“ที่นี่นอกจากจะมีสัตว์อสูรมากแล้ว วัตถุดิบทำอาหารก็เยอะพอสมควรเลยนะเนี่ย” ฉินหลิวซีเดินเก็บวัตถุดิบพลางสำรวจเส้นทางไปด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดของเวลานี้คือการหาที่ค้างแรม
ฉินหลิวซีสำรวจเส้นทางโดยรอบจนกระทั่งพบเข้ากับถ้ำแห่งหนึ่ง
“ไม่เลวนี่ คืนนี้ใช้ที่นี่แล้วกัน” นางเดินเข้าไปและเริ่มก่อกองไฟไว้ใกล้ปากถ้ำ นำใบไม้ใบหญ้ามาปูทำที่นอนให้ตัวเอง
ฉินหลิวซีจัดการเตรียมพื้นที่ค้างแรมให้ตัวเองไปได้ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงกระบี่ฟาดฟันกันอยู่ด้านนอก
มองออกไปเห็นกลุ่มคนกำลังประมือกัน นางไม่ได้ใส่ใจ
แค่ระวังไม่ให้ลมจากการปะทะพัดมาจนกองไฟนางดับก็พอ หลังจากคนพวกนั้นไล่ตามกันไปไกลจากจุดที่นางอยู่ นางก็ออกมาสำรวจด้านนอก
กิจวัตรของนางน่าเบื่อหน่ายจึงไม่มีอะไรถ่ายทอดไปถึงฝั่งผู้ชม
โอ๊ะโอ ไม่นึกว่าข้าจะโชคดีเจอเหยื่อเร็วถึงเพียงนี้
เด็กหญิงกลิ้งตัวหลบเข้าไปในพุ่มไม้ทันทีที่เห็นเงาสัตว์อสูรตนหนึ่ง สายตาของนางเพ่งมองไปที่มัน สัตว์อสูรตนนั้นได้รับบาดเจ็บ ระดับของมันอยู่เพียงขั้นที่สอง คงจะโดนจอมยุทธ์คนอื่นเล่นงานมา ดูจากบาดแผลแล้วอย่างไรก็คงไม่รอด คงหนีมาไกลมากทีเดียวจึงได้มาหมดแรงอยู่ตรงนี้
ครั้งนี้คงต้องขอแก่นอสูรของแกไปละนะ
ฉินหลิวซีใช้มีดสั้นปลิดชีพมันในดาบเดียว ไม่ให้ต้องทรมานนาน ถึงนางจะต้องการใช้ประโยชน์จากมันแต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้มันทุรนทุรายก่อนจะตาย หลังจากได้แก่น
อสูรมานางก็เก็บไว้ในถุงเฉียนคุนก่อนจะเดินสำรวจเส้นทางอื่นต่อ
ป่าแห่งนี้สมชื่อกับการแข่งล่าสัตว์อสูร มีสัตว์อสูรระดับต่ำไปจนถึงสูงมากมาย ที่เดินมานี้นางก็ได้พบสัตว์อสูรหลายตัวแล้ว แต่พวกมันตัวเล็กจิ๋วและว่องไว นางยังจับไม่ทัน กระทั่งบังเอิญเจอสัตว์อสูรระดับหนึ่งสามตัว ฉินหลิวซีตาเป็นประกายวาววับ ด้วยระดับฝึกตนที่แข็งแกร่งขึ้นใช้เวลาเพียงไม่นานนางก็จัดการได้
ได้แก่นอสูรหนึ่งชิ้นก็เหมือนได้รางวัล แต่ก้มมองเสื้อผ้าตัวเองก็ต้องย่นคิ้ว ตัวนางเลอะคราบเลือดเสียจนสกปรกไปหมด ไหนจะฝุ่นดินที่ไปกลิ้งคลุกมาอีก
“เลอะเทอะอะไรขนาดนี้เนี่ย ข้านึกว่าตัวเองออกแรงไม่ได้มากขนาดนั้นแล้วเชียวนะ” ดูเหมือนว่านางจะยังกะแรงต่อระดับขั้นของสัตว์อสูรไม่ถูก เพราะส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับมือกับพวกที่มีฝีมือกว่าตัวเองทั้งนั้น
“ให้ตายสิ ข้าน่าจะลองสำรวจดูอีกสักหน่อยก่อนจะหาถ้ำนะเนี่ย”
เด็กหญิงเดินต่อไปเพื่อหาแหล่งน้ำ กระทั่งได้ยินเสียงน้ำไหลก็รีบมุ่งไปด้านหน้าตามทิศทางเสียง นางดีดตัวขึ้นบนกิ่งไม้ ยืนมองบริเวณโดยรอบจากมุมสูง แม่น้ำสายนี้มีขนาดเล็ก และที่ไกลออกไปไม่มากนักก็มองเห็นเป็นสระใหญ่น่าจะเป็นต้นน้ำของบริเวณนี้ พวกสัตว์และพวกจอมยุทธ์ที่เข้าแข่งขันคงจะไปที่นั่นกันมากกว่า แม่น้ำที่อยู่ไกลสายตานี้จึงปลอดคน
“ใช้ที่นี่ได้สินะ”
นางถอดชุดตัวนอกออกเหลือแต่ชุดซับด้านในแล้วลงไปล้างตัว ไหน ๆ แล้วก็ล้างคราบเลือดคราบฝุ่นที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าออกด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องรอพวกมันแห้ง นางเปลี่ยนชุดเป็นชุดใหม่และนั่งก่อไฟใกล้แม่น้ำ
สิ่งที่นางเรียนรู้จากอาจารย์ถูกนำมาใช้ทั้งหมด
ฉินหลิวซีนำสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ถูกบดเป็นผงโรยไว้รอบ ๆ คุณสมบัติของมันคือช่วยขับไล่สัตว์อสูรไม่ให้เข้าใกล้บริเวณนี้ สูตรนี้นางคิดค้นขึ้นเองจากการเรียนรู้ที่ได้อาจารย์ช่วยพร่ำสอน ต่อให้เป็นสัตว์อสูรที่มีระดับสูงก็ได้ผลเช่นกัน
นางนำเนื้อที่พึ่งล่ามาได้ไม่นานออกมาทำอาหารกิน ถึงแม้กลางวันนางจะไม่ค่อยได้ออกแรงอะไรนอกจากล่าสัตว์ แต่กลางคืนก็ไม่ได้หมายความว่านางจะปลอดภัย ต้องมีจอมยุทธ์หลายกลุ่มที่เลือกเคลื่อนไหวตอนกลางคืนแน่
“พอเวลาจำกัดแล้วก็ทำอะไรได้ยุ่งยากจริง ๆ จะให้เวลาต้มเนื้อนานกว่านี้จนนุ่มหน่อยก็ไม่ได้”
นางบ่นอุบอิบด้วยความไม่พอใจ เนื้อหยาบ ๆ แบบนี้กินไปก็ไม่อร่อยเลย ถึงจะมีหลายครั้งที่ต้องทน แต่ใครบ้างจะอยากกินของไม่อร่อยไปเรื่อย ๆ หลังจากเสร็จการแข่งนี้นางจะทำอาหารชุดใหญ่ฉลองเลยเชียว น้องชายนางต้องได้กินเนื้อนุ่ม ๆ อาจารย์ต้องได้กินน้ำแกงรสดี
ข้าจะล่าให้ได้เยอะ ๆ และเก็บเงินให้ได้มาก ๆ !
ไม่ว่ายุคสมัยใดเงินก็เป็นสิ่งสำคัญราวกับพระเจ้า เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่ถ้าไม่มีเงินชีวิตลำบากแน่
อาจเพราะน้ำแกงเปล่าทำพิษ นางจึงฝังใจต่อความยากจนนัก ถึงที่ผ่านมาเมื่อชีวิตที่แล้วนางจะไม่ได้ย่ำแย่ถึงขนาดนี้...ไม่สิ นึกดูดี ๆ แล้วก็ย่ำแย่ไม่ต่างกันเลย
ข้าต้องหาเงิน!
คิดไปด้วยใจมุ่งมั่นพลางแทะเนื้อติดกระดูกที่เหลืออยู่ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว อีกไม่นานรัตติกาลจะกลืนกินนภาอย่างแน่นอน นางจัดการถมกองไฟที่จุดไว้และใช้พลังธาตุไม้ในการสานเปลนอนอยู่บนต้นไม้ใกล้ ๆ
ฉินหลิวซีขึ้นไปแล้วใช้น้ำหนักขย่ม ดูแล้วแข็งแรงดีมากจึงได้เหวี่ยงตัวขึ้นไปนอน ท้องนางอิ่มแล้วถึงเวลาต้องพักผ่อน ความสงบเงียบยามค่ำคืนมิได้มีอยู่ที่นี่ เสียงคำรามสัตว์อสูรดังกึกก้องมาจากหลายทิศทาง บางพวกออกล่าตอนกลางคืนทั้งพวกจอมยุทธ์และสัตว์พวกนั้นเองก็เหมือนกัน มีการปะทะเกิดขึ้นหลายกลุ่ม
นางชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกางข่ายมนตร์ตามที่อาจารย์เคยสอนบริเวณที่นางอยู่ เป็นไปได้สูงว่านางจะถูกรบกวนตอนกลางคืนระหว่างหลับ ไม่คนก็สัตว์อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเข้ามาตอนนางตื่นไม่เป็นปัญหาหรอก แต่ถ้าหากเข้ามาตอนนางเผลอหลับไปแล้วละก็ได้มีคนเจ็บตัวแน่
เด็กหญิงใจลอยคล้อยหลับไปยามมองพระจันทร์เบื้องบน ล่วงเข้ายามดึกจากเสียงคำรามลั่นและกระบี่ฟาดฟันกันก็เงียบสงัด ฝีเท้าหลายคู่ย่างเข้ามาใกล้จนลํ้ำเข้ามาในเขตที่นางวางข่ายมนตร์เอาไว้ จับฝีเท้าดูดี ๆ แล้วพบว่ามากันสามคน
“กับเด็กก็จะลงมือด้วยรึ?”
“ข้าว่าความคิดนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร”
“พวกเจ้าจะกลัวอะไรกันก็แค่เด็กคนเดียว”
“เด็กคนเดียวที่ลงแข่งขันลำพังได้ ข้าไม่คิดว่านางจะธรรมดาหรอก” หนึ่งในกลุ่มนั้นพูดขึ้นอย่างระแวง
“ถึงจะเก่งพอล้มสัตว์อสูรได้ แต่ก็คงไม่คณามือพวกเราหรอก นางอาจจะเข้ามาเก็บกวาดแค่สัตว์อสูรระดับต่ำเพื่อหาแก่นอสูรระดับล่างก็เป็นได้ ตัดคู่แข่งไปได้อีกหนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ”
“เราลงมือกับพวกอ่อนแอคนอื่นก็ได้ไม่ใช่หรือ
พวกที่ตัวเท่ากันน่ะ” ในกลุ่มนั้นคนหนึ่งตัวสั่นตลอดเวลา
ทั้งขลาดกลัวและยังขี้ตกใจ เขามองซ้ายขวาสายตาล่อกแล่ก กลัวว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาตลบหลัง อีกคนก็เดินใจลอยยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว เห็นทีคนที่ตั้งใจจะมาเล่นงานฉินหลิวซีอย่างจริงจังจะมีแค่คนเดียว
“เจ้านี่มันปอดแหกจริง ๆ แค่เด็กคนเดียวก็กลัวเสียแล้ว”
“ข้าไม่ได้กลัวเด็ก ข้ากลัวความอำมหิตของเจ้ามากกว่า เด็กคนเดียวก็ลงมือได้ลงคอ”
“พูดมากเปลืองน้ำลาย หากไม่ทำก็ไสหัวไปให้พ้น!” เขาตวาดลั่นก่อนอีกสองคนจะพร้อมใจกันร้องชู่วบอกให้เงียบเสียงลง
ไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ก็จับพลัดจับผลูลงเรือลำเดียวกันแล้ว มีแต่ต้องลงมือไปตามคนที่แข็งแกร่งกว่า
ตอนแรกนั้นพวกเขาไม่ได้สนใจจอมยุทธ์น้อย
แต่ตอนที่ฉินหลิวซีสำรวจถ้ำ พวกเขาก็บังเอิญเห็นนางใช้ถุงเฉียนคุน ตั้งแต่นั้นจึงได้แอบติดตามมา นอกจากนี้ฝีมือของนางก็โดดเด่นจนน่าใจหาย นางล้มสัตว์อสูรได้ แต่กลับไม่ยอมต่อสู้กับจอมยุทธ์ด้วยกัน ทำให้หนึ่งในกลุ่มนั้นคิดว่านางคงต่อสู้ไม่เก่งแค่ล่าสัตว์ได้โดดเด่นเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นโอกาสที่พวกเขาจะแย่งแก่นอสูรมาได้ก็ดูจะมากขึ้น
พวกเขาเห็นนางมีความสามารถ แต่ก็ดูแคลนว่านางเป็นเด็ก พวกเขาจึงคิดแย่งชิงแก่นอสูรจากนางรวมถึงของวิเศษอื่น ๆ ด้วย
พวกเขาจับกระบี่ในมือมั่น ดีดตัวขึ้นไปเหนือพื้น
หันคมกระบี่ลงเบื้องล่าง ตั้งใจสังหารนางอย่างไร้เมตตา กระบี่ปักลงบนวัตถุนั้นอย่างง่ายดายจนน่าแปลกใจ พลันแผ่นหลังก็เย็นวาบราวกับถูกมัจจุราชจับจ้อง เขาพลิกตัวตั้งท่าป้องกัน เหล็กกระทบกันดังจนเกิดประกายไฟจากการเสียดสีอย่างรุนแรง
เคร้ง!
พริบตาที่แสงจันทร์สาดแสงลงมา จึงได้เห็นว่าตรงที่ตนปักกระบี่ลงไปเป็นแค่เปลไม้เปล่า ส่วนตัวคนทำเปลลอยอยู่เหนือพวกเขา
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อก็รู้สึกเจ็บที่สีข้าง รู้ตัวอีกทีก็มีเลือดไหลซึมออกมา พวกเขายังไม่ทันตั้งกระบวนท่าก็โดนกระบี่สั้นตัดเฉือนเข้าเนื้อไปหลายแผล ก่อนฝ่าเท้าของเด็กหญิงที่ตนปรามาสไว้จะทุ่มน้ำหนักลงมากลางหน้าท้อง พวกเขาเจ็บจุกจนหน้าถอดสีตกลงจากต้นไม้
อะไรกันเนี่ย เป็นผู้ใหญ่สามคนมารุมเด็กคนเดียว ทำให้ข้าบาดเจ็บไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผม พวกนี้น่าสมเพชเกินไปแล้ว
พวกมันยังไม่ทันตั้งตัวได้นางก็เตะซ้ำเข้าไปอีกคนละที เด็กหญิงตัวเบาโหวงราวกับเหินร่อนบนอากาศ เดินได้บนฟ้า ดั่งขนนกไร้น้ำหนัก มือหนึ่งถือกระบี่ร่อนลงไปตรงหน้า อัดลมปราณเข้ากระแทกหน้าอกจนคนหนึ่งกระอักเลือด
“สัตว์ประหลาด สัตว์ประหลาดชัด ๆ นี่มันพละกำลังของมนุษย์แน่หรือ!” เขาตะเกียกตะกายวิ่งหนีไม่สนข้าวของที่หล่นไปจากตัว กรีดร้องเสียงหลงไปตลอดทาง
ฉินหลิวซีไม่ปล่อยให้เขาหนี นางพลิกกระบี่เขวี้ยงด้ามของมันมุ่งหน้าไปซัดอัดเข้าไปซ้ำจนด้ามจับกระแทกเข้ากับแผ่นหลังคนผู้นั้นจนล้มกลิ้งและสลบไปทันทีด้วยความผวาตกใจ
ชายสองคนมองนางด้วยสายตาหวาดกลัว แต่อีกคนก็ยังทำใจดีสู้เสือ
“อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ ออกไปให้พ้น!”
“ข้าไม่ได้อัญเชิญผู้ใดเข้ามา เป็นพวกท่านอาวุโสเองไม่ใช่หรือที่ตั้งใจจะลงมือกับข้า” นางเอ่ยเสียงเนิบช้าไม่รีบร้อนจัดการ
“เห็นข้าเป็นเด็กอย่างนี้ก็ไม่ได้ใจดีหรือใสซื่อหรอกนะ” คนแค่สามคนรับมือง่ายกว่าฝูงซอมบี้ตั้งมาก เจ้าพวกศพเดินได้พวกนั้นจึงจัดการได้ยุ่งยากกว่านี้เสียอีก พวกมันไม่มีสมองคิด จู่โจมเข้ามาอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง จุดมุ่งหมายเดียวคือแพร่เชื้อใส่คนอื่น พวกมันไม่สนวิธีการและไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดจึงทำให้รับมือได้ยาก
นางทนชีวิตแบบนั้นมาไม่รู้กี่ปีต่อปี มนุษย์สามคนที่มีวิชาปราณระดับพื้นฐานจะเอาชนะนางได้อย่างไร ต่อให้ร่างกายของฉินหลิวซีไร้พรสวรรค์ แต่เมื่อนางเติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มตัว เรื่องธาตุไม้ในกายก็เป็นพลังให้นางได้แน่นอนอยู่แล้วไม่มีทางที่จะแพ้คนเหล่านี้ได้หรอก
เด็กหญิงจัดการเอาคืนคนเหล่านั้นและแย่งแก่นอสูรมา มัดพวกเขาแล้วผูกเอาไว้บนต้นไม้ รวมแล้วสิ่งที่ยึดมาได้คือแก่นอสูรระดับหนึ่งเจ็ดอัน แก่นอสูรระดับสามห้าอัน และแก่นอสูรก่อกำเนิดสามอัน
นางเก็บแก่นอสูรที่แยกมาได้เข้าถุงเฉียนคุน จัดแจงที่นอนให้ตัวเองใหม่ ครั้งนี้นางกางข่ายมนตร์ให้แน่นหนากว่าเดิม คืนนั้นนอนหลับไปด้วยความสงบเงียบดังที่ตั้งใจหวัง ไม่มีใครมารบกวนนางอีกจนสามารถตื่นมารับรุ่งอรุณใหม่ได้อย่างสดใส
เด็กหญิงเหยียดกายหลังโดดลงจากเปล นางยืดเส้นยืดสายแล้วคืนสภาพให้พลังธาตุไม้ที่นางหยิบยืมมาใช้เมื่อคืน เนื้อเมื่อวานที่ล่ามายังเหลืออยู่นางจึงย่างมันจากกองไฟที่ทำทิ้งไว้เมื่อวาน หลังจากอิ่มท้องแล้วก็เดินทางต่อ
ไม่รู้ทางฝั่งผู้ชมเห็นอะไรไปแล้วบ้าง นางไม่แน่ใจว่าการถ่ายทอดมุมมองภาพจากฝั่งนี้มีปัจจัยอะไรหนุนนำหรือใช้สิ่งใดเป็นสื่อกลาง ก็หวังว่าจะไม่ถ่ายภาพน่าอายของนางออกไปให้ใครเห็น
เช้าวันนี้ก็ยังต้อนรับนางด้วยเสียงคำรามของสัตว์อสูรตัวใหญ่ เสียงระเบิดดินจากที่ไกล ๆ เสียงฝูงนกแตกรัง เป็นสนามไล่ล่าที่สมกับการล่าสัตว์อสูรโดยแท้
หลังจากกินจนอิ่มท้องนางก็สำรวจเส้นทางอื่นต่อทั้งยังเก็บวัตถุดิบสมุนไพรที่หาเจอระหว่างทางไปด้วย นางเก็บสมุนไพรมาได้หลายกำ ก้ม ๆ เงย ๆ จนได้พืชเต็มถุง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสะท้อนของสัตว์คำรามดังกังวานมา
ฉินหลิวซีหันกลับทันที เพียงพริบตาเดียวเจ้าของเสียงคำรามนั้นก็มาอยู่ต่อหน้านางด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
เด็กหญิงเบิกตาโพลง ไม่อยากเชื่อเลยว่า ในป่านี้จะมีสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิ แม้เป็นเพียงขั้นหนึ่งแต่มันก็แข็งแกร่งมาก
ฉินหลิวซีโดดถอยไปด้านหลังตั้งท่าเตรียมสู้
กระบี่อ่อนที่ได้มาจากหลี่เจิ้นหัวอยู่มือขวาพร้อมกำมีดสั้นด้วยมือซ้าย
ก่อนนางเข้ามาภายในป่าแห่งนี้ได้รับการยืนยันว่าอสูรขั้นสูงสุดที่มีคือก่อกำเนิดขั้นสิบ ดูท่าว่าเจ้าตัวนี้จะวิวัฒนาการเลื่อนขั้นขึ้นมา นางยืนพื้นยังไม่ทันวางฐานได้ดีอุ้งเท้าใหญ่ยักษ์ของมันก็ตะปบลงมา พื้นบริเวณที่นางเคยยืนแตกออกราวกับมีแผ่นดินไหว ฉินหลิวซีกลิ้งตัวหลบออกไปไกล แต่มันก็ไม่ปล่อยให้นางได้มีเวลา สัตว์อสูรตนนั้นแยกเขี้ยวขู่พร้อมกับไล่ล่าเหยื่อตัวน้อย
แต่เหยื่อของมันรวดเร็วว่องไวจนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ฉินหลิวซีบีบเค้นพลังปราณเพื่อเร่งความเร็ว นางวิ่งลอดเข้าไปใต้ท้องมัน ฟันข้อพับบริเวณอุ้งเท้าของมันจนเจ้าสัตว์อสูรกรีดร้องลั่น มันกางกรงเล็บเตรียมจะขย้ำเหยื่อที่ยั่วโทสะ
พละกำลังของฉินหลิวซียังน้อยนัก ไม่สามารถเอาชนะสัตว์อสูรตนนี้ได้ในไม่กี่กระบวนท่า นางต้องใช้ความเร็วเข้าสู้เพื่อให้ได้เปรียบในสนามรบ ฉินหลิวซีแผ่พลังปราณของตนเคลือบผิวดาบเพื่อทำให้มันแข็งขึ้น
ที่ฟันไปเมื่อกี้มันแทบจะไม่เข้าเลยนี่นา เจ้าตัวนี้มันหนังหนาขนาดไหนกัน!
ฉินหลิวซีกัดฟันกรอด ไม่ชอบใจเอาเสียเลยที่ต้องออกแรงเกินจำเป็น เด็กหญิงวิ่งไต่จากขาของมันขึ้นไปบนหลังแทงกระบี่เข้าไปหนึ่งครั้งก็ยังไม่เข้า เชื่อว่าเจ้าตัวนี้ต้องมีจุดอ่อนบ้าง นางแค่ต้องหาให้พบ
เด็กหญิงผู้ครองธาตุไม้วิ่งไต่บนตัวมันทิ่มแทงลงไปครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อหาจุดอ่อนในเวลาอันจำกัด ก่อนที่อุ้งมือของมันจะถึงตัวนาง และอัดกระแทกแรงอาฆาตจนนางถึงแก่ความตายไปเสียก่อน
ถึงจุดอ่อนของทุกชีวิตจะเป็นดวงตา แต่นั่นมันก็ง่ายเกินไปหน่อยไหม มองสิ มองให้ออก
นางกรีดร้องอยู่ในหัว ถาโถมกระบี่อ่อนเข้าไปฟาดฟัน
กรร!
มันคำรามจนยอดไม้สั่นไหวเมื่อคมเหล็กกล้าเฉือนเนื้อบริเวณท้ายทอยจนเลือดพุ่งออกมา
หนังตรงนี้อ่อนกว่าที่อื่น!
ฉินหลิวซีม้วนตัวกลางอากาศตวัดกระบี่เหมือนใบพัดแทงจุดเดิมซ้ำ ๆ ราวกับหนูปั่นจักร กระทั่งมันไม่สามารถยืนอยู่ได้อีกต่อไป ศัตรูตัวใหญ่ยักษ์ล้มลงกับพื้น เลือดเจิ่งนองออกมาจากบาดแผล
ฉินหลิวซียืนหายใจหอบอยู่เพียงครู่เดียวก็สะบัดคราบเลือดออกจากกระบี่ของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ นางเก็บกระบี่อ่อนเข้าฝักแล้วเดินไปควักเอาแก่นสัตว์อสูรออกมา
“ให้ตายสิ ทำข้าเปลืองแรงไปเยอะเชียว”
โชคดีที่มันเพิ่งเลื่อนขั้น ทำให้นางไม่ติดมือกับมันจนเกินไป หากมันวิวัฒนาการมาก่อนหน้านี้นานแล้วคงเป็นฝ่ายนางที่ตาย
หลังจากจัดการเจ้าสัตว์อสูรตนนั้นนางก็เก็บสมุนไพรต่อ และจัดการพวกสัตว์อสูรชั้นต่ำยามเจอพวกมันระหว่างทาง นางครวญเพลงในลำคอเป็นทำนองอย่างสบายอารมณ์
โอ๊ะโอ แถวนี้มีเห็ดเรืองแสงด้วยหรือนี่
เห็ดพวกนี้หากไม่ใช่เวลากลางคืนก็จะไม่เรืองแสงออกมา ทำให้แยกได้ยากกับเห็ดธรรมดา แต่แท้จริงมันเป็นส่วนประกอบสมุนไพรประเภทหนึ่ง ความหายากระดับปานกลาง นางเดินมาและมองเห็นมันได้ในมุมที่แสงตกกระทบพอดี ไม่เช่นนั้นก็คงมองเลยผ่านมันไปเหมือนเห็ดธรรมดาต้นหนึ่ง
“ที่ตรงนี้มีเพียบเลยแฮะ”
ไม่น่าเชื่อว่านางจะพบกอของมัน ฉินหลิวซีรู้สึกว่าตนเองโชคดีมาก นางเก็บสมุนไพรจนเต็มกระเป๋าครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะย้ายมันเข้าไปในถุงมิติของตัวเอง
โฮ่ นี่ข้าเจอสมุนไพรระดับกลางมาเกือบสิบชนิดแล้วในวันเดียว ป่าสัตว์อสูรสมกับที่มีสัตว์อสูรอยู่มากจริง ๆ
พลังทิพย์จากพวกมารอบอวลอยู่ทั่วป่า หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านทำให้พวกสมุนไพรเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สมุนไพรระดับกลางที่หากเป็นข้างนอกนั้นจะหาเจอสักต้นอย่างน้อยก็ใช้เวลาเป็นวัน แม้ว่าเป็นแหล่งงอกเงยของมัน หรือสภาพแวดล้อมที่มันชอบจะอยู่
สมุนไพรระดับสูงหายากยิ่งกว่านั้น ต้องหาเป็นเดือนหรืออาจต้องฝ่าฟันเส้นทางที่ยากลำบาก อาจต้องเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกว่าจะได้สักต้นหนึ่งมา ส่วนสมุนไพรในตำนานก็อย่างชื่อของมัน เพราะเป็นตำนานจึงไม่ค่อยมีข้อมูลปรากฏมากนะ มีแต่คำบอกเล่าปากต่อปากที่อาจบิดเบือนมาเท่าไรแล้วก็ไม่รู้
แต่ที่นี่นางหาสมุนไพรระดับกลางได้เยอะพอสมควรเลยทีเดียว เยอะเสียจนตัวเองยังทึ่ง สำหรับคนชอบศึกษาให้ลึกซึ้งในศาสตร์ที่ตนรู้มา ยิ่งกว่านั้นนางยังรู้สึกตื่นเต้นและดีใจจนยิ้มออกมาไม่หยุด
ระหว่างที่กำลังเก็บสมุนไพรอย่างเพลิดเพลินนางก็ได้ต้อนรับแขกของวันนี้อีกหน
รู้สึกว่าข้าจะเนื้อหอมเหลือเกินนะ
เบื้องหน้าของฉินหลิวซีมีจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งขวางทางไว้ เด็กหญิงเอียงคอเล็กน้อยด้วยความฉงนใจ เจตนานั้นไม่ต้องสืบ เป้าหมายคงอยู่ที่แก่นสัตว์อสูรซึ่งนางหามาได้
การแย่งชิงทำให้หาได้ง่ายกว่าการไปล่าสัตว์อสูรทีละตัว ไม่ว่าใครก็คิดอย่างนั้น
“สวัสดีผู้อาวุโสทั้งหลาย มาให้ผู้น้อยศึกษาวิชาหรือ” นางประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ทว่าแววตากลับแข็งกร้าว
“คุณหนูน้อยผู้นี้ช่างเก่งกาจ คงต้องเป็นฝ่ายพวกข้าที่ขอศึกษาวิชาจากเจ้า”
“ผู้ใหญ่ตั้งหลายคนมารุมเด็กแบบนี้ ไม่อายบ้างหรือ” นางยิ้มหยันเยาะเย้ย
ถึงแม้ว่านางจะรับมือพวกเขาได้ แต่นางไม่จำเป็นต้องเอาความเก่งกาจของตัวเองไปโอ้อวดใคร
แต่คราวนี้แตกต่างไป เพราะพวกเขาเป็นฝ่ายท้าทายนางเอง
ต้องออมมือสักเท่าไรกันนะจึงจะไม่โดดเด่นมากไปกว่านี้ สับท้ายทอยพวกเขาสักคนละทีจะเป็นไรหรือไม่
ถ้านางกะแรงผิดพวกเขาอาจจะคอหักตายได้ในทีเดียว
“เสี่ยงเกินไปไม่เอาดีกว่า”
“งึมงำอะไรคนเดียวของเจ้า เข้ามาได้แล้ว หากไม่ พวกข้าจะเข้าไปก่อนแล้วนะ!” เอ่ยวาจายังไม่ทันจบดีพวกเขาก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน
นางดึงกระบี่อ่อนออกจากฝัก ใช้มีดสั้นอีกข้างตั้งท่าป้องกัน ทันทีที่การโจมตีสะท้อนกลับไปนางก็สวนคืน กระบี่อ่อนทิ่มแทงทะลุเนื้อผ้าไปถึงผิวหนังใต้สาบเสื้อ บางคนไม่ทันตั้งตัวก็ร้องโอดโอย
ระหว่างหมุนตัวค้างกลางอากาศนางก็สับเปลี่ยนมีดสั้นเป็นมือเปล่า อัดพลังปราณเข้าไปแล้วกระแทกเข้าใส่กลางอกของคนที่อยู่ตรงหน้า บุรุษผู้นั้นกระเด็นลอยไปกระแทกต้นไม้จนเป็นร่องแตกหัก
อานุภาพของพลังนี้ทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึง
แต่กระนั้นแก่นอสูรที่นางเก็บสะสมไว้ก็มากพอจะทำให้ปิดหูปิดตาแล้วโถมกำลังเข้าใส่เพื่อแย่งชิง
ฉินหลิวซีตวัดกระบี่อ่อนไปข้างหน้า ออกกระบวนท่าราวกับกำลังร่ายรำ ตัดไปยังเป้าหมายอย่างพอเหมาะพอดี สายคาดเอวของพวกเขาขาดจากกันทำให้ถุงมิติตกลงมา
“เฮ้ย นั่นมันถุงข้า!”
สิ่งที่น่าตกใจกว่าการที่ถุงถูกขโมยคือการกะระยะตวัดกระบี่ได้อย่างแม่นยำจนเฉือนเอาเพียงเชือกของสายคาดเอวเท่านั้นที่ขาด
ฉินหลิวซีโยนถุงมิติที่นางขโมยมาต่อหน้าต่อตาพลันยิ้มให้พวกเขาอย่างท้าทาย เทแก่นอสูรออกมารวมกันบนฝ่ามือแล้วโยนเข้าถุงเฉียนคุนของตัวเอง ระหว่างที่พวกเขามัวแต่ตกตะลึงก็โดนนางซัดพลังปราณเข้าใส่จนสลบกันไปหมด
การไล่ล่าสัตว์อสูรเป็นกิจวัตรเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา
ล่าสัตว์อสูร รับมือกับพวกที่คิดจะมาแย่ง และหาสมุนไพรตามที่อาจารย์สั่ง เข้าสู่วันที่สองของการแข่งขัน ฉินหลิวซียังตั้งหน้าตั้งตาหาสมุนไพรต่อไป นางก้มหน้าเดินมากกว่าจะตั้งหน้าตั้งตามองหาเหยื่อเสียอีก ยามได้เจอพืชแปลกตาดวงตาของนางเป็นประกายยิ่งกว่าเจอสัตว์จะสูญชั้นสูง
เด็กหญิงตัวน้อยไม่ได้สนใจว่า ใครจะสะกดรอยตามนางมาบ้าง ขอแค่ไม่เข้ามารบกวนนางระหว่างเก็บพืชพรรณเหล่านี้นางก็จะมองพวกนั้นเป็นแมลงหวี่แมลงวันแล้วเมินไป
ฉินหลิวซีต้องรับมือกับพวกจอมยุทธ์หรือผู้ฝึกตนสายอื่น ๆ ที่เข้ามาวุ่นวายไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้ง เห็นนางเป็นเด็กและมาแข่งขันตัวคนเดียว บางคนคงคิดว่าเคี้ยวง่าย
แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้เด็กผู้หญิงตัวนิดเดียวกลับไปทุกคน
ฉินหลิวซีเหงื่อตกระหว่างทำทีเป็นไม่สนใจว่านางจะแสดงภาพลักษณ์อะไรออกไปบ้าง จัดการคนไปตั้งขนาดนั้นภาพของนางคงถูกเห็นไปไม่น้อย
ข้ายังต้องการใช้ชีวิตสงบสุขกับน้องชายข้านะ
หลังจบงานนี้อย่าได้มีเรื่องวุ่นวายเลยเถอะ
เด็กหญิงไม่เคยต้องเข้าไปยื้อแย่งแข่งกับใคร
มีแต่นางที่เป็นเป้าหมายของการช่วงชิงเสียมากกว่า
พอรำคาญมาก ๆ เข้านางก็ใช้พลังธาตุไม้สร้างเถาวัลย์ขึ้นมามัดตัวพวกนั้น เมื่อไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป เจ้าหน้าที่อาวุโสก็เข้ามาช่วยเหลือคนพวกนั้น และถือว่าคนเหล่านั้นได้ถอนตัวจากการแข่งขันแล้ว
นางไม่ได้ฆ่าใครและทำให้ใครพิการ ไม่ได้ทำผิดกฎแม้แต่ข้อเดียว จึงไม่มีใครคิดจะเอาผิดนาง หรือถึงคิดก็ทำไม่ได้ เพราะนางเคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง อยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์
เข้าสู่วันที่สามของการแข่งขันล่าสัตว์อสูร
บนต้นไม้ที่นางสร้างเปลจากพลังธาตุเอาไว้ เด็กหญิงเทแก่นอสูรออกมานับ แก่นอสูรมีสีเฉพาะของมัน ยิ่งบริสุทธิ์มากสีสันของมันก็ยิ่งสดใสและมีความบริสุทธิ์สูง โอกาสที่จะนำไปหลอมแล้วล้มเหลวนั้นเป็นไปได้น้อย หากได้แก่นสัตว์อสูรที่มีสีอื่นปะปนมากเกินไปโอกาสที่จะล้มเหลวมีสูงกว่า
ฉินหลิวซีนอนจนกระทั่งเป็นเวลาสาย จึงค่อยคิดขยับตัวหลายวันมานี้นางแทบไม่ได้นอนเลย ซึ่งสำหรับเด็กแปดขวบ ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก เวลาที่การแข่งขันสิ้นสุดลงเป็นเวลาเดียวกับที่ประตูเปิดเมื่อวันสามก่อน
นางยังมีเวลาอยู่ที่นี่อีกประมาณหนึ่ง การแข่งขันนี้จัดขึ้นห้าปีครั้ง กว่าจะได้กลับมาเก็บสมุนไพรระดับปานกลางและระดับสูงพวกนี้อีกก็ต้องรอถึงขนาดนั้น ตอนนี้มีโอกาสที่เก็บเกี่ยวนางต้องกอบโกยให้เต็มที่
ฉินหลิวซีล่าสัตว์อสูรเพิ่มได้อีกสองตัว และเก็บสมุนไพรไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลา นางมารอใกล้บริเวณทางเข้าป่า ตรงนั้นมีผู้เข้าแข่งขันอีกหลายคนซ่อนตัวอยู่
บ้างก็จับกลุ่มกันอย่างเปิดเผย บ้างก็อยู่กับศิษย์สำนักของตนเอง
จากที่นางกะด้วยสายตาคนเริ่มทยอยมารวมกันได้ห้าสิบคนแล้ว ไม่รู้ว่าเหลือรอดอยู่จริง ๆ เท่าไร พวกเขาอาจจะล่าอยู่เพราะเหลือเวลาพอ นางนำใบไม้มาสานเล่นรอฆ่าเวลา เวลาผ่านไปผู้คนก็เริ่มทยอยมาตอนนี้นับได้เจ็ดสิบแล้ว
จากที่นางแผ่พลังปราณเพื่อสัมผัสคนที่อยู่โดยรอบให้ไกลออกไป พบว่าไม่มีใครกำลังทยอยมาที่บริเวณนี้อีกแล้ว นอกจากพวกที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งนางก็นับรวมไปแล้ว
จากตอนแรกที่มีคู่แข่งมากกว่าสองร้อยคน ตอนนี้เหลือแค่เจ็ดสิบคนเท่านั้น
เป็นจำนวนที่รู้สึกว่าค่อนข้างจะน่าตกใจ บางส่วนอาจจะหมดสภาพต่อสู้จนเจ้าหน้าที่เข้ามาพาออกไปแล้ว บางคนถูกเล่นงานจากพวกสัตว์อสูรจนบาดเจ็บสาหัสก็มี นางเคยเห็นกับตาระหว่างตนเองติดพันการต่อสู้ และนางก็ไม่ได้คิดจะช่วยใครด้วย
เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนดังเข้ามาใกล้จนนางต้องวางมือจากการสานใบไม้แล้วก้มลงมอง ดูจากเสื้อผ้าและตราที่พกอยู่เป็นสำนักเดียวกับสามคนนั่นที่เคยหาเรื่องนาง แต่สุดท้ายก็ถูกเล่นงานจับมัดบนต้นไม้ไป
“ดูสิว่าพวกเราเจอใครกัน”
“ฮ่า ๆ ล้างแค้นให้ศิษย์น้อง คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่”
“มารังแกเด็กตัวคนเดียวแบบนี้จะไม่น่าสมเพชเกินไปหน่อยหรือนั่น” เสียงหนึ่งเอ่ยแย้งในความคิดของพวกพ้อง แต่ก็ไม่มีใครสนใจเขาเลย คนอื่น ๆ นอกจากนั้นยังเอ่ยยุยงให้ฮึกเหิมกันไปยิ่งกว่าเดิม
เด็กหญิงบนต้นไม้ถอนหายใจเนื่องด้วยความเหนื่อยหน่าย ไม่อยากเชื่อเลยว่าสำนักนี้จะมีพวกไร้สมองเยอะขนาดนี้ ตัวเองไร้ฝีมือจนถึงขั้นต้องพาพวกมารุม ไม่สำนึกตัวเลยสักนิด นางฝีมือเหนือกว่าพวกเขาจนเป็นที่เพ่งเล็ง ซึ่งข้อนี้นางแก้ไม่ได้ ไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องมีคนไม่ชอบใจอยู่แล้ว
ทว่าคนที่มองผู้อายุน้อยกว่าแต่ความสามารถมากกว่า นอกจากความรู้สึกอิจฉาที่ต้องไล่ตามให้ทัน ก็เป็นความริษยาที่ต้องการทำลาย อยู่ที่ว่าจะมองโลกแบบไหน
ซึ่งคนแบบหลังนั้นน่ารำคาญต่อนางเป็นอย่างมาก
ฉินหลิวซีโดดลงจากต้นไม้ ในเมื่อพวกเขามาให้ขอประลองฝีมือ นางก็จะสนองให้ เด็กหญิงไม่พูดอะไรนอกจากตั้งท่าเตรียมสู้ เห็นเช่นนั้นพวกเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่านางเลือกที่จะไม่ประนีประนอม
ทุกคนที่รายล้อมนางตั้งกระบวนท่าแล้วจู่โจมเข้ามา ฉินหลิวซีชักกระบี่อ่อนของนางออกมา พร้อมเคลือบปราณเอาไว้ที่ตัวกระบี่ การทำเช่นนี้ทำให้กระบี่มีความทนทานมาก เมื่อพวกเขาเห็นนางทำเช่นนี้ได้ก็ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ นางระดับสูงขนาดไหนกันถึงได้ทำสิ่งนี้ได้
ต้องเข้าใจในปราณของตนเองระดับหนึ่ง
และควบคุมมันได้ดีมาก สามารถควบคุมมันให้เคลือบอาวุธได้อย่างมั่นคงโดยที่ยามกระทบกันกับอาวุธของศัตรูปราณที่เคลือบไว้ไม่มีสะเก็ดแตกออกมาแม้สักนิด
“นางมันสัตว์ประหลาดชัด ๆ”
“แก้แค้นให้ศิษย์น้องเรา ล้มนางให้ได้”
คนหนึ่งถูกปราณบีบอัดกระแทกเข้ากลางอกจนล้มกลิ้ง อีกสองคนก็ถูกคมกระบี่อ่อนทำให้บาดเจ็บจนร้องโอดโอย เมื่อเห็นศิษย์น้องถูกทำร้ายคนของสำนักเดียวกันที่เห็นเหตุการณ์ก็กรูกันเข้ามาช่วยอีกสองคน ส่วนคนอื่น ๆ เห็นว่ายังอยู่ในเวลาการแข่งขัน และพวกเขาอาจจะแย่งชิงแก่นอสูรกันก็ได้จึงไม่ได้เข้ามาสอด
แต่ช่วงเวลาสามวันที่ผ่านมานี้ก็ทำให้ฉินหลิวซีเหนื่อยล้าไม่น้อย นางพักผ่อนได้ไม่มากเท่าไร เพราะมีคนมาก่อกวนอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วผลกระทบนั้นก็แสดงออกในวันที่สาม สมองของนางตื้อไปหมด คิดไม่ออกกะทันหันว่ากระบวนท่าต่อไปคืออะไร
แต่เพราะร่างกายฝึกฝนมาจนจดจำได้ มันจึงเคลื่อนไหวไปเองโดยที่สมองของนางไม่ต้องสั่ง เป็นความเคยชินจึงตั้งรับดาบนั้นได้ทันท่วงที หากไม่แล้วข้อมือของนางก็คงขาด
ฉินหลิวซีรู้สึกมึนงงจนไม่ได้ยินเสียงรอบข้างว่าพวกเขาตะโกนอะไรบ้าง
“ส่งถุงมิติของเจ้ามา”
“นำแก่นอสูรมาชดใช้ให้ศิษย์น้องข้า!”
เกิดอาการตาพร่าอยู่พักหนึ่งจึงจับใจความสิ่งที่ได้ยินได้ หัวคิ้วเด็กหญิงขมวดมุ่นแล้วสบถตอบออกไปเสียงแข็ง
“ข้าไม่ให้ อย่าหวังเลยว่าจะได้ไป!” ฉินหลิวซีใช้มือข้างที่ว่างชักนำปราณสายหนึ่งออกมาแล้วโคจรรอบตัวเอง เป็นเกราะคุ้มกันคอยปัดป้องกระบี่ออกไปในจุดบอดของนางที่สายตาไปไม่ถึง
โรมรันกันอยู่ครู่ใหญ่ต่างฝ่ายต่างก็สะบักสะบอม เหลือเวลาเพียงหนึ่งเค่อสุดท้ายฉินหลิวซีจึงคิดยื้อเอาไว้ด้วยการทุ่มกำลังไปที่การป้องกันมากกว่าโจมตี
คนพวกนี้ระดับต่ำกว่านาง แต่ด้วยจำนวนมากก็ทำให้นางบาดเจ็บไม่น้อยยิ่งมีคนหนึ่งที่ระดับเท่านางยิ่งทำให้การต่อสู้ยากลำบากมากขึ้น หากสู้ตัวต่อตัวนางเชื่อว่าไม่มีวันพ่ายแพ้ แต่นี่พวกหมาหมู่ชัด ๆ
“แค่ก! ชิ...ไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ ว่าพวกไร้ฝีมือนี่จะทำให้ข้าบาดเจ็บได้”
“พูดจาอวดดีเหลือเกินนะ แทบจะยืนไม่ขึ้นแล้วยังปากเก่งอยู่อีก”
กฎในการแข่งขันคือห้ามฆ่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามการทำให้บาดเจ็บสาหัส หากจะไปพิการเอาหลังจบการแข่งเพราะผลจากบาดแผลจะไม่ถูกนับ ซึ่งก็เป็นที่แน่นอน หากใครไปพิการในภายหลังด้วยการทำตัวเองหรือหาเรื่องใส่ตัวแล้วมาอ้างกฎการแข่งนี้ ใครจะยอมกัน ฉินหลิวซีต้องป้องกันจุดอ่อนทั้งหมดของนางไว้ให้ได้
การบีบอัดพลังปราณด้วยมือแล้วซัดเข้าใส่ศัตรูถูกย้อนคืนมาก็คราวนี้ ฉินหลิวซีถูกพลังปราณอัดกระแทกอย่างหนักหน่วงจนร่างลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้ด้านหลัง นางกระอักเลือดออกมาถึงสองครั้งแล้ว ดวงตาแทบจะมองเห็นไม่ชัด
ทันใดนั้นเสียงแตรสัญญาณก็ดังขึ้น ประตูที่เชื่อมต่อไปสู่ภายนอกเปิดออก เด็กหญิงไม่รอช้าดีดตัวมุ่งไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากพ้นประตูนั่นไปการแข่งถือว่าสิ้นสุด
อีกเพียงไม่กี่อึดใจนางก็จะพ้นแล้ว ทว่าก็ไม่เป็นอย่างใจเมื่อมีลูกไฟสามดวงพุ่งเข้ากระแทกใส่ตัวนางจากด้านหลัง รู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่กำลังเผาไหม้ภายในของนาง เหมือนเอาปอด หัวใจ และเครื่องในไปแช่อยู่ในน้ำเดือด
ฉินหลิวซีพ้นจากประตูในพริบตาต่อมา แต่ทันทีที่ออกมาได้นางก็กระอักเลือดและล้มลงไป
แพทย์สนามรีบเข้ามาทำการช่วยเหลือในทันที
บางคนบาดเจ็บไม่มากและอยู่รอดมาได้ถึงสามวันก็เดินเข้ากระโจมหมอด้วยตัวเอง
การแข่งนี้มีคนบาดเจ็บไม่น้อย แต่ตอนนี้คนที่บาดเจ็บหนักที่สุดดูเหมือนว่าจะเป็นฉินหลิวซี
“ท่านพี่!” ได้ยินเสียงน้องชายร้องเรียกอยู่ไกล ๆ แล้วนางก็ไม่ได้สติอีกเลย
ฉินซือหยวนโดดข้ามฉากกั้นเข้ามาพร้อมกับอาจารย์หมอ ซุนเป่ยฉีเข้ามาดูอาการลูกศิษย์ตัวน้อยก่อนที่สำนักแพทย์จะเข้ามาถึงตัวนางด้วยซ้ำ เขาตรวจชีพจรของนางก่อนจะไล่ตรวจดูจุดตันเถียน
ซุนเป่ยฉีขมวดคิ้วมุ่น อาการของนางสาหัสกว่าที่เห็นภายนอก
“อาจารย์! ท่านพี่ ท่านพี่ข้า...!” ฉินซือหยวนสติแตกหลังเห็นพี่สาวบาดเจ็บหนักเป็นครั้งแรก เขาลนลานไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ร้องเสียงดังเรียกหาพี่สาว
“ใจเย็นก่อน ยังไม่อันตรายถึงชีวิต” เขาบอก
แต่สีหน้าหมอเทวดาไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นเลย
“ทั้งสองท่านใจเย็นก่อน เราจะทำการรักษาให้อย่างสุดฝีมือ” แพทย์ฝึกหัดเข้ามาทำให้ทั้งสองคนใจเย็นลงก่อนจะขอตัวพาคนเจ็บเข้าไปในกระโจม
ซุนเป่ยฉีเดินตามเข้าไป และเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายคงเป็นห่วงลูกศิษย์มากจึงไม่ได้ห้ามแม้ว่าความจริงจะห้ามเข้าระหว่างทำการรักษาก็ตามแต่ หากอยู่ภายนอกกระโจมก็ไม่เป็นไร ทว่าเมื่อมาถึงบริเวณที่ทำการรักษาแล้วหมอเทวดากลับล้ำเส้นเข้าไปข้างในด้วย
“ที่นี่ห้ามเข้านะเจ้าคะ” แพทย์ฝึกหัดคนหนึ่งร้องเสียงตกใจ
“นางเป็นลูกศิษย์ข้า และข้าเป็นหมอ ข้าจะรักษานางเอง”
อาจารย์หมออีกคนหนึ่งที่ถูกเรียกมาประจำการที่นี่ชั่วคราวมองหน้าผู้บุกรุกนิ่งงัน เขาหันไปสั่งกับศิษย์ตนเองจากได้สบตากับคนผู้นั้น
“ปล่อยให้เขาทำ”
“แต่ว่าท่านอาจารย์เจ้าคะ...”
“ไม่เป็นไร ปล่อยให้เขาทำ”
“เจ้าค่ะ”
“นี่อุปกรณ์ขอรับ” หลังจากอาจารย์ตัดสินใจแล้วศิษย์ชายผู้หนึ่งก็นำถาดอุปกรณ์สำหรับการรักษามายื่นให้ถึงมือ
ซุนเป่ยฉีพยักหน้าและเดินไปหาลูกศิษย์ของตน กำชับให้ผู้เป็นน้องชายรออยู่ด้านนอก เขาเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เพราะเข้าไปก็คงจะเกะกะเปล่า ๆ ฉินซือหยวนเดินวนไปวนมาหน้ากระโจมอยู่นานสองนาน ใจพะวงถึงครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่ติดตามกันมา
ใจของเด็กชายกลัวมาก ไม่เคยเห็นพี่สาวเป็นเช่นนี้มาก่อน เวลาผ่านไปเกือบชั่วยามเขาก็ออกมา
ซุนเป่ยฉีออกมาก็เอ่ยบอกให้ผู้เป็นน้องไม่ต้องกังวล “ปลอดภัยดี”
ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก เขาอยากจะเข้าไปเยี่ยมแต่ไม่รู้ว่าผู้เป็นพี่จะตื่นหรือยัง ระหว่างที่ชะเง้อคอหวังมองลอดเข้าไปข้างใน ผ้าม่านกั้นเป็นประตูก็ถูกแหวกออกอีกครั้ง เป็นฉินหลิวซีที่เดินออกมา
“ท่านพี่! ท่านฟื้นแล้ว!” เขาโผเข้ากอดพี่สาวแน่นจนนางร้องโอดโอยขึ้นมาถึงได้ยอมปล่อย
“ขะ ข้าขอโทษ ๆ ท่านเจ็บแผลหรือ” พอเห็นพี่สาวร้องเขาก็ทำอะไรไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรไม่ได้เจ็บอะไรมากมาย เจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกันช่วงนี้ จนกว่าแผลข้าจะหาย” เสียงของนางแหบแห้งจนน่าเป็นห่วง หน้าของนางยังซีดอยู่ ฉินซือหยวนจึงเข้าไปช่วยพยุงนางให้เดินง่ายขึ้น
อีกฝั่งหนึ่งของบริเวณนี้มีเวทีไม้ซึ่งถูกยกสูงนำมาตั้งเอาไว้ การประกาศผลกำลังจะเริ่มแล้ว