Siren & Tier 1
เจอกันครั้งแรก
“ฮะแฮ่กพ่อ..ชะช่วยหนูด้วย..”
“ทะเทียร์แกไปแบกศพใครมา!” ผู้เป็นพ่อเอ่ยถามด้วยความตกใจมองลูกสาวตัวน้อยใบหน้าสวยผู้มีสีผมน้ำตาลอ่อนที่กำลังหิ้วปีกชายร่างใหญ่เข้ามาในบ้าน” ดวงตกลมโตหอบหายใจอย่างหมดแรงก่อนที่เธอจะทิ้งตัวลงพร้อมกับชายปริศนาที่เธอพามาจากข้างกองขยะหน้าบ้าน
“นะ...หนูก็ไม่รู้เขามานอนอยู่...หน้าบ้าน” หญิงสาวบอกด้วยความหอบเหนื่อยในจังหวะที่กำลังจะเปิดประตูเข้าบ้านเธอก็ได้ยินเสียงร้องแปลก ๆ ตอนแรกคิดว่าตัวเองหูแว่วแต่เสียงก็เริ่มชัดขึ้นเลยเดินไปดูก็เจอชายคนนี้นอนสลบพร้อมหัวที่แตกจนเลือดเปื้อนเต็มหน้า เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยแบกเข้าบ้านมาก่อน
“ยัยลูกคนนี้นี่หาแต่เรื่องมาให้ไม่เว้นวันจริงๆ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายเพราะลูกสาวของเขามักจะเป็นคนจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่นแต่ช่วยด้วยการพาเอามาเป็นภาระให้ผู้เป็นพ่อตลอด เมื่อไม่กี่วันก่อนก็อุ้มเต่าตัวใหญ่เข้าบ้านจนเขาตกใจซึ่งลูกสาวบอกว่าเห็นมันนอนตากแดดอยู่กลัวมันร้อนกระดองเลยพาเข้ามาในบ้าน เขาแทบจะกุมขมับกับความรู้น้อยของลูกสาวเขาเสียจริง
“เลิกบ่นหนูแล้วมาช่วยดูก่อนได้ไหมคะ เขาไม่หายใจเลย” เทียร์เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนผู้เป็นพ่อถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะก้มลงตรวจสอบ เขาเคยเป็นหมอมาก่อนแต่หลังจากสูญเสียภรรยาก็ลาออกมาเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่เทียร์อายุ 7 ขวบ จนตอนนี้ 23 ปีแล้ว
“อืม..ลมหายใจอ่อนมากส่วนบาดแผลก็ลึก เทียร์ช่วยพ่ออุ้มเขาขึ้นเตียงหน่อยลูก”
“ได้ค่ะ” เทียร์ตอบรับในทันทีก่อนจะช่วยผู้เป็นพ่อพาชายร่างใหญ่ไปนอนที่เตียง หลังจากนั้นพ่อของเธอก็สั่งให้เตรียมอุปกรณ์ทำแผลและน้ำอุ่นซึ่งเธอก็ทำตามอย่างว่าง่าย
เทียร์มองพ่อที่เช็ดเลือดออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย เธอมองหน้าที่แท้จริงของเขาแล้วตกตะลึงเล็กน้อยใบหน้าที่ไร้รอยเปื้อน ผิวของเขาเนียนละเอียด คิ้วคมเข้มจมูกโด่งคมสันแถมริมฝีปากยังหนาได้รูป เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ดูเป็นทางการเหมือนผู้บริหารใหญ่โต
“พ่อ..นี่หนูไม่ได้ไปพาดาราดังมาหรอกใช่ไหม ไม่สิ เขาหล่อเกินกว่าจะเป็นดาราอีกนะพ่อ ! เรียกว่าเทพบุตรเลยก็ว่าได้” มือบางเขย่าแขนผู้เป็นพ่ออย่างตื่นเต้น ผู้ชายคนนี้หล่อเกินจะบรรยายเสียเหลือเกิน
“หยุดดีดดิ้นแล้วมาช่วยพ่อก่อน” ผู้เป็นพ่อเอ่ยเสียงเข้ม ก่อนจะล้างมือและสวมถุงมือจากนั้นมือหนาสำรวจบาดแผลและลมหายใจแล้วประเมินอาการ เขาลากถังออกซิเจนออกมาก่อนจะสวมใส่ที่ช่วยหายใจให้กับผู้ชายตรงหน้าแล้วเริ่มทำแผลให้อย่างชำนาญจากวิชาชีพของหมอที่มีมากว่า 30ปี เทียร์มองการกระทำของพ่ออยู่ไม่ห่างแม้ว่าอีกฝ่ายจะบ่นเรื่องที่เธอมักจะนำภาระมาให้เขามากแค่ไหนแต่ชายคนนี้ก็มักจะช่วยหรือหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเธอได้เสมอ
แม้ว่าการจากไปของแม่จะทำให้ทั้งสองมีความสุขในชีวิตน้อยลงแต่เธอก็รับรู้ได้ว่าพ่อของเธอสนใจเธอมากขึ้น จากที่ทำแต่งานกลับบ้านมาก็เหนื่อย ไม่เคยเล่นกับเธอสักครั้งแต่พอแม่เสียพ่อก็ลาออกจากงานมาดูแลเธอไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกินเสื้อผ้าหรือแม้แต่กระทั่งสภาพจิตใจของเธอตาม
“เทียร์หยิบผ้าก๊อซให้พ่อที” เทียร์ทำตามในทันทีก่อนจะส่งผ้าก๊อซตผืนใหม่ให้ เธอมองชายไร้ชื่อแตมีใบหน้าหล่อที่กำลังหลับใหลอยู่ถ้าเป็นอาการที่พ่อของเธอพอจะช่วยได้แสดงว่าอาการของเขาไม่ได้หนักถึงขั้นเสียชีวิตแต่อย่างใด
ผ่านไปเกือบชั่วโมงทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยชายไซเรนที่นอนหมดสติได้พ่อของเธอรักษาจนกลับมาหายใจได้เป็นปกติอีกครั้ง เธอยิ้มด้วยความโล่งใจที่อีกฝ่ายปลอดภัยดี
“ลูกออกไปก่อนพ่อจะเปลี่ยนชุดให้เขา” ดวงตาของคนหน้าสวยโตขึ้นเล็กน้อยกับคำว่าเปลี่ยนชุด ภาพในหัวของเธอผุดขึ้นมาถึงชายหนุ่มกล้ามโตที่เคยเห็นทั่วไปพลางคิดว่าผู้ชายที่หล่อเหลาขนาดนี้หุ่นจะเป็นอย่างไรแค่คิดเธอก็น้ำลายไหลย้อยมาแบบไม่รู้ตัวเสียแล้ว
“นะหนูขออยู่ด้วยย อ๊ากก!” คนตัวเล็กร้องลั่นเมื่อโดนพ่อเขกมะเหงกกลางหน้าผากอย่างแรง เธอบู้ปากด้วยความเจ็บมองสายตาดุของพ่อด้วยความไม่พอใจก่อนจะเดินตึงตังออกไป แม้ในใจจะรู้สึกเสียดายมากก็ตามที่อดเห็นรูปร่างของชายคนนั้น
Siren & Tier - 2
ผู้หญิงแกร่ง
เช้าวันต่อมา
เทียร์ตื่นแต่เช้าเพื่อไปมหาวิทยาลัย ในตอนนี้เธอเป็นเด็กสาวปีที่ 4ของคณะสื่อสารมวลชนแล้ว เหลือเวลาแค่ 2 เดือนในการฝึกงานเธอก็จะเรียนจบอย่างสมบูรณ์ มือบางเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ชายคนนั้นอยู่อย่างแผ่วเบาเพื่อดูอาการ เขาสวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีน้ำเงินซึ่งน่าจะเป็นเสื้อผ้าของพ่อ แม้ว่าอีกฝ่ายจะแต่งตัวธรรมดาขนาดนี้เธอก็ยังคิดว่าเขาดูดีมากอยู่เลย
เทียร์เดินเข้าไปช้าๆ มองใบหน้าหล่อที่หลับตาพริ้มก่อนจะนั่งลงสำรวจใบหน้าของเขาอีกครั้ง แผลบนหัวได้รับการรักษาเป็นอย่างดีแม้ว่าตอนนี้ใบหน้าของเขาจะดูซีดกว่าปกติเล็กน้อยก็ตาม
“ออกไปนะไอ้ยุงบ้า” เธอปัดยุงด้วยความหงุดหงิดจ้องเขม็งไปยังยุงตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนปลายจมูกโด่งคมสันของอีกฝ่าย ใบหน้าของเธอก้มต่ำจ้องมองยุงตัวนั้นด้วยสายตาอาฆาตที่บังอาจมาดูดเลือดคนป่วย สองมือยกขึ้นหมายจะตบมันให้แหลกจนกระทั่ง
แปะ!
“เยสสำเร็จ!” ใบหน้าสวยเอ่ยด้วยความดีใจที่ตบยุงตัวนั้นได้สำเร็จเธอกางมือออกก่อนจะเบิกตาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาและกำลังมองเธออยู่
“กรี๊ดดดดดด”
“อ๊ากกกกกก” เสียงร้องของทั้งสองทำให้ผู้เป็นพ่อที่กำลังทำกับข้าวอยู่หลังบ้านรีบวิ่งเข้ามาดูก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าลูกสาวของตัวเองกำลังโดนผู้ชายคนนั้นขึ้นคร่อมอยู่
“มึงทำอะไรลูกสาวกู ฮะไอ้หน้าหล่อนี่!” ตาคมมองชายมีอายุที่ถือมีดพร้อมแผ่รังสีความน่ากลัวออกมาจนเขาตกใจรีบเด้งตัวกลับไปนั่งดีทันทีเป็นจังหวะเดียวกับที่เทียร์ค่อย ๆ ลุกขึ้นหลังจากที่โดนเขากระโจนใส่เพราะคิดว่าเธอจะมาทำร้ายตัวเอง
“พะพ่อใจเย็นก่อนเขาแค่ตกใจหนู” เทียร์เอ่ยบอกกับพ่อแล้วคว้ามีดที่อยู่ในมือของพ่อและวางมันให้ห่างตัว เธอมองพ่อที่เดินเข้าไปใกล้ผู้ชายคนนั้นก่อนถามขึ้น
“อาการเป็นยังไงบ้าง”
“พวกคุณเป็นใครครับแล้วที่นี่ที่ไหน” เทียร์มองใบหน้าหล่อที่พูดขึ้นเขาเบ้หน้าพลางจับไปที่หัวของตัวเอง
“ผมถามว่าอาการเป็นยังไงบ้าง” พ่อของเธอเอ่ยย้ำน้ำเสียงดุจนชายคนนั้นชะงักไปชั่วครู่ เขาถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ
“เจ็บหัวนิดหน่อย..แค่นั้นครับ” พ่อพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับมาหาลูกสาวอีกครั้ง
“เดี๋ยวพาเขาออกมาทานข้าวด้วยแล้วกัน ลูกก็ถามเขาด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นบุคคลอันตรายก็รีบวิ่งออกมาบอกพ่อนะเข้าใจไหม?”
“ค่ะ!” เทียร์ตอบรับสั้น ๆ กับประโยคอันยาวเหยียดของพ่อตัวเองแล้วเดินไปหาอีกฝ่ายที่กำลังนั่งเหมือนนึกอะไรอยู่
“เอ่อไม่ทราบว่าคุณโดนอะไรมาหรือคะ” เธอเอ่ยถามอย่างสุภาพใบหน้าหล่อหันมามองเธอ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยมองเด็กสาวในชุดนักศึกษาผมสีน้ำตาลอ่อนของเธอตรงสวยใบหน้าของเธอเล็กเท่ากำปั้นของเขา ตานิดจมูกหน่อยเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงลุคน่ารักที่พร้อมจะแหลกคามือเขาได้เสมอ
“เธอช่วยฉันงั้นเหรอ?” เขาถามกลับอย่างแปลกใจ จำได้ว่าตัวเองกำลังเดินกลับบ้าน แต่โดนดักทำร้ายจนหมดสติไปทันทีตื่นมาก็มานอนอยู่ตรงนี้แล้ว
“ค่ะคุณมานอนสลบอยู่หน้าบ้าน ฉันเลยแบกคุณเข้ามา”
“แบก? ตัวเล็กๆ แบบนี้อะนะ?” เขาเอ่ยด้วยความประหลาดใจ หุ่นของเธอเพรียวบางแขนขาก็เล็กไปหมดแต่เธอสามารถแบกเขาที่มีน้ำหนัก70 เกือบ 80 กิโลกรัมได้เนี่ยนะเหลือเชื่อจริง ๆ
“ถึงหนูจะตัวเล็กแต่หนูแรงเยอะมากเลยนะคะ ดูนี่สิคิก ๆ” เธอพูดขึ้นแล้วถกแขนเสื้อเบ่งกล้ามแขนให้อีกฝ่ายดูอย่างโอ้อวด ใบหน้าหล่อตะลึงกับภาพที่เห็นแม้กล้ามแขนของเธอจะไม่ใหญ่มากแต่ก็รับรู้ได้ว่ามันเกิดขึ้นจากการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจริง ๆ ก่อนจะนึกถึงคำพูดของลูกน้องที่เคยถามเขาเมื่อหลายวันก่อน
(สเป็กผู้หญิงของคุณไซเรนผู้แข็งแกร่งต้องเป็นแบบไหนหรือครับ)
(เอิ่ม..ก็คงจะเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งกว่าฉันน่ะนะ)
(ครับ? …มันจะมีผู้หญิงแบบนั้นที่ไหนกัน ก็มีแต่ผู้หญิงจากหนังมาร์เวลยอดมนุษย์เท่านั้นแหละ)
หรือว่าเขาจะเจอผู้หญิงคนนั้นแล้วหรือเปล่านะ ผู้หญิงที่แข็งแรงแม้จะตัวเล็กนิดเดียว ผู้หญิงที่ช่วยชีวิตเขาจากการโดนซุ่มโจมตี ผู้หญิงคนนี้…คือเธอสินะ ใบหน้าหล่ออมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะมองเทียร์ที่ส่งยิ้มให้เขาอย่างน่ารัก
Siren & Tier 3
ทำความรู้จัก
“คุณชื่ออะไรเหรอคะ?” เทียร์เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มในขณะที่มองคนตัวสูงนั่งกินข้าวฝีมือพ่อของเธอเงียบ ๆ
“เทียร์มีมารยาทหน่อย เขากินข้าวอยู่” ผู้เป็นพ่อเอ่ยดุลูกสาวกับการเสียมารยาทของเธอ ใบหน้าสวยเบ้ปากเล็กน้อยด้วยความไม่ชอบใจ เธอเพียงแค่อยากรู้ชื่ออีกฝ่ายแค่นั้น ไซเรนมองเธอเล็กน้อยก่อนยกยิ้มกับความน่ารักของเธอ
“ผมชื่อไซเรนครับ ขอโทษที่มาเป็นภาระ” ไซเรนเอ่ยตอบอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะกระดากปากเล็กน้อยก็ตามเพราะปกติพ่นคำหยาบออกมาแทบจะทุกประโยคแต่สำหรับผู้มีพระคุณทั้งสองเขาจะพูดเช่นนั้นไม่ได้
“ว้าวชื่อเท่มากเลยค่ะ” คนตัวเล็กเอ่ยขึ้นกับชื่อที่แปลกของอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้” ไซเรนมองใบหน้าของชายมีอายุแต่ยังคงสุขุมเงียบ ๆ เขาวางช้อนหลังจากเริ่มอิ่มคิดในใจว่าโชคดีเหลือเกินที่ตัวเขาได้มาเจอสองคนนี้ หลังจากกลับไปเขาคงต้องรีบกลับมาตอบแทนให้อย่างงามเสียแล้ว
“ไม่ทราบว่าเสื้อผ้าของผม?” ไซเรนเอ่ยถามเทียร์จึงลุกขึ้นไปหยิบให้ทันทีเพราะเธอเป็นคนเอาเสื้อผ้าของอีกฝ่ายไปซัก ไซเรนรับเสื้อผ้าของตัวเองจากมือบางก่อนจะล้วงไปด้านในกระเป๋าเพื่อหามือถือติดต่อลูกน้องแต่ก็ไม่พบ
“คือว่ามือถือ..”
“ไม่มีนะคะ ตอนที่หนูเอาเสื้อผ้าไปซักในนั้นไม่มีอะไรเลย” เทียร์เอ่ยขึ้นเพราะก่อนจะเอาผ้าลงเครื่องก็เป็นปกติที่ต้องตรวจหาสิ่งของก่อนแต่ก็พบว่าไม่มีอะไรเลย ร่างสูงถอนหายใจเบา ๆ ไม่ใช่แค่โดนซุ่มโจมตีแต่ยังโดนปล้นอีกด้วย
“ไปแจ้งความไว้ก็ดีนะครับ” ไซเรนพยักหน้าตอบรับความเป็นห่วงของอีกฝ่ายแต่สำหรับเขาไม่จำเป็นต้องถึงมือตำรวจก็สามารถหาตัวคนร้ายได้เพียงไม่กี่วันแถมยังทำให้พวกมันไม่ต้องไปกินข้าวแดงในคุกแต่เปลี่ยนมาเป็นต้องทำบุญให้แทนถึงจะได้กินข้าวเสียมากกว่า
“หนูไปก่อนนะคะพ่อ”
“ไปก่อนนะครับ” ผู้เป็นพ่อมองลูกสาวและชายแปลกหน้าที่กำลังจะออกจากบ้านเมื่อเห็นว่าไปทางเดียวกันเลยให้ไปพร้อมกันเสียเลย ไซเรนมองชายมีอายุที่ควักเงินออกมายัดใส่มือของเขา
“เอาไว้กลับบ้านนะครับ” เขามองเงินในมือนิ่ง ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะต้องให้ใครมาช่วยขนาดนี้ เขายิ้มอ่อนก่อนจะเอ่ย
“ขอบคุณครับไว้ผมจะกลับมาตอบแทนอย่างแน่นอน” เขาพูดขึ้นด้วยความสุภาพก่อนจะเดินจากไปโดยมีเทียร์เดินเคียงข้างไปด้วย
“ว่าแต่อายุเท่าไหร่เหรอคะ?” คนตัวเล็กเปิดประเด็นทันทีหลังจากเดินออกจากบ้านมาได้ไม่เท่าไหร่
“ปีนี้ก็ 29 แล้ว” เขาตอบอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะมองคนตัวเล็กที่เบิกตากว้างเล็กน้อย
“แต่หน้าคุณอ่อนกว่าอายุมากเลยค่ะ นึกว่าจะอายุใกล้ ๆ กันเสียอีก” เขายิ้มออกมาเล็กน้อยกับคำยอของเธอเทียร์ฉีกยิ้มสดใสให้เขาก่อนจะเดินต่อเงียบ ๆ
โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!
“หยุดเห่าเลยนะไอ้เฉาก๊วย” เทียร์เอ่ยเสียงดุมองหมาสีดำตัวโตที่เป็นหมาจรอยู่แถวนี้ ไซเรนมองหมาแล้วเบ้หน้าด้วยความไม่ชอบใจเพราะมีภูมิหลังที่ไม่ดีกับหมาเขาเคยโดนกัดตั้งแต่เด็กเลยเลี้ยงหมามาโดยตลอด
“กลัวหมาเหรอคะ..ไม่ต้องกลัวนะคะ มันแค่เห่า” เทียร์เอ่ยเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายที่ถอยหลังทุกครั้งเมื่อหมาเดินเข้าไปใกล้
“คะคือ..ช่วยไล่ไปหน่อยได้ไหม..” เขาเอ่ยอย่างขอร้องนี่เป็นจุดอ่อนเดียวที่เขามีในชีวิตนี้คือการกลัวหมานั่นเอง
“มาค่ะ หนูจะเดินคุ้มกันให้เอง” เทียร์เอ่ยอย่างมั่นใจแล้วเดินไปประชิดตัวไซเรนคอยกันหมาที่จะเข้ามาทักทายคนแปลกหน้า ไซเรนมองการกระทำของเธอด้วยความทึ่งในตอนนี้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอกำลังปกป้องผู้ชายอย่างเขาอีกแล้ว ใบหน้าหล่อยิ้มขำเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายไล่หมาตลอดทางทั้งยังเดินประชิดตัวเขาไม่ห่างจนกระทั่งหมามันเลิกตามไปเอง
“เฮ้ออ ไอ้เฉาก๊วยนี่ตื๊อไม่เลิกจริง ๆ” เทียร์เอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยใจกว่าที่มันจะยอมเลิกตามก็ทำเอาเธอต้องดุไปหลายต่อหลายครั้งทีเดียว ตอนนี้ทั้งคู่เดินมาถึงถนนใหญ่แล้ว
“ถ้างั้นหนูไปเรียนก่อนนะคะ” ไซเรนมองคนตัวเล็กที่เดินไปทางป้ายรถเมล์ มือบางยกขึ้นโบกลาเขาด้วยรอยยิ้มสดใส เขายกมือขึ้นโบกลาเธอเช่นกันมองคนตัวเล็กที่ขึ้นรถเมล์ไปแล้วยังไม่วายชะโงกหน้ามาคุยกับเขาต่อ
“อย่าลืมไปหาหมอด้วยนะคะ กลับบ้านปลอดภัยค่ะ” เขายืนยิ้มมองรถเมล์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับรอยยิ้มของเธอจนมันลับหายไปเขาเดินไปตามริมถนนก่อนจะเรียกแท็กซี่เพื่อกลับบ้านของตัวเองบ้าง
“เอ่อ..คุณลูกค้าใช่ทางนี้แน่ ๆ ใช่ไหมครับ” ไซเรนมองคนขับแท็กซี่ที่เอ่ยขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่เขาไม่แปลกใจหรอกเพราะคนที่จะเข้ามาถนนนี้ได้ต้องได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ไซเรนไม่ตอบก่อนจะมองสองข้างทางที่มีแต่ป่าแต่อีกไม่นานภาพตรงหน้าก็จะกลายเป็นสวรรค์ของความสวยงาม