“ว่ายังไงพ่อ ยัยศิเขาให้คำมั่นสัญญาหนักแน่นเสียขนาดนี้ พ่อจะเอาไง ถ้าเป็นห่วงมาก ก็หาใครสักคนตามไปคุมซะสิ” นางศวิตาแนะนำพร้อมกับส่งสายตามีความนัยให้กับสามี ตอนแรกนายทัดเทพก็ทำหน้างงๆ แต่พอภรรยาทำหน้าหงุดหงิดแล้วทำปากขมุบขมิบเป็นใครชื่อคนบางคนช้าๆ นั่นทำให้นายทัดเทพเบิกตากว้างแล้วฉีกยิ้มพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก
“ก็ได้ แต่...” ร่างสมส่วนที่กำลังจะโผเข้ากอดบิดาด้วยความดีใจ ต้องหยุดชะงักทันที เมื่อได้ยินคำว่า แต่ ต่อจากคำว่า ก็ได้ นายทัดเทพมองลูกสาว ที่นั่งงอนแก้มป่องนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ “ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก พ่ออยากให้ศิลองไปใช้ชีวิตที่บ้านนอกสักเดือนก่อนเป็นไง ถ้าศิสามารถพิสูจน์ให้พ่อเห็นได้ว่าสามารถใช้ชีวิตลำบากได้ พ่อก็จะอนุญาตให้ไปเรียนต่อที่อังกฤษได้ ศิจะไปกับใครพ่อก็จะไม่ห้ามอีกต่อไป”
“บ้านนนอก!” ทรรศิกาลุกพรวดอุทานออกมาอย่างตกใจ หันไปมองบิดาทีมารดาที เหมือนจะย้ำถามว่าเธอฟังไม่ผิดใช่ไหม เมื่อท่านทั้งสองพยักหน้า เธอถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง
บ้านนอกในความคิดของเธอมันคือที่ที่ห่างไกลคำว่าสะดวกสบายเสียเหลือเกิน ไม่ใช่ว่ารังเกียจ แต่เธอต้องไปคนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดายจะพบเจออะไรบ้างก็ไม่รู้ แล้วเธอจะอดทนอยู่จนครบเดือนไหมนี่
“ว่าไงยัยศิ บอกไว้ก่อนนะว่าห้ามมีข้อต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น”
“คุณแม่...” หญิงสาวคราง มองมารดาตาละห้อย
“ว่าไงลูก กล้าพิสูจน์ความตั้งใจให้พ่อเขาเห็นหรือเปล่า” แทนที่นางศวิตาจะพูดปลอบหรือให้กำลังใจลูกสาวเหมือนทุกครั้ง กลับกลายเป็นว่านางพูดเหมือนท้าทาย นั่นทำให้ไฟในใจของทรรศิกาที่กำลังจะมอดดับโหมลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“กล้าค่ะ! ศิจะพิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกสาวคนนี้แข็งแกร่งแค่ไหน” ท่าทางฮึกเหิมของหญิงสาวทำให้สองสามีภรรยาหันมาสบตากัน แล้วอมยิ้ม คนไม่ชอบให้ใครมาท้าอย่างทรรศิกาต้องใช้ไม้นี้ถึงจะสำเร็จ
“ให้มันได้อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าลูกสาวพ่อ ถูกใจจริงๆ มาขอพ่อกอดที” ใบหน้าสวยยิ้มแฉ่ง ก่อนจะโถมเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับผู้เป็นพ่อ นายทัดเทพจูบลงกลางกระหม่อมของหญิงสาวอย่างรักใคร่เอ็นดู พลางโยกตัวไปมาราวกับว่ากำลังเด็กน้อย ก่อนจะส่งสายตาแย้มยิ้มไปให้ภรรยาที่นั่งถัดออกไป
“แล้วศิต้องเดินทางวันไหนล่ะคะ” ทรรศิกาถามเสียงอู้อี้กับอกกว้างของบิดา
“อีกสองวัน” ร่างสมส่วนผละออกจากวงแขนของบิดาแทบจะทันที
“ห๊า! ทำไมมันรวดเร็วอย่างนี้ล่ะคะ ศิยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย”
“เอ้า จะได้รีบไปรีบกลับไงละ” ริมฝีปากบางยื่นออกมาอย่างขัดใจ ก่อนจะชม้ายชายตาไปมองมารดา นางศวิตาจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับสามี ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ถือเป็นเอกฉันท์ว่าเธอต้องเดินทางในอีกสองวันข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แล้วจะให้ศิไปอยู่กับใครล่ะคะ”
“เอกกับรดาเพื่อนสนิทของพ่อกับแม่เองแหละ”
“หรือคะ แล้วเพื่อนของคุณพ่อคุณแม่คนนี้ศิเคยเห็นหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างสนใจใคร่รู้
“เคยสิ แต่หนูคงจะจำไม่ได้หรอก เพราะตอนนั้นเราน่ะยังเด็กมาก และล่าสุดที่ทั้งคู่มาที่นี่ คงจะเป็นเมื่อหลายปีก่อน ช่วงที่ตาดินลูกชายของทั้งสองรับปริญญาโท แต่วันนั้นศิไปเรียนเลยไม่ได้เจอกัน”
“อืม...ถ้าเป็นเพื่อนกับคุณพ่อคุณแม่ ศิก็สบายใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง หวังว่าท่านทั้งสองคงจะใจดีเหมือนคุณพ่อคุณแม่ของศินะคะ” หญิงสาวยิ้มจนตาหยีหันไปกอดประจบมารดาทีบิดาที ก่อนจะเอ่ยย้ำสัญญาที่ท่านได้ให้ไว้กับเธออีกครั้ง
“แต่คุณพ่ออย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับศินะคะ”
“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น”
“เว้นแต่หนูจะเป็นคนเปลี่ยนใจซะเอง” นางศวิตาพูดสำทับขึ้น ทำให้ทรรศิกาหันไปหรี่ตามองผู้เป็นแม่อย่างสงสัย
“อะไรทำให้คุณแม่คิดอย่างนั้นล่ะคะ”
“สัจธรรมของชีวิตไงจ๊ะ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน”
“สาธุ...” สองพ่อลูกพนมมือขึ้นเหนือหัว แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน นั่นทำให้นางศวิตาหันมาส่งค้อนให้สองพ่อวงใหญ่ ตีแขนคนละเพี้ยะสองเพี้ยะข้อหาล้อเลียนคนใหญ่ที่สุดในบ้าน
“เดี๋ยวเถอะ เมื่อกี้ยังเถียงกันคอเป็นเอ็น ทีอย่างนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ”
“ก็คนใหญ่ที่สุดในบ้านลงมติแล้ว เราสองคนก็ต้องสมานฉันท์กันนะสิคะ ใครจะกล้าขัด”
“ดีมากจ้ะ แล้วตกลงวันนี้ไม่มีใครไปไหนใช่ไหมเนี่ย” นางศวิตาถามขึ้น
“พ่อขออยู่บ้านหนึ่งวันจ้ะ”
“ตอนแรกว่าจะไม่ไปไหน แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว ศิขอออกไปหาเพื่อนๆ นะคะ” หญิงสาวพูดเสียงอ้อนเข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่อย่างประจบ
“ไปเถอะจ้ะ แต่อย่ากลับดึกนักละ”
“ค่ะ งั้นศิขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วกันนะคะ” พูดจบร่างสมส่วนก็วิ่งขึ้นบนห้อง ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและโทรนัดเพื่อนสนิทอย่างรุจิกาและพิมพ์ดาว รวมไปถึงคนรักอย่างเดชาธรให้ออกไปเจอกันที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ
นายทัดเทพกับนางศวิตามองตามหลังของลูกสาวไปจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองหน้ากันแล้วถอนหายใจออกมาหนักๆ
“หวังว่าสิ่งที่พวกเราลงทุนทำไปมันจะได้ผลนะแม่”
“เรื่องนั้นเรายังฟันธงไม่ได้หรอก เรามีหน้าที่ทำให้คนสองคนมาพบกัน แต่เมื่อพบกันแล้วมันจะเป็นไปตามที่เรามุ่งหวังหรือเปล่านั้นมันก็สุดแท้แต่เวรแต่กรรมก็แล้วกันนะคะ” คำเอ่ยเหมือนกับไม่อยากหวังอะไรมากของภรรยา ทำให้นายทัดเทพยื่นมือไปบีบมือบางของภรรยาเอาไว้คล้ายให้กำลังใจ ส่วนตัวเขาเองนั้นอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่หวัง ทรรศิกาจะได้หลุดพ้นจากคนเลวๆ นี้เสียที
ทรรศิกาออกจากบ้านมานั่งรอเพื่อน ตามที่ได้นัดกันเอาไว้ เวลาผ่านไปไม่นานคนตรงต่อเวลาที่สุดในกลุ่มอย่างรุจิราก็โผล่มาเป็นคนแรกตามคาด
“ยัยแพมทางนี้ ทางนี้” รุจิกาหันไปตามเสียงเรียกแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะทันที
“เฮ้อ...ร้อนๆ ขอน้ำดื่มหน่อยได้เปล่า” คนขอไม่ได้คิดจะรอคนถูกขออนุญาต ยื่นมือไปยกแก้วน้ำหวานของทรรศิกาขึ้นดื่มอย่างกระหาย
“ชื่นใจ…เธอสั่งมาไว้อีกแก้วเลยนะ ฉันว่าพอยัยดาวมาถึงมันต้องร้องหาน้ำเหมือนกับฉันแน่ๆ” ทรรศิกาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเรียกพนักงานมาสั่งน้ำหวานและขนมมารอ เพราะคนที่จะมาคนต่อไปคงไม่ร้องหาแค่น้ำแน่
“ว่าแต่แกมีเรื่องอะไรถึงนัดพวกฉันมากะทันหันอย่างนี้” รุจิราถามพลางขยับตัวนั่งให้เข้าที่
“เอาไว้มาครบกันทุกคนก่อนฉันจะบอกทีเดียว ขี้เกียจเล่าหลายรอบ เมื่อย”
“แล้วเธอได้นัดอีตาพี่ธรมาด้วยหรือเปล่า”
“ก็แหงละ เพราะเรื่องนี้มันปัจจุบันทันด่วนจริงๆ แม้แต่ฉันยังเพิ่งรู้ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเอง ว่าแต่ถามถึงนี่อยากเจอหรือว่าไม่อยากเจอล่ะ” ทรรศิกาถามพลางอมยิ้ม เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนกินยาขมของรุจิรา
เธอเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเพื่อนของเธอคนนี้ไปจงเกลียดจงชังเดชาธรอะไรนักหนา เจอหน้ากันทีไรเป็นต้องหน้าบึ้งใส่ราวกับโกรธกันมาเป็นชาติทุกที
“ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะเจอนักหรอก แต่ก็เอาเถอะไหนๆ ก็นัดมาแล้ว คิดซะว่าจะได้เจอหน้าเพื่อนเก่า หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน...แต่คนที่ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้เห็นหน้านายนั่น คงจะหนีไม่พ้นยัยพิมพ์ดาวหรอก”
“นินทาอะไรฉันยะยัยรุจิรา”
“ว๊าย! ตาเถรหกตกเก้าอี้ตาย” เสียงกระซิบที่ดังขึ้นข้างหู ทำให้รุจิราถึงกับอุทานออกมาอย่างตกใจ ส่วนคนที่ได้แกล้งอย่างพิมพ์ดาวและทรรศิกาถึงกับหัวเราะชอบใจ กับท่าพิลึกพิลั่นของรุจิรา
“ฮ่าๆๆ คนที่จะตกเก้าอี้ตาย โทษฐานที่นินทาคนอื่นก็คือเธอนั่นแหละยัยแพม เอ๊ย” พิมพ์ดาวสาปแช่งเสียงกลั้วหัวเราะอย่างถูกใจ ก่อนจะพาร่างอวบๆ ของตัวเองนั่งลงข้างๆ ทรรศิกา และไม่ต้องรอให้ใครอนุญาตหรือขออนุญาตใคร พิมพ์ดาวก็จัดการดื่มน้ำหวานแล้วหยิบขนมที่เพิ่งมาวางตรงหน้ามาทานอย่างเอร็ดอร่อย
“ไม่มีมารยาทเลยแกนี่ มาถึงก็กินเอากินเอา เคยอ่านไหมหนังสือมารยาทผู้ดีน่ะ ถ้าไม่เคยฉันจะซื้อให้อ่าน”
“ถ้าจะซื้อจริงๆ ขอสักลังนะ เพราะฉันซื้อต้มกินไปสามเล่มแล้ว ยังไม่รู้สึกว่ามารยาทของฉันมันจะดีขึ้นสักกะติ๊ด”
“ยัยบ้า เขาให้อ่านไม่ได้เอาไว้ต้มกิน” รุจิราบอกกลั้วหัวเราะ
“กินไปเถอะ ศิสั่งมาเพื่อดาวอยู่แล้ว”