ไม่กี่นาทีต่อมา...
“เฮ้ย ตื่น! สำนึกบุญคุณค่าเทอมที่กูจ่ายให้ด้วย”
ป๊อก! ป๊อก! ป๊อก!
ฉันเดินกลับเข้ามาในคลาสเรียนที่ดูจะวุ่นวายพอสมควรเพราะอาจารย์ยังมาไม่ถึง ก่อนจะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเลคเชอร์ของไอ้สามคนที่นอนก้มหน้าฟุบอยู่กับโต๊ะอย่างนั้น ตามมาด้วยเชนที่เดินเขกหัวทุกคนเรียงตัวอย่างเรียกสติจนพวกมันค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกันช้าๆ
“หืม? สงกรานต์~ สงกรานต์~ สนุกสนานประเพณีไทยยยย~”
“สัส โดนตบกูไม่รู้ด้วยนะ” เชนมันพูดไปขำไปพอได้ยินไอ้พอร์ชฮัมเพลงออกมาหลังเห็นสภาพเละตุ้มเป๊ะของฉัน -.-
“โว้ว~ โคตรเฟียส ฮิปฮอปสไตล์ โย่ว~ โย่ว~”
หึหึ.. ไอ้หมิวก็อีกคน ส่งเสียงล้อเลียนไม่พอ มันยังทำท่าฮิปฮอปประกอบคำพูดแซวฉันที่อยู่ในสูทหลวมโคร่งของไอ้บ้านั่น แต่หนักสุดเห็นจะเป็นไอ้ดิวที่ขำกร๊ากจนคนทั้งคลาสหันมา น่ารำคาญชะมัด!
“งู้ยยย ไฟฉายย่อส่วน โดระเอ มะอื่อออ~ กร้ากกกก”
จิ๊!
มะอื่อบ้านป้ามันดิ ฉันง้างมือจะลั่นใส่หัวมันสักทีสองที แต่ไอ้ดิวมันเบี่ยงตัวหลบทัน ไอ้เชนที่ยืนขำเลยล็อคคอลากฉันกลับมานั่ง ส่วนไอ้พวกนั้นก็นั่งขำคิกคักกันสบายใจ
“โฮ่ะๆๆ อารมณ์ร้ายอย่าบอกใคร~ แบ่งฝั่งยกพวกตีแม่งเลยมั้ย เรามีสาม พวกมันมีสอง ไงก็ถล่มพวกแม่งยับได้ ไม่ได้อคตินะ กูแค่แค้นฝังหุ่นเรื่องน้องพิ้งค์อ่ะ ซุบซิบๆๆๆ”
เพื่อออออ -_-?
คำพูดของไอ้ดิวที่แว่วเข้าหูมาทำให้ฉันที่เพิ่งทิ้งตัวนั่งหันไปหาเชนและส่งซิกส์ให้มันรับจบแทนให้หน่อย แล้วเพื่อนรักก็จัดให้ตามใจ กระดาษหลายแผ่นบนโต๊ะเชนถูกขยำอย่างไวแล้วไอ้เชนก็ปามันลอยลิ่วผ่านหน้าฉันไปลงกลางวงที่ไอ้สามคนนั้นนั่งสุมหัวกันอยู่จนคนรอบข้างขำกันยกใหญ่
ฟิ้ววว~ พรึ่บ!
“หู้ยยย ปกป้องกันจัง เป็นผัวเมียกันมั้ง!”
ไอ้หมิวตะโกนกลับมา แล้วพวกมันก็หันมาถลึงตาใส่ แถมยังทำปากขมุบขมิบล้อเลียนไม่หยุด เหอะ..ไอ้พวกสามตัวบาท สงสัยอยากตาย -_-
“เอาล่ะนักศึกษา ก่อนจะเริ่มเรียนวันนี้ผมมีปัญหาความมั่นคงของคณะมาแจ้งพวกคุณก่อน...”
เสียงอาจารย์พูดขัดขึ้นมาก่อนที่ฉันจะโต้ตอบอะไร ทำให้คลาสทั้งคลาสเงียบกริบและเพื่อนทุกคนก็เบนความสนใจไปหาอาจารย์กันใหญ่ จริงๆภาพรวมในห้องมันเกือบจะดีอยู่ละถ้าไอ้ดิวไม่....
“อะไรอีกแล้วล่ะฮะ ไม่มีไรซวยเท่าการโดนน้องพิ้งค์เทแล้วค้าบจารย์ โธ่!”
เฮ่ออออ! ป๊อก!
“เฮ้ย!” คราวนี้เป็นฉันที่ขว้างปากกาในมือใส่หัวดิวมันเต็มๆ จนเจ้าตัวหันมาทำหน้ามุ่ยใส่
“หนวกหูฉิบหาย”
ฉันยักคิ้วพูดออกไปแล้วมันก็ทำท่าจะลุกมาเอาเรื่อง แต่ก็ทำเป็นชะงักไปเหมือนโดนใครรั้งไว้ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่
“ไอ้พอร์ชอย่าจับดิวะ เฟรย์มันทำกู กูจะไปเคลียร์กับมัน โห่.. ไอ้หมิวปล่อยดิว้อยยย~”
ผลัวะ!
“ไปไหนก็ไปไอ้สัส ไม่มีใครเค้ารั้งมึงเลยเหอะ!”
เสียงสวรรค์ของไอ้พอร์ชดังขึ้นท่ามกลางเสียงโวยวายของไอ้ดิวมัน เอาไรมาก..ขนาดอาจารย์ยังหลุดขำ เพื่อนทั้งคลาสนี่ไม่มีเหลือ
“อุ่ย แล้วเมื่อกี๊บอกพวกกัน...ฝากไว้ก่อนน้าเฟรย์น้า เอ้า~ ต่อสิครับจารย์ ผมตั้งใจฟังอยู่เนี่ย”
หึ..ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่า -_-!
“อ่ะ โอเคนะ คือจากที่เราสำรวจความต้องการและข้อเสนอแนะของนักศึกษาภายในคณะแล้วเนี่ย มีนักศึกษาจำนวนมากอยากได้สตูดิโอถ่ายภาพเพิ่มเนื่องจากของเดิมไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน ซึ่งทางคณะเราก็ทำเรื่องร้องขอไป แต่ทางมหาลัยก็ยื่นข้อเสนอกลับมาให้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกัน”
“ข้อเสนอไรหรอคะจารย์?” เพื่อนคนหนึ่งในคลาสยกมือถาม แล้วอาจารย์ก็แสดงสีหน้าหนักใจออกแนวอ้ำอึ้งขึ้นมา
“คือ...ชมรมวารสาร รู้จักใช่มั้ย?”
จิ๊!
แค่ได้ยินคำนี้...หน้าไอ้บ้านั่นก็ลอยมาเลย ยิ่งก้มลงไปเห็นเสื้อสูทตัวใหญ่ที่ไม่ใช่ของตัวเองด้วยแล้ว ฉันยิ่งหัวร้อนเข้าไปใหญ่ ทำไมฉันไม่ซัดหน้าไอ้รุ่นน้องนั่นไปสักทีทั้งที่มีโอกาสแล้วแท้ๆเนี่ยฮะ -_-!
“หึ...”
ไอ้เชนที่ได้ยินเสียงจิ๊จ๊ะของฉันถึงกับหลุดขำ แล้วทำเป็นลอยหน้าลอยตาเหมือนตั้งใจฟังอาจารย์
ไม่ใช่ละ..อันดับแรกไอ้บ้าเชนนี่แหละควรโดนตบคว่ำก่อน
“อย่าแม้แต่จะคิด” มันพูดแล้วชี้หน้าฉันเหมือนรู้ทัน ทั้งที่ฉันแค่ขยับตัวและยังไม่ทันจะง้างมือด้วยซ้ำ
“โทษไอ้เวย์ละกัน วันนี้มันกวนตีน”
ผลัวะ!
พูดจบฉันก็ระบายความเซ็งลงหัวไอ้เชนมันทันที งดดราม่าฮะ พอดีเป็นพวกเสพติดความรุนแรงอ่ะ เพราะอยู่ท่ามกลางไอ้จอมกวนพวกนี้ก็เลยต้องแข็งแกร่งบ้างเป็นเรื่องธรรมดา
“เชี่ยยยยย”
ฉันไม่ได้สนใจจะฟังเสียงโอดโอยนั้น แล้วเลือกหันกลับมาฟังอาจารย์พูดต่อทั้งที่ก็ไม่ได้อยากฟังเท่าไหร่ -.-
“คือรายละเอียดมันเป็นงี้นะ เพราะจะมีงานประเพณีมหาลัยที่เกิดขึ้นมาใหม่ ทางชมรมวารสารต้องเตรียมงานอย่างรัดกุมมาก เลยอยากได้อาสาสมัครไปช่วยงานแลกกับการสร้างสตูดิโอถ่าพภาพห้องใหม่ให้คณะเราน่ะ”
อ๋อ...จะหาแรงงาน เลยเอาของที่เราต้องการมาล่อว่างั้น ถามจริงสมาชิกชมรมนั้นวันๆนี่ทำอะไร? เห็นมีดีแค่สอดส่องเรื่องฉาวของใครต่อใคร ขนาด Nightshade ด้วยกันยังโดนออกบ่อยไป
“แล้วคือ...งานส่วนใหญ่ก็เป็นงานที่เราถนัด พวกงานถ่ายภาพโปรโมท เก็บภาพบรรยากาศ อาจมีครีเอทกระทู้ที่น่าสนใจบ้าง แล้วแต่งานที่ได้รับมอบหมายให้ทำ ไม่ยากเท่าไหร่ใช่มั้ย ^^”
อาจารย์พูดต่อแล้วยิ้มเจื่อนๆ อย่างรู้ว่าคำตอบจะเป็นไง แล้วเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนของนักศึกษาในคลาสก็ชวนให้สถานการณ์ยิ่งอึมครึมไปกันใหญ่
“เหอะๆๆๆ”
“แล้วต้องใช้อาสาสมัครกี่คนครับจารย์ หรือว่าเราต้องไปกันทุกคน?”
‘ม่ายยยยยยยยยย’
ใครคนหนึ่งในคลาสถามออกมา พร้อมกับเสียงไม่เห็นด้วยที่ดังตามหลังมาอย่างเป็นลูกคลื่น จะให้ยินดีได้ไง ชมรมวารสารขึ้นชื่อเรื่องการเป็นศูนย์กลางจักรวาลใน ม. จะตาย อย่าได้ทำไรไม่ถูกใจคนชมรมนั้นเชียว โดนเล่นทั้งคณะกะเอาตายกันเลยทีเดียว เห็นปีก่อนๆ เขาว่ากันมาอ่ะนะ เรียกได้ว่าย่ำยีจนแต่ละคณะต้องยอมศิโรราบกันไปข้างหนึ่งเลยล่ะ
“ไม่ๆ ไม่ใช่ทุกคนนะ ทางนั้นเค้าอยากได้ Main หลักแค่ 2 คน แต่ถ้าคนเค้าไม่พอจริงๆ เค้าก็จะยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือจากเราอีกที”
อาจารย์ออกตัวปฏิเสธและอธิบายเงื่อนไขให้เราฟังด้วยสีหน้าที่ดูตั้งใจ และเหมือนเดิมไอ้แก๊งค์สามตัวบาทก็ทำป่วนอีกจนได้
“อ๋ออออ สองคนนนน อย่างนี้นี่เองงงงง”
ไอ้ดิวลากเสียงยาวและหันมาทำตาปิ๊งๆ ให้พวกฉันแบบรู้ทันเลยว่ามันคิดอะไร แล้วพวกมันก็หันไปซุบซิบกันใหม่
“คืองี้เด็กๆ ผมไม่บังคับนะ แค่อยากจะทราบว่าเสียงส่วนมากเห็นว่าใครเหมาะสม แล้วเดี๋ยวพวกอาจารย์จะเอาไปพิจารณากันอีกที ตอนนี้กระดาษบนโต๊ะพวกคุณน่ะ กรอกชื่อคนที่ว่าเหมาะสมลงมาได้เลย”
พออาจารย์พูดจบ ฉันก็ก้มหน้าสำรวจโต๊ะเลคเชอร์ของตัวเอง แต่ก็ไม่มีร่องรอยของกระดาษอะไรสักใบ
บ้าฉิบ! อย่าบอกนะ...
“คิกๆๆๆ”
“เอ้อออ อาจารย์ค้าบ ขอถามหน่อยค้าบบบ ถ้าแบบว่า..กระดาษมันยับอ่ะค้าบ ไม่เป็นไรหรอกเน่อะอาจารย์ ใช่มั้ยฮะ โฮ่ะๆๆๆ”
ไอ้ดิวยกมือตะโกนถามอาจารย์ ส่วนไอ้หมิวกับไอ้พอร์ชก็ค่อยๆ คลี่กระดาษสองใบที่เชนมันปาไปแล้วโบกไปโบกมาด้วยสีหน้าสะใจ
“เอาคืนมาถ้าพวกมึงไม่อยากตาย”
ฉันกัดฟันพูดแล้วจ้องหน้าปล่อยพลังทำลายล้างออกไป แต่นอกจากพวกมันจะไม่เกรงกลัวต่อแรงอาฆาตที่ส่งไปให้ มันยังคว้าปากกามากาโหวตชื่อเราใส่กระดาษสองใบนั้นต่อหน้าต่อตาฉันด้วยไง!
“อุ๊ยยย นี่เฟรย์กับเชนอาสาจะไปเอง ก็เลยเลือกโหวตตัวเองหรอเนี่ยยยย”
ไอ้ดิวจีบปากจีบคอตะโกนออกไปดังลั่น แถมยังโบกสะบัดกระดาษในมือซ้ำๆ คิดว่าถือปอมๆเชียร์มั้ง เป็นบ้าไรของมัน!
“โอ้ว ดีเลย อาจารย์ก็เล็งเราสองคนไว้พอดี งั้น...มีใครคัดค้านอะไรมั้ย”
เท่านั้นแหละ สิ้นสุดเสียงอาจารย์ สถานการณ์อึมครึมในคลาสก็คึกคักกันเลยเชียว
‘ไม่เลยค่ะ’
‘เห็นด้วยค่าา’
‘เอาสองคนนี้เลยค่าาา ไม่ต้องโหวตหรอกอาจารย์’
‘เอาเลยฮะจารย์ ตัวท็อปของสาขาเราอยู่แล้ว’
“คิกๆๆๆๆ โฮ่ะๆๆๆๆ”
พอเหตุการณ์ดูจะเป็นไปตามที่พวกมันตั้งใจ ไอ้สามตัวบาทนั่นก็ขำกันใหญ่ ไอ้บ้าเอ้ย! แค่น้องพิ้งค์คนเดียว มันถึงกับขายเพื่อนเลยรึไง?!
“คเชนทร์ ฟาริดา ตกลงตามนั้นมั้ย?”
คำถามของอาจารย์ทำให้เพื่อนทั้งคลาสหันมาทำตาปิ๊งๆ ใส่พวกฉัน เอาน่า..มันก็ยังพอมีทางรอดอยู่บ้าง
“ถ้าคเชนทร์ไป หนูไปค่ะ”
ฉันพูดแล้วหันไปหาเชนที่นั่งเงียบอยู่สักพัก เพราะคิดว่ายากอ่ะ..ถ้าเชนมันจะไป ขนาดติด Top 6 ของ Know more มันยังบ่นว่าชีวิตวุ่นวายจะตาย ถ้าต้องไปร่วมงานกับชมรมวารสารที่ขุดคุ้ยประวัติมันจนหงุดหงิดพาลไม่มาเรียนไปพักใหญ่ บอกเลย ไม่มีทางจะเป็นไปดะ....
“ผมไปครับ งานง่ายๆ สบายอยู่แล้ว”
....ฮะ?!
“ง่อวววววว พิ๊เชนคนจริง..โอวัลตินต้องละลาย กร้ากกก~”
“ขอบคุณพิ๊เชนที่พลีกายเพื่อเราชาวนิเทศน้าาาค้าาา”
แปะๆๆๆ
“=_=?????”
ฉันหันหน้าไปหาไอ้เชนด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มหัว ท่ามกลางเสียงเชิดชูความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของไอ้สามตัวบาทที่นั่งตบมือแปะๆ อย่างถูกอกถูกใจ แล้วไอ้เชนมันก็หันมายักคิ้วรัวๆ ให้พร้อมกับขำด้วยท่าทางสะใจยิ่งกว่า
“หึ...”
“ไอ้.....!”
พรึ่บ!
“โอ๋~ ผลโหวตออกมาก็ต้องไปอยู่ดี จะเล่นตัวทำไม” ยังไม่ทันที่ฉันจะด่าอะไร เชนมันก็เลื่อนมือมาผลักหัวและให้เหตุผลที่ฟังขึ้นตาย!
“มันอาจเป็นคนอื่นก็ได้” ฉันตอบกลับไปแล้วเชนมันก็ส่ายหัวเหมือนไม่เห็นด้วยเท่าไหร่
“ใครมันจะยอมไป ชมรมวารสารเรื่องมากจะตายโดยเฉพาะไอ้....”
ครืดดด! พลั่ก!
“อุ๊บ!”
ฉันพับโต๊ะเลคเชอร์และกระทุ้งศอกเข้าหน้าท้องแน่นๆ ของมันอย่างรู้เลยว่าจะพูดอะไร แล้วเชนมันก็ยิ่งขำออกมาแบบไร้การ Keep look ใดๆ
“ฮ่ะๆๆ น่าสนุกฉิบหาย”
...เพื่อนเลววว!
“อ้อออ คเชนทร์ ฟาริดา เดี๋ยวอาจารย์จะส่งชื่อพวกเธอให้ทางชมรมวันนี้ แล้วพรุ่งนี้เช้าก็มีนัดประชุมที่ห้องชมรมเลยนะ สู้ๆล่ะ เพื่อห้องปฏิบัติการถ่ายภาพอันสุดแสนอลังการของพวกเราาาา~”
“เย้ๆๆๆ ~”
เสียงอาจารย์ปลุกระดมความยิ่งใหญ่ของภารกิจสำคัญจนคนในคลาสก็เป็นบ้าโห่ยินดีแบบคล้อยตามกันไป
เห๊อะ! ห้องปฏิบัติการถ่ายภาพอันสุดแสนอลังการรรรร~
เอาใหม่! -.- แก้ปัญหาเบื้องต้นก่อนได้มั้ย ใครเอาอาจารย์ไปเก็บทีดิ๊ โคตรรำคาญ! =_=
เช้าวันต่อมา...
Rrrrrrrrrrrr~
เชนไงคนที่หล่อจะตาย เดินผ่านหมาหมายังอาย เหยียบขี้กูไมงงจัง?
“Shit -_-!”
ฉันหลุดปากออกไปจนใครอีกคนที่กำลังร่วมโต๊ะอาหารถึงกับละสายตาจากหน้าหนังสือพิมพ์มาเหลือบตามอง
เมื่อไหร่เชนกับไอ้แก๊งค์สามตัวบาทมันจะเลิกเอามือถือคนอื่นไปเปลี่ยนชื่อตัวเองยาวเหยียดแบบนี้สักทีฟะ แล้วฉันก็ไปบ้าตามมัน ทนอ่านจนจบก่อนกดรับเพื่อ =_=?
“ห้ามเลท! ห้ามตาย!”
เพราะรู้ว่าเชนมันจะเนียนไม่เข้าประชุมกับชมรมวารสารบ้าบออะไรนั่นแน่ๆ ฉันเลยกรอกเสียงแทนคำทักทายดักออกไป แต่มันสนที่ไหน -.-
“งั้นไม่สบายได้ช้ะ อากาศมันเปลี่ยนว่ะ อยากไอ แค่กๆๆ”
“สำออย ไม่มาเลิกคบ”
ถึงจะพูดไปงั้น แต่คนอย่างมันลองได้คิดว่าวันนี้จะไม่มา ต่อให้ฉันอยู่ในชุดนักศึกษามันก็ยังนอนอืดอยู่ในกองผ้านวมหนาๆ นั่นอยู่ดี
“เลิกคบไร ถ้าไม่มีกูมึงไม่มีใครละนะ แค่นี้แหละง่วง”
ตู๊ดๆๆๆ
เชนมันพล่ามออกมายาวเหยียดแล้วตัดสายไปดื้อๆ ให้ตาย! หาเรื่องให้แล้วเนียนหนีเอาตัวรอดคนเดียวแบบนี้ อย่าให้เจอจะตบสักที!
จิ๊! ตึงงงง!
“ไม่มีมารยาท”
“บอกตัวเองรึไง?!”
น้ำเสียงยียวนของคนตรงหน้าดังขึ้นมาทันทีที่ฉันโมโหโยนมือถือลงบนโต๊ะอาหารอย่างเซ็งๆ ฉันเลยสวนกลับไป
แหม...พ่อคนดีเดินข้ามฟากจากตึกตัวเองมาฝากท้องที่นี่ มีมารยาทตาย!
“กำหนดการอยู่ไหน?”
นั่นไง..ว่าแล้วเชียว ใครมันจะลงทุนเดินกินลมชมวิวข้ามตึกคนละฝั่งมาโดยไม่หวังอะไร โดยเฉพาะไอ้บ้านี่ที่ไม่เคยสิงอยู่แถวนี้ถ้าไม่มีธุระสำคัญ
“ไม่รู้ เพราะไม่ไป” ฉันตอบกวนๆ กลับไปแม้จะรู้ดีว่ากำหนดการที่ถูกพูดถึงเป็นข้อบังคับที่เราต่อรองไม่ได้
ใช่..ต่อรองไม่ได้
ด้วยสถานะที่ฉันบังเอิญเข้าไปเกี่ยวพันตั้งแต่ก้าวเข้ามาอยู่ที่นี่ไง เอาจริงถ้าจะให้พูดถึง background ของตัวเองก็ไม่รู้จะให้ค่าความสวยงามกับทางเดินที่ถูกโปรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบนี้สักเท่าไหร่...
เพราะเท่าที่จำความได้ ‘Dark Shadow Castle’ คือที่อยู่ที่เป็นทางการที่สุดของฉันไง หรือถ้าจะให้ใช้คำเรียกเท่ๆ แบบละครไทยมันคือ ศูนย์บัญชาการของแก๊งค์มาเฟีย Dark Shadow ที่คนทั่วไปอาจไม่ได้ให้ความสนใจ
แต่สำหรับผู้ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์มากมาย ไม่มีใครไม่รู้จักหรือกล้าก้าวล้ำเส้น แทรกแซงทุกอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น Member ของ ‘Dark Shadow’ เลยสักคน
เพราะแบบนี้ Dark Shadow ถึงมีเครือข่ายขนาดใหญ่จากมือของคนในครอบครัวเดียวกันที่ร่วมกันสร้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ร่วมกันทำลาย!
อย่างว่าแหละนะ..ผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร และการทุจริต คอร์รัปชันมากมายก็เป็นเรื่องที่อธิบายยาก เพราะมันเกิดขึ้นภายใต้กฎที่ควบคุมเราไว้แบบไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ ซึ่งคนตรงหน้าฉันก็เข้าใจมันดี
และถึงแม้ Dark Shadow จะเต็มไปด้วยสมาชิกในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกัน
....แต่ฉันไม่ใช่หนึ่งในนั้น!
ด้วยความสัตย์จริง และขอย้ำอีกครั้ง..ว่าฉันไม่ใช่สายเลือดเดียวกันกับทุกคนในนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไล่ลำดับความสัมพันธ์กันอีกที ฉันก็มีสิทธิ์เทียบเท่ากับ Member ของ Dark Shadow คนอื่นๆ เหมือนกัน หรืออาจจะต่างกันตรงที่ฉันมีสิทธิพิเศษที่มากกว่า
เพราะฉัน... เป็นลูกสาวบุญธรรมของท่านผู้นำสูงสุดแห่ง Dark Shadow คนปัจจุบัน!
และฉัน..เป็น 1 ใน 2 ของผู้มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะประจำการอยู่ที่นี่ โดยแบ่งพื้นที่คนละฟากตึกกับทายาทที่แท้จริงอีกคน ซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตที่อัพเกรดความนิ่งไม่สนโลกของตัวเองขึ้นทุกปี ทั้งที่เมื่อก่อนยังง้องแง้งจนเกือบโดนฉันเตะอยู่หลายที...
‘ติณณ์..หรือ เตโช’ คือชื่อโหลๆ ของไอ้คนตรงหน้านี้ไงล่ะ!
แต่ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกันทางความสัมพันธ์หรือลำดับญาติอะไรเทือกนั้น ฉันก็ไม่ได้ออกตัวว่าอยากจะรู้จักอะไรกับหมอนี่สักเท่าไหร่ เพราะไม่ชอบความวุ่นวายที่พ่วงยาวมาเป็นขบวนรถไฟ และที่สำคัญ...หมอนี่เป็น 1 ในสมาชิก Nightshade ด้วยไง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ารำคาญที่สุดในมหาลัยตอนนี้เลยก็ว่าได้
อ้อ..แต่อย่าคิดว่าการจับพลัดจับผลูมาเป็นส่วนหนึ่งของ Dark Shadow แบบงงๆ นี้มันจะเป็นเรื่องดีนะ เพราะเท่าที่ลองลิสต์ดู ถ้าเอาเรื่องราววุ่นวายภายในแก๊งค์มาเขียนหนังสือ คงยาวได้ประมาณสิบเล่มเรียกว่าอ่านกันจนตาลาย =_=
เพราะงั้น...ฉันที่เป็น Dark Shadow แค่ในนามจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวหรือลงรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวกับแก๊งค์มากจนเกินไป เพราะการทำตัวลึกลับ ไม่ซึมซับความวุ่นวายอย่างที่เป็นอยู่แบบนี้มันง่ายดี
“อะแฮ่ม! เมื่อกี๊ป้าได้ยินน้า~ ไม่ไปไม่ได้นะคะ ห้ามสองคนนี้อยู่คุยกันนานๆ เชียวนะ เกิดจับมือกันประท้วงขึ้นมา คุณท่านลมจับแน่ๆ”
‘คุณป้ามาร์ธา’ คนสนิทของท่านผู้นำแห่ง Dark Shadow หนึ่งในผู้อุปการะเลี้ยงดูฉันพูดขึ้นมาทำลายความเงียบระหว่างเราจนหมดสิ้น พร้อมกับยื่นซองจดหมายสีน้ำเงินเข้ม ที่ยังคงความคลาสสิคตลอดกาลสองซองมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเราทั้งคู่
หึ..น้ำเงินเข้ม สีที่แสดงถึงความสันติ ความภาคภูมิใจ ความไว้วางใจ และความจงรักภักดี...
แต่อีกนัยหนึ่ง...ก็แฝงไปด้วยความเศร้าไม่รู้ทำไมไม่เปลี่ยนสักที
‘ฟาริดา ภัทรเดชา’
จิ๊ -_-!
นี่ก็เป็นอีกเรื่อง..ที่แจ้งไปกี่ที จดหมายที่ได้รับก็ยังจ่าหน้าซองแบบเดิมอยู่ดี ที่จริง..ถึงจะจดทะเบียนเป็นลูกบุญธรรม แต่ฉันก็ยังใช้นามสกุลเดิมของตัวเองมาตั้งนานหลายปี ไว้ผ่านไปแถวนั้นจะลองถามคนส่งจดหมายดูสักที ว่าจะกดดันให้ใช้ ‘ภัทรเดชา’ ให้ได้เลยรึไง -.-
อีกอย่างท่านผู้หญิง ภรรยาของท่านผู้นำก็เห็นดีเห็นงามว่าการไม่ใช้ ‘ภัทรเดชา’ มันปลอดภัยกับฉันที่มีศักดิ์เป็นลูกสาวคนเดียวของพวกท่านที่สุดไง
แล้วก็นะ..เพราะเป็นลูกสาวที่อายุน้อยมากจนเหมือนจะเป็นหลานสาว ฉันเลยชอบกัดกับบรรดาหลานชายของพวกท่านทุกครั้งที่เจอ..ไม่ว่าจะคนไหน
ฉันเปิดซองจดหมายในมือออกและคลี่กระดาษเพื่ออ่านรายละเอียดข้างใน แต่แค่เห็นตัวหนังสือหนาๆ คร่าวๆ ก็ทำเอากระตุกยิ้มมุมปากสะใจออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“There! There! (โอ๋ๆ) ”
มองดูผิวเผินเนื้อหาในนี้ก็แค่คำสั่งเรียกตัว Member ทุกคนในรุ่นเดียวกันกลับ DS Castle Japan เพื่อประทับตรา มีการทดสอบทักษะและสมรรถภาพร่างกาย ความว่องไว กับสกิลทั่วไปในการป้องกันตัวที่สามารถทำได้ ซึ่งมันไม่ได้ยากอะไร แต่ไอ้ตัวหนังสือเล็กๆ หนาๆ ที่ต่อให้อ่านวนไปวนมา คนตรงหน้าฉันก็ดันมีเอี่ยวกับมันเต็มๆ นี่สิที่น่าสนใจยิ่งกว่า :)
“ช่วยเก็บเป๋าได้”
ฉันส่งเสียงยียวนออกไป แต่ปฏิกิริยาที่ตอบกลับมาจากคนตรงหน้ากลับนิ่งเฉย แต่ก็แฝงไปด้วยความหนักใจอย่างไม่ปกปิดอะไร
“เงียบ..คิดถึงน้องชาย?”
ฉันแกล้งดัดเสียงล้อเลียนหมอนี่ออกไปใหม่ แม้จะรู้ว่าสถานการณ์มันไม่ได้เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ก็มั่นใจว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก
“กินไป”
เสียงเรียบตอบกลับมา พร้อมกับซองจดหมายที่ถูกวางลงบนโต๊ะ และแววตาที่บอกถึงความรู้สึกหลากหลาย ไอ้สีหน้าไม่สู้ดีแต่ไม่แสดงออกอะไรมันชวนอึดอัดมากนะให้ตาย
แต่อย่างว่าอ่ะ..ใครมันจะอยากนั่งอธิบายให้คนอื่นฟังว่าตัวเองคิดอะไร ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ถ้าไม่ได้สนิทก็คงจะนั่งเงียบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน
“เจอบ้างมั้ย?”
คำถามสั้นๆ ของคนที่ตีหน้าซื่อหยิบหนังสือพิมพ์ไปเปิดอ่านต่อแบบไม่รู้ไม่ชี้อะไรทำให้ฉันหลุดยิ้มมุมปากออกไป คงเพราะฉันเทียวไปเทียวมาสองศูนย์บัญชาการแทนท่านผู้นำบ่อยๆ ส่วนหมอนี่ก็เอาแต่ปลีกวิเวก วุ่นวายอยู่กับธุรกิจตัวเอง และพยายามตัดขาดจาก Dark Shadow มากสุดเท่าที่ทำได้เลยไม่มีโอกาสได้เจอใครอีกคนที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่เลยไง
“ถามทำไม?”
ฉันแกล้งแซวๆ ไป จะว่าเจอก็ใช่.. แต่ช่วงนี้ก็เจอไม่บ่อยเท่าไหร่ตั้งแต่ยุ่งๆ
“เป็นพี่...ก็ดัดนิสัยมันซะบ้าง”
น้ำเสียงเรียบเล็ดลอดออกมาจากข้างหลังหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ ยิ่งชวนให้ฉันยิ้มกว้างออกไปในความขี้เก๊กของคนสองคนที่เหมือนกันจะตายเวลาพูดถึงอีกฝ่าย
“หรอ แล้วเราอ่ะเป็นไร?”
ฉันพยายามกลั้นยิ้มและเลิกคิ้วถามออกไป แม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าทำกลบเกลื่อน แกล้งอ่านหนังสือพิมพ์เงียบๆต่อไป
“.....”
“ไม่ตอบ? เอ๊ะทำไมคุ้นๆ เหมือนเมื่อก่อน...”
ฟรึ่บ!
“ไม่ไปเรียนรึไง?”
ระดับความสูงของหนังสือพิมพ์ถูกลดลงพร้อมกับน้ำเสียงที่เริ่มดุเหมือนจะขู่กันยกใหญ่
“ไปดิ...”
ฉันตอบกลับไปหน้าตาย แล้วหมอนี่ก็ปรายตาเป็นเชิงไล่ให้รีบออกไป
“แต่ก่อนไป..คิดถึงคินมันมั้ยถามจริง? ”
ครืดดด!
พูดจบฉันก็หลุดขำแล้วดันเก้าอี้แล้วลุกพรวดเพราะรู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไร
พรึ่บ! หมับ!
แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเป๊ะ หนังสือพิมพ์ในมือติณณ์ถูกพับลวกๆ และปลิวตามแรงเขวี้ยงมาแบบไร้ซึ่งความเกรงใจ ดีที่ฉันรับมันไว้ได้ทันพอดี
“แย่จริงๆ มาบ้านคนอื่นแล้วเขวี้ยงของพร่ำเพรื่อแบบนี้...ใช้ได้ที่ไหน”
พรึ่บบบ!
พูดจบฉันก็เขวี้ยงหนังสือพิมพ์กลับไปขำๆ แต่หมอนั่นก็หลบไวพอกันเลยกลายเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นตรงลิ่วไปปัดแก้วกาแฟหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย ตามมาด้วยเสียงของป้ามาร์ธาที่กำลังยืนทำหน้ากลุ้มใจไม่ไกลจากพวกเราเท่าไหร่
เพล้งงง!
“ว๊ายยย! โถ คุณๆ ข้ามฝั่งมาเจอกันทีไรก็มีเรื่องทุกที ถ้ามีคุณคิระอีกคนนี่ป้าไม่อยากจะคิดเลย เฮ่ออออ...”