน้าผมก็น่าจะรู้นะครับว่าเมื่อคืนนี้มันเลวร้ายขนาดไหน” ว่าพลางชี้นิ้วไปที่รอยช้ำบริเวณรอบดวงตาข้างขวาของตัวเอง
ไม่ต้องบอก คิมแฮซูก็รู้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนมันแย่ขนาดไหน คงหนีไม่พ้นผู้จัดการควอนเข้าไปห้ามแล้วโดนลูกหลงมา ไม่ก็ลีแทจินตั้งใจประเคนหมัดให้เต็มๆ แน่ แต่นี่ถือว่าเบาแล้วนะ ผู้จัดการคนเก่าถูกฤทธิเดชของนักร้องหนุ่มถึงขนาดต้องหามส่งโรงพยาบาลเลยทีเดียว สำหรับผู้จัดการควอนแล้ว เขาคงคิดว่าขืนอยู่ดูแลลีแทจินต่อไป เขาคงเป็นรายถัดไปที่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลแน่ๆ ถึงได้ชิงลาออกก่อน
คิมแฮซูก็เหนื่อยเหลือเกินกับการง้อให้ผู้จัดการส่วนตัวของนักร้องคนนี้อยู่ต่อในทุกๆ ครั้งที่มีการขอลาออก ในครั้งนี้เขาจึงได้แต่พยักหน้ารับการตัดสินใจของคนตรงหน้าโดยไม่ขัดอะไร แต่จะให้ไปง่ายๆ ก็กระไรอยู่ มันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันหน่อย
“ก็นะ ถ้าคุณอยากจะออก ผมก็ไม่ว่า แต่ผมมีข้อแม้อยู่อย่างนึงคือคุณต้องหาผู้จัดการคนใหม่มาแทนก่อนที่คุณจะออกให้ได้เสียก่อน ผมถึงจะยอมยกเลิกสัญญาจ้างของคุณให้”
“โธ่ ประธานคิมครับ ผมจะไปหาที่ไหนมาให้กันล่ะ” ผู้จัดการควอนโอดครวญราวกับโลกจะแตกเพราะในวงการผู้จัดการนักร้องดารา ไม่มีใครแล้วที่ยอมมาดูแลลีแทจินถึงจะได้รับค่าจ้างมหาศาลแค่ไหนก็ตาม เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว เม็ดเงินที่ได้นั้นมันไม่คุ้มเลยกับการต้องไปตามล้างตามเช็ดวีรกรรมของชายหนุ่มด้วยเงินของตัวเองที่จะถูกหักทุกครั้งเมื่อลีแทจินไปก่อเรื่องและต้องชดใช้ค่าเสียหาย และจะไม่คุ้มยิ่งกว่าหากต้องใช้เงินนั้นในการรักษาพยาบาลตัวเองด้วย
“ไม่ต้องห่วง ผมเตรียมคนที่ผมอยากได้มาแล้ว คุณมีหน้าที่แค่ไปทาบทามเขามาให้ได้ก็พอ” คิมแฮซูหยักยิ้มเล็กน้อยก่อนหยิบรูปถ่ายของใครบางคนออกมาจากลิ้นชักโต๊ะแล้วโยนไปข้างหน้า
ผู้จัดการควอนเข้ามาหยิบรูปถ่ายนั้นขึ้นมาดูแล้วก็ต้องเบิกตาโพลงทันทีที่เห็นว่าคนที่คิมแฮซูต้องการจ้างต่อจากเขานั้นคือใคร
“นี่มัน... งานยักษ์เลยนะครับ ผู้จัดการชื่อดังอย่างนั้นเขาคงไม่มาให้หรอก”
“แต่ถ้าไอ้เด็กนั่นได้ผู้จัดการจอมเฮี้ยบคนนี้มาช่วย ผมมั่นใจได้เลยว่าพฤติกรรมแย่ๆ ของมันต้องถูกกำราบหมดแน่ และคุณก็ต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ สัญญาจ้างของคุณก็จะไม่ถูกยกเลิก และถ้าคุณแกล้งหายไปเฉยๆ คุณก็จะต้องเสียค่าเสียหายให้ทางบริษัทตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญา จำได้มั้ย” คิมแฮซูเล่นลิ้น
ผู้จัดการควอนเพิ่งจะรู้สึกตัวก็ตอนนี้ว่าตัวเองถูกประธานใหญ่ใช้เล่ห์กลเข้าให้แล้ว เขาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีทางเลือกใดๆ ให้เลยสักนิด นอกจากทางเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาหลุดพ้นจากวงโคจรอุบาทว์นี้ได้
“ก็ได้ครับ ผมจะลองติดต่อให้” สุดท้าย เขาก็ต้องยอมรับข้อเสนออย่างจำนน
“ดี” คิมแฮซูว่าสั้นๆ พลางแสยะยิ้มส่งท้าย ก่อนที่จะโบกมือไล่ให้ว่าที่อดีตผู้จัดการส่วนตัวของลีแทจินออกไป
ทว่าทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก เขาก็เรียกผู้จัดการควอนขึ้นมาอีกครั้ง
ใบหน้าของผู้จัดการควอนมีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นมาพลัน ก่อนที่เสียงสุดท้ายของประธานใหญ่จะดังขึ้นและประตูจะถูกปิดลงอีกครั้ง
“บอกเขาว่าถ้าเขาทำให้ไอ้เสือกลายพันธุ์นั่นเป็นลูกแมวเชื่องๆ ได้ ผมจ่ายค่าเสียเวลาไม่อั้น”
เป็นครั้งแรกของการนัดหมายที่ประธานใหญ่นั่งรอไม่เป็นสุข เดินวนไปมาในห้อง รอการมาถึงของแขกที่นัดไว้อย่างกระสับกระส่าย ปกติแล้วเขาค่อนข้างจะเป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง แต่ในครั้งนี้การลุ้นว่าคนที่นัดหมายจะมาหรือไม่มันสำคัญกว่าการวางมาดให้ดูน่าเกรงขามหลายเท่าตัว เพราะหลังจากที่เขาบอกความจำนงกับผู้จัดการควอนให้ติดต่อผู้จัดการคนใหม่มาให้ก่อนจะออกจากงาน เพียงข้ามวัน ผู้จัดการที่เขาหมายตาก็ติดต่อกลับมาทันทีโดยคิมแฮซูไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะได้รับการเลือกจากผู้จัดการรายนั้นทั้งๆ ที่บริษัทอื่นๆ ก็จ่อคิวแย่งตัวเป็นทิวแถว
ไม่นานนัก เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงใสของเลขาสาว
“ท่านประธานคะ มาถึงแล้วค่ะ”
คิมแฮซูสะดุ้งเล็กน้อย รีบเดินมากดปุ่มตอบรับพลางกรอกเสียงกลับ
“ให้เข้ามาได้เลย”
สิ้นเสียง เขาก็ตรงไปทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้นวม วางท่าราวกับว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้มานานแล้ว อึดใจเดียว คนที่เขานัดหมายไว้ก็เดินเข้ามาในห้องก่อนที่จะโค้งทักทายเขาตามทำเนียมของชาวเกาหลี
“สวัสดีครับท่านประธานคิม”
“สวัสดีครับคุณผู้จัดการ นั่งก่อนสิ” คิมแฮซูทักทายตอบ ผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
คนมาใหม่พยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ คิมแฮซูปราดตามองสำรวจคนตรงหน้า ตัวจริงของชายหนุ่มไม่ค่อยเหมือนกับในรูปที่เขาเอาให้ผู้จัดการควอนสักเท่าไหร่นักเพราะตัวจริงดูเด็กกว่ามากโข ถึงจะบอกให้ผู้จัดการควอนไปติดต่อผู้จัดการคนนี้มาให้ได้ แต่เอาเข้าจริงเขาเองก็ยังไม่เคยเจอตัวจริงของผู้จัดการชื่อดังคนนี้มาก่อนเหมือนกัน
“คุณคงรู้แล้วสินะว่าที่ผมขอให้คุณมานี่เพราะอะไร” คิมแฮซูไม่รอช้า รีบเข้าเรื่อง
“คุณควอนบอกผมหมดแล้วครับ”
“แล้วตกลงว่าที่ผมเสนอให้คุณดูแลนักร้องในสังกัดเนี่ย คุณคิดว่ายังไงครับ”
คนฟังจ้องหน้าผู้พูดก่อนถามกลับ “ไลเกอร์น่ะเหรอครับ”
คิมแฮซูพยักหน้า ในใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ กลัวคำตอบของชายหนุ่มจะเป็นการปฏิเสธเสียเหลือเกิน
และยิ่งอีกฝ่ายไม่ตอบอะไรกลับมา คิมแฮซูก็ชักจะอึดอัด รีบแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“งานนี้ผมจ่ายค่าจ้างไม่อั้นนะครับคุณผู้จัดการ ยิ่งถ้าคุณทำให้ไอ้เด็กนั่น...เอ่อ...ไลเกอร์อยู่ในระเบียบของบริษัทได้ ผมจะจ่ายคุณเท่าที่คุณเรียกมาเลย งานนี้ผมยอมทุ่มเต็มที่”
“ผมรู้ครับ ผู้จัดการควอนบอกหมดแล้ว” ชายหนุ่มตอบรับ
ความเงียบเข้ามาครอบงำทั้งคู่อึดใจหนึ่งด้วยประธานใหญ่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี ยิ่งมองหน้าคนตรงหน้าก็ยิ่งอับจนคำพูดเพราะสีหน้านิ่งๆ ของเขานั้น ไม่สามารถเดาได้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ จากคำร่ำลือที่ว่าผู้จัดการสุดเฮี้ยบคนนี้เป็นเจ้าชายน้ำแข็งท่าทางจะจริง เพราะนอกจากจะไม่แสดงสีหน้าท่าทางอะไรแล้ว ยังพูดคำตอบคำและทุกคำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางนั่นก็เหมือนกับว่าเขารู้ทันคิมแฮซูอีก ถึงจะทำให้ประธานใหญ่เสียเซลฟ์เล็กน้อยที่ต้องมาง้อคนให้ทำงานให้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาใส่ใจนักเพราะสิ่งที่เขากลัวอย่างเดียวตอนนี้ก็คือกลัวว่าชายหนุ่มจะไม่ยอมรับงานเป็นผู้จัดการใหม่ให้นักร้องตัวร้ายนั่นมากกว่า
“แล้วตกลงว่าคุณผู้จัดการว่ายังไงครับ จะรับงานหรือไม่รับ”
คิมแฮซูตัดสินใจทำลายความเงียบขึ้น เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงของเขาฟังดูแล้วไร้ซึ่งความมั่นใจโดยสิ้นเชิง
ใบหน้านิ่งเรียบของอีกฝ่ายค่อยๆ เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาสั้นๆ เพียงประโยคเดียวเท่านั้น
“ขอที่อยู่ของไลเกอร์ด้วยครับ”
ติ๊งต่อง...
เสียงออดหน้าห้องพักสุดหรูของอพาร์ตเม้นต์ใจกลางย่านกังนัมของนักร้องหนุ่มชื่อดังอย่างลีแทจินดังขึ้นไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว และดูท่าจะดังต่อเนื่องเรื่อยๆ ถ้าคนในห้องไม่ยอมลุกมาเปิดให้เสียที แต่การกดออดรัวขนาดนั้นไม่ได้ทำให้เจ้าของร่างใหญ่ที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นลุกขึ้นมาได้เลย เขาเพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยเท่านั้น พึมพำจนฟังไม่ได้ศัพท์เท่านั้นเมื่อถูกรบกวนอย่างหนัก
และดูเหมือนว่าเขาก็ชักจะเริ่มทนไม่ไหวเหมือนกันเพราะนอกจากเสียงออดที่ดังรัวแล้ว ยังตามมาด้วยเสียงทุบประตูกระหน่ำอีก
“โอ๊ย... ใครวะ”
สุดท้ายเขาก็ยอมจำนนจนได้ ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก มือไม้ปัดป่ายบรรดาขวดเหล้าโซจู1ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กระจัดกระจายไปทั่ว ชายหนุ่มมองขวดพวกนั้นอย่างงุนงงก่อนจะมองเลยไปยังห้องสูทสุดหรูที่ไม่เหลือความหรูหราเลยสักนิดพลางลูบหน้าลูบตาตัวเองให้หายงัวเงีย พลันหันมองไปยังนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลาเที่ยงวัน
เขาจำไม่ได้สักเท่าไหร่นักว่าเมื่อคืนดื่มไปเยอะเท่าไหร่ แต่ก็คงจะมากพอที่ทำให้เขาอยู่ในสภาพไม่เป็นผู้เป็นคนอย่างนี้ ที่พอจำได้เป็นภาพสุดท้ายก่อนสติสัมปชัญญะจะหายไปคือเขาตั๊นหน้าพวกกุ๊ยในร้านเนื้อย่างที่ส่งเสียงโวยวายหาเรื่อง ก่อนจะตามมาด้วยผู้จัดการควอนที่ดันเสนอหน้าเข้ามาขวางหมัดของเขาที่ตั้งใจจะประเคนให้กุ๊ยคนหนึ่ง
เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งวันนี้เขาถึงไม่เห็นผู้จัดการควอนโผล่หน้ามาส่งเสียงปลุกและก็พล่ามเรื่องข่าวหลังจากวีรกรรมที่เขาก่อไว้แต่เช้าเหมือนคราวก่อนๆ แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็โล่งหูดีไม่ใช่น้อย ยกเว้นแต่ไอ้เสียงปึงปังข้างหน้าห้องที่ดังไม่หยุดหย่อนนี่แหละ
ปึงๆๆๆๆ!
“อะไรกันนักกันหนา!”
ร่างใหญ่ลุกขึ้นยืน พาร่างไม่เต็มสติดีเดินโสลเสลไปยังประตูห้อง เขาค่อยๆ เอนกายไปพิงประตู หมายจะมองลอดผ่านช่องตาแมวก่อนว่าใครกันที่มารบกวนเวลานอนของเขา เพราะถ้าเป็นผู้จัดการควอนที่จะมาโอดครวญเรื่องฤทธิ์เดชที่เขาแผลงไว้เมื่อคืน เขาจะได้แกล้งทำเป็นไม่อยู่แล้วหนีไปนอนต่อ
ทว่าในจังหวะที่ลีแทจินกำลังจะวางมือทาบลงบนบานประตูนั้น เสียงกดรหัสจากเครื่องล็อคประตูก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ก่อนจะตามมาด้วยประตูตรงหน้าที่เปิดผางเข้ามา ทำให้เขาเสียหลัก เซไปชนกับตู้ที่อยู่ข้างๆ ประตูทันใด
“ผู้จัดการควอน! ถือดียังไงมาไปเอารหัสมาเปิดประตูห้องผมอย่างนี้!”
พอตั้งหลักได้ ชายหนุ่มก็โวยวายทันใดโดยไม่ทันได้หันไปมองว่าคนมาใหม่นั้นไม่ใช่ผู้จัดการควอน แต่เป็นชายหนุ่มไม่คุ้นหน้าในชุดสูทสีน้ำตาลลายสก็อต แต่งตัวนำสมัยที่ตอบเขาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ประธานคิมให้ฉันมาเอง ไม่ได้ขอ”
ภาษาเกาหลีสำเนียงแปร่งๆ และน้ำเสียงไม่คุ้นหู ทำให้ลีแทจินต้องหันขวับไปมอง พอเห็นว่าแขกผู้มาเยือนไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัว ใบหน้ายับย่นก็ยับขึ้นกว่าเดิมอีก ดวงตาหรี่เล็กลงปราดมองคนตัวเล็กกว่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“นายเป็นใคร”
อีกฝ่ายไม่พูดอะไร นอกจากสำรวจอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดๆ สภาพของลีแทจินในตอนนี้ไร้ซึ่งราศีนักร้องซูเปอร์สตาร์โดยสิ้นเชิง เส้นผมสีบลอนด์แซมชมพูชี้ไปคนละทิศละทางนั้นแทบจะเป็นสีเดียวกับสีบนซีกหน้าหล่อข้างหนึ่งของเขาที่แดงระเรื่อ คาดว่าคงจะโดนหมัดของใครสักคนฝากไว้แน่ๆ ร่างกายท่อนบนก็เปลือยเปล่าเผยให้เห็นรอยสักลายเสือบนหน้าอกด้านขวา เหลือแต่กางเกงยีนส์ขายาวปิดช่วงล่างส่งกลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปทั่ว
คนมองโบกมือไล่กลิ่นเตะจมูกนั้นเล็กน้อยก่อนจะถือวิสาสะเดินเข้ามาข้างในห้องพลางสำรวจไปรอบๆ เห็นซากอารยธรรมที่ลีแทจินก่อเอาไว้ในห้องก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อคืนผู้จัดการควอนเจออะไรมาบ้าง แม้ว่าเขาจะพอเล่าให้ฟังมาแล้วก็เถอะ
“เก็บขวดเหล้าพวกนี้ซะ แล้วค่อยเรียกแม่บ้านมาทำความสะอาด ถ้าแม่บ้านมาเห็นว่าในห้องนายเต็มไปด้วยขวดเหล้า อาจจะถูกเอาไปขายเป็นข่าวซุบซิบได้”
ลีแทจินอ้าปากค้างและเลิกคิ้วสูงพร้อมๆ กัน มาถึงก็ไม่แนะนำตัว ออกคำสั่งอย่างกับว่าเป็นเจ้าของห้อง ที่สำคัญยังตรงไปที่ตู้เย็นและจัดการเอากระป๋องเบียร์ที่เขาซื้อเก็บเอาไว้โยนใส่ถุงดำหน้าตาเฉยอีก
เจ้าของห้องไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป ตรงเข้าไปแย่งเบียร์กระป๋องสุดท้ายจากมือคนตัวเล็กที่กำลังจะโยนใส่ถุงขยะมาถืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะร้องโวยวายลั่นทันที
“ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย! ขุมทองของฉันนะเว้ย!”
“เบียร์ดื่มแล้วทำให้โง่ โง่ๆ อย่างนายยิ่งดื่มยิ่งโง่ ทิ้งๆ ไปซะ เลิกได้เลยก็ดี”
แทนที่อีกฝ่ายจะสำนึกว่าตัวเองทำอะไรอยู่ กลับตอกหน้าลีแทจินด้วยคำพูดเจ็บแสบจนอีกฝ่ายหน้าชา ความเมาที่ยังคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือดมลายหายสิ้นไปในเสี้ยววินาที เหลือแต่เพียงคำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวเท่านั้น
หมอนี่มันใครวะ?!
ก่อนที่ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นจะได้เดินไปยังห้องอื่น ลีแทจินที่เพิ่งได้สติเมื่อกี้ก็รีบกระโดดเข้าไปขวาง พลันว่าตาเขียว
“นายเป็นใครไม่ทราบ”
“ผู้จัดการ” อีกฝ่ายตอบสั้นๆ ตรงเข้าไปผลักอกแกร่งเปลือยเปล่าของคนตรงหน้าให้พ้นทาง คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้ลีแทจินกระจ่างได้เลย เขาเข้ามาขวางคนตัวเล็กอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“ผู้จัดการอะไร แล้วผู้จัดการควอนไปไหนฮะ”
คำถามของคนตัวโตสร้างความรำคาญให้ไม่น้อย แขกไม่ได้รับเชิญจึงถือโอกาสแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ ล้วงเข้ากระเป๋าเสื้อสูท หยิบนามบัตรออกมายื่นให้
“ท่านประธานคิมส่งฉันมาให้เป็นผู้จัดการคนใหม่ของนายแทนผู้จัดการควอน”
“นัชฌาน” ลีแทจินอ่านตัวหนังสือบนกระดาษแผ่นเล็กๆ แล้วก็ต้องย่นคิ้ว “นายไม่ใช่คนเกาหลี?”
“ฉันมาจากประเทศไทย รู้จักมั้ย ไทยนะ ไม่ใช่ไต้หวัน” เจ้าของชื่อว่า
ลีแทจินร้องอ๋อเบาๆ มิน่าล่ะ สำเนียงเกาหลีของหนุ่มหน้าอ่อนคนนี้ถึงได้ฟังดูแปลกๆ ที่แท้ก็เป็นชาวต่างชาตินี่เอง หากแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญกว่านั้นคือทำไมจู่ๆ คิมแฮซูถึงได้ส่งผู้จัดการคนใหม่ที่ดูหน่อมแน้มมาดูแลเขาอย่างนี้ อายุน้อยก็น่าจะน้อยกว่าผู้จัดการคนก่อนมากโข เผลอๆ จะน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ หน้าตาก็อย่างกับเด็กมัธยมปลาย ตัวก็เล็กไม่ต่างจากเด็กประถม มันทำใจให้เชื่อยากเหลือเกินว่านัชฌานถูกคิมแฮซูส่งมาจริงๆ ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนผู้จัดการบ่อยๆ นั้นมันจะเป็นเรื่องปกติก็เถอะ ดีไม่ดี นี่จะเป็นแผนการทดสอบอะไรสักอย่างที่ผู้จัดการควอนกับคิมแฮซูรวมหัวกันมาแกล้งเขาก็ได้
พอคิดได้อย่างนั้น ใบหน้ายุ่งเหยิงของลีแทจินก็แปรเปลี่ยนมาเป็นเคร่งขรึมทันที ก่อนจะคว้าเอาต้นแขนของหนุ่มไทยที่กำลังจะเดินเข้าไปในห้องถัดไปและดึงให้ถอยหลังกลับมา
“ฉันไม่สนหรอกนะว่านายจะมาจากที่ไหนหรือว่าท่านประธานคิมจะส่งนายมาแทนผู้จัดการควอน นายกลับไปเลย แล้วฝากไปบอกท่านประธานคิมด้วยว่าถ้าจะเปลี่ยนผู้จัดการคนใหม่ให้ฉัน ฉันขอคนที่มีประสบการณ์ ไม่ใช่เด็กมัธยม ตัวเท่าเด็กประถมแบบนี้ ฉันอยากได้พี่เลี้ยง ไม่ได้อยากเป็นพี่เลี้ยงเด็กซะเอง”
สีหน้าของนัชฌานไม่แสดงความรู้สึกใดๆ นอกจากหัวคิ้วที่ย่นลงเล็กน้อยเท่านั้นก่อนที่มือเล็กจะปัดมือของลีแทจินออก เขากะไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งเขาก็คงโทษอะไรไม่ได้นอกจากรูปร่างหน้าตาของตัวเองที่ดูเด็กเกินกว่าอายุจริง
ส่วนลีแทจินพอเห็นว่านัชฌานไม่ตอบโต้ใดๆ ก็กอดอก วางท่าประหนึ่งว่าเหนือกว่าทันที
“ออกไปจากห้องฉันได้แล้ว จะออกไปเองดีๆ หรือจะให้โยนออกไปฮึเด็กน้อย?”
ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนโดนลูบคม นัชฌานเริ่มชักสีหน้า ก่อนที่จะคว้าเอาแฟ้มเก็บเอกสารงานและนัดหมายต่างๆ มาชูขึ้นสูงและฟาดมันลงไปบนศีรษะของคนตัวสูงเต็มแรง ส่งผลให้ลีแทจินตัวงอไปในทันที
“โอ๊ย เจ็บนะ ทำอะไรของนาย!” คนถูกตีร้องโอดโอย ทว่าไม่ได้ทำให้นัชฌานสนใจได้เลย
“ไลเกอร์หรือลีแทจินเกิดปี ค.ศ.1992 มีอายุแค่ยี่สิบสองปี ส่วนฉันเกิดปี ค.ศ.1990 อายุยี่สิบสี่ ถ้านับแบบเกาหลี นายอายุยี่สิบสาม ส่วนฉันอายุยี่สิบห้า ไม่ว่าจะนับแบบไหน ยังไงฉันก็เป็นรุ่นพี่นายอยู่วันยังค่ำ”
ลีแทจินเบ้หน้าทันทีที่ได้ยิน “จะให้ฉันเรียกนายว่ารุ่นพี่ล่ะสิ เฮอะ ฝันไปเถอะ”
“จะเรียกอะไรก็แล้วแต่นาย ฉันไม่ได้สนใจว่านายจะเรียกฉันว่ารุ่นพี่อยู่แล้ว” นัชฌานปรายตามองหยันๆ พลางชำเลืองไปในห้องที่ลีแทจินใช้นอนเมื่อครู่ ก่อนจะว่าอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงล้มของขวดแก้ว “แล้วเมื่อไหร่นายจะไปเก็บขวดเหล้าสักที”
“ไม่เก็บ อยากเก็บก็ทำเอง” ลีแทจินว่าท้าทาย ซ้ำยังแกล้งเดินเข้าไปเตะขวดเหล้าบนพื้นให้กระจายไปทั่วห้องอีก
นัชฌานหรี่ตาลง รู้ทันทีว่าลีแทจินอยากลองของ เขาเองก็เตรียมไม้เด็ดกับคิมแฮซูมาแล้วเหมือนกันว่าจะจัดการเขาอย่างไร เท่านั้นก็เปิดแฟ้มเอกสาร คว้าเอากระดาษออกมาแผ่นหนึ่งก่อนจะชูมันให้ลีแทจินดู
“นี่เป็นสัญญาที่นายเพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนก่อนกับท่านประธานคิมเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่านายจะถูกหักรายได้แปดสิบเปอร์เซ็นจากทั้งหมดให้บริษัทเป็นเวลาหกเดือนถ้านายก่อเรื่องทะเลาะวิวาทหรือสร้างความเสียหายให้กับบริษัทอีก จำได้มั้ย?”
มองแค่แวบเดียว ความทรงจำในส่วนลึกของสมองก็เริ่มทำงานทันใด ลีแทจินจำได้ดีว่าที่เขาเซ็นสัญญาไปตอนนั้นหลังจากที่เขาเมาแล้วไปทำลายป้ายบริษัทเสียหาย
“แล้วไง”
“นั่นเท่ากับว่าตอนนี้นายทำผิดสัญญา และงานครั้งต่อไปของนายจะถูกหักเปอร์เซ็นตามที่ระบุในกระดาษแผ่นนี้”
“คิดว่าแค่สัญญาง่อยๆ อย่างนั้นจะทำให้ฉันกลัวได้หรือไง”
เขาตอบเสียงห้วนอย่างไม่สนใจนักเพราะเขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว ถึงจะได้ค่าแรงแค่ยี่สิบเปอร์เซ็น แต่ในบัญชีธนาคารก็มีเงินมากพอที่จะอยู่แบบสบายๆ ไปสักปีสองปี
ทว่านัชฌานไม่ได้เตรียมแผนการมาแค่นั้น พอเห็นท่าทางไม่ยินดียินร้ายของคนตัวโต เขาก็งัดไม้เด็ดที่เหลือออกมาจากแฟ้มและโยนมันลงมาตรงหน้า มันคือสมุดบัญชีที่ลีแทจินฝากไว้กับผู้จัดการควอนนั่นเอง
“เมื่อเช้าฉันเอาสมุดบัญชีนายไปอัพเดตแล้ว วงเงินที่นายใช้ได้มีแค่ไม่เท่าไหร่ ฉันคำนวณให้แล้วว่าถ้านายจะใช้เงินที่เหลืออยู่เป็นค่ากินอยู่ในช่วงหกเดือนที่ถูกหักเงิน ส่วนรายได้ที่เหลือจากงานครั้งก่อนๆ ในช่วงที่ผู้จัดการควอนดูแลนาย ท่านประธานคิมยังไม่เซ็นอนุมัติให้จนกว่านายจะปรับปรุงตัว เพราะฉะนั้นนายจะต้องใช้ไม่เกินเดือนละหนึ่งล้านวอน1เท่านั้น ถ้าใช้เกินกว่านี้ นายอดตาย”
พอได้ยินอย่างนั้น จากสีหน้าเมินเฉยก็กลายเป็นตกใจทันที แต่ก็แค่แวบเดียวก่อนสีหน้าจะกลับเป็นปกติ
“สบาย” เขาแสร้งว่าทั้งที่ในใจร้อนรุ่มด้วยรู้ว่าเขาคงจะไม่ได้ไปเที่ยวผับไฮโซอีกสักระยะใหญ่ ใครจะไปรู้ว่าคิมแฮซูจะดัดหลังเขาด้วยวิธีการแบบนี้
“มีแค่นี้เองเหรอคำขู่ของนาย” พอสงบจิตสงบใจได้ ชายหนุ่มก็เลิกคิ้วสูงถาม บอกเป็นนัยๆ ว่าสิ่งที่นัชฌานเตรียมมานั้นมันจิ๊บๆ
นัชฌานหยักยิ้มขึ้นข้างหนึ่งอย่างเจ้าเล่ห์พลัน ขณะที่มือค่อยๆ หยิบเอกสารแผ่นสุดท้ายออกมา “แล้วก็นี่ จากสถานีตำรวจเมื่อเช้านี้”
“หมายเรียกจากตำรวจข้อหาทะเลาะวิวาท?”
“เปล่า ดูเอาเองสิ”
ลีแทจินเอะใจขึ้นมาทันที รีบเข้ามารับเอกสารในมือของนัชฌานมาดู และก็ต้องตะลึงงันเมื่อเอกสารนั้นไม่ใช่เอกสารสัญญาอะไร หากแต่เป็นเพียงภาพถ่ายคนในห้องขังที่สถานีตำรวจซึ่งถูกปริ๊นซ์ออกมา ถ้ามันเป็นรูปถ่ายธรรมดา เขาจะไม่ตกใจอะไรเลย แต่นี่ดันเป็นรูปของคนคุ้นเคยที่นั่งหน้าจ๋องอยู่ในห้องขังเสียอย่างนั้น
“พ่อ!” ชายหนุ่มลืมตัวร้องเสียงหลง หันมองหน้าคนตัวเล็กพลัน “นี่โดนข้อหาอะไรอีกเนี่ย”
“เมาแล้วขับ” นัชฌานตอบสั้นๆ พลางยักคิ้วข้างหนึ่งให้อย่างมีชัย
ลีแทจินตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่บิดาของเขาถูกจับในข้อหานี้ ถ้านับครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สามในรอบปีแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาติดนิสัยขี้เหล้าและชอบสร้างปัญหามาจากใครถ้าไม่ใช่จากบิดา
เท่านั้น ลีแทจินก็ไม่อยู่พูดคุยอีกต่อไป รีบหาเสื้อมาใส่ คว้ากุญแจรถและกระเป๋าเงินเตรียมออกไปข้างนอกอย่างร้อนรน ทว่ายังไม่ทันจะได้เปิดประตู เสียงของนัชฌานก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
“คิดว่าจะไปไหน”
“ถามมาได้ ก็ไปเสียค่าปรับให้พ่อไงเล่า” ลีแทจินหันมาตอบเสียงเขียวพลันเดินไปเปิดประตูห้อง และก็ชะงักขาอีกครั้งเมื่อนัชฌานพูดสะกิดใจขึ้นมา
“มีเงินพอหรือไง”
ชายหนุ่มครุ่นคิดไปทันที ถ้านัชฌานบอกว่าเขาต้องใช้เงินในบัญชีให้ได้หกเดือนจะตกอยู่ที่หนึ่งล้านวอนต่อเดือน เท่ากับว่าในบัญชีเขามีเงินแค่หกล้านวอนเท่านั้น แต่ตามกฎหมายของประเทศเกาหลีในคดีเมาแล้วขับ ค่าปรับอย่างต่ำอยู่ที่สามล้านวอนจนถึงสิบล้านวอน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่พอ และถ้าเขาไม่ไปเสียค่าปรับให้บิดาออกมา รับรองว่าบิดาของเขาได้เข้าไปนอนในซังเตแน่ๆ
ในตอนนี้ ลีแทจินเริ่มรู้แล้วว่าผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ไม่ธรรมดา เห็นท่าทางไร้เดียงสาอย่างนั้นที่ไหนได้ งูพิษชัดๆ!
“เฮอะ วางแผนมารอบคอบดีนี่คุณผู้จัดการ” เขามองหน้านัชฌานพลางส่งเสียงสบถในลำคอ
“ต้องขอบคุณท่านประธานคิมที่ให้ความช่วยเหลือ” นัชฌานว่าเย้ย
“พูดมาเลยดีกว่าว่านายต้องการอะไร” สุดท้ายฝ่ายที่ร้องท้าก็ต้องเป็นฝ่ายจำยอม
คราวนี้นัชฌานหยักยิ้มพรายด้วยรู้ว่าตนถือไพ่เหนือกว่าแล้ว ก่อนจะออกคำสั่งเดิมขึ้นอีกครั้ง
“ไปเก็บขวดเหล้าแล้วเรียกแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องซะ จากนั้นก็ไปอาบน้ำ เราจะได้ไปพาพ่อนายออกมากัน”
ไม่ยอมก็ต้องยอมจนได้สิน่า!