ตอน 1

“ปล่อย คุณพ่อเหมยไม่ไป คุณพ่อขอร้องอย่าทำกับเหมยแบบนี้ เหมยมีลูกกับพี่ไผ่แล้ว ปล่อยเหมยไปได้ไหมคะ คุณพ่อขอร้องเถิดค่ะ อย่าพรากเราสามคนเลยนะคะ คุณพ่อ...”

ดารินร้องไห้น้ำตานองหน้า ตะกร้าในมือหลุดตกลงไปจากมือทันที เธอยกมือไหว้ผู้ให้กำเนิดปลก ๆ สายตาที่ท่านจ้องมองมายังลูกสาวเลือดในอกนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและเจ็บปวด ทั้งสองสบสายตากันนิ่ง

ผลัวะ... ผลัวะ... เสียงฟาดฝ่ามือลงบนหน้าของดารินอย่างแรงจนเธอหน้าหันไปตามแรงมือ เลือดออกมาจากมุมปากทั้งสองมุม ทรุดตัวนั่งไปกับพื้นเบื้องล่างแบบไร้เรี่ยวแรง ดารินมีใบหน้าหม่นเศร้าเธอรู้สึกผิดหวังอย่างที่สุด เธอปากคอสั่นขยับปากเรียก “คุณพ่อ...”

ชายฉกรรจ์ที่เดินอ้อมมา ตามมาด้วยผ้าชุบน้ำที่ผสมยาสลบโปะลงไปที่จมูกและปากของหญิงสาว สติเธอดับวูบลงไปในทันที

ร่างกายของเธอถูกอุ้มพาไปยังรถตู้ที่ติดฟิล์มมืดสนิทที่จอดอยู่ใกล้ ๆ

“เหมย... เหมย... เหมย...” ไผทร้องเรียกชื่อเมียของตัวเอง ในอ้อมแขนของเขามีเด็กหญิงวัยสามขวบย่างสี่ขวบ ร้องไห้จ้าเมื่อเห็นคุณแม่ของเธอถูกใครก็ไม่รู้ คนที่ไม่รู้จักกำลังลากขึ้นรถไป

“จัดการมัน... เอาให้หมอบ” เจ้าสัวสินชัยออกคำสั่ง สายตาที่จ้องมาที่ชายหนุ่มกับเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนแบบชิงชังนักหนา

“คุณพ่อครับ...”

ผลัวะ... ผลัวะ... ผลัวะ... ตุบ... ตุบ... ตุบ... กลุ่มชายฉกรรจ์กรูลงมาจากอีกรถตู้อีกหนึ่งคัน พวกเขาประเคนทั้งเข่าทั้งศอก ทั้งหมัดรัวเข้าใส่ไผทอย่างแรง เขาล้มลงไปไม่เป็นท่า กลิ้งตัวหลบบาทาเหล่านั้น ยกมือและแขนเพื่อปกป้องตัวเอง เด็กหญิงหลุดจากอ้อมแขนของพ่อ ตกลงไปกับพื้นถนน เด็กหญิงผิงผิงแผดเสียงร้องไห้จ้าดังลั่น ตอนนี้ฝุ่นคลุ้งไปหมด

“อย่าทำอะไรลูกของผม หนีไปผิงผิง วิ่งหนีไปลูก...” เขาส่งสายตามาบอกลูกสาวตัวน้อย ๆ ที่เป็นเด็กหญิงหัวไวฉลาดเป็นกรด เธอรีบลุกขึ้น วิ่งไปหลบอยู่ข้างถังขยะสายตาก็จับจ้องมองตรงมาที่คุณพ่อของเธอที่ถูกรุมทำร้าย เหล่าชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ไม่ปรานีรุมกระทืบเขาจนหมดสติ

“อ๊าก... อุ๊บ...” ร่างเขาถูกเตะคลุกฝุ่นอยู่ตรงนั้น

ข้าวผัดกับข้าวโพดเดินลงมาจากรถสองแถว วันนี้คุณพ่อบอกเอาไว้แล้วว่าไม่มารับ ให้เธอกลับกับอาไผ่ อาไผ่จะมารออยู่ที่ตลาดนี้

“เกิดอะไรขึ้นตรงนั้นนะ... ข้าวโพด” เธอชี้ให้น้องชายดูกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังรุมทำร้ายใครสักคนหนึ่งอยู่

“เจ๊... จะไปไหน” ข้าวโพดฉุดมือของเธอเอาไว้ เพราะรู้นิสัยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านของดรุณีดี

“จะไปดูน่ะสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เธอหันหน้ามาบอกน้องชาย

“จะบ้าเหรอ เดี๋ยวก็โดนลูกหลงเข้าไปหรอก... ไม่เอาอย่าไป...” น้องชายยื้อยุดฉุดพี่สาวเอาไว้ แต่เธอก็สะบัดหลุด

“ข้าวโพดหรือแกไม่อยากเห็น ฮึ... มาเร็ว ๆ” เธอเป็นฝ่ายฉุดข้อมือของน้องชายให้เดินตรงเข้าไปใกล้ ๆ คนพวกนั้น

“เฮ้ย... อาไผ่” ข้าวโพดร้องลั่น ตัวสั่นชาเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ถูกทำร้าย

ข้าวผัดตะลึงงัน สมองสั่งการในทันที

“ตำรวจขาทางนี้ค่ะ ตำรวจมา ตำรวจมา ตำรวจมา” เสียงป้าคนหนึ่งในตลาดตะโกนขึ้น ไม่มีใครกล้ามาช่วยไผ่สักคน ต่างพากันหลบหน้าหนีไป มีเพียงป้าคนนั้นที่วิ่งมาหาเด็กหญิงตัวน้อยที่แผดเสียงร้องไห้น้ำตาท่วม ตัวสั่นเป็นลูกนกลูกการ้องหาพ่อไม่ขาดปาก นางรีบอุ้มเอาเด็กหญิงผิงผิงขึ้นเอว ก็หันตัววิ่งหลบหายเข้าไปในตลาด

เจ้าสัวสินชัยเดินเข้ามาหาไผท ก่อนจะถ่มน้ำลายรดไปบนใบหน้าที่เปื้อนเลือดของชายหนุ่ม แล้วยกเท้าขึ้นไปขยี้ซ้ำบนใบหน้าของเขาด้วยแววตาเหี้ยมโหด

“ฉันไว้ชีวิตแกนะ ไอ้ไผ่... กูมาเอาลูกของกูคืน แล้วมึงจะได้รู้รสชาติว่าการถูกช่วงชิงกล่องดวงตาดวงใจมันเป็นอย่างไร ถุย... ไอ้สวะเอ๊ย”เจ้าสัวสินชัยถุยน้ำลายรดลงไปบนหน้าของไผทอีกครั้ง

“กลับ” ท่านพูดจบก็เดินนำขึ้นรถไป

“ตำรวจช่วยด้วยค่ะ คนถูกทำร้าย ตำรวจ... ตำรวจ... ตำรวจ...” ข้าวผัดร้องเรียกตำรวจดังลั่น เธอทิ้งกระเป๋าในมือลงพื้น วิ่งตรงเข้าไปหาร่างของอาไผ่ เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์กำลังทยอยกันขึ้นรถไป

ข้าวโพดตามมาฉุดพี่สาวเอาไว้ ก่อนจะยึดกอดเอวเธอเอาไว้ทั้งตัว

“พวกมันจะไปแล้วพี่” ข้าวโพดให้สติ เพราะลำพังเธอกับเขาคงช่วยอะไรอาไผ่ไม่ได้

“อาไผ่...” เธอเรียกชื่อเขาเสียงเบา น้ำตารินไหล มองร่างของเขาตาไม่กะพริบ

พอพวกนั้นขึ้นรถกันหมดและขับออกไปอย่างรวดเร็ว สองพี่น้องก็ถลาเข้าไปหาร่างของไผทในทันที

“มันเกิดอะไรขึ้น” ข้าวโพดหันไปรอบ ๆ ผู้คนที่มาเดินตลาดเริ่มมามุงดูกันมากยิ่งขึ้น ชาวบ้านเริ่มจับกลุ่มพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสียงดังเซ็งแซ่จับใจความอะไรไม่ได้เลย

ข้าวผัดเข้าไปประคองร่างที่โชกเลือดของอาไผ่เอาไว้ทั้งตัวเธอร้องไห้โฮ ๆ

เด็กหญิงตัวน้อยพอยืนลงเท้าแตะพื้นได้ก็วิ่งเข้ากลับมาหาคุณพ่อของเธอ ข้าวโพดโอบกอดเด็กหญิงตัวน้อยที่ร้องไห้ไม่หยุด ชี้ไม้ชี้มือมาทางคุณพ่อที่นอนคลุกฝุ่นบนเนื้อตัวเสื้อผ้าของคุณพ่อมีแต่เลือด เด็กหญิงยอมนั่งนิ่ง ๆ อยู่ในอ้อมกอดของพี่ข้าวโพด ตอนนี้ยังร้องไห้สะอึกสะอื้น

“พ่อจ๋า พ่อจ๋า.... T_T” เด็กหญิงร้องเรียกพ่อของเธอที่หมดสติอยู่ตรงนั้นอย่างน่าเวทนา

“เรียกรถพยาบาลให้หนูด้วยค่ะ ช่วยอาหนูด้วย อาไผ่... อาไผ่...” ข้าวผัดยกฝ่ามือคอยซับเลือดที่ไหลออกมาตามศีรษะไม่ยอมหยุด

ตอน 2

ตำรวจสายตรวจเพิ่งมาถึง และไม่กี่อึดใจรถยนต์ของมูลนิธิก็วิ่งเข้ามา ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มเคลื่อนย้ายตัวไผทไปโรงพยาบาลโดยมีข้าวผัดนั่งเป็นเพื่อนไปด้วย เธอกระวนกระวายใจอยู่ในห้องฉุกเฉิน จนพยาบาลไล่ออกมาให้ยืนรอข้างนอก

ดรุณีก็ชะแง้ตาคอยมองเข้าไปในห้องนั้นด้วยน้ำตาที่ไหลริน

“เกิดอะไรขึ้น” สารวัตรเริ่มสอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ไม่มีใครที่ให้คำตอบได้อย่างชัดเจน

ข้าวโพดรีบโทรหาคุณพ่อ สิงขรพอรู้เรื่องก็รีบมารับตัวลูกชายกับหลานสาวตัวน้อย ให้ภรรยาพาสองคนนั้นกลับบ้าน แต่ตัวเขาเองรีบไปโรงพยาบาลเพื่อดูอาการของไผท

“ปล่อยผม ปล่อยผม ผมจะไปตามหาเมีย... เหมย...” เขาร้องลั่นเมื่อได้สติ ทำเหมือนคนคลุ้มคลั่ง คุณหมอจึงสั่งให้ฉีดยางับประสาท เขาจึงสงบลงแล้วก็หลับไป

ร่างกายของไผทถูกทำความสะอาดและเย็บปากแผลที่แตก รวมถึงพาไปเอกซเรย์ว่ามีส่วนใดในร่างกายแตกหักบ้าง แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ สิงขรทำเรื่องขอห้องพิเศษให้กับเขา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยร่างของไผทก็ถูกส่งไปนอนพักที่ห้องพิเศษนั้น

ตอนนี้สิงขรรู้ความจริงหมดแล้วจากปากคำของชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ เขาได้แต่สะท้อนในหัวอก ดีแค่ไหนที่เจ้าสัวสินชัยไม่ยิงหัวของไผทกระจุย คงเห็นว่ามีลูกสาวตาดำอยู่ด้วย อย่างน้อยก็ยังเห็นว่ามีหลานสาว

สิงขรก็ได้แต่เห็นใจและสงสารในโชคชะตาของรุ่นน้องที่เขารักมากเหมือนน้องชายแท้ ๆ คนหนึ่ง ต่อไปคงต้องให้ไผทเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต สิงขรรู้ดีว่า เจ้าสัวสินชัยคงเก็บลูกสาวคนเดียวของเขาให้พ้นจากไผทนับตั้งแต่บัดนี้

สายของอีกวันต่อมา

“เหมย... เหมย... เหมยอยู่ไหน” เขายังคงเรียกหาแต่เมีย

ข้าวผัดที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ ๆ รีบลุกขึ้นไปดูอาไผ่ของเธอ เขาจับข้อมือของข้าวผัดเอาไว้แน่น

“อาเหมยกลับมาหรือยัง...หื้อ...ข้าวผัด อาเหมยกลับมาหาอาหรือยัง แล้วน้องล่ะ ผิงผิงไปไหน” เขาใช้สายตาสอดส่ายมองไปทั่วห้อง แต่ก็ไม่เห็นคนที่เขาต้องการจะเห็น

“ผิงผิงอยู่บ้านกับคุณแม่ค่ะอาไผ่ที่บ้าน ส่วนอาเหมย...” เธอบอกเขา ยกมือของตัวเองกุมจับมือเขาที่บีบแน่นอยู่กับมือของเธอ นัยน์ตาคู่นั้นของไผ่เต็มไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ

“เหมย... เหมย...” เขาครวญครางชื่อของเมียออกมาไม่ขาดปาก ไผทรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังคาดหวังว่าเรื่องจะไม่เป็นไปแบบนั้น

“อาเหมยไม่อยู่แล้วค่ะ คุณพ่อของอาเหมยเอาตัวอาเหมยกลับไปแล้วค่ะ อาไผ่คะ... ทำใจเย็นเอาไว้ก่อนนะคะ” ข้าวผัดรู้สึกสงสารอาไผ่ของเธอสุดหัวใจ เธอเกรงกลัวเหมือนกันว่าอาไผ่จะโวยวายเหมือนดังเมื่อวาน แต่เขากลับหลับตานิ่ง แล้วทิ้งหัวลงไปบนหมอนแบบหมดแรง นอนน้ำตาไหลพรากๆ

มันเป็นภาพที่น่าสงสารมากที่สุดเท่าที่ข้าวผัดเคยเห็นมา เธอพลอยน้ำตาไหลไปกับชายหนุ่มด้วย เธอรู้เรื่องความรักของอาไผ่และอาเหมยดี คิดว่าห้าปีที่ผ่านมาคงทำให้ครอบครัวของอาเหมยถอดใจไม่ตามหาพวกเขาแล้ว แต่มันไม่เป็นแบบนั้นเลย ทุกอย่างเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ พอเกิดขึ้นมาแล้วทุกอย่างก็ล่มสลายหายไปในพริบตา ความสุขของคนที่รักกันและอยากสร้างครอบครัวเล็ก ๆ ด้วยกัน อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ต่อไปนี้ก็คงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... พยาบาลเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามาพร้อมรถเข็น

“คนไข้ฟื้นแล้วหรือคะ ขอวัดไข้ วัดความดันด้วยนะคะ” นางพยาบาลบอกกับข้าวผัด เธอจึงปล่อยมืออาไผ่แล้วมายืนมองอยู่ใกล้ ๆ ดรุณียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเองป้อย ๆ

นางพยาบาลวัดไข้ และวัดความดันให้กับไผท ก่อนจะเอากุญแจเปิดตู้เก็บยาที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วฉีดยาให้อาไผ่ของเธอที่แขนหนึ่งเข็ม แล้วเดินกลับออกไป

“คุณหมอให้คนไข้พักเยอะ ๆ นะคะ” ข้าวผัดพยักหน้ารับทราบ

นายแพทย์เจ้าของไข้ได้รู้เรื่องราวจากปากของสิงขร จึงรับปากจะให้ไผทอยู่ในอาการที่สงบที่สุด ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล เขาจึงจัดยาฉีดสำหรับระงับประสาทให้กับไผทด้วย

เพียงครู่ไผทก็เงียบเสียงไป เขาหลับสนิทด้วยฤทธิ์ของยา ลมหายใจเขาเริ่มสม่ำเสมอ ดรุณีเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก่อนจะหยิบทิชชูที่อยู่ใกล้ ๆ ขึ้นซับน้ำตาให้กับอาไผ่ของเธอ

“อาไผ่ขา อย่าเสียใจไปเลยนะคะ ข้าวผัดสงสารอาไผ่จังเลยค่ะ” เธอกุมมือเขาแล้วนั่งลงใกล้ ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารเขาสุดหัวใจ เธอใช้สายตามองใบหน้าของเขาในแววตาไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากวัยเด็ก เด็กสาวเคยมองอาไผ่แบบไหน เธอก็ยังคงมองเขาแบบนั้นไม่เคยเปลี่ยนไป

เมื่อคราวเด็กหญิงดรุณีอายุได้สิบสามปี

เสียงวิ่งตึง ๆ ดังขึ้นมาตามขั้นบันได พร้อมกับเจ้าของฝีเท้าที่แหกปากร้องดังลั่นมาแต่ไกล เรียกชื่ออาของเธอด้วยความดีใจ

“อาไผ่... อาไผ่คะ” เธอตรงเข้าไปสวมกอดเขาในทันที ไม่ได้มองว่ามีใครที่นั่งอยู่ตรงนั้นบ้าง

“อาไผ่มาเมื่อไหร่ ข้าวผัดดีใจจังเลยค่ะ คิดถึงอาไผ่ที่สุดเลย” เธอพูดเจื้อยแจ้วซุกหน้าลงกับหน้าอกกว้างของอาหนุ่ม รุ่นน้องของคุณพ่อที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ อาไผ่มาช่วยงานคุณพ่อที่ไร่ทุก ๆ ปิดภาคเรียน แล้วมักจะกินนอนอยู่ที่นี่ เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของเขา

“เป็นไงเรา ฮึ... ข้าวผัดตั้งใจเรียนเหมือนที่อาไผ่บอกหรือเปล่าครับ” เขายังใจดีกับเธอเสมอ

“อาไผ่ขา อาไผ่ไม่รู้อะไร ข้าวผัดสอบได้ที่หนึ่งด้วยค่ะ ทุกเทอมเลยนะ ไหนอาไผ่สัญญากับข้าวผัดว่า ถ้าข้าวผัดตั้งใจเรียน สอบได้ที่ดี ๆ อาไผ่จะให้รางวัลหนู ไหนของรางวัลคะ” เธอดันตัวเองออกห่าง แบมือยื่นไปตรงหน้าคุณอาที่รักและคิดถึงมาก

“มีสิ แต่เดี๋ยวก่อนได้ไหมมันอยู่ในกระเป๋าท้ายรถกระบะของคุณพ่อโน้น”

“จริง ๆ นะคะ” เธอทำท่าดีใจจนออกนอกหน้า

พลันสายตาก็จ้องสบกับผู้หญิงสวยมากคนหนึ่งที่นั่งเคียงข้างอยู่กับอาไผ่ ผู้หญิงคนนั้นส่งยิ้มมาให้เธอแบบเป็นมิตร เด็กสาวถึงกลับทำหน้าเอ๋อไปเลยที่เห็นคนแปลกหน้าและไม่รู้จัก และตอนนี้สิ่งที่เธอเห็น คือ อาไผ่ของเธอจับกระชับมือของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้แน่น

ตอน 3

“ข้าวผัด นี่อาเหมยจ้ะ เมียของอาไผ่” คำแนะนำของเขาว่าผู้หญิงใบหน้างดงามที่เคียงข้างกายของเขาอยู่คือ คุณอาสะใภ้ เด็กสาวหุบใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อกี้ลงทันที แต่โดยมารยาทเธอจึงได้ยกมือไหว้

“สวัสดีค่ะ” ข้าวผัดเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเบา ความลิงโลดเมื่อกี้หดหายไปหมดแล้ว ตอนนี้ขอบตาเริ่มแดงรู้สึกร้อนออกมาตามใบหน้าผ่าว ๆ

“พี่ไผ่คะ ข้าวผัดน่ารักเหมือนที่พี่ไผ่เคยเล่าให้เหมยฟังเลย ยินดีที่ได้รู้จักนะคะหนูข้าวผัด” เธอส่งสายตามองมายังข้าวผัด และทักทายด้วยความเอ็นดู อาเหมยยกมือขึ้นจับใบหน้าขาว ๆ ที่ทั้งน่ารักและสดใส

“อาเหมยกับอาไผ่จะมาอยู่ที่นี่กับเราด้วยนะ ข้าวผัด” สิงขรเดินเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับเด่นนภาคุณแม่ของเธอ

“ดีใจละสิ” แม่พูดสำทับ เพราะวัน ๆ ข้าวผัดเอาแต่พูดและถามไถ่ถึงแต่เรื่องของอาไผ่ที่ช่วงนี้หายหน้าไปเกือบปี

เด็กสาวไม่ตอบ รีบลุกขึ้นยืน หยิบกระเป๋านักเรียนของตัวเองที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาถือ

“ขอตัวก่อนนะคะ พอดีข้าวผัดมีการบ้านเยอะมากต้องส่งพรุ่งนี้ด้วยสิ” เธอไม่ตอบคำถามของแม่ แต่เดินหนีหายตัวปลิวเข้าห้องนอนของตัวเองไป

“อ้าว... ลูกคนนี้ ข้าวผัดของกินของลูกอยู่ในห้องครัวนะ หิวก็หากินนะลูก” คุณแม่พูดไล่หลังไป

เด็กหญิงดรุณียืนนิ่งอยู่หลังบานประตู พร้อมกับพิงหลังของตัวเองลงไป นึกเห็นแต่หน้าของอาไผ่และคุณอาผู้หญิงคนนั้น ทั้งสวย ทั้งใบหน้าหวาน ทำให้เด็กสาวน้ำตาร่วงริน

‘ใครอนุญาตให้อาไผ่แต่งงานคะ’ เธอพร่ำคำเพ้ออยู่ในใจ รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกถล่มทลายลงมาโถมทับ ความรู้สึกหวงแหนอาไผ่ และความเสียใจที่ประดังประเดเข้ามาทำให้เด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้น

กระเป๋าในมือร่วงหล่นลงไปบนพื้น ข้าวผัดรู้สึกแขนขาของเธอเหมือนไม่มีเรี่ยวแรง ความเริงร่าเมื่อตะกี้หายไปจนเกลี้ยง รู้ได้อย่างเดียวว่า หัวใจที่อยู่ข้างในหน้าอกนี้ เจ็บจนร่างน้อย ๆ สะท้านสะเทือน

เธอพาร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงและหัวใจที่บอบช้ำไปที่เตียงนอน ก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนคว่ำ ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรเป็นเผาเต่า

‘ต่อไป ข้าวผัดจะไม่รักใครอีกแล้ว’ ข้าวผัดคร่ำครวญปานจะขาดใจ

โธ่ ๆ เด็กน้อย อายุเพิ่งสิบสามปี เธอจะเข้าใจความรักไปมากกว่านี้ได้อย่างไร แก่แดดไปแล้วละมั้ง

ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง เธอก็ยังนอนร้องกระซิก ๆ อยู่บนเตียงไม่ยอมขยับเขยื้อน

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... ประตูไม้ถูกเคาะดัง ก่อนจะมีเสียงบิดลูกบิดประตู แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก... แต่มันก็เปิดไม่ออก คนที่ยืนอยู่ที่ด้านนอกจึงส่งเสียงขึ้น

“เจ๊ ๆ ...เจ๊ข้าวผัด แม่ให้มาตามลงไปกินข้าว” ข้าวโพดตะโกนเข้ามา แต่ข้างในห้องก็ยังเงียบกริบ เขาจึงเคาะดัง ๆ อีกหลายครั้ง บิดลูกบิดแกร๊ก ๆ แรง ๆ แต่คนข้างในก็ยังไม่ไหวติง

“เจ๊... ยายข้าวผัดได้ยินไหม” น้ำเสียงของข้าวโพดเริ่มมีน้ำโห

“เอ่อ... ไม่กินก็อย่ากิน กุ้ง หอย ปู ปลา เพียบ แล้วจะรู้ว่าอด แล้วหิวมากเป็นยังไง” ข้าวโพดทิ้งน้ำคำไว้ยั่วยวนตามนิสัย ก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับลงไปที่ข้างล่างตามเดิม

ปัง... โป๊ะ... เสียงสิ่งของบางอย่างที่ถูกคนข้างในขว้างไปยังบานประตูนั้น ก่อนที่จะหล่นแตก แต่คนข้างนอกก็ได้วิ่งลงไปตั้งไกลแล้ว

ข้าวผัดลุกขึ้นนั่ง หันหน้าไปมองใบหน้าของตัวเองในกระจก ตอนนี้สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือ ใบหน้าก็แดง จมูกก็แดง แล้วสองตาก็บวมช้ำอย่างเห็นได้ชัด

“จะไปสภาพนี้ได้ยังไงเล่า” เธอยกมือขึ้นลูบใบหน้า แล้วทำเสียงสะอึกสะอื้นอยู่ในอก ตอนนี้น้ำตาได้ไหลรินออกมาจนหมดแล้ว

“อ้าว ข้าวโพดให้ไปตามพี่ ไหงกลับมาคนเดียว” แม่เอ่ยถาม

“หลับหรือเปล่าก็ไม่รู้ เคาะจะตายอยู่แล้ว เคาะจนเจ็บมือเนี่ย” ข้าวโพดพูดพลางยกมือให้แม่ดู ก่อนจะนั่งลง ตอนนี้มุ่งไปสนใจกับกองอาหารทะเลตรงหน้าที่อาไผ่กับอาเหมยช่วยกันย่างมาใส่จานใบใหญ่เอาไว้ให้

“ไผ่ เหมย มานั่งกินกันก่อนเร็ว เหมยทำตัวตามสบายนะ ไม่ต้องเกรงใจชิลล์ ๆ ง่าย ๆ มาเร็ว ๆ” สิงขรออกปากเรียกทั้งสองคน

“แล้วไปฝากท้องมาหรือยัง หมออนุรักษ์ในตลาดนั้นก็เก่งนะ พี่ก็ฝากท้องเจ้าข้าวโพดเนี่ยกับแกนั่นแหละ อีกอย่างเมียแกคุณหมอสมหญิงก็เป็นหมอเด็ก คลอดกับผัว แล้วก็ฝากลูกไว้กับเมียเลย” ไก่ถามไถ่หญิงสาว

“ไว้เข้าที่เข้าทางก่อนนะครับพี่ไก่ ค่อยพาไป อาจจะเป็นวันจันทร์” ไผ่ตอบแทนภรรยา

“รถกระบะคันนั้นน่ะ พี่ยกให้ไผ่เอาไปใช้ในไร่เลยนะ เวลาไปไหนมาไหนก็สบาย แล้วที่ไร่น่ะมีมอเตอร์ไซค์อยู่อีกคัน ก็เอาไว้ใช้เผื่อขับไปไหนใกล้ ๆ” สิงขรแสดงความเอื้ออาทร

สองสามีภรรยาหนุ่มสาวรีบยกมือไหว้ ทั้งคู่หนีร้อนมาพึ่งเย็น

สิงขรก็รู้จักกับไผ่มาเป็นสิบ ๆ ปี เห็นว่าน้องเดือดร้อนมาจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย คงไม่ใช่นิสัยของเขาอีกเช่นกัน

“อด... สมน้ำหน้า ยายเจ๊ผัด...” ข้าวโพดเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ

“เป็นอะไร เมื่อกี้ก็ยังดี ๆ อยู่ เอ...” สิงขรนึกไปถึงใบหน้าแป้นยิ้มแย้มตลอดเวลาของลูกสาวเมื่อตอนเย็น พอได้รู้ข่าวว่าอาไผ่จะมาอยู่และทำงานกับคุณพ่อทีไรก็หน้าบานเป็นจานเชิง

“จะมีอะไร ต้องงอนอาไผ่แน่ ๆ ที่แต่งงานไม่บอกไม่กล่าว ป่านนี้ร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้วมั้ง” ไก่รู้นิสัยของลูกสาวดี เธอรักมากกับคุณอาคนนี้ แก่แดดเกินเด็ก ๆ

ไผ่กับเหมยหัวเราะขึ้นมาพร้อม ๆ กัน

“ไม่เอาตุ๊กตาที่ซื้อไปง้อแกหน่อยหรือคะพี่ไผ่” เหมยบอกสามี เพราะสองคนไปเลือกของขวัญให้กับข้าวผัดตามที่ได้รับปากกับแกเอาไว้

“เดี๋ยวผมไปดูให้นะครับ” ไผทอาสา เขาเดินไปที่ท้ายกระบะ แล้วหยิบเอาตุ๊กตาหมีสีครีมน่ารัก ๆ ผูกโบสีฟ้าสีโปรดของเด็กหญิง เขาเดินขึ้นบนเรือน ตรงไปเคาะห้องของเด็กหญิงข้าวผัด

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED