บริษัท เรดดราก้อน สปอร์ตคอร์เปอร์เรชั่น จำกัด
“บอส กาแฟหน่อยไหมคะ มัวทำหน้าเครียดแบบนั้นดูแก่ลงไปอีกสิบปีเลยค่ะ” เสียงของรุจี เลขาสาวคนเก่งเรียกให้ คามินทร์ หลุดจากภวังค์ ชายหนุ่มจึงรู้ตัวว่าตนเองเหม่อลอยมาพักใหญ่แล้ว ปากกาในมือถูกหมุนไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าจากด้ามสีดำเงาๆ ดูสวยแพงแทบจะกลายเป็นดำด้าน
“คุณรุจี วันนี้ผมดื่มกาแฟไปสามแก้วแล้วนะ”
“แหม ลองดื่มแก้วที่สี่ดูเผื่อจะหายเครียดไงคะ”
คามินทร์หัวเราะออกมาได้นิดหน่อยกับคำพูดของเลขาส่วนตัว แต่ก็เป็นแค่การหัวเราะแห้งๆ ราวกับว่าประชดชีวิตมากกว่าจะรู้สึกขำจริงๆ ไม่ว่าใครก็ตามถ้ามาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาตอนนี้ก็คงจะรู้สึกยิ้มไม่ออกเหมือนกันหมด
“ต่อให้ดื่มกาแฟเป็นสิบแก้วก็คงไม่ช่วยให้ผมหายเครียดหรอก คุณดูสิ่งที่พ่อโยนมาให้ผมทำสิ แม่งเอ๊ย ขอลาออกเลยได้ไหมวะเนี่ย” นักธุรกิจหนุ่มอยากจะลาออกจากการเป็นตนเอง ลาออกจากการเป็นลูกของพ่อให้มันจบๆ ไป แต่คิดว่าต่อให้เขาตาย พ่อก็คงจะตามไปปลุกเขาขึ้นมาด่าอีกอยู่ดี
พ่อเป็นคนแก้ปัญหาไม่สำเร็จเลยทิ้งดิ่งโยนมาให้ลูกจัดการต่อเสียอย่างนั้น แต่ละเรื่องไม่ใช่ง่ายๆ เลย โดยเฉพาะการคุยกับพวกคนแก่หัวโบราณเอาแต่ความคิดตนเองเป็นใหญ่ทั้งหลาย คามินทร์ต้องใช้น้ำอดน้ำทนมากในการไม่โพล่งด่าออกไปทุกครั้งที่คุยกับคนพวกนี้
“ผ่านวันนี้ไปก็ไม่ต้องเครียดแล้วล่ะค่ะ การที่พวกเขายอมตกลงมาคุยนั่นแปลว่ายอมรับข้อเสนอของบอสไปครึ่งหนึ่งแล้ว ทำหน้าตาให้หล่อๆ เตรียมเข้าประชุมเถอะค่ะ” รุจีฉีกยิ้มหวาน พูดให้กำลังใจเจ้านายของเธอเท่าที่จะทำได้ นั่นทำให้คามินทร์พอจะสบายใจขึ้นมาได้บ้างถึงจะแค่เล็กน้อย
ระหว่างรอให้ถึงเวลานัดประชุมคามินทร์ก็จิบกาแฟแก้วที่สี่ของวันไปเรื่อย ๆ คงจะดีถ้าทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีอย่างที่รุจีบอก เขาเหนื่อยที่ต้องมาเครียดกับเรื่องนี้แล้ว หลังจากที่พ่อโยนมันมาใส่หัวมาหลายเดือนแล้ว คามินทร์ก็นอนหลับไม่เคยสนิทเลยสักคืน อยากทำอะไรก็ไม่ได้ทำเพราะต้องมานั่งคิดหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้จนหัวแทบแตก
เบื้องหน้าของคามินทร์คือนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จที่สุดในตอนนี้ เจ้าของบริษัทจัดจำหน่ายรถยนต์นำเข้า และสปอร์ตคาร์ระดับโลก ส่วนเบื้องหลังของเขาคือทายาทมาเฟียอันดับหนึ่งของเอเชีย ตำแหน่งนี้คามินทร์ไม่ได้ต้องการแต่มันติดตัวเขามาตั้งแต่ที่เกิดมาเป็นลูกชายของ อคิน หัวหน้าแก๊งคนก่อนแล้ว
เมื่อพ่อวางมือความรับผิดชอบ อำนาจทุกอย่างก็ต้องตกมาอยู่ที่คามินทร์อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งมังกรแดง แต่ปัญหาตอนนี้คือพ่อของเขาดันอยากกลับดำเป็นขาว ปรับเปลี่ยนระบบภายในของการทำมาหากินในแก๊งเสียใหม่ อยากให้ลูกน้องหลายพันชีวิตที่แฝงตัวอยู่ในหลายๆ องค์กร หลากหลายอาชีพทั่วเอเชีย เปลี่ยนมาทำงานสุจริตกัน เพราะก่อนหน้านี้ตั้งแต่ก่อตั้งแก๊งมาเป็นร้อยปีตั้งแต่สมัยปู่ของเขา คนของแก๊งมังกรแดงก็ทำอาชีพเทาๆ กันมาตลอด ถึงจะไม่มีเรื่องของยาเสพติด อาวุธสงคราม ค้ามนุษย์ แต่การส่งออกของหลีกเลี่ยงภาษีก็ไม่ใช่สิ่งถูกกฎหมาย
แน่นอนว่ามันได้เงินดี พอมาถึงยุคของพ่อของคามินทร์อยากจะปรับเปลี่ยนระบบภายในเสียใหม่แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะไม่มีใครยอม สุดท้ายพอทำไม่ไหวพ่อเลยโยนภาระนี้มาให้เขา คามินทร์เคยเสนอพ่อไปว่าก็ให้ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำมาหากินเองเสียก็จบ แต่ก็เป็นพ่อเองนั่นแหละที่ไม่เห็นด้วยเพราะอยากจะรักษาแก๊งมังกรแดงไว้ ชายหนุ่มอยากจะกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด
จนท้ายที่สุดเขาก็หาทางออกที่คิดว่ามันคงจะดีที่สุดได้ หลังจากปรึกษากับเพื่อนก็ตัดสินใจเกริ่นเรื่องนี้ให้คนระดับหัวหน้าในหลายๆ สายของแก๊งมังกรแดงได้รู้ พวกนั้นยังไม่มีใครตอบตกลงเสียทีเดียวแต่ก็รับปากว่าจะมาตามนัดในการประชุมวันนี้
เอาเถอะ คามินทร์หวังว่ามันจะไปได้สวย เขาอยากจบเรื่องนี้เต็มแก่แล้ว
***
ภายในห้องประชุมคามินทร์นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ส่วนคนที่ยืนอยู่ซ้ายมือของเขาคือ บอส เลขาชาย มือขวา คนขับรถ บอดี้การ์ด สารพัดอย่างที่อีกฝ่ายจะเป็นได้ บอสก็เป็นอีกหนึ่งคนที่คามินทร์ปรึกษาเรื่องนี้ด้วย และก็เห็นตรงกันว่าวิธีนี้แหละดีที่สุดแล้ว
“อย่างที่ทราบกันว่าพ่อกับผมพยายามหาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้มาตลอด หาตรงกลางเพื่อให้ความสัมพันธ์ของแก๊งมังกรแดงยังคงอยู่ ผมเคารพลุงๆ อาๆ ทุกคนนะ ไม่อยากผิดใจกับใคร” คามินทร์เกริ่น มองหน้าผู้ร่วมประชุมแต่ละคนที่รุ่นพ่อเขาทั้งนั้น ถึงได้บอกไงล่ะว่าลุงพวกนี้แหละที่เข้าใจอะไรยากที่สุด
อะไรที่เคยทำมาและได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่แล้วก็ไม่มีใครอยากจะเปลี่ยน สิ่งที่ทำได้ก็คงมีแค่ยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าให้
“ในเมื่อเราเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ ผมต้องบอกตรงๆ ว่าเม็ดเงินมันคงจะไม่เท่าเดิม” พอคามินทร์พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของแต่ละคนออกชัดว่าเริ่มไม่พอใจ ชายหนุ่มเลยต้องรีบยกมือขึ้นมาและพูดต่อ
“แต่ผมมีเงื่อนไขมาเสนอ ผมจะให้อาทั้งสองคนดูแลการขนส่งทางอากาศแถบภาคเหนือทั้งหมด ส่วนลุงอีกสองคนก็ดูแลการขนส่งทางเรือ ครอบคลุมภาคใต้เลยไปจนถึงมาเลเซีย เงินทั้งหมดที่ได้จะเข้ากระเป๋าลุงๆ อาๆ ทุกคนโดยไม่ต้องผ่านผม นอกเหนือจากนั้นก็จัดสรรกันเองว่าจะแบ่งให้ลูกน้องยังไงบ้าง”
ถึงแม้ว่าจะเสียรายได้จากระบบขนส่งทั้งสองทางนี้ไป แต่คามินทร์ประเมินแล้วว่ามันน่าจะคุ้มค่า อย่างน้อยก็แลกมากับการเป็นระเบียบและความเชื่อฟังของคนในแก๊ง ดูเหมือนว่าข้อเสนอนี้ของเขาจะถูกใจทุกคนไม่น้อย พวกเขามองหน้ากันอย่างใช้ความคิด ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด
“ตกลง ถ้าพ่อของหลานยื่นข้อเสนอน่าสนใจแบบนี้มาตั้งแต่แรกก็คงจะคุยกันจบไปนานแล้ว”
“ฮ่าๆ นั่นสิครับ เอาเป็นว่าตกลงตามนี้แล้วกัน ผมจะ…” คามินทร์หัวเราะ พูดต่อไปถึงรายละเอียดอื่นๆ โล่งใจอย่างกับยกภูเขาออกจากอกได้ที่ข้อเสนอของเขามันยั่วยวนมากพอ อย่างน้อยคลังสินค้าที่นั่นก็มีคนของเขาคอยเป็นหูเป็นตาอยู่ จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องปัญหาการโกงหรือยักยอกภายใน
หลังจบการประชุมที่เครียดที่สุดในชีวิต คามินทร์ก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก หลังจากอมทุกข์มาหลายเดือนในที่สุดก็จัดการปัญหานี้ได้สักที พ่อคงจะภูมิใจในตัวเขาจนน้ำตาไหลเลยมั้ง
“ผมว่าคุณมินทร์ต้องเลี้ยงเหล้าขอบคุณให้คุณเอกกับคุณคิมหน่อยแล้ว” บอสพูดขึ้นเมื่อในห้องประชุมไม่มีใครแล้ว เจ้านายถึงกับปลดเนกไทและพับแขนเสื้อ ท่าทางโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดหลายเดือน
“เอาไว้ค่อยเลี้ยงพวกมันสองคนวันหลัง ผมยังคบกับสองคนนั้นไปอีกนาน วันนี้ผมจะเลี้ยงตัวเองก่อน” คามินทร์พูดติดตลก ตอนนี้ในหัวของเขาคิดแต่ว่าจะต้องไปคลายเครียด ระบายความรู้สึกหนักอึ้งพวกนี้ออกไปจากหัวให้หมด ชายหนุ่มคิดเอาไว้แล้วว่าคืนนี้เขาคงจะไม่กลับบ้าน สถานที่แรกคือผับสุดหรูใจกลางย่านธุกิจที่มักจะไปผ่อนคลายเป็นประจำ ส่วนคืนนี้จะไปจบที่ไหนก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของคืนนี้
ช่วงค่ำคามินทร์ออกจากบริษัทตรงดิ่งมาที่ผับโดยไม่แวะกลับบ้านก่อนด้วยซ้ำไป ร่างกายของเขามันต้องการแสงสี เหล้าดีๆ บรรยากาศผ่อนคลายและสาวสวยอีกสักคน แค่นั้นก็คงจะทำให้ความเหนื่อยและความเครียดที่สะสมมาหลายเดือนของเขาหายไปเป็นปลิดทิ้ง
ผับหรูแห่งนี้คามินทร์มาบ่อยจนแทบจะเป็นบ้านหลังที่สอง ผู้จัดการผับรู้จักเขาเป็นอย่างดีและยังให้ความเกรงใจ โต๊ะประจำมักจะว่างสำหรับเขาอยู่เสมอ ต่อให้คามินทร์จะไม่ได้บอกเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะเข้ามา แต่มาถึงทีไรเขาก็จะได้โต๊ะประจำตรงชั้นสองของผับที่ไม่ค่อยวุ่นวายนักทุกครั้ง
ชายหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะ ยกขาขึ้นมาไขว่ห้างด้วยท่าทางผ่อนคลาย แสงสี เสียงเพลง ควันบุหรี่ รวมไปถึงกลิ่นน้ำหอมที่ลอยคลุ้งทำให้คามินทร์รู้สึกดีอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมาหลายเดือน จากตรงนี้มองลงไปเห็นชั้นล่าง สาวๆ ส่งสายตามาทางเขา บ้างก็ยิ้มให้ โบกมือทักทาย บ้างก็ยกแก้วขึ้นมาเชิญชวน แต่คืนนี้เขาเลือกได้แล้วว่าจะอยู่กับใคร
ไม่รอช้ามือหนาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรหาใครบางคน รอสายอยู่ไม่นานปลายสายก็กดรับ
“ปริม ออกมาหาผมหน่อย ที่เดิม” คามินทร์ไม่รอให้อีกฝั่งได้พูดอะไร เขาบอกความต้องการของตนเองจากนั้นกดวางสาย ไม่ได้สนใจด้วยว่าฝ่ายนั้นจะได้ยินที่เขาพูดผ่านเสียงเพลงดังๆ รอบข้างนี่หรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่คามินทร์ติดต่อหญิงสาวไปมันก็มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้น
ระหว่างรอเขาก็สั่งเหล้ามาดื่มไปพลางๆ ความสุขของเขามันก็แค่นี้ ถึงพ่อจะบ่นปนด่าอยู่ตลอดว่าให้หาเมียเป็นตัวเป็นตนได้แล้ว ไม่ใช่สับรางไปทั่วระวังรถไฟจะชนกันโครมเข้าสักวัน แต่คามินทร์ก็ไม่สนใจเพราะเขายังไม่คิดที่จะจริงจังกับใครตอนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังไม่มีใครที่ดีพอจะทำให้เขาหยุดรักสนุกได้ และอีกหนึ่งส่วนคือเขาสบายใจที่จะคบใครอย่างไม่จริงจัง พอเบื่อก็เลิก เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ
ทำแบบนี้มาตั้งหลายปีแล้วก็ไม่เห็นจะเคยมีรถไฟชนกันอะไรอย่างที่ว่าสักที ระดับคามินทร์เสียอย่างไม่พลาดง่ายๆ หรอก ไม่ถึงสิบห้านาทีต่อมาชายหนุ่มก็ได้กลิ่นน้ำหอมแสนยั่วยวนลอยมาเตะจมูก ตามมาด้วยร่างเพรียวบางของหญิงสาวในชุดเดรสเกาะอกเข้ารูปสีดำ อวดผิวขาวผ่องเดินเข้ามาหา
“คุณมินทร์ หายไปตั้งนานจนปริมคิดว่าจะลืมกันไปแล้วเสียอีกค่ะ” สาวเจ้าเดินเข้ามานั่งเบียดลงบนโซฟานุ่มตัวเดียวกัน นั่งแนบชิดจนแทบจะเกยตัก งัดเอาจริตออกมาออดอ้อนทำให้ชายหนุ่มพอใจ
“ช่วงนี้ผมยุ่งๆ ว่าแต่คุณมาเร็วดีนะ” คามินทร์ม้วนเส้นผมที่ดัดลอนคลายๆ ของเธอเล่น จากนั้นเปลี่ยนมาเชยคางสวยขึ้น ไล่สายตามองใบหน้าสวยที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง ตำแหน่งกิ๊กหมายเลขหนึ่งของปริมไม่ได้มาแค่เพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะคามินทร์ถูกใจเธอมากที่สุดก็แค่นั้น
“ปริมกำลังจะออกจากห้องพอดี ก็คุณเล่นไม่มาหากันเลย ปริมก็เหงาน่ะสิคะ” ปรมพูดและจูบที่ปลายคางของชายหนุ่ม พูดเสียงหวานออเซาะ
“คิดถึงคุณมินทร์จังเลยค่ะ”
คามินทร์กระตุกยิ้มมุมปาก แขนแกร่งโอบเอวของเธอเอาไว้และโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ หญิงสาวหลับตาพริ้มรอรับจูบจากเขา แต่ในตอนที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะสัมผัสกัน ปริมก็ต้องร้องกรี๊ดออกมาเสียงดังเมื่อโดนกระชากผมจากข้างหลังจนหน้าหงาย
“กรี๊ด! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!” หญิงสาวกรี๊ดเสียงดังลั่นจนคนทั้งร้านตกใจรวมไปถึงคามินทร์เองด้วยเช่นกัน แรงกระชากผมอย่างแรงทำให้เธอเซจนตัวปลิว หนังศีรษะเจ็บจี๊ดราวกับว่าผมจะหลุดออกมาทั้งหัว พอหันไปมองคนทำก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอเองก็ไม่รู้จัก
ปริมถลึงตามองอีกฝ่ายอย่างโกรธจัด มือบางกุมศีรษะตนเองที่ยังเจ็บอยู่เลย
“เธอเป็นใคร กล้าดียังไงมาทำร้ายฉัน! สติดีหรือเปล่าหล่อน!”
“อีหน้าด้าน! แค่นี้ยังน้อยไปสำหรับคนร่านชอบแย่งผัวชาวบ้านอย่างแก ฉันอยากจะฆ่าแกเลยด้วยซ้ำ!” คนมาใหม่ด่ากลับอย่างไม่ยอมแพ้ เธอเป็นหญิงสาวรูปร่างสมส่วนหุ่นนางแบบ ย้อมผมสีบลอนด์ทองแต่งตัวด้วยกางเกงขายาวสีดำพอดีตัว เข้าคู่กับบอดี้สูทสีครีมเน้นรูปร่าง
ใบหน้าสวยเฉี่ยวแสดงถึงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นว่าผู้ชายของตนเองอยู่กับผู้หญิงคนอื่น นั่งเบียดกันจนแทบจะสิงร่าง อีกนิดเดียวปากจะแตะโดนกันอยู่แล้ว อลิซเลยไม่รอช้าที่จะเข้ามาจัดการนังหน้าด้านคนนี้ให้สาสมกับความร่านของมัน
“ผัวชาวบ้านอะไรของเธอ อย่ามาพูดมั่วๆ ฉันกับคุณมินทร์คบกันมาตั้งนานแล้ว! อีนังบ้านี่ หลอนยาหรือไง! เมายาก็ไปนอนไป๊!” ปริมทำเสียงสูง ด่ากราดออกไปเท่าที่จะนึกคำด่าออก พร้อมเดินเข้าไปผลักไหล่อีกฝ่ายอย่างแรง ปรี๊ดแตกพอโดนนังบ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาด่าว่าแย่งผัวมัน ไม่พอยังโดนกระชากผมจนผมสวยๆ ที่เธอบรรจงทำลอนอย่างดีเสียทรงอีก
“แกสิหลอนยา! อีป้าแก่แล้วไม่ดูสารรูปตัวเองเสียบ้าง คิดจะอ่อยคุณมินทร์ใช่ไหม ถ้าคันมากก็เอาไปถูกับเสานู่นจะได้หายคัน!”
“กรี๊ดดดด อีบ้า!!!”
เสียงกรี๊ดของสองสาวดังไปทั่วบริเวณเมื่อต่างคนต่างพุ่งเข้าหากัน เกิดความชุลมุนขนาดย่อมๆ ขึ้น หญิงสาวทั้งสองคนด่ากันด้วยถ้อยคำหยาบคายและยังผลัดกันตบกันจนสภาพดูแทบไม่ได้ ส่วนตัวต้นเหตุอย่างคามินทร์ได้แต่ยกมือขึ้นมาตบหน้าผากตนเอง
“เวรเอ๊ย...” เขาเพิ่งจะพูดไปหยกๆ ว่าสับรางเก่ง รถไฟไม่เคยชนกันเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้รถไฟกำลังตบกันอุตลุดจนคนอื่นๆ ในร้านพากันมายืนมุงหมดแล้ว
“ปริม อลิซ หยุดได้แล้ว! ไม่อายคนอื่นบ้างหรือไง” คามินทร์พยายามเข้าไปห้าม อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่ทนยืนมองผู้หญิงตบกันเฉยๆ มือหนาดึงแขนปริมที่อยู่ข้างบนเอาไว้ลากให้เธอลุกขึ้นมา ส่วนการ์ดของร้านก็ช่วยกันเข้ามาจับอลิซแยกออกมาด้วยอีกคน
หญิงสาวทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่พอเริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้วสายตาทั้งสองคู่ก็ตวัดมองมาทางคามินทร์แทน
“คุณมินทร์ นี่มันหมายความว่ายังไงกันคะ นังนี่มันเป็นใคร ไหนคุณบอกว่าคุณมีแค่ปริมคนเดียวไง!” ปริมถามและยังพยายามสะบัดแขนมาทุบตีเขา คามินทร์เลยต้องยอมปล่อยเธอเพราะไม่อย่างนั้นเขาได้เจ็บตัวไปด้วยแน่
“คุณมินทร์บอกอลิซว่าคุณโสด แต่อิป้านี่มันอ้างตัวว่าเป็นเมียคุณ ว่ายังไงล่ะคะ อลิซอยากได้คำตอบ” มาถึงตรงนี้อลิซก็เอาด้วยอีกคน มือเรียวสวยที่แต่งแต้มด้วยเล็บเจลผลักไหล่กว้างเต็มแรง ก่อนที่พวกเธอจะพากันเข้ามาทุบตีเขาเป็นพัลวัน ขนาดการ์ดตัวใหญ่ๆ ยังเอาไม่อยู่
“อย่ามาทำเงียบนะคุณมินทร์! ปริมถามว่ามันเป็นใคร!”
“อลิซไม่ยอมนะ คุณบอกมาเลยว่าจะเลือกใคร อลิซหรือว่านังป้านี่!”
คามินทร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ทุกอย่างมันน่ากลัวอย่างกับวันโลกแตก ให้ตายเถอะ พอสองสาวร้องกรี๊ดและเริ่มหันมาร่วมใจกันทำร้ายเขาแทนคามินทร์เลยตัดสินใจหนีออกมาจากตรงนั้นก่อน
“อย่าหนีนะคุณคามินทร์!”
ขืนยังอยู่ต่อคามินทร์กลัวว่าเขาจะเผลอหงุดหงิดจนทำอะไรไม่ดีออกไป เขาไม่อยากทำร้ายผู้หญิงและก็ไม่อยากจะตอบคำถามอะไรใครทั้งนั้นด้วย สถานการณ์มันดูจะเกินควบคุมไปแล้วเพราะฉะนั้นเขาจึงต้องหนีเอาตัวรอดออกมาก่อน
หมดกันวันดีๆ ที่คาดหวัง ใครจะไปคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ร้อยวันพันปีผู้หญิงของเขาเคยมาจ๊ะเอ๋กันแบบนี้เสียที่ไหน ไม่มีคำไหนจะอธิบายสถานการณ์ของคามินทร์ในตอนนี้ได้ดีมากไปกว่าคำว่าซวยอีกแล้ว
เป็นอีกหนึ่งวันที่ ศรัญญา พูดได้เต็มปากว่าเป็นวันแย่ๆ ของเธอ หญิงสาวก้มมองตนเองที่อยู่ในชุดวาบหวิว นุ่งน้อยห่มน้อยจนไม่มั่นใจ กระโปรงหนังสีดำสั้นจู๋กับเสื้อกล้ามสีขาวเอวลอยนิดๆ ไหนจะรองเท้าส้นสูงสีแดงแปร๊ดที่ทำให้เดินไม่ค่อยถนัดนี่อีก ทุกอย่างไม่ใช่ตัวเธอเลย แน่นอนว่าในชีวิตประจำวันปกติของศรัญญา เธอไม่มีทางหยิบเสื้อผ้าพวกนี้ออกมาใส่แน่ๆ
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงแค่เพราะเธอกำลังเป็นหนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หนี้ที่ตนเองเป็นคนก่อ แต่เกิดจากการที่คุณพ่อของเธอร่วมลงทุนทำธุรกิจและถูกหลอกลวง โดนโกงจนหมดตัวจนสุดท้ายก็กลายเป็นหนี้สินก้อนโต ในฐานะคนเป็นลูก ศรัญญาทนอยู่เฉยมองดูพ่อกับแม่ลำบากไม่ได้ เธอเลยต้องพยายามหาทางจัดการกับหนี้ก้อนนี้เพื่อช่วยพ่อแม่
“สู้เขายัยรัน” หญิงสาวพูดให้กำลังใจตนเอง เป่าปากมองเงาสะท้อนภาพหญิงสาวหน้าตาสวย ดวงตามีเสน่ห์ดึงดูดในกระจกภายในห้องน้ำของผับ ก่อนหน้านี้ศรัญญาทำงานเป็นเซลล์ให้กับรถยนต์ยี่ห้อหรู แต่ก็โดนเจ้าหนี้ตามรังควานทุกวันจนอยู่แทบไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ตัวจริงก็คือเจ้าของแบรนด์ธุรกิจรถหรูที่เธอทำงานเป็นเซลล์อยู่นี่เอง ฝ่ายนั้นยื่นข้อเสนอมาว่าถ้าเธอไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้ได้ ก็ให้เอาร่างกายเข้าแลกจะได้จบๆ ไป
คนเป็นเจ้าหนี้มีรสนิยมชอบข่มเหงหญิงสาว มักจะมีพนักงานหรือเซลล์สาวหลายๆ คนถูกเรียกตัวไปเพื่อยื่นข้อเสนอต่างๆ นานาให้แลกกับการเอาตัวเข้าแลก ศรัญญารับไม่ได้เป็นที่สุด เธอยอมทำงานจนเหนื่อยตายดีกว่าต้องเสียตัวให้กับคนแบบนั้น
สุดท้ายเธอจึงเลือกที่จะลาออกและยืนยันว่าจะหาเงินมาชดใช้หนี้ให้ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งปี ตอนนั้นศรัญญารู้ว่าเงินมันเยอะมากและเธอคงจะไม่มีปัญญาหาเงินก้อนใหญ่มาได้ง่ายๆ แต่ถึงยังไงก็ต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงนั้นให้ได้ก่อน จนตอนนี้ศรัญญาจึงมาทำงานที่บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งที่เพื่อนสนิทของเธอทำอยู่ตั้งแต่สมัยเรียนจบใหม่ๆ เป็นงานที่เงินดีมาก เพราะเป็นบริษัทซูเปอร์คาร์ชื่อดังนำเข้ารถจากเมืองนอกทั้งนั้น ค่าคอมมิชชั่นของชิ้นงานเลยสูงลิ่วไปด้วย
หญิงสาวจึงพอมีความหวังในการมีเงินมาใช้หนี้ให้ครอบครัว แต่ถึงอย่างนั้นดอกเบี้ยรายวันที่ต้องจ่ายมันก็ไม่น้อยเลยในแต่ละวัน ศรัญญาจึงต้องมาทำงานนี้เพื่อหารายได้อีกทาง นุ่งน้อยหุ่มน้อยเปลืองตัวให้แขกลวนลาม จับนั่นจับนี่นิดๆ หน่อยๆ แต่แลกกับเงินค่าดริ๊งก์ที่ได้มันก็พอจะคุ้มกันอยู่
หลังจากให้กำลังใจตนเองจนพอมีแรงฮึดกลับมาอีกครั้ง ศรัญญาก็กลับออกมาทำงาน เธอเดินไปบริการลูกค้า ยิ้มหวานสดใสเวลาที่โดนชายหนุ่มทั้งหลายพูดจาแทะโลมและยังแตะเนื้อต้องตัว ถึงในใจจะรังเกียจขนาดไหนแต่ก็ต้องฝืนยิ้มไปก่อน เพราะแต่ละคนก็ให้เงินค่าดริ๊งก์มาไม่น้อย
“อ๊ะ!” หญิงสาวที่กำลังถือถาดใส่ดริ๊งก์จำนวน 30 ดริ๊งก์ที่ลูกค้าใจป้ำคนหนึ่งซื้อให้ ร้องอย่างตกใจเมื่อโดนกระแทกเข้ามาจากข้างหลังอย่างแรง โชคดีแค่ไหนที่เธอพอจะทรงตัวได้เลยไม่ทำดริ๊งก์ร่วงลงไปทั้งถาด พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดี แต่สีหน้าตื่นๆ เหมือนคนกำลังหนีอะไรบางอย่าง
“คุณ…อะไรเนี่ย” ศรัญญาถึงกับเหวอเพราะชายหนุ่มแปลกหน้าเข้ามายืนหลบข้างหลังเธอ เพื่อใช้เธอเป็นโล่กำบังสิ่งที่กำลังหนีอยู่ หญิงสาวยังไม่ทันจะได้ถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้น สาเหตุของการหนีหัวซุกหัวซุนของผู้ชายคนนี้ก็ปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะคุณมินทร์! มาคุยกันให้รู้เรื่อง!”
“อลิซไม่ยอมให้คุณทำแบบนี้กับอลิซนะ!”
ผู้หญิงหน้าตาสะสวยสองคนยืนประจันหน้ากับศรัญญา เสียงแหลมๆ ตะโกนใส่ชายหนุ่มข้างหลังเธอ ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเหตุการณ์ตรงหน้าคือรถไฟชนกันไม่ผิดแน่ ศรัญญาเกลียดผู้ชายเจ้าชู้แบบนี้เป็นที่สุด เธอไม่อยากจะยุ่งด้วยจึงก้าวขาจะเดินหนี แต่ก็โดนมือหนาจับไหล่เอาไว้
นี่เขาคิดว่าหลังเธอเป็นที่หลบภัยหรือไงกัน บ้าที่สุด
“ยืนเฉยๆ สิคุณ เดี๋ยวผมก็โดนพวกเธอแหกอกหรอก” ชายหนุ่มกระซิบบอก จากที่ศรัญญาถือถาดดริ๊งก์หมุนไปหมุนมาคอยประคองไม่ให้ดริ๊งก์ร่วงลงไป ตอนนี้เลยต้องยืนเฉยๆ ทั้งที่ไม่เต็มใจ เท่านั้นไม่พอคนข้างหลังยังยื่นข้อเสนอบ้าดีเดือดมาให้เธออีก
“ช่วยแกล้งเป็นแฟนผมและไล่พวกเธอสองคนออกไปที ผมมีค่าเสียเวลาให้” อยู่ๆ ศรัญญาก็ต้องมารับบทแฟนของอีกฝ่ายไปเสียอย่างนั้น แต่ตอนนี้อะไรที่เป็นเงินเป็นทองเธอก็รีบคว้าเอาไว้ก่อน
“เท่าไหร่ ค่าเสียเวลาที่ว่า”
“ผมให้คุณไม่อั้นเลย คุณจะเอาห้าหลักหรือหกหลักผมก็จ่ายได้ ช่วยผมหน่อย” น้ำเสียงของคนพูดร้อนรน คงจะอยากสลัดผู้หญิงสองคนนั้นออกไปเต็มแก่ ส่วนศรัญญาพอเห็นหนทางหาเงินก้อนใหญ่ได้ในพริบตาเดียว เธอไม่รอช้าที่จะตอบตกลง เรื่องสวมบทบาทเธอก็ไม่เป็นสองรองใครหรอก
ตาคนนี้จะมีเงินขนาดนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้แหละ แต่ถ้าเขาเกิดมีขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นโอกาสดีของเธอแล้วที่จะหาเงินก้อนได้อย่างง่ายๆ
“นี่! พวกคุณสองคน”
“ว้าย! ทำบ้าอะไรของแก!” หญิงสาวทั้งสองคนร้องกรี๊ดเมื่อศรัญญาโยนถาดเครื่องดื่มออกไปข้างหน้า ทำให้เครื่องดื่มกระเด็นเลอะเทอะใส่เสื้อผ้าและใบหน้าของพวกเธอ ส่วนแก้วก็ตกลงไปแตกกระจายบนพื้น แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ศรัญญาจะมัวมาสนใจเรื่องนี้ เธอต้องสวมบทบาทแฟนสาวผู้กำลังหึงหวงก่อน
“มียางอายบ้างไหมคะพวกคุณสองคน มาวิ่งไล่แฟนคนอื่นเขาแบบนี้ ไม่เห็นเหรอว่าแฟนฉันเขารำคาญพวกคุณมากขนาดไหน” หญิงสาวยกมือขึ้นกอดอก ทำทีเป็นมองเหยียดด้วยหางตาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“อย่าคิดว่าแฟนฉันเขาจะคิดจริงจังกับคุณสองคนเลย เขาก็เอาไปทั่วแบบนี้แหละ แต่ถึงยังไงเขาก็รักฉันมากที่สุดอยู่ดี เฮ้อ คบกันมานานแล้วก็แบบนี้แหละนะ” ศรัญญาแต่งเรื่องได้อย่างแนบเนียน สาวสวยทั้งสองคนตรงหน้าเธอถึงกับกระทืบเท้าเต้นเร่า ไม่อยากจะเชื่อหู
“ไม่จริง แกโกหก คุณมินทร์เขาบอกเองว่ายังไม่มีแฟน!”
“คนที่อยากจะหลอกเอาผู้หญิงคงไม่มีใครบอกว่ามีแฟนแล้วหรอกค่ะ ถ้าเขาจริงใจกับพวกคุณจริงๆ จะมีเหตุการณ์รถไฟชนกันเกิดขึ้นเหมือนวันนี้เหรอคะ เดี๋ยวคืนนี้พอกลับห้องไปเขาก็คงจะขอโทษฉัน ง้อฉันชุดใหญ่เลยเชียวล่ะค่ะ” เธอพูดไปก็ขนลุกขนพองไปด้วย แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าระอาใจกับแฟนหนุ่มคนนี้มากขนาดไหนแต่ก็แอบโอ้อวดอยู่ลึกๆ ให้แกล้งคิดกันเอาเองว่าเธอจะโดนง้อแบบไหน
“ทุเรศ! อีหน้าด้าน นี่แกเยาะเย้ยฉันเหรอ!” หญิงสาวผมบลอนด์ทำท่าจะพุ่งเข้ามาตบเธอ แต่ศรัญญาก็ชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
“เอาสิคะ ถ้าคุณตบฉันรับรองว่าการ์ดได้แห่มาลากตัวพวกคุณออกไปแน่ๆ จะกลับไปดีๆ หรือต้องให้อายก่อน ดูสิคะนั่น คนถ่ายวิดีโอกันเต็มเลย ตายแล้ว ฉาวมากๆ”
ทั้งปริมและอลิซต่างมองไปรอบๆ อย่างพร้อมเพรียง ยิ่งเกิดความอับอายพอเห็นว่าแขกในร้านพากันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ ยิ่งอลิซที่เป็นคนมีชื่อเสียงมีผู้ติดตามในโซเชียลอยู่บ้างก็ยิ่งอาย เธอยกมือขึ้นมาปิดหน้าและรีบเดินเร็วๆ ออกไปทันที
ฝ่ายปริมเมื่อเหลือตัวคนเดียวก็ไม่กล้าแผลงฤทธิ์ต่อ ได้แต่แสดงท่าทีขัดใจบอกกับศรัญญาว่าฝากไว้ก่อนเถอะ ก่อนจะเดินตามอลิซออกไปด้วยอีกคน
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ทีนี้ก็มาคุยเรื่อง-” ศรัญญาถอนหายใจเมื่อภารกิจสำเร็จ เธอหันหลับมาจะทวงถามเอาค่าเสียเวลากับชายหนุ่มตัวต้นเรื่อง แต่แล้วก็ต้องชะงักคำพูดเพราะเห็นว่าไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหายไปตอนไหน ชะเง้อมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา บ้าที่สุดเลย เธอโดนหลอกใช้เข้าจนได้
“ไอ้บ้า คนทุเรศ ขออย่าให้เจอกันอีกเลย” หญิงสาวเข่นเขี้ยว ศรัญญาเจ็บใจเป็นที่สุดเพราะต้องเป็นคนจ่ายค่าเสียหายดริ๊งก์ทั้ง 30 ดริ๊งก์ที่เธอโยนทิ้งไป เงินของเด็กนั่งดริ๊งก์มันก็มาจากการที่ลูกค้าสั่งเครื่องดื่มให้เธอเพื่อนำเอาไปขายดริ๊งก์ต่อเพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์จากร้านและยังได้ทิปจากลูกค้าคนอื่นๆ ด้วยนี่แหละ ตอนนี้เธอเสียโอกาสไปแล้วและยังต้องมาเสียเงินอีก
ศรัญญาได้แต่หวังว่าเธอจะไม่ต้องเจอไอ้บ้านั่นอีก หรือถ้าโชคร้ายบังเอิญเจอเข้าเธอคงจะทนไม่ไหวที่จะพุ่งเข้าไปกัดคออีกฝ่ายหรือข่วนหน้าเพื่อเอาคืนเรื่องของวันนี้ก็ได้