ตอน 1

มือที่กำลังสาละวนกับการปักเม็ดมุกบนชุดเจ้าสาวที่ประดับอยู่บนหุ่นหน้าร้านต้องชะงักเพราะความรู้สึกถึงสิ่งไม่ธรรมดาบางอย่าง ดวงตากลมโตเขม่นมองร้านอาหารฝั่งตรงกันข้ามซึ่งก็ไม่เห็นอะไรมากไปกว่ากระจกสีชาที่สามารถมองเห็นลูกค้าที่มาใช้บริการในร้านได้อย่างรางเลือน

ความรู้สึกไม่ดีเหมือนถูกจ้องมองทำให้ศีรษะส่ายไปมาก่อนจะก้มหน้าก้มตาทั้งปักทั้งสอยชุดเจ้าสาวที่หุ่นสวมใส่อยู่ต่อไป เพราะเป็นชุดที่ต้องโชว์หน้าร้านทำให้ต้องเน้นให้เข้ารูปหุ่นมากที่สุดและเธอก็ต้องเร่งมือให้เสร็จก่อนการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ในวันพรุ่งนี้ งานที่คิดว่าจะทำให้เสร็จอย่างรวดเร็วกลับมาเสียเวลาเพราะความรู้สึกก่อกวนที่เกิดในหลายวันที่ผ่านมาซึ่งมันทำให้เธอไม่มีสมาธิ

“น้ำตาล เสร็จยัง ห้างจะปิดแล้วนะ ถ้าไม่เสร็จมาต่อตอนเช้าให้พี่ละกัน แต่ต้องสัญญาว่าจะมาแต่เช้าจริงๆ นะ”

เสียงพี่หนูนิดหรือนิตรวีสาวเทียมร่างบอบบางที่เหมือนผู้หญิงมากที่สุดถ้าไม่รวมเสียงพูดแหบๆ ดัดๆ นั้น

“อีกแป๊บเดียวค่ะพี่หนูนิด เดี๋ยวน้ำตาลสอยข้างเอวนี่เสร็จก็โอแล้วค่ะพี่”

เสียงหวานพร้อมใบหน้าหันกลับไปบอกก่อนจะหันไปเพ่งสายตากับจุดที่ต้องสอยเก็บอีกครั้ง

“นี่! น้ำตาล แล้วข้อเสนอของเพื่อนน่ะน้ำตาลคิดยังไง รับไว้หรือเปล่า”

“ก็.. น้ำตาลก็ต้องขอคิดดูก่อนค่ะ ไปไกลบ้านน้ำตาลก็อดคิดถึงพ่อกับแม่ไม่ได้”

“อ้าว! ก็ไหนบอกว่าพี่ชายเราเขาจะไปอยู่ที่นั่นด้วยไง”

“ก็คงจะต้องอีก 3-4 เดือนค่ะ พี่เอน่ะเขาต้องทำเรื่องย้าย เรื่องเอกสารหลายอย่าง เพราะพี่เขาคงจะไปตั้งรกรากที่นั่นจริงๆ กว่าจะไปก็คงจะทันไอ้ตัวน้อยออกมาพอดีน่ะค่ะ”

ปากพูดแต่ตาและมือก็ยังคงทำหน้าที่ไม่หยุด

“แล้วสรุปเราน่ะตัดสินใจยังไง พี่อ่ะไม่อยากให้เราไปหรอกนะ ขาดน้ำตาลไปคนร้านพี่ยุ่งแน่”

“แหม.. พี่หนูนิดก็ พี่ก็ให้ค่าจ้างแพงๆ หน่อยซิคะ เดือนละห้าหมื่นใครจะเอา”

น้ำตาลพูดในอารมณ์ล้อเลียนเพราะค่าจ้างที่นิตรวีให้เธอนั้นถือว่าแพงกว่าที่อื่นมาก และยังกล้าให้เด็กที่เพิ่งมีประสบการณ์แค่ปีเดียวอย่างเธอมากถึงขนาดนี้

“โห! หล่อน ช่างกล้านะยะ กล้าพูดมาก ลองใครมันรู้ซิว่าฉันให้ห้าหมื่นไม่รวม 10% จากยอดขายมีหวังได้แจ้นมาเป็นโหลแน่ ฉันน่ะไม่อยากแย่งงานคนอื่น แค่นี้ฉันก็รวยจะตายแล้ว กลัวตายแล้วไม่ต้องใช้ฟืน”

คำพูดลากยาวใส่จริตจนทำให้แยกแยะระหว่างสาวเทียมกับสาวแท้ได้อย่างง่าย ก่อนจะเงียบลงเพราะเห็นสายตางงๆ ของน้ำตาลที่มองตรงมา

“ก็เงินมันเยอะจนต้องเอาแทนฟืนสำหรับเผาไงย่ะ แหม.. ทำเป็นไม่เข้าใจ แม่พวกคนรวย คนอะร๊ายทำงานแค่สามเดือนมีเงินเก็บเป็นแสน เชอะ! รวยแล้วก็ทิ้งกัน”

“หึหึหึ.. พี่หนูนิดนี่ เดี๋ยวน้ำตาลก็เปลี่ยนใจไม่เอาชี้คหล่อๆ มาฝากเสียเลย ปล่อยให้เหี่ยวอยู่อย่างนี้แหล่ะ”

“No No No.. จะออกงานฉันไม่ว่า แต่สัญญาห้ามลืม โดยเฉพาะท่านชี้คสุดหล่อคนนั้น โอย.. อกหนูนิดจะแตก คนอะไรไม่รู้ หล่อระเบิดระเบ้อ หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อไม่แบ่งปันเพื่อนฝูง โอว.. ใครได้ไปเป็นสามีโชคดีตาย อู้ยยยย...”

น้ำตาลหัวเราะขำกับท่าทางและเสียงที่เป็นเอามากของนิตรวีที่มักจะหลุดท่าทางกุลสตรีที่เจ้าตัวพยายามทำให้เหมือนมากลายเป็นนางแมวสาวอยากขย้ำเหยื่อในทุกครั้งที่พูดถึงชี้คสุดหล่อนั่น “ชี้คฟีรอส” เจ้าของนามที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหล่อจริง เขาหล่อมาก ถ้ามาอยู่เมืองไทยสงสัยจะได้เป็นพระเอกหนังแน่ๆ คนหล่อที่สร้างความตื่นเต้นให้กับหัวใจทุกครั้งและครั้งนี้ก็เช่นกัน

“ได้ขอรับ ชี้คคา”

เสียงทุ้มล้อเลียนในวันวานเหมือนยังก้องอยู่ในความรู้สึก แผงอกแกร่งที่เธอพิงอิงซบบวกกับกลิ่นน้ำหอมหลังโกนนวดอ่อนๆ ที่โชยมา ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นแม้จะไม่รวมหน้าตาที่หล่อมากๆ นั้นก็ทำให้เขามีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามได้อย่างล้นเหลือ ซึ่งไม่น่าแปลกที่มักจะเห็นข่าวต่างประเทศประโคมข่าวเรื่องคู่ควงของชี้คหนุ่มหล่อนี้เสมอๆ คงมีแต่เพียงเธอเท่านั้นที่ยังคิดถึงดวงตาสีทองคู่นั้นยามทอดสายตาที่เธอคิดไปเองว่ามันเป็น “แววอาลัย” ที่เขาส่งมา มีแต่เธอเท่านั้นที่ยังละเมอเพ้อหาเขาอยู่ในทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่เขาล่ะ..ป่านนี้แม่นางแบบเวเนฯ คนล่าสุดจะควงไปกี่งานต่อกี่งานแล้วก็ไม่รู้

“น้ำตาล น้ำตาล!”

“ว้าย! โอ๊ะ!”

น้ำตาลสะดุ้งตกใจกับเสียงเรียกและความรู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว

“ตายแล้ว! น้ำตาล พี่ขอโทษ พี่ก็เห็นเราใจลอย ขอโทษจริงๆ ขอโทษจริงๆ”

นิตรวีหันรีหันขวางก่อนจะหยิบกระดาษทิชชูใกล้มือขึ้นมาซับเลือดที่ซึมออกมาเพราะรอยเข็มตำที่ปลายนิ้วของน้ำตาล

“พี่หนูนิดไม่เป็นไรค่ะ นิดเดียว ไกลหัวใจน้ำตาลเยอะ”

“จ้า..แม่คนเก่ง ที่ว่าไกลเยอะน่ะ เพราะหัวใจอยู่ที่อารันดาหรือเปล่า ฮะ!”

ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ชะงักไปทำให้นิตรวีถึงกับหน้าเหวอ ก่อนจะหันไปสนใจกับเสียงเรียกจากด้านนอกร้าน

“พี่หนูนิดคร๊าบ พี่หนูนิด พี่หนูนิดคร๊าบ..”

ตอน 2

หนุ่มนักศึกษากลุ่มใหญ่ที่เดินผ่านหน้าร้านพร้อมตะโกนเข้าไปทักทายเมื่อเห็นว่านิตรวีและพี่สาวคนสวยกำลังยืนจัดหุ่นใส่ชุดเจ้าสาวอยู่ที่ตู้โชว์ด้านหน้า โดยเฉพาะพี่สาวคนสวยที่มองมาอย่างตื่นๆ นั้นยิ่งทำให้นักศึกษากลุ่มนั้น ทั้งเขินทั้งอายและอยากแซวเข้าไปใหญ่ นิตรวีแจกยิ้มให้หนุ่มๆ อย่างไม่นึกหวงเพราะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็เพราะชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เป็นศูนย์การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษากลุ่มนี้จึงนับว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันดี

“พี่น้ำตาลคร๊าบ กลับบ้านดีๆ นะครับ ระวังอย่าทำหัวใจผมร่วง”

เสียงแซวพร้อมเพื่อนหัวเราะขำทำให้น้ำตาลเปลี่ยนเป็นยิ้มหวานทักทายก่อนจะยกมือบ๊ายบายตอบเมื่อหนุ่มๆ บ๊ายบายส่งมาให้

“โถ.. ถ้าน้ำตาลไม่อยู่ หนุ่มๆ พวกนี้จะโฉบมาให้พี่ได้ดื่มกินทางสายตาบ้างมั้ยน้า.. มีหวังไม่เดินเฉียดมาอีกแน่”

“หึหึหึ.. พี่หนูนิดก็ ตลกอีกและ ก็หาแฟนซิคะ จะได้ไม่เหงา”

“รู้ได้ไงยะหล่อน นั่นแหล่ะตัวเหงาเลยแหล่ะ เวลาอยู่คนเดียวก็ไม่เหงาเท่าไหร่หรือเหงาก็อาจทนได้ แต่พอเคยชินกับอยู่สองคนขึ้นมาล่ะก็ ห่างกันหน่อยเหงาตายเลย”

“จริงเหรอคะ”

“จริงเด้.. ไม่เชื่อเหรอ”

“เปลี่ยนจากจริงเด้ มาเป็นจริงจ้ะจะดีกว่ามั้ยคะ”

“เออใช่..แง๊... ถ้าน้ำตาลไม่อยู่ใครจะคอยสอนพี่ล่ะ พี่ถึงจะไม่หลุดไอ้คำแบบนั้นอ่ะ ทำไงดี”

ท่าทางงอแงของนิตรวีถึงกับทำให้น้ำตาลหัวเราะก๊าก เพราะไอ้ที่กำลังแสดงกิริยาอยู่นี้ก็ไม่ได้น่าดูเลยสักนิด อีกหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำตลอด 3 เดือนที่กลับมาเมืองไทยนอกเหนือจากเป็นดีไซด์เนอร์ชุดเจ้าสาวให้กับ “นิตรวีเวดดิ้ง” ก็คือ การคอยย้ำเตือนถึงกิริยาที่กุลสตรีที่ดีพึงกระทำให้กับพี่หนูนิดหรือนายนิตรวี ชื่อตามบัตรประชาชนที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนาว่าช่างเข้ากับตัวตนที่แท้จริงของเธอเสียจริง

หนึ่งสาวแท้กับอีกหนึ่งสาวเทียมที่ต่างหัวเราะให้กันอย่างสนุกสนานทำให้คนที่จ้องมองมาจากร้านอาหารฝั่งตรงกันข้ามเหมือนจะไม่พอใจอะไรขึ้นมาดื้อๆ ก็เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่านักศึกษาชายกลุ่มใหญ่ที่เดินจากไปนั้นแสดงท่าทีเหมือนพอใจเจ้าของร่างเล็กที่ยืนเย็บชุดแต่งงานอยู่ในตู้โชว์นั่น

เรือนร่างเล็กๆ นั้นรับกับใบหน้าจิ้มลิ้มล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีน้ำตาลเข้มปล่อยทิ้งตัวยาวสยาย แม้นักศึกษาชายเหล่านั้นจะเป็นรุ่นน้องของเธอ ทว่าคำว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” น่าจะใช้ได้ดี แต่เธอนี่ซิกลับไม่รู้จักวางตัว แต่กลับโบกมือตอบรับนักศึกษาหนุ่มๆ เหล่านั้นหน้าระรื่นโดยไม่ได้คิดถึงนิ้วน้อยๆ ที่ถูกเข็มตำนั่นเลยสักนิด

ดวงตาที่ถูกปกปิดด้วยแว่นตาสีดำทันสมัยเหมือนจะกรุ่นไปด้วยอารมณ์บางอย่างก่อนจะถอนหายใจออกมา แต่แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้นิ้วมือจึงยกขึ้นให้สัญญาณบริกรในร้าน เด็กหนุ่มที่รอพร้อมให้เขาเรียกได้ทุกเมื่อจึงรีบตรงไปยังลูกค้ากิตติมศักดิ์ในทันที เพราะหน้าที่ของเขาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ก็คือ ทำตามความต้องการของลูกค้าสุดหล่อนี้ทุกอย่าง

โต๊ะอาหารที่ถูกจองยกโซนตั้งแต่เวลาห้างเปิดยันห้างปิดในอัตราค่าเช่าแพงเว่อ ทำให้เขาได้รับคำสั่งให้ดูแลคุณลูกค้าเป็นอย่างดีที่สุด และหน้าที่ที่ผ่านมาตลอดสัปดาห์ของเขาก็มีเพียง ติดตาม หาข้อมูล ใครก็ได้ที่คุณลูกค้าต้องการและโดยเฉพาะมักจะเป็นคนที่เดินผ่านหน้าร้านหรือไม่ก็เข้าไปในเวดดิ้งฝั่งตรงกันข้ามทั้งสิ้น และครั้งนี้ก็คงเช่นกัน

ฝีเท้าที่กำลังก้าวออกจากประตูห้างสรรพสินค้าต้องชะงักเพราะความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นอีกแล้วในรอบวันที่ผ่านมานี้ ใบหน้าหันขวับตามสัญชาตญาณก่อนจะยิ้มแหยๆ ให้กับพนักงานเปิดประตูที่มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เพราะเธอจะเดินก็ไม่เดินแต่กลับยืนขวางลูกค้ารายอื่นที่กำลังทยอยกันเดินออกเพราะเป็นเวลาใกล้ห้างจะปิด น้ำตาลค้อมศีรษะให้กับทั้งลูกค้าที่มาใช้บริการของห้างและทั้งพี่ยามสุดหล่อที่เธอสร้างวีรกรรมเปิ่นๆ เข้าให้อีกแล้ว ก่อนจะรีบเดินจี๋ไปที่รถยนต์ที่จอดนิ่งสนิทตั้งแต่ช่วงสายจนถึงเกือบเวลาห้างปิดของวันนี้

“แกเป็นอะไรของแกไอ้น้ำตาล เพี้ยนไปแล้วหรือไง ถ้าแกไม่เพี้ยน.. งานนี้ก็ผีหลอกล่ะวะ บรื้อออออ..”

น้ำตาลหันซ้ายหันขวาเมื่อนึกถึงสิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีใครหรืออะไรสักอย่างติดตามเธอตลอดทั้งช่วงวันที่ผ่านมา และไม่ใช่แค่วันนี้แต่มันเป็นหลายวันแล้วต่างหาก ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน จะไปที่ร้าน หรือจะออกเดินทางไปไหนมาไหน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ไอ้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียวเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ถ้าเป็นคนจริงก็น่าจะได้เห็นอะไรหรือใครที่ผิดสังเกตบ้าง แต่นี่..ไม่เลย และถ้าไม่ใช่คนมันจะเป็นอะไรไปได้ถ้าไม่ใช่.. ผี! คิดได้อย่างนั้นคนกลัวผีขึ้นสมองก็รีบบึ่งรถออกไปโดยเร็ว ตามองตรงไปข้างหน้าไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองมองกระจกด้านข้างหรือกระจกมองหลังเลยสักนิดเพราะกลัวเหลือเกินว่าจะได้เห็นอะไรๆ ที่ไม่พึงปรารถนานั้นผ่านเข้ามาในโลกทัศน์

ตอน 3

เงาดำวูบวาบเหมือนจะหลบลี้ออกไปจากบริเวณนั้นก่อนที่รถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ไม่ไกลจะสตาร์ทขึ้นและตรงไปในทิศทางที่รถญี่ปุ่นคันเก๋ของเธอทะยานแล่นไปทันที แต่ยังไม่วายที่ดวงตาคมเข้มทรงอำนาจจะชำเลืองมองป้ายชี้บอกทางตรงไปยังศูนย์การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งเป็นไปตามคำที่บริกรหนุ่มนั้นบอกทุกประการ รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากเก๋เมื่อนึกถึงคนร่างเล็กที่ทำท่าทางเปิ่นๆ หวาดผวานั้น ก็เพราะความเปิ่นนี่แหล่ะที่ทำให้เขาต้องมาที่นี่..เมืองไทย

“น้ำตาล..เป็นอะไรหรือเปล่าสีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย”

น้ำตาลเงยหน้าขึ้นจากภาพสเกตตรงหน้าก่อนจะยิ้มให้กับคนที่ก้าวเข้ามาใหม่อย่างแจ่มใสที่สุดเท่าที่จะทำได้พร้อมกับกางแขนจนสุดกว้างรอรับคนตรงหน้าเข้ามาสวมกอด

“ฮาน่า.. มาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วพี่เอล่ะ”

“อืม.. มาได้สักพักแล้ว และก็นานพอที่จะเห็นใครไม่รู้นั่งเหม่อถึง.. เอริทเอาของเก็บในครัวแหน่ะ”

ฮาน่าคลายอ้อมกอดก่อนจะพูดหยอกเย้าเพราะคิดว่าน้ำตาลคงกำลังนั่งคิดถึงคนไกลๆ ของเธออยู่แน่ๆ

“บ้าน่า! ฉันจะไปคิดถึงใครได้ แค่มีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อย”

“หือ! ใครทำอะไรให้น้ำตาลไม่สบายใจ เดี๋ยวจะให้พี่เอไปจัดการให้ ไหน..ที่ไหนบอกมาเลยน้ำตาล บอกมา”

ฮาน่าที่ทำท่าทางขึงขังเรียกรอยยิ้มได้จากคนหน้าอมทุกข์ในทันที

“ไม่ใช่อะไรอย่างน้าน.. โธ่! แม่คุณ กำลังท้องกำลังไส้ เดี๋ยวลูกก็ได้เล็ดออกมาพอดี”

เสียงอ่อนเสียงหวานของน้ำตาลกับคำเปรียบเปรยทำให้ฮาน่ายิ้มออกมาอย่างทะเล้นๆ ก่อนสีหน้าจะกระตุบวาบด้วยความเจ็บปนเสียวของตัวเองที่เจ้าตัวน้อยในท้องออกฤทธิ์อีกแล้ว

“โธ่! ลูกจ๋า แม่แค่ล้อคุณอาเล่นเท่านั้น อะไรกันยังไม่ได้มาเป็นคุณป้าเลยก็หวงแทนเสียแล้ว หึหึหึ..”

คำพูดแซวของฮาน่าไม่ได้ทำให้สีหน้าหมองๆ นั้นดีขึ้นเลย คนที่เคยร่างบางแต่กลับกลายเป็นร่างอุ้ยอ้ายเพราะน้ำหนักที่เพิ่มมากกว่า 10 กิโลกรัมในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้เข้ามาสวมกอดเพื่อนรักพร้อมกับน้ำเสียงที่เริ่มอ่อนลงเพราะรู้แล้วว่าน้ำตาลนั้นกังวลใจมากมายเพียงใด

“แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะ ฮึ! น้ำตาลเป็นอะไร ใครทำ..”

เรื่องราวที่น้ำตาลรู้สึกเหมือนจะโดนใครหรืออะไรบางอย่างติดตามอยู่ตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ถูกถ่ายทอดให้ฮาน่ารับรู้ ซึ่งทำให้เธออยู่ในช่วงหวาดระแวงอย่างสุดๆ กลางคืนก็นอนไม่เต็มอิ่มกลางวันก็หลับไม่เต็มตื่น

“แล้วจะทำไงต่อ”

เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อน้องสาวแสนซนเล่าจบ อารัทธาที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวมาทันได้ยินบทสนทนานั้นด้วยเช่นกัน

“ทำไงล่ะคะพี่เอ พี่เอช่วยน้ำตาลด้วยสิ น้ำตาลรู้สึกจะกลายเป็นโรควิตกจริตไปแล้วนะ มันต้องมีใครตามน้ำตาลแน่ๆ น้ำตาลแน่ใจ ไอ้โรคจิต!”

“แคร๊ก..”

อารัทธาสำลักน้ำส้มที่กำลังดื่มทำให้ฮาน่ามองมาอย่างแปลกใจแต่แล้วก็หันไปสนใจกับสิ่งที่น้ำตาลเล่าต่อ

“ถ้าน้ำตาลรู้ว่ามันเป็นใครนะ น้ำตาลจะแจ้งความจับมันเข้าคุกให้เข็ดไปเลย แล้วน้ำตาลนะจะเอามันใส่ไปในห้องกระจกที่มันมองคนข้างนอกไม่เห็นแต่เราเห็นมัน จะเอาไปตั้งกลางห้างให้คนเขาดูกันเป็นของแปลกไปเลย ว่าไอ้คนโรคจิตมันหน้าตาเป็นยังไง ดูซิ! มันจะบ้าเหมือนที่น้ำตาลเป็นมั้ย”

คนหน้าจิ้มลิ้มเอ่ยออกมาอย่างแค้นๆ แต่คนฟังเหมือนจะยิ่งขำมากขึ้นแต่ก็ไม่กล้าที่จะหัวเราะออกมาเพราะสายตาพิฆาตหวานๆ นั้นส่งมาเหมือนจะบอกเป็นกลายๆ ว่ามีเรื่องที่ต้องเคลียกัน

“เอาน่า อย่าเก็บมาใส่ใจเลย เดี๋ยวคืนนี้ก็พาลนอนไม่หลับไปอีก พรุ่งนี้พี่ว่างไม่ได้เข้าออฟฟิศเดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อนเองที่ร้านนะ และจะลองเดินสำรวจดูทั่วๆ ด้วย บางทีอาจจะเจอชายหนุ่มที่มาแอบดูน้ำตาลก็ได้นะ แล้วพี่จะพิจารณาเองว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน โอมั้ย..”

“ค่ะ.. แล้วพี่เอรู้ได้ไงคะ ว่าเป็นผู้ชาย”

“เอ่อ.. ก็เราบอกพี่เองว่าไอ้โรคจิต ก็ต้องเป็นผู้ชายดิ จริงมั้ย จริงมั้ยจ๊ะเมียจ๋า”

เสียงทุ้มตอบก่อนจะหันไปออดอ้อนฮาน่าให้สนับสนุน

“คงงั้นมั้งคะ พี่เอของน้ำตาลน่ะรู้ไปหมดอยู่แล้ว เดี๋ยวจะดูซิ ว่าพรุ่งนี้จะได้เรื่องมั้ย ถ้าไม่ก็อด..”

คำสุดท้ายที่เป็นเพียงเสียงกระซิบทำให้อารัทธาถึงกับทำสีหน้าหวาดๆ ก่อนจะเข้าไปกอดร่างอวบอิ่มนั้นอย่างแสนรักและก็อดไม่ได้ที่จะจุมพิตที่แก้มอิ่มอวบนั้นอีกหลายๆ ครั้งอย่างหมั่นเขี้ยว

น้ำตาลมองภาพความรักระหว่างพี่ชายและเพื่อนรักที่กลายมาเป็นพี่สะใภ้ได้กว่า 4 เดือนแล้วนับตั้งแต่ทั้งสองแต่งงานกัน และก็เป็น 4 เดือนแล้วที่เธอจากมา โดยที่ไม่เคยได้รับข่าวคราวจากคนทางนั้นเลยสักนิด ดวงตากลมโตมีแววหมองเจือปนก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นแจ่มใสดังเดิม เมื่อเห็นว่าดวงตาคมเข้มที่เจือไปด้วยความห่วงใยนั้นมองสบมาเช่นกัน

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED