งานวันเกิดของคุณนายคนที่สองของตระกูลนาธาเนียล ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่บริเวณสนามกว้างหน้าคฤหาสน์หลังงามสไตล์เมดิเตอเรเนียนที่มีอายุเก่าแก่พอสมควรในย่านคนรวยอย่างเบเวอรี่ฮิลล์
ดาหลา นาธาเนียล... ภรรยาสาวคนที่สองของจอห์น นาธาเนียล หนึ่งในเจ้าของบริษัท M.N. Grand Decorate and Constructive ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่แอลเอ และมีสาขาอยู่เกือบทุกประเทศทั่วทุกมุมโลก ทั้งคู่พบกันเมื่อครั้งที่ฝ่ายชายไปพักร้อนที่เกาะพงัน สุราษฎร์ธานี เมื่อห้าปีที่แล้ว เขาบังเอิญทำกระเป๋าสตางค์ตกเอาไว้บนเรือจ้างที่เขาจ้างให้มาส่งที่เกาะ ตอนนั้น... ดาหลาได้ช่วยนำกระเป๋ามาคืนให้กับเขา เพราะคนที่ขับเรือนั้นเป็นคนที่เธอรู้จัก และนำกระเป๋าเงินที่ตกบนเรือมาให้เธอช่วยตามหาเจ้าของให้ ทั้งคู่จึงได้พบกัน... และจอห์นก็รู้ว่าดาหลาเป็นพนักงานที่โรงแรมแห่งหนึ่งบนเกาะพงัน ซึ่งเป็นโรงแรมเดียวกับที่เขาไปพัก
ทั้งคู่ได้มีโอกาสคุยกันบ้างตามแต่สถานะแขกและพนักงานจะอำนวย ก่อนที่เขาจะขอเบอร์และอีเมลของเธอเอาไว้เพื่อติดต่อสื่อสารกันเรื่อยมา แต่เขาไม่เคยบอกกับเธอเลยสักครั้งว่าเขาเป็นเจ้าของบริษัทรับออกแบบและก่อสร้างรายใหญ่ในอเมริกา บอกเพียงว่าเขาเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปที่เก็บเงินมาเที่ยวเมืองไทย แล้วเขาก็ได้พบกับหัวใจที่งดงามของสาวไทยผิวสีน้ำผึ้งคนงามคนนี้ ทั้งคู่คุยกันผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ประมาณปีกว่าๆ เห็นจะได้ ก่อนที่จอห์นจะตัดสินใจขอเธอคบในฐานะแฟน และเมื่อเข้าสู่ปีที่สองในการรู้จักกัน เขาก็ขอเธอแต่งงาน และบอกกับเธอว่าแท้จริงแล้ว... ฐานะของเขาไม่ใช่เพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดา
ชายวัยห้าสิบปลายๆ จำได้ดีว่าตอนนั้นเธอโกรธเขามากจนไม่ยอมคุยด้วยเลย แม้เขาจะบินไปง้อเธอถึงที่ไทยเธอก็ไม่ยอมพบหน้าเขา เพราะเขาตั้งใจปิดบังฐานะที่แท้จริงกับเธอ คิดไปสาระตะว่าที่ทำเช่นนั้น เพราะเขากลัวว่าเธอจะเป็นผู้หญิงหน้าเงินสินะ ร้อนถึงเขาต้องขอร้องให้พี่สาวของดาหลาช่วยกล่อมอีกแรง จนเธอยอมรับฟังในสิ่งที่เขาแก้ตัว ซึ่งกว่าจะยอมใจอ่อนยกโทษให้เขา จอห์นก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าเมื่อเธอยอมให้อภัย เขาก็ขอดาหลาแต่งงานทันที ก่อนจะพาเธอย้ายกลับมาอยู่ที่เบเวอรี่ฮิลล์ด้วยกัน
การแต่งงานครั้งที่สองของจอห์นกับภรรยาสาวชาวไทยได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากบุตรชายทั้งสองของเขา เอเดน และเอเลียต รามิเรส นาธาเนียล เพราะทั้งคู่เห็นตรงกันว่าผู้เป็นพ่อควรจะมีใครสักคนไว้คอยเป็นเพื่อนคู่คิด หลังจากที่ต้องเสียแม่ของพวกเขาไปในอุบัติเหตุเมื่อสิบสามปีก่อน พ่อของเขากรำงานหนัก ก่อนจะยอมวางมือให้ลูกชายทั้งสองรับช่วงต่อ
งานวันเกิดในวันนี้... แม้จะจัดขึ้นในย่านคนรวยและคนดัง แต่คนที่ได้รับเชิญกับมีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้น ซึ่งคือเจโธร แมคเกรเกอรี่ เพื่อนรักตั้งแต่สมัยเด็กๆ หนึ่งในเจ้าของบริษัท M.N. Grand Decorate and Constructive พร้อมด้วยลูกชายทั้งสอง อย่างคริสโตเฟอร์ ที่อุตส่าห์แลกเวรกับเพื่อนหมออีกคนเพื่อมางานวันเกิดของดาหลา และเซบาสเตียนที่ยอมเสียสละยกเลิกนัดกับนางแบบสาวสุดฮอตที่กำลังมาแรงในตอนนี้เพื่อมางานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนั้นก็มีลูกชายทั้งสองของจอห์น และพ่วงด้วยหลานสาวคนสวยของดาหลาที่มาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วย
“อ้าว! แล้วเจ้าเอลไปไหนล่ะ?” เอเดนเอ่ยถามสาวหน้าสวยคมแบบฉบับสาวไทยที่ตรึงตราใจทุกคนที่เห็น ยกเว้นเขา เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะเขามีภรรยาสาวที่แสนน่ารักอย่างเคลลี่อยู่ข้างๆ ทั้งคน ใครที่ไหนจะกล้านอกใจ อีกอย่างทั้งเขาและเคลลี่ก็มีโซ่ทองคล้องใจเป็นเจ้าสองแสบ ฝาแฝดคนละเพศอย่างเจ้าหนูโจเซฟ และหนูน้อยเจนนิเฟอร์ ที่ตอนนี้กำลังวิ่งตื้อเข้าไปหาคนที่เขาบอกให้เรียกว่าอา อย่างสาวนามว่ามะลุลี วิโรจน์รุ่ง หรือที่พวกเขาเรียกจนชินปากว่า “จูน” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเธอนั่นเอง
“แต่งตัวอยู่ค่ะ” หญิงสาวตอบยิ้มๆ ขณะที่มองเด็กชายตัวจ้อยวัยห้าขวบที่วิ่งปร๋อมาหาเธอพร้อมส่งเสียงโหวกเหวกน่าเอ็นดู
“อาจูนคร้าบบบบบ!!!!” มะลุลียอบตัวลงอ้าแขนออกรับร่างเล็กๆ เข้ามาในอ้อมกอด เจนนิเฟอร์แฝดผู้น้องเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอให้พี่ชายชิงออดอ้อนคุณอาคนสวยเพียงฝ่ายเดียว รีบปีนลงจากตักผู้เป็นพ่อ แล้ววิ่งตรงมาหาหญิงสาวแทบจะทันที เจ้าของอ้อมแขนจึงต้องโอบร่างเล็กของเด็กหญิงเอาไว้อีกคน “ผมคิดถึงอาจูนมากที่สุดเลยครับ”
“หนูก็คิดถึงอาจูนค่ะ” เจนนิเฟอร์รีบบอกเสียงใสไม่ยอมน้อยหน้าพี่ชาย ก่อนที่ฉีกยิ้มกว้างอวดฟันหน้าที่หายไปซี่หนึ่ง
“อาก็คิดถึงโจกับเจนจ้ะ” ว่าแล้วมะลุลีก็หอมฟอดเข้าที่แก้มยุ้ยๆ ให้คนละที ก่อนลุกขึ้นยืน จับมือเด็กแฝดคนละข้าง “อาว่าเราไปนั่งที่โต๊ะกันดีกว่าเนาะ อาหิวแล้ว เด็กๆ หิวหรือยังจ๊ะ?”
“หิวแล้วค่า/หิวแล้วคร้าบบบ” เด็กน้อยสองคนประสานเสียงตอบขานไข ก่อนจับจูงตัวป่วนทั้งสองตรงไปยังโต๊ะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสมาชิกคนอื่นนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“มานั่งข้างๆ พ่อนี่มา” เอเดนตบที่นั่งสำหรับเด็กที่ตั้งอยู่ข้างตัว เพื่อเรียกสองแสบไม่ให้ไปรบกวนคุณอาคนโปรดของพวกแกมากนัก โจเซฟยอมให้พ่อยกตัวขึ้นนั่งบนเก้าอี้เสริมสำหรับเด็กแต่โดยดี หากแต่เจนนิเฟอร์กลับรีบปีนขึ้นตักคุณอาสาว อย่างกับจะประกาศว่าจะไม่ยอมอยู่ห่างคุณอาคนโปรดเป็นอันขาด
“เจนนี่... ” เคลลี่ทอดเสียงเรียกบุตรสาวอย่างอ่อนโยน แล้วพยักหน้าเรียก “มานั่งนี่มา อย่าไปรบกวนคุณอามากนัก”
“ไม่เอา!” หนูน้อยเจนนี่ตอบกลับอย่างมีแง่งอน แล้วกอดเอวมะลุลีเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าแม่จะมาดึงตัวเธอออกห่างจากอาสาว “หนูจะนั่งกับอาจูน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” มะลุลีรีบบอกเมื่อเห็นเคลลี่แสนหวานกำลังจะอ้าปากดุลูกสาว พร้อมกอดเด็กน้อยเอาไว้เช่นกัน แล้วยิ้มละไม “ให้เจนนี่นั่งกับฉันก็ได้ ไม่ลำบากอะไรค่ะ”
“อาเอล!!!” แล้วเด็กชายตัวจ้อยก็ปีนลงจากเก้าอี้เสริมสำหรับเด็ก ก่อนวิ่งฉิวไปหาคุณอาหนุ่มสุดหล่อที่กำลังเดินตรงเข้ามาสมทบกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ “อาเอลมาช้าจังเลย”
“ขอโทษครับ พอดีอามัวแต่อาบน้ำอยู่” เอเลียต รามิเรส นาธาเนียล ลูกชายคนเล็กของจอห์นบอกกับหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะวางมือใหญ่ลงบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลที่อ่อนแสงกว่าของตน
“ไปนั่งกันเถอะครับ” เด็กชายโจเซฟชักชวนอย่างแข็งขัน ก่อนเดินจูงมือเอเลียตไปยังเก้าอี้ข้างๆ คุณอาสาวที่มีน้องสาวตัวแสบของตนนั่งอยู่บนตักบาง
‘แหม... รู้ใจอาจริงๆ นะโจ! เดี๋ยวอาจะตบรางวัลให้อย่างงามเลย!!!’ หญิงสาวกรี๊ดกร๊าดร้องชมหลานชายในใจที่ดึงคุณอาสุดหล่อบาดจิตที่ครอบครองใจเธอมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ กัน งานนี้ค่อยได้ใกล้ชิดและมีโอกาสสูดกลิ่นกายหอมๆ ของผู้ชายหน้านิ่งหน่อย
“นี่! เก็บสายตาของเธอไว้บ้างก็ได้นะ” เสียงทุ้มกระซิบเหี้ยมเกรียมที่ข้างหูเธอนี่เอง เมื่อเอเลียตสังเกตว่ามะลุลีจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่เขาเดินเข้าในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้ ถ้ามองเฉยๆ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เพราะชินกับการที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนอยู่แล้ว แต่นี่เล่นเล้าโลมเขาผ่านทางสายตาหวานฉ่ำเสียขนาดนั้น ดวงตานี่พราวระยับวิบวับราวกับจะจับเขาเปลื้องผ้า ต่อให้เป็นผู้ชายที่ชาชินกับการที่ถูกหญิงสาวมากหน้าหลายตามองด้วยความอยากได้ใคร่ครองแค่ไหน แต่ถ้าโดนมองอย่างที่ยัยหื่นนี่มองเขาอยู่ล่ะก็นะ... มีหวังกระอักกระอ่วนใจทุกรายน่ะแหละ!!! เขาชักจะไม่แน่ใจแล้วสิว่าตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวบางๆ กับกางเกงขาสามส่วนสีเดียวกัน หรือกำลังเปลื้องผ้าอยู่ต่อหน้าเธอกันแน่!
“เก็บสายตาก็มองไม่เห็นสิ!” มะลุลีกระซิบตอบแล้วยิ้มซุกซน ภายนอกเธอคือผู้หญิงที่สุขุมเรียบร้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์ช่างพูดแค่ไหน แถมบางครั้งยังจะออกติงต๊องด้วยซ้ำ จะมีก็แต่เพื่อนสนิทสองคนของเธอกระมังที่รู้มุมนี้ คนหนึ่งก็คือหิรัญญิการ์ อีกคนคือสเลเต แล้วก็ล่าสุด... ก็เอเลียตนี่ไงที่ได้รู้มุมบางมุมที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกอันแสนสุขุมของเธอ ก็นะ... เธอเป็นประเภทที่จะเป็นตัวของตัวเองที่สุดเมื่อได้อยู่กับคนที่ตัวเองรักนี่นา “แล้วฉันก็อยากจะชื่นชมความหล่อของคุณด้วย เพราะฉะนั้นฉันไม่เก็บหรอก!”
“ยัยเด็กบ้า!” เขาคำรามในลำคออย่างหงุดหงิดติดจะรำคาญกับคำพูดแทะโลมของเธอ ดูทีหรือ... ดาหลาผู้เป็นน้าและออกจะเรียบร้อยอ่อนหวานราวหลุดออกมาจากสำนักชี แล้วยัยนี่... กลับทำตัวก๋ากั๋นใช้คำพูดแทะโลมผู้ชายไปทั่วอย่างนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่าเธอไม่ซึมซับเอานิสัยดีงามของผู้เป็นน้ามาบ้างหรือไร!?
“อาจูนกับอาเอลกระซิบอะไรกันเหรอคะ??” เจนิเฟอร์เงยหน้าจ้องใบหน้างามของคุณอาสาวตาแป๋ว ด้วยได้ยินแว่วๆ เหมือนคุณอาทั้งสองกำลังคุยอะไรกันสักอย่าง หากแต่ใช้วิธีกระซิบกระซาบแทนที่จะคุยกันดีๆ
“นั่นสิ! มีความลับอะไรนักหนา?” เอเดนเอ่ยถาม แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีร่องรอยของการตำหนิเลยแม้แต่น้อย หากแต่ติดจะล้อเลียนน้องชายกับหลานสาวของแม่เลี้ยงเสียมากกว่า ไหนจะแววตาแพรวพราวระยับนั่นอีก เอเลียตอดหน้าชากับแววตาล้อเลียนนั้นไม่ได้
‘นี่นายคงไม่คิดว่าฉันกับยัยนี่ซัมติงรอง (something wrong) กันหรอกนะไอ้พี่ชาย!!!!’
“แหม... พี่เอ็ดก็!” คนที่ออกตัวว่าเขินจัดกลับเป็นมะลุลีเสียอย่างนั้น มือบางยกมือขึ้นโบกไหวๆ ผ่านใบหน้างามที่แดงซ่านเมื่อเข้าใจนัยที่เอเดนต้องการสื่อ ยิ้มเขินๆ พลางพูดแก้เสียพัลวัน “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ! เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิดกันไปหมดหรอก”
‘คนเขาจะเข้าใจผิดเพราะท่าทางเธอนี่แหละ!’ เอเลียตส่งสายตาขวางๆ ไปมองคนที่นั่งเขินอยู่ข้างๆ อย่างขัดใจ สู้เธอเฉยๆ ไปเสียยังจะดีกว่าพยายามแก้ตัวอย่างนี้ ป่านนี้คนทั้งโต๊ะคงเข้าใจผิดกันไปไหนต่อไหนแล้ว!!!! “เฮ้อ!!!”
“ถอนใจอะไรนักหนาเอล?” คำถามนี้ดังจากปากผู้เป็นพ่อ เมื่อเห็นลูกชายคนเล็กทำหน้าเมื่อย ขณะที่ปรายตามองมะลุลีที่ทำท่าเขินบิดไปบิดมาด้วยแววตาเอือมระอา
“เปล่าครับ” เอเลียตตอบด้วยน้ำเสียงสุขุม ก่อนเบนสายตาไปยังเตาบาร์บีคิวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะอาหารนัก วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดเฉพาะคนในครอบครัว ทุกคนมีหน้าที่ในการบริการตนเอง ทุกคนคงเริ่มมื้ออาหารไปได้สักพักหนึ่งแล้วมั้ง ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่มัวโอ้เอ้เพราะไม่อยากใช้เวลาอยู่ใกล้กับยัยหื่นข้างๆ นี่นานนัก “ผมไปตักบาร์บีคิวกินดีกว่า”
“ฮั่นแน่... ทำเป็นเขิน!!!” เสียงพี่ชายยังคงลอยตามหลังมาล้อเลียนร่างสูงกำยำของน้องที่เดินเลี่ยงไปยังเตาบาร์บีคิว เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสนทนา
‘เขินบ้าเขินบออะไร!!! ฉันอึดอัดโว้ย!!! ใครจะอยากถูกไปจับจิ้นกับยัยหื่นนั่นกัน!!’ เอเลียตอยากจะร้องออกไปอย่างนั้นเหลือเกิน แต่ติดที่ว่าแม่สอนเสมอว่าให้เป็นสุภาพบุรุษที่ให้เกียรติผู้หญิง อย่าเปล่งวาจาใดๆ ที่ทำให้ผู้หญิงเสียหน้า ซึ่งเขาก็ยึดมั่นถือมั่นกับคำพูดนั้นมาโดยตลอด ยกเว้นแต่ว่า... สำหรับมะลุลีแล้ว เขาขอเชื่อฟังแม่แค่เพียงครึ่งเดียว คือครึ่งที่ว่าจะไม่พูดจาทำร้ายจิตใจผู้หญิง... เฉพาะต่อหน้าบุคคลที่สาม สี่ หรือห้าเท่านั้นนะ
แต่ถ้าอยู่กันตามลำพัง... เขาไม่รีรอเลยที่จะแขวะยัยนี่ให้สาสมกับความหมั่นไส้ ที่เธอชอบทำตัวสุขุมไร้เดียงสาต่อหน้าคนอื่น แต่กับเขา... กลับทำตัวก๋ากั๋นคอยแทะโลมเขาด้วยคำพูดและสายตาตลอดเวลาหรอกนะ
“ผมว่า... อายุอานามขนาดนายเอลนี่ควรมีครอบครัวได้แล้วนะครับ” แล้วไอ้พี่ชายตัวแสบของเขา ก็เสนอไอเดียบ้าบอชวนตบกบาลแยกขึ้นมา เล่นเอาคนที่ถูกพาดพิงถึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไรบอกไม่ถูก หากแต่ก็แกล้งทำหูทวนลม คีบบาร์บีคิวบนเตาใส่จานตัวเอง
“นั่นสิ! พ่อก็เห็นด้วยนะ อายุปาเข้าไปสามสิบสองแล้ว พ่อว่าน่าจะหาผู้หญิงสักคนที่เป็นตัวเป็นตนแล้วลงหลักปักฐานได้แล้วนะ”
‘นั่นไง!!! วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว!’ เอเลียตบ่นกับตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย กรอกตาขึ้นฟ้าเพื่อปรับอารมณ์ก่อนเดินลากเท้าอาดๆ มานั่งลงที่เดิมพร้อมกับจานบาร์บีคิวที่เพิ่งไปตักมา
“ผมว่าคงไม่จำเป็นต้องหาให้เหนื่อยหรอกนะครับพ่อ” เอเดนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเริงรื่นเหมือนกำลังคุยเรื่องที่ออกรสออกชาติอะไรสักอย่าง “ก็ให้แต่งกับจูนไปเลย จะได้ไม่ต้องเหนื่อยหา แถมยังได้ลูกสะใภ้ที่ถูกใจพ่ออีกต่างหาก”
“แหม! คุณเอ็ดคะ หลานของฉันน่ะเป็นผู้หญิงนะคะ พูดอะไรก็ให้เกียรติกันหน่อยเถอะ มันไม่งามเลยนะคะ พูดอย่างนี้หลานสาวของฉันก็หมดราคาแย่” ดาหลาที่นั่งฟังมานานเอ่ยขึ้นบ้าง หากแต่หาได้จริงจังกับคำตำหนินั้นไม่ เพียงแค่พูดหยอกล้อไปตามน้ำเท่านั้นเอง
‘เอ้อ... ผมว่าหลานของคุณน่ะไม่เคยคิดเรื่องงามหรือไม่งามหรอกนะครับ เพราะตั้งท่าจะงาบผมตลอดเวลา!!’ เอเลียตได้แต่คิดแล้วก็ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของดาหลา