ฤดูรักสีน้ำผึ้ง
ผู้เขียน : วรนิษฐา
ติดต่องานนักเขียนได้ที่ E-Mail : Mindnui@gmail.com
แฟนเพจ : วรนิษฐา
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้
รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอด สแกน บันทึก ถ่ายภาพ ไม่ว่าในรูปแบบหรือวิธีการใดๆ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น
บทที่ 1
เปรี๊ยง ปัง
เปรี๊ยง ปัง ปัง
เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่าดังระงม ท้องฟ้ามืดครึ้ม เต็มไปด้วยหมู่เมฆสีดำสนิท สลับกับสายฟ้าผ่าส่งเสียงอันน่ากลัวข่มขู่ทุกสรรพสิ่ง เม็ดฝนที่ซัดสาดค่อยๆ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อมีกระแสลมเข้ามาสมทบ เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงมัจจุราชยิ่งอยู่บนตึกสูงเสียดฟ้าเช่นนี้ ความกลัวก็ยิ่งมีมากยิ่งขึ้น ฝนที่มาต้นฤดูช่างน่ากลัวกว่าที่คิด แต่เสียงที่หลบเร้นซ่อนอยู่ภายใต้เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า คือเสียงของการลั่นไกปืนที่ได้กระชากวิญญาณไปจากชายคนหนึ่งอย่างไม่มีวันกลับ!!!
“เอาศพมันไปโยนทิ้งลงเหว รีบไป” ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำเอ่ยบอก
“ครับพี่” สิ้นคำรับปาก ร่างกายที่ไร้ซึ่งวิญญาณก็ถูกจับโยนลงไปยังเหวลึกเบื้องล่าง ไร้หลักฐานใดๆ เพราะถูกกระแสฝนชำระไปจนหมดสิ้น ใบหน้าเหี้ยมโหดไร้ซึ่งความปราณีมองภาพการกำจัดขยะตามที่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนายด้วยเงินก้อนใหญ่ จากนั้นก็ต่างพากันแยกย้ายราวกับก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่พึ่งคร่าชีวิตคนคนหนึ่งไปแท้ๆ ก่อนจะรายงานเจ้าของเงิน ว่างานที่สั่งมานั้นสำเร็จ
“ดี...พวกมึงมาเอาเงินที่เหลือได้” ปลายสายเอ่ยรับ การกำจัดหอกข้างแคร่ให้พ้นทาง คืองานง่ายๆ เพียงแค่มีเงินกับลูกน้องที่คอยรับคำสั่งเท่านั้น แม้ว่าคนที่จะถูกกำจัดบางครั้งเป็นคนของรัฐก็ตามที อำนาจของเงินมักครอบงำและทำให้พ้นผิดได้เสมอ
เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!!
แพรรุ้งนั่งขดตัวสลับสะดุ้งกับเสียงฟ้าผ่าอยู่ข้างเตียง เธอคือคนที่ไม่ชอบเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ไม่ชอบฤดูฝนเช่นนี้นัก แต่เธอคงห้ามฟ้า ห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ จึงพยายามอยู่กับสิ่งที่ตนไม่ชอบให้ได้ ร่างบอบบางในชุดนอนเสื้อแขนสั้นกางกางขายาวสีม่วงอ่อนนั่งกอดตัวเอง ขณะที่ลมฝนก็กำลังพัดโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก เมื่อหลายปีก่อนฝนได้พรากทุกอย่างไปจากชีวิตเธออย่างไม่มีวันกลับ เพราะฝนทำให้เธอต้องสูญเสียบิดาและมารดาไปพร้อมๆ กัน นั่นจึงเป็นเหตุให้เธอไม่ชอบฤดูฝน
“หยุด หยุดสักที พอได้แล้ว” มือเล็กๆ ยกขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้างไว้เพื่อปิดกั้นเสียงที่ไม่อยากได้ยิน ก่อนที่หยาดน้ำตาของความคิดถึงและโหยหาต่อผู้ที่จากไปจะไหลรินอาบแก้ม ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี กี่ฤดูฝน ความรู้สึกไม่ชอบฝนกลับไม่เคยลดน้อยลงไปจากใจของหญิงสาวได้แม้เพียงนิด แต่กลับทำให้ฉากอุบัติเหตุของการสูญเสียครั้งนั้นยิ่งชัดเจนมากขึ้นด้วยซ้ำ
“พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยหนูดีด้วย” น้ำเสียงสั่นพร่าเอ่ยคำวิงวอนขอความช่วยเหลือช่างฟังดูน่าสงสาร แม้ต่อหน้าใครๆ แพรรุ้งคือผู้หญิงที่เข็มแข็งคนหนึ่ง เธอเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่น้อยคนนักที่จะเห็นเธออ่อนแอแบบนี้ ความเหงา ว้าเหว่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันในวันฝนตก
แต่ยามใดที่เธออ่อนแอและต้องการที่พึ่ง หญิงสาวกลับเลือกที่จะอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวเท่านั้น อยู่กับตัวเองแล้วเก็บความอ่อนแอไว้ให้ลึกสุดเท่าที่จะทำได้ แต่บางครั้งความอ่อนแอที่ถูกซ่อนไว้ก็หวนกลับมาเล่นงานเธออย่างเช่นในตอนนี้
“หยุดนะ หยุดสักที” แพรรุ้งเอ่ยบอกฟ้าฝนให้หยุดคำรามส่งเสียงอันน่ากลัว แต่เหมือนคำร้องขอของเธอจะไม่ได้ผลสักเท่าไหร่นัก
ในขณะที่อีกคนไม่ค่อยจะชอบฤดูฝน แต่อีกคนกลับชื่นชอบความชุ่มฉ่ำของฤดูนี้ กลิ่นดินหอมๆ มักจะโชยตามลมหลังฝนหยุดตก ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนภายใต้ชุดสูททันสมัยที่ตัดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ กำลังยืนเท้าสะเอวตรงระเบียงห้องทำงานที่ด้านหน้าคือบรรดาต้นไม้น้อยใหญ่ พร้อมกับสูดอากาศสดชื่นหลังฝนโปรยปรายเข้าปอดลึกๆ สองสามครั้ง ใบหน้าบึ้งตึงที่มักจะเคร่งเครียดด้วยเรื่องงานดูผ่อนคลายลงไปมาก
ชีวิตเขาต้องพบเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก็หลายต่อหลายหน จากครอบครัวที่อบอุ่นต้องกลับกลายมาเป็นบ้านแตกสาแหรกขาด จากคนที่มีบิดา มารดาครบถ้วน เขากับน้องสาวกลับกลายเป็นเด็กกำพร้าในชั่วข้ามคืน คนที่ชายหนุ่มสงสารจับใจมากที่สุดคือ พลอยณภัส น้องสาวที่ตอนนั้นยังเด็กมาก
แต่โชคชะตาก็หยิบยื่นโอกาสให้บุสสธิติ์ได้ก้าวเดิน เขาฝ่าฟันทุกอย่าง เก็บซ่อนความแค้นไว้ภายใต้รอยยิ้มและใบหน้าอันหล่อเหลาราวเทพบุตรเพื่อรอวันเอาคืนผู้ที่บังอาจพรากสิ่งที่เขารักไป บุสสธิติ์ค่อยๆ ทวงคืนทุกอย่างที่เคยเป็นของครอบครัว พร้อมกับการค่อยๆ ล้างแค้นคนกลุ่มหนึ่งให้สาสมภายใต้เงาของมัจจุราช
“รออีกหน่อยนะครับพ่อ แม่ อีกไม่นาน ผมจะแก้แค้นคนพวกนั้นให้หมด” บุสสธิติ์เอ่ยคำมั่นสัญญากับดวงวิญญาณของบุพการีทั้งสองที่จากไป รอยยิ้มเหยียดตรงมุมปากของชายหนุ่มตอนนี้ช่างดูน่าขนลุก แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตที่น้อยคนจะได้เห็น
แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มหยุดคิดเรื่องอื่น ก่อนจะเดินมาหยิบ ปรับสีหน้าน้ำเสียงให้กลับมาเป็นบุสสธิติ์คนเดิมที่ทุกคนรู้จัก แล้วเอ่ยทักทายปลายสายอย่างสนิทสนม
“ว่าไงเอ”
“พรุ่งนี้ว่างไหมครับ คุณนักธุรกิจใหญ่” สิงหาหรือเอ เอ่ยถามเสียงทุ้ม น้ำเสียงดูจะแฝงไว้ด้วยความขี้เล่น เขาคือเพื่อนสนิทที่คบหากับบุสสธิติ์มาตั้งแต่สมัยมัธยม แม้จะมีระยะเวลาหนึ่งที่ครอบครัวของบุสสธิติ์ประสบกับปัญหาร้ายแรงจนพวกเขาขาดการติดต่อกัน แต่เมื่อสองปีก่อนบุสสธิติ์กลับมาและติดต่อเขา ทำให้สิงหากระโดดโลดเต้นดีใจเป็นเด็กๆ เพราะไม่คิดว่าจะได้พบกับเพื่อนคนนี้อีก
“เดี๋ยวข้าโอนสายให้เลขา เอ็งจะได้เช็คตารางงานข้าได้สะดวก” แทนที่จะตอบไปว่าว่างหรือไม่ว่าง บุสสธิติ์กลับย้อนกลับซึ่งสิงหาก็เออออ
“ดีเลย ข้ากำลังอยากจะคุยกับเลขาคนสวยของเอ็งพอดี”
“ตลกแล้วเอ็ง สรุปมีอะไร” น้ำเสียงห้วนๆ ที่เอ่ยถามทำให้สิงหายิ้ม เพื่อนสนิทเขาคนนี้จะว่าไปก็เหมือนคนสองบุคลิก เวลาอยู่ต่อหน้าผองเพื่อนหรือคนที่สนิทสนมซึ่งมีน้อยคนนักจะร่าเริง ร้อยเต็มร้อย ฟอร์มไม่มี แต่เวลาอยู่ต่อหน้าลูกค้าหรือคนที่ไม่สนิทด้วยแล้ว มาดกลับนิ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกคน นั่นก็เพราะทุกคนย่อมมีเบื้องหน้าและเบื้องหลังเสมอ
เพราะอดีตของบุสสธิติ์นั้นเจ็บปวดไม่น้อย หลังจากเกิดเรื่องร้ายกับครอบครัว เพื่อนเขาคนนี้พร้อมกับน้องสาวก็กลายเป็นเด็กกำพร้า ต้องไปอาศัยที่สถานรับเลี้ยงเด็ก โดยที่เขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ผ่านไปสามเดือนก็มีครอบครัวบุญธรรมรับบุสสธิติ์และพลอยณภัสไปอุปการะเลี้ยงดูยังต่างประเทศ และนั่นทำให้ทั้งคู่ขาดการติดต่อกัน
กระทั่งเมื่อสองปีก่อนได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง บุสสธิติ์กลับกลายมาเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ซึ่งเป็นที่จับตามองมากในขณะนี้ ส่วนพลอยลภัสนั้นสิงหาได้ข่าวว่ายังคงเรียนต่อที่ต่างประเทศ
“มะรืน กรุณาทำตัวให้ว่างด้วย เรามีนัดที่ห้องเด็กอ่อนที่โรงพยาบาล...กัน”
“ห้องเด็กอ่อน” บุสสธิติ์คิ้วขมวดเล็กๆ เพราะยังไม่เข้าใจความหมายที่แอบซ่อนอยู่ในประโยคของสิงหา
“เออ เมียข้าจะผ่าคลอด เอ็งต้องมารับขวัญลูกข้าด้วย พ่อทูนหัว”
“นี่เมียเอ็งจะคลอดลูกคนที่สองแล้วเหรอเนี่ย” คนฟังเอ่ยถามค่อนข้างจะแปลกใจ ครั้งล่าสุดที่รู้ข่าวคือภรรยาของสิงหากำลังตั้งท้องลูกคนที่สอง แต่พอมาวันนี้บุสสธิติ์รู้ข่าวอีกทีก็จะคลอดแล้ว สงสัยเขามัวแต่ทำงานมากไปจนลืมวันเวลา
“เออน่ะสิ คนโตข้าเรียนอนุบาล คนเล็กก็กำลังจะลืมตาดูโลก บรรดาเพื่อนๆ ก็มีลูกกันหมด ก็มีเหลือแต่เอ็งคนเดียวนี่แหละ สรุปเมื่อไหร่จะผลิตทายาท เดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้ แล้วจะหาว่าไม่เตือน” สิงหาได้ทีเกทับคนที่ยังไม่มีครอบครัวเสียยืดยาว
“ถ้าการหาผู้หญิงดีๆ สักคนมาเป็นแม่ของลูก มันหากันได้ง่ายๆ เดินเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วมีขายเหมือนขนมจีบ ซาลาเปา ป่านนี้ข้ามีลูกเป็นโหลไปแล้ว เอ็งก็รู้ว่าข้าอยากมีลูกมากแค่ไหน” คำเปรียบเทียบของบุสสธิติ์เล่นเอาคนฟังหัวเราะมองเห็นภาพตามแบบไม่ต้องจินตนาการ ก่อนจะใส่กลับมาเป็นชุด
“ผู้หญิงดีๆ น่ะมี แต่อยู่ที่ว่าเอ็งจะเลือกเขามาเป็นเมียหรือเปล่าเถอะ แนะนำใครมาให้รู้จักกี่คนต่อกี่คนก็บอกไม่ถูกใจ ไม่ใช่ ไม่ชอบ พ่อคนดี พ่อคนรวย พ่อหล่อเลือกได้”
“เฮ้ยๆ ไอ้คำว่าที่ไม่ถูกใจ ไม่ใช่ ไม่ชอบ นี่ข้าไม่เคยพูดนะเอ็ง ข้าเปิดใจกับทุกคนที่เข้ามา แต่พอกำลังจะศึกษาดูใจแบบจริงๆ จังๆ พวกหล่อนก็หนีหายกันไปหมด แบบนี้จะให้ข้าทำไง” คนพูดยักไหล่ออกแนวไม่แคร์เสียด้วยซ้ำไป
“แล้วใครเขาไปเดทกันในกรงสิงโตบ้างวะ ไหนจะพาไปเดินกลางซาฟารีตอนแดดเปรี้ยงๆ พาไปเก็บขี้ยีราฟ ใครอยู่ได้ก็บ้าแล้ว”
“นั่นก็เพราะข้าต้องการหาผู้หญิงที่อยู่กับชีวิตแบบนี้ของข้าได้ เอ็งก็รู้ว่าข้าเติบโตมากับสัตว์พวกนี้”
“ผู้หญิงทุกคนก็อยากใช้ชีวิตแบบคุณนายนักธุรกิจใหญ่ไฟแรงกันทั้งนั้นแหละ”
“แต่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ข้าต้องการ” น้ำเสียงหนักแน่นของบุสสธิติ์เอ่ยบอก เพราะผู้หญิงแบบที่สิงหาพูดมานั้น หาได้เกลื่อนไปหมด ผู้หญิงประเภทที่เห็นแก่เงิน และรักสบาย
“เออๆ ข้าขี้เกียจเถียงกับเอ็งแล้วไอ้เพชร เอาเป็นว่าข้าจะหมั่นสวดมนต์ให้เอ็งได้เจอเนื้อคู่ก่อนที่ลูกข้าจะบวชนะ ไม่งั้น เอ็งได้แก่ตายคนเดียวแน่ไอ้เพชรเอ้ย แค่คิดก็น่าสงสาร” สิงหาเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที แต่น้ำเสียงของเขาก็ชวนให้คนฟังโมโหนิดๆ
“ถ้าสงสารข้ามากนัก เอ็งก็ยกลูกเอ็งให้ข้าคนนึงก็ได้ รับรองว่าข้าจะเลี้ยงให้ดี” พอได้ยินคำขอของบุสสธิติ์แบบนี้เข้าให้ สิงหาก็แทบไม่ต้องคิดหาคำตอบ แถมยังใช้น้ำเสียงแข็งๆ ตอบกลับไปเสียด้วย
“ไม่ให้โว้ย ลูกใครลูกมัน ผลิตเอาเองสิ”
“เออๆ รู้แล้ว ขอลูกมาเลี้ยงแค่คนเดียว ทำเป็นงกไปได้” บุสสธิติ์ส่ายหน้าให้เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาหลายสิบปี สำหรับเขาการอยู่คนเดียว ชีวิตมีแต่งานก็ใช่ว่าจะไม่เหงา ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว เขาก็พร้อมจะสร้างครอบครัวเช่นกัน แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น ชายหนุ่มต้องจัดการธุระบางอย่างให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงนอนตายตาไม่หลับอย่างแน่นอน
“ลูกคนนะเอ็ง ไม่ใช่ลูกหมา ถึงจะยกให้กันได้ง่ายๆ” ถ้าบุสสธิติ์อยู่ใกล้ ป่านนี้สิงหาคงส่งลูกเตะให้สักเปรี้ยง ข้อหาพูดจาไม่เข้าหู ทั้งคู่สนทนากันครู่ใหญ่ๆ ก่อนที่จะวางสาย
ครู่เดียวเสียงโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น เป็นสายจากเลขานุการเรื่องการประชุมบอร์ดผู้บริหารที่บุสสธิติ์ต้องเข้าประชุมด้วย ชายหนุ่มเตรียมตัวไม่ถึงนาทีก็เดินก้าวยาวๆ ออกไปจากห้องทำงาน บรรดาพนักงานสาวๆ ในบริษัทที่ปลื้มปริ่มกับมาดหล่อๆ ของผู้บริหารหนุ่มต่างละลายไปตามๆ กัน บางคนถึงกับเปรยออกมา ว่ามาทำงานที่นี่ไม่ได้ต้องการเงินเดือน แต่ต้องการมองหน้าหล่อๆ พร้อมทั้งมาดเท่ๆ ของบุสสธิติ์เสียมากกว่า
บริษัท บี.พี. อินเตอร์ กรุ๊ป คือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมาแรง เนื่องจากแนวความคิดที่แหวกตลาดของผู้บริหารอย่างบุสสธิติ์ ชายหนุ่มเน้นสร้างอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ และตึกสูงเสียดฟ้า ให้สอดคล้องกับโลกยุคสองพันที่โหยหาธรรมชาติ ทุกโครงการของบุสสธิติ์จึงมุ่งเน้นธรรมชาติเป็นหลัก เน้นพื้นที่สีเขียวที่เปรียบเสมือนปอดผลิตออกซิเจน แต่ก็ไม่ทิ้งความสะดวกสบายสำหรับผู้อยู่อาศัย อย่างเช่นโครงการใหม่ล่าสุดที่กำลังได้รับกระแสตอบรับดีเกินความคาดหมาย ใครจะกล้าคิดเอาสวนสัตว์เล็กๆ มาอยู่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรกัน ถ้าไม่ใช่ บี.พี. อินเตอร์ กรุ๊ป ของบุสสธิติ์
“เจ้านายเราทั้งเก่ง ทั้งหล่อ” น้ำเสียงออกแนวรำพึงรำพันของบรรดาพนักงานสาวๆ ดังขึ้นเมื่อเห็นบุสสธิติ์เดินมาแต่ไกล วันนี้เจ้านายพวกเขามาในชุดสูทที่คุ้นตา แต่หากวันไหนบุสสธิติ์สวมกางเกงยีนส์ ใส่เสื้อเชิ้ตพอดีตัว รองเท้าหนังเท่ๆ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำเอาบรรดาสาวๆ ในบริษัทแทบจะละลายยามที่ได้สบตาเจ้านายคนนี้ ส่วนคนที่ถูกชมออกจะเฉยๆ เสียด้วยซ้ำไป
จะว่าไปปีนี้บุสสธิติ์อายุย่างเข้าสามสิบสองปี เป็นหนุ่มวัยกลางคนที่ภูมิฐานด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและฐานะที่เรียกได้ว่าระดับเศรษฐี ชายหนุ่มติดโผรายชื่อนักธุรกิจหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงของเมืองไทยปีล่าสุดเสียด้วย หนุ่มมาดเท่ผู้มีคิ้วหนาได้รูปรับกับดวงตายาวรีที่นัยน์ตานั้นเป็นสีสนิม รูปร่างสูงใหญ่สมชายชาตรี ผมดกดำและดูหยักศกเล็กน้อยถูกจัดแต่งอย่างทันสมัย แต่งตัวดีมีสไตล์ถึงแม้ยามที่ไม่ได้ใส่สูทผูกไทก็ตาม แต่งานรุ่งรักร่วงนี่สิคืออะไร หรือเพราะเนื้อคู่เขายังไม่เกิดกัน?
เช้าวันที่ชุ่มชื้นไปด้วยสายฝนที่พรั่งพรูมาตั้งแต่เมื่อคืน สร้างความชุ่มช่ำและเขียวชอุ่มให้ต้นไม้ ใบไม้ เมื่อฝนหยุดตกแพรรุ้งก็กลับมาสดใสอย่างที่เป็น วันนี้เธอสวมกางเกงยีนส์ขาสั้นสีเข้มโชว์เรียวขาสวย ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวพับขึ้นมาไว้บริเวณข้อศอกทั้งสองข้าง สวมรองเท้าผ้าใบคู่โปรด เป้สะพายใบใหญ่สีดำปักเลื่อมดูเหมาะกับคนแข้งขายาวได้รูปจนดูไม่เทอะทะยามเธอสะพาย ผมยาวดำขลับตอนนี้มัดผูกไว้เป็นมวยกลางศีรษะ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแทบไม่ต้องตกแต่งใดๆ ก็สวยโดดเด่นได้
มือเรียวข้างหนึ่งถือร่มคันสีม่วงลายจุดขาวซึ่งเป็นสีโทนที่โปรดปรานท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ที่ใครต่อใครต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้หลังฝนตกหนัก ‘อากาศดี’ ตามคำพยากรณ์อากาศที่ได้ยิน แต่คนซึ่งรู้ถึงเหตุผลที่เธอต้องเดินกางร่มท่ามกลางวันที่แสงแดดส่องแบบนี้ดูเหมือนจะมีแค่เจ้าตัวเท่านั้น บางสิ่งบางอย่างแม้แต่คำพยากรณ์ที่ใช้อุปกรณ์สุดไฮเทคก็ยังผิดพลาดได้ แต่เรื่องนี้แพรรุ้งรู้ว่าเธอแม่นยิ่งกว่าตาเห็น อากาศที่ทุกคนต่างบอกว่าดีก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป กองทัพเมฆฝนก่อตัวก่อนจะลอยต่ำครู่เดียวก็ปลดปล่อยเม็ดฝนให้ค่อยๆ ร่วงหล่นจากท้องฟ้าเป็นสายและดูท่าว่าจะทวีความแรงมากขึ้น
“ฝนนะฝน ตกมาอีกจนได้” แพรรุ้งเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอย่างเบื่อหน่าย เมื่อไหร่ฤดูฝนจะหมดนี่คือคำถามโลกแตก ถ้าวันนี้ไม่ติดงาน เธอจะไม่มีวันออกไปไหนมาไหนท่ามกลางสายฝนแบบนี้แน่นอน สิ่งที่แพรรุ้งไม่ชอบคือฝน แต่งานที่เธอรับผิดชอบอยู่ตอนนี้กลับสวนทางกัน เพราะหญิงสาวคือนักข่าวพยากรณ์อากาศที่กำลังมาแรง งานที่คิดเสมอว่าทำไม่ได้ แต่ด้วยหน้าที่และไม่อยากให้ทุกคนผิดหวัง คำว่าทำไม่ได้จึงถูกลบทิ้งไปจากพจนานุกรม จำต้องซ่อนความไม่ชอบเอาไว้ให้ลึกสุด
และที่สำคัญไปกว่านั้นบางครั้งแพรรุ้งยังมีเซ้นส์เรื่องสภาพภูมิอากาศแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วย โดยเฉพาะเรื่องฝน หากวันใดฝนจะตก เธอมักจะจามติดกันหลายครั้งจนจมูกชื้นและมีน้ำมูกใสๆ นั่นทำให้มั่นใจได้ว่าฝนจะตกแน่นอน ให้เตรียมร่มติดตัวไปด้วยทั้งๆ ที่กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่าท้องฟ้าโปร่ง
แพรรุ้งพยายามพิสูจน์ความสามารถอันลึกลับของตัวเองมาหลายต่อหลายครั้ง ว่านี่คือเรื่องจริงหรือแค่ความบังเอิญกันแน่ แต่ผลของการพิสูจน์ก็เป็นจริงอย่างที่คิด แต่บอกใครไปก็ไม่มีคนเชื่อ ในเมื่อไม่มีคนเชื่อแพรรุ้งจึงขี้เกียจที่จะอธิบายขยายความ
“เฮ้อ! ฝนตกเป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุด” เสียงบ่นเล็กๆ เอ่ยมาจากริมฝีปากอิ่ม ก่อนจะสะดุ้งโหยงแบบสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องสลับกับฟ้าผ่าอย่างดัง แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวให้เร็วขึ้นจะได้หาที่หลบฝนที่ปลอดภัยกว่าใต้ร่มคันเล็กๆ ในมือ
เพราะรู้ว่าวันนี้ฝนจะตก ตามมาด้วยการจราจรที่ติดขัดขยับไม่ได้ ทำให้แพรรุ้งเลือกที่จะใช้บริการรถไฟฟ้าที่ห่างจากคอนโดมิเนียมไม่ถึงร้อยเมตรแทนที่จะขับรถไปทำงานอย่างเช่นทุกวัน ขาเรียวได้รูปเดินท่ามกลางสายฝนที่กระเซ็นใส่ยามตกลงสู่พื้นถนน เพราะแม้จะมีร่มก็ใช่ว่าจะไม่เปียก ก่อนจะหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงอะไรแว่วมา
เหมียว เหมียว
เสียงร้องเหมียวๆ ที่ได้ยินทำให้แพรรุ้งหันซ้าย หันขวามองหาที่มาของเสียง ก่อนที่สายตาจะมองเห็นลังที่ชุ่มไปด้วยฝนจนพังไปเกินครึ่งวางอยู่ริมกำแพงจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จึงพบว่าภายในลังที่พังไม่พังแหล่มีลูกแมวตัวน้อยสีขาวนอนขดตัวสั่นงันงกอย่างน่าสงสาร ตัวมันเปียกและเปรอะเปื้อนดิน แววตาก็ดูวิงวอนขอความช่วยเหลือ แพรรุ้งนั่งยองๆ มองหน้าเจ้าลูกแมวก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวมันเบาๆ อย่างเอ็นดู
“ใครกันใจร้าย เอาแกมาทิ้งไว้ตรงนี้ หืม” แพรรุ้งเอ่ยถามกับเจ้าแมวตรงหน้า อารมณ์ที่เคยหม่นหมองเพราะฝน ตอนนี้ดูจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย ซึ่งขณะที่เธอกำลังคุยกับเจ้าลูกแมวอยู่นั้น รถยุโรปราคาแพงคันหนึ่งที่เคลื่อนตัวช้าๆ เนื่องจากการจราจรที่ติดขัดมากก็มาหยุดอยู่ข้างๆ เธอพอดี
บุรุษผู้ซึ้งนั่งอยู่เบาะหลังจึงมีโอกาสได้เห็นภาพที่ทำให้เขาสนใจไม่น้อย สายตาคมกริบมองไปยังหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งกางร่มสีม่วงลายจุดขาวท่ามกลางสายฝนที่ค่อยๆ แรงขึ้น ถึงจะมีร่มแต่ด้านหลังเธอกลับเปียกปอน บุสสธิติ์สนใจว่าหญิงสาวคนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ชายหนุ่มจึงขยับร่างกายที่วันนี้แต่งสูทผูกไทเต็มยศเพื่อชะเง้อมอง จึงได้เห็นว่าตรงหน้าเธอมีแมวตัวน้อยที่ขนเปียกลู่นอนขดตัวสั่นเทาอยู่ตัวหนึ่ง
“สาวน้อยกับแมวอย่างนั้นเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้ม การจราจรที่ติดขัดแม้จะทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็มีภาพความน่ารักของหญิงสาวคนนี้ที่ทำให้เขายิ้มได้ ความที่เป็นคนรักสัตว์ทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสงสารเจ้าลูกแมวที่เห็น
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างเหลียวมองแต่กลับไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือหรือสอบถามใดๆ นั่นทำให้บุสสธิติ์คิ้วขมวดกับคำว่าน้ำใจที่หาได้ยากในสังคมปัจจุบันนี้ แถมซ้ำร้ายไปกว่านั้น มอเตอร์ไซน์บางคันที่ขึ้นไปขับบนฟุตบาทยังทำให้น้ำบนพื้นกระเซ็นไปเปราะเปื้อนตัวหญิงสาวอีกแต่ดูเธอจะไม่สนใจนัก บุสสธิติ์จึงตัดสินใจเปิดประตูลงไปจากรถพร้อมร่มคันใหญ่ การกระทำของชายหนุ่มทำเอาคนขับรถงง
“คุณเพชรครับ นั่นคุณเพชรจะไปไหนครับ” เมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบ จึงรีบเปิดไฟกระพริบหักพวงมาลัยรถชิดริมฟุตบาทรอผู้เป็นเจ้านายทันที