“ปลัด” ขจรภพยืนอยู่ข้างรั้วในมือมีแฟ้มเอกสาร
“อยากให้ช่วย”
“หืม” พิชชาเอียงคอ
เขาเปิดแฟ้ม เผยแผนผังแปลงสี่เหลี่ยมเรียงราย
“ผมกำลังทำคู่มือให้หมู่บ้านเลี้ยงผึ้ง แต่ต้องการแบบแปลงดอกไม้ที่ออกดอกหมุนเวียนตลอดปี” พิชชาดวงตาเป็นประกายทันที
“ว้าว! แบบนี้พีชถนัดเลยค่ะ ดอกไม้แต่ละชนิดบานไม่ตรงกัน ต้องสลับปลูก พีชคิดไว้ตั้งนานแล้ว”
เธอหยิบดินสอมา ขยุกขยิกลงบนกระดาษที่ขจรภพถืออยู่
“ตรงนี้ลงดาวเรืองไว้ ส่วนปลายปีใช้บานไม่รู้โรย อ๋อ แล้วก็แซมกุหลาบไว้กลางแปลง จะได้มีทั้งกลิ่นหอม ๆ ทั้งสีสวย ๆ ผึ้งชอบ”
ขจรภพยืนนิ่ง มองเส้นดินสอที่เธอลากอย่างคล่องแคล่ว เสียงพูดรัว ๆ ของเธอเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“…”
“เอ่อ มากไปหรือเปล่าคะ” พิชชาชะงัก ยิ้มแหย ๆ เขาส่ายหน้าเบา ๆ
“ดี ละเอียดกว่าที่คิด” หัวใจของพิชชากระตุกเล็กน้อย คำสั้น ๆ แต่หนักแน่นจากคนพูดน้อย ทำให้เธอยิ้มไม่หุบ
สองเงายืนอยู่ริมรั้ว คนหนึ่งขีดเขียนแผนงาน อีกคนเติมสีสันด้วยจินตนาการดอกไม้ และนั่นคือครั้งแรกที่ คู่มือผึ้งชุมชน เริ่มมีชีวิตจริง ๆ
แดดยามบ่ายสาดลงบนโครงไม้ไผ่ที่ตั้งตะแคงอยู่ข้างแปลง
พิชชายืนมองโรงเรือนเล็ก ๆ ที่เธอตั้งใจทำไว้เก็บอุปกรณ์เลี้ยงผึ้ง ตอนนี้หลังคาสังกะสีเอียงจนแทบจะหล่นลงมา
“เฮ้อ…ก็แค่ตอกตะปูนิดเดียวเอง ทำไมมันไม่ยอมอยู่นะ” เธอพึมพำ ก่อนคว้าค้อนตอก โป๊ก! โป๊ก! เสียงดังสนั่น ไม้ไผ่กลับโยกคลอนเหมือนจะล้มทั้งแถบ
“ว้าย ๆ อย่าเพิ่งพังสิ!” พิชชารีบยื่นมือไปพยุง แต่แรงเธอไม่พอ เงาใหญ่ทาบลงมาพร้อมเสียงทุ้มเรียบ
“จะทำให้ถล่มทั้งหลังหรือไง” พิชชาเงยหน้าทันที
“ปลัด! เอ่อ…พีชแค่อยากซ่อมเองค่ะ” ขจรภพไม่พูดต่อ เขาก้าวเข้ามา ดึงค้อนจากมือเธออย่างใจเย็น แล้วก้มลงจัดโครงไม้ใหม่ทีละท่อน เสียงตอกตะปูดัง ปัง ๆ ๆ เป็นจังหวะมั่นคง
พิชชายืนมองตาค้าง โห…มือหนักแน่น แถมไวมากด้วย เธอเผลอยกมือปัดเหงื่อที่หน้าผาก แต่ดันทำดินสอที่เหน็บไว้ร่วงลงพื้นกลิ้งไปใกล้เท้าของขจรภพ
เขาหยิบขึ้นมา ส่งคืนโดยไม่พูดอะไร แค่สบตาสั้น ๆ แล้วก้มทำงานต่อ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง โรงเรือนที่เกือบพังกลับตั้งตรงเป็นระเบียบ
ขจรภพลุกขึ้น สะบัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“เสร็จแล้ว ครั้งหน้า ถ้าจะทำอะไร ใช้คนช่วย”
พิชชายิ้มแหย ๆ ยกมือเกาศีรษะ
“ค่ะ ก็แค่อยากลองเก่งเองบ้าง”
ขจรภพปรายตามองเธอเล็กน้อย ก่อนตอบสั้น ๆ
“ความเก่ง…ไม่ได้แปลว่าต้องทำคนเดียว” คำพูดนั้นติดอยู่ในใจของพิชชายาวนานกว่าที่คิด
เธอยืนมองแผ่นหลังเขาเดินออกไป ใต้แสงบ่ายที่ทอดยาวความเงียบขรึมของเขา กลับทำให้สวนเล็ก ๆ ดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
ลานกว้างหน้าวัดเต็มไปด้วยแผงสินค้า ชาวบ้านนำผักสด ผลไม้ และขนมพื้นบ้านกลิ่นหอมตลบอบอวลมาวางขาย
วันนี้เป็นวันนัดใหญ่ของหมู่บ้าน ทุกคนต่างเอาของดีมาวางขาย
พิชชาก้มหน้าแต่งดอกไม้บนโต๊ะเล็ก ๆ ของเธอ แต่สายตาเหลือบไปยังมุมหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยขวดโหลใสเรียงเป็นแถว น้ำผึ้งสีทองอร่ามสะท้อนแสงแดดสวยงาม
เธอไปเรียนอยู่เมืองใหญ่หลายปี ได้กลับมาอยู่บ้านเกิดแล้วรู้สึกดีชะมัด ที่นี่มีที่ดินให้ทำกิน มีชีวิตอิสระ และเธอก็คุ้นเคยกับคนที่นี่ดี เพราะเป็นบ้านเกิดของเธอเอง
ปลัดขจรภพยืนอยู่ตรงนั้น พูดคุยกับชาวบ้านด้วยน้ำเสียงสุภาพ แจกสมุดเล่มบาง ๆ ที่มีตราอำเภอพิมพ์ไว้หน้าปก
เธอศึกษาเรื่องการเลี้ยงผึ้ง ก็ถือว่าโอเคอยู่เหมือนกัน พืชที่เป็นไม้ใหญ่ พวก ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน มะม่วง ยางนา ยางพารา ถ้าเป็นพวกดอกไม้ ก็ทานตะวัน งา ดาวเรือง บานไม่รู้โรย ถั่วต่าง ๆ ไม้ป่า หรือไม้พื้นเมืองก็ พวกกระถิน ขี้เหล็ก ตะขบ มะขามป้อม สาบเสือ หญ้าเครือ ถ้ามีพืชพวกนี้ก็เลี้ยงผึ้งได้
เธอมีพื้นที่หลายไร่ ปลูกพืชผักผลไม้และดอกไม้ผสมกัน ก็จะสามารถเลี้ยงผึ้งได้แล้ว เริ่มน้อยๆ ก่อนไม่กี่รัง ตอนแรกคิดว่าจะเลี้ยงไว้กินก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีหากเวิร์คก็ค่อยขยายไป
“นี่คือคู่มือเลี้ยงผึ้งและความปลอดภัยนะครับ ทุกครัวเรือนควรมีไว้” เนื่องด้วยคนในพื้นที่ไม่ใช่สารเคมีกำจัดแมลง และมีต้นไม้อุดมสมบูรณ์ รวมถึงป่าไม้ใกล้เชิงเขาและแหล่งน้ำที่สะอาดมีอุปโภคบริโภคทั้งปี ที่สำคัญคือที่นี่ดินดีมาก ปลูกอะไรก็ขึ้น ดังนั้นเขาก็อยากส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งให้กับเกษตรกร ถือว่าเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง
พิชชาเดินเข้าไปมองด้วยความสนใจ
“โห คู่มือหนามากเลยค่ะปลัด” เขาพยักหน้าสั้น ๆ
“จำเป็น ต้องให้ข้อมูลครบ”
หญิงสาวมองโหลน้ำผึ้งบนโต๊ะ ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แต่โหลแบบนี้มันธรรมดาไปนะคะ ถ้าวางข้างของชาวบ้านอย่างอื่น เดี๋ยวจะไม่สะดุดตา” ขจรภพเหลือบตามอง
“แล้วจะทำยังไง” พิชชายิ้มตาหยี หยิบเศษริบบิ้นกับกลีบดอกไม้แห้งจากกระเป๋าผ้าออกมา
“ใช้ดอกไม้ประดับรอบโหลสิคะ!”
เธอเอาริบบิ้นพันรอบฝาโหล ติดกลีบดอกไม้เล็ก ๆ เรียงรอบ ๆ เหมือนพวงมาลัยขนาดย่อม
พอทำเสร็จวางบนโต๊ะ ขวดน้ำผึ้งธรรมดาก็เปลี่ยนเป็นของฝากน่ารัก ๆ ขึ้นมาทันที
เด็ก ๆ ที่เดินผ่านมาแวะหยุดมอง
“แม่ ๆ อันนี้สวยจัง ซื้อไปฝากยายมั้ย” เสียงหัวเราะดังแทรกขึ้นมา พิชชายิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ
ส่วนขจรภพยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“เข้าท่า” เธอหันมามองเขา แววตาสดใส
“ดีใจนะคะที่ปลัดเห็นด้วยกับพีช” เธอกลับมาอยู่บ้านเกิดก็ได้รู้จักกับปลัดขจรภพในฐานะปลัดนักพัฒนา เขาเข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อทำให้เกษตรกรและชาวบ้านได้มีส่วนร่วมและทำให้มีชีวิตที่ดี มีอยู่มีกินมากขึ้น ถือว่าเขาเป็นคนดีใช้ได้
ในบรรยากาศคึกคักของตลาดนัด ความต่างระหว่าง ตัวหนังสือแข็ง ๆ ในคู่มือและความสดใสจากดอกไม้ กลับรวมกันพอดี เหมือนน้ำผึ้งสีทองในโหลแก้วที่ทั้งหวานและอบอุ่น
ไอหมอกบาง ๆ ลอยคลอแปลงดอกไม้ เสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ
พิชชาสะพายตะกร้าสาน เดินไปตามแถวเยอบีร่าสีสด มือเล็กค่อย ๆ สะบัดกลีบ เก็บละอองเกสรที่จับไว้บนกระดาษไข
“ต้องรีบเก็บก่อนแดดแรง ไม่งั้นเกสรจะฟุ้งหมด” เธอพึมพำกับตัวเอง จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังเข้ามาใกล้
ปลัดขจรภพยืนพิงรั้วไม้ มือถือแฟ้มเหมือนทุกครั้ง สายตาคมกวาดมองกิจกรรมยามเช้าที่เขาไม่คุ้นตานัก
“ทำอะไร” เขาถามสั้น ๆ
พิชชาเงยหน้าขึ้น รีบชูถ้วยเกสรให้ดู
“เก็บเกสรไว้ทำช่อแห้งค่ะ เอาไปทำของประดับ” ขจรภพพยักหน้าช้า ๆ ก่อนก้าวเข้ามาใกล้
“ให้ช่วยไหม” เธอยิ้มกว้าง
“ได้สิคะ! แต่ระวังหน่อยนะ เกสรปลิวง่ายมาก”
ขจรภพยื่นมือใหญ่ ๆ มาหยิบกระดาษไขจากเธอ แต่เพราะลมพัดแรงในช่วงเช้า ทำให้เกสรสีเหลืองทองปลิวว่อนมาติดปลายแก้มและมือของพิชชา
“อ๊ะ! ติดเต็มเลย” เธอหัวเราะ รีบใช้มือปัดออก แต่ยิ่งปัดกลับยิ่งเปื้อน
ขจรภพเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือหนามาช่วยปัดเกสรที่ติดอยู่บนข้อมือของเธอ ปลายนิ้วแข็งแรงสัมผัสเบา ๆ กับผิวบอบบาง ทำเอาพิชชาชะงัก หัวใจเต้นตึกตัก
สายตาของทั้งคู่สบกันเพียงเสี้ยววินาที แต่กลับยาวนานเกินกว่าที่คิด
“…” พิชชาหน้าแดง รีบหลบตา หัวเราะแก้เก้อ
“ขอบคุณค่ะ ปลัดเก่งเรื่องผึ้ง เรื่องเกสรก็ช่วยได้เหมือนกันนะคะ” เขาเพียงถอนหายใจเบา ๆ
“ระวังหน่อย จะได้ไม่เลอะ” แต่เมื่อหันหลังเดินจากไป เสี้ยวรอยยิ้มมุมปากก็ปรากฏขึ้น รอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น
ส่วนพิชชายกมือลูบข้อมือตัวเองเบา ๆ ความอุ่นที่ยังไม่จางหายไป ทำให้เช้าวันนั้นเหมือนดอกไม้ทั้งสวนบานพร้อมกัน เสียงลมหวีดหวิวพัดแรงจนใบไม้ทั้งสวนเสียดสีกันดังสนั่น ท้องฟ้าเที่ยงวันกลับมืดครึ้มราวกับเย็นย่ำ
พิชชารีบวิ่งเข้าไปในสวน ดอกไม้ที่เพิ่งบานสะพรั่งเริ่มโอนเอนเหมือนจะหัก
สายฝนแรกเทกระหน่ำ เสียง ปั๊ก! ดังขึ้นจากโรงเรือนด้านข้าง
“โอย หลังคา!” พิชชาอุทาน รีบวิ่งไปดู เห็นคานไม้เอียงจนโครงแทบจะพังลงมา
จังหวะเดียวกัน ร่างสูงใหญ่ในชุดฝนสีเข้มก็ฝ่าลมฝนเข้ามา
“ถอยไป!”
“ปลัด!” พิชชาเบิกตากว้าง
ขจรภพไม่รอช้า เขายกคานไม้ขึ้นด้วยแรงแขนแน่นหนา เหงื่อและฝนไหลอาบหน้าผาก
“ไปตามชาวบ้านมา ต้องช่วยกัน ไม่งั้นถล่มหมด”
ไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านหลายคนวิ่งมาพร้อมเชือกและค้อน ทุกคนช่วยกันดึง มัดโครงไม้ท่ามกลางฝนพรำ
พิชชาคว้าเชือกเส้นหนึ่งปีนขึ้นบนเก้าอี้ ผูกปลายเข้ากับคาน ขจรภพยืนค้ำยันอยู่ข้างล่าง เสียงเข้มดังก้อง
“ผูกให้แน่นอีกนิด!” เธอสะบัดมือมัดปมสุดท้าย เชือกตึงเป๊ะพอดี
ขจรภพพยักหน้าก่อนตอกย้ำไม้เข้าที่ โรงเรือนที่เกือบจะถล่ม ค่อย ๆ กลับมาตั้งตรง เสียงเฮของชาวบ้านดังขึ้นท่ามกลางสายฝน พิชชาหอบหายใจ ยืนมองผลงานตรงหน้า
“รอดแล้ว” เธอยิ้มโล่งอก ขจรภพเดินเข้ามา ยกเสื้อฝนออกเผยร่างเปียกโชก สายตาเขามองโรงเรือนที่มั่นคงขึ้น ก่อนพูดเรียบ ๆ
“ทีมเวิร์กดี” พิชชาหัวเราะเบา ๆ ทั้งเปียกทั้งเลอะดิน
“ใช่ค่ะ ทีมเวิร์กเป๊ะเลย” แววตาของเขาสบกับเธอเพียงครู่เดียว ก่อนทั้งคู่จะหันไปช่วยชาวบ้านเก็บอุปกรณ์ต่อ แต่หัวใจของพิชชากลับเต้นแรงกว่าพายุเมื่อครู่เสียอีก
วันถัดมา เสียงกลองยาวดังคลอไปกับกลิ่นข้าวหลามและขนมครกที่หอมกรุ่น วัดกลางหมู่บ้านคึกคักด้วยงานบุญประจำปี
ใต้ศาลาวัด พิชชานั่งอยู่หน้าโต๊ะยาวที่วางอุปกรณ์ครบ ทั้งขี้ผึ้งแท่ง น้ำมันหอม และไส้เทียนยาวเหยียด
เธอช้อนขี้ผึ้งเหลวสีทองขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง
“อ๊ะ…ร้อน ๆ ๆ” พิชชาเผลอร้องเบา ๆ ทำท่าจะทำหก มือใหญ่ของใครบางคนก็ยื่นมาประคองขันไว้ทัน
“ระวัง” เสียงทุ้มเรียบแต่ใกล้จนเธอสะดุ้ง
“ปลัดมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” พิชชาหน้าแดงนิด ๆ
“สักพักแล้ว เห็นกำลังจะหกเลยเข้ามาช่วย” ขจรภพดึงเก้าอี้นั่งข้าง ๆ เธออย่างเงียบ ๆ ก่อนหยิบไส้เทียนขึ้นมาช่วยร้อย ไม่นานนัก เทียนผึ้งสีทองแท่งยาวก็ตั้งเรียงบนโต๊ะ
ขจรภพใช้มีดเหลาเก็บขอบให้เรียบ ขณะที่พิชชาจัดดอกไม้สดมาประดับฐาน
ภาพชายหนุ่มขรึมจริงจังกับงานศิลป์ และหญิงสาวสดใสยิ้มหวานสดใส กลายเป็นภาพที่สะดุดตาคนทั้งศาลา เสียงผู้ใหญ่บ้านดังลั่น
“โอ้โห…ดูสิ ๆ ทำงานเข้ากันอย่างกับคู่บ่าวสาวทำเทียนพรรษาเลยนะ!” เสียงหัวเราะครืนทั้งกลุ่ม
พิชชาตาเบิกกว้าง หน้าแดงจัด รีบโบกมือ
“บะ…บ่าวสาวอะไรกันคะ แค่ช่วยทำเฉย ๆ เอง”
ขจรภพเงียบไปครู่หนึ่ง ก้มหน้าเก็บรายละเอียดเทียนต่อ ไม่พูดโต้แย้งอะไร แต่หูของเขากลับแดงขึ้นชัดเจน ซึ่งจัดแดงแรกคือแก้มหนุ่มนั่นเอง
เมื่อเทียนเสร็จสมบูรณ์ ถูกยกขึ้นตั้งกลางศาลา แสงแดดเย็นส่องกระทบเนื้อผึ้งเป็นประกาย พิชชามองแล้วเผลอพูดเบา ๆ
“สวยจัง…ทั้งเทียน ทั้งทีมที่ทำด้วย” ขจรภพเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ไม่เอ่ยอะไร แต่แววตานั้นอ่อนโยนลงกว่าทุกครั้ง
ลานกว้างหน้าศาลาวัดหลังงานบุญจบลงแล้ว แสงเย็นย่ำทออ่อนสาดลงบนต้นโพธิ์ใหญ่ ชาวบ้านหลายคนยังไม่กลับ ต่างนั่งจับกลุ่มคุยเฮฮาเหมือนต่อวงหลังงานเลี้ยง
ปลัดขจรภพยืนถือแฟ้มเอกสารอยู่ริมรั้วเช่นเคย มองชาวบ้านสลับกับโรงเรือนที่เพิ่งซ่อมเสร็จใหม่ ส่วนพิชชากำลังยกกระเช้าดอกไม้ไปเก็บ ใบหน้ามีรอยเปื้อนเหงื่อและดินเล็กน้อย แต่ดวงตาเปล่งประกายสดใส เสียงผู้ใหญ่บ้านดังขึ้นมาในวงสนทนา
“โห…สองคนนี้นะ เวลาทำงานด้วยกัน ดูเข้าขากันจริง!” เสียงหัวเราะครืน ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดังลั่น พิชชาชะงัก รีบหันไปมอง
“อะ…อะไรนะคะผู้ใหญ่! พิชชากับปลัดแค่ทำงานด้วยกันเฉย ๆ เองนะคะ”
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะหึ ๆ เพราะเป็นลูกหลานที่เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย
“ก็เห็นอยู่ว่าช่วยกันอย่างแข็งขัน” เสียงชาวบ้านเสริมทันที
“จริง ๆ! ตอนทำเทียนผึ้งก็เหมือนคู่บ่าวสาวทำพิธีเลยนะ”
“ฉันละนึกว่าเขาประกาศแต่งงานแล้วด้วยซ้ำ ฮ่า ๆ ๆ” พิชชายกมือปัดไปมา หน้าร้อนผ่าว เอาล่ะ ตอนจับคู่ซะงั้น
“อย่าพูดเล่นกันสิคะ พีชยัง... ยังไม่คิดเรื่องนั้นเลย”
สายตาหลายคู่หันไปหาปลัดขจรภพที่ยืนเฉย ๆ
“แล้วปลัดล่ะ คิดว่ายังไง”
บรรยากาศเงียบกริบทันที ทุกคนตั้งใจรอฟัง
ขจรภพเหลือบมองพิชชาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยสั้น ๆ
“โครงการยังไม่เสร็จ” เสียงหัวเราะดังประสานกันอีกครั้ง เพราะคนตอบ ตอบไม่ตรงคำถาม
“โห…ฟังดูเหมือนบอกอ้อม ๆ ว่าพอเสร็จเมื่อไหร่ก็พร้อมเลยนะปลัด!” พิชชาเบิกตาโต
“มะ…ไม่ใช่นะคะ!!”
หญิงชราคนหนึ่งหัวเราะตาหยี
“เอ้า ๆ ไม่ต้องแก้ตัวแทนหรอกลูกเอ๊ย” พิชชายกมือปิดหน้า
“โอ๊ย! จะบ้าตาย” ทำไมเธอถึงได้โดนล้อแบบนี้นะ
เธอรีบเดินหนีออกมานอกวง หอบดอกไม้ติดมือออกไปทางแปลงด้านหลัง เสียงหัวเราะยังดังตามหลังมาไม่หยุด ไม่กี่ก้าว ขจรภพก็ตามมาเงียบ ๆ
“โกรธเหรอ” พิชชาหันไปมอง
“ก็…ก็เขาพูดกันใหญ่โตแบบนั้น ใครจะไม่เขินล่ะคะ!” เขายืนกอดแฟ้ม มองหน้าเธอนิ่ง ๆ