หญิงสาวปรายตามองทิวทัศน์สองข้างทางอย่างอึดอัดใจ ด้วยภาพที่เห็นเต็มไปด้วยต้นไม้รูปร่างเขียว ใบเรียวแหลม จะเป็นต้นข้าวโพดหรืออ้อยก็ไม่อาจทราบ ด้วยไม่มีความรู้เรื่องพืชมากนัก ปลูกเรียงยาวเป็นทิวแถวยาวสุดลูกหูลูกตา ลมพัดทีก็ไหวยวบยาบเหมือนคลื่นในทะเล ต่างแค่เป็นสีเขียวเข้มเท่านั้นเอง
เธอขับรถยุโรปหรูสองประตูมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่ยักเห็นทางแยกที่เขาบอกเลย ท่าจะหลงเสียแล้วกระมัง ถนนกว้างสี่เลนดูเวิ้งว้าง ยามเหลือรถเธออยู่คันเดียว
ดวงอาทิตย์เที่ยงวันทอแสงจ้า เห็นพยับแดดเต้นระยับบนพื้นยางมะตอย ทันใดนั้นโทรศัพท์ในกระเป๋าก็กรีดร้องลั่น จนสะดุ้งตัวโยน
[“คุณขิงถึงไหนแล้วครับ”] เสียงห้าว ที่ได้คุยกันบ่อยในพักนี้ทักทายด้วยคำถาม
[“ไม่รู้สิ แต่ฉันไม่เห็นทางแยกที่ว่าเลยนะนายเปลว”] เธอยักไหล่ เลี่ยงรถไปชิดริมถนนและขับช้าลง
[“มันอยู่ห่างจากปั๊มน้ำมันประมาณห้ากิโลนะครับ”]
[“ก็ฉันไม่เห็นนี่”] หญิงสาวกลอกตาขึ้นบน คนพูดนี่ผู้ชายเหลือเกิน ไม่ได้รู้นิสัยผู้หญิง พวกเธอจำทางไม่เก่ง แต่ถ้าให้บรรยายลักษณะสถานที่ว่าเป็นแบบไหน สีอะไรล่ะก็ ถนัดนักเชียว
อย่างปั๊มน้ำมันที่ผ่านมาเก่ามาก ป้ายแสดงราคาน้ำมันประจำวันสนิมเขรอะ จนไม่น่าเชื่อว่ายังเปิดกิจการอยู่ เพราะเห็นรถบรรทุกอ้อยเข้าไปจ่อคิวเติมน้ำมันอยู่สองคัน
[“แล้วตอนนี้อยู่ไหน”]
[“ไม่รู้สิ เห็นแต่ไร่”]
เมลานีไม่ได้กวน ตอบตามจริงที่เห็น ด้วยบริเวณโดยรอบมีแต่ต้นไม้เขียวเข้มสูงท่วมหัว
[“งั้นจอดรถรออยู่ตรงนั้นนะครับ ผมจะไปรับ อีกยี่สิบนาทีจะโทรหา”]
เธอถอนหายใจหงุดหงิด นพจักรนะนพจักร แม้ตายไปแล้วยังมิวายทิ้งปัญหาให้ตามแก้ ญาติ ๆ เขาอยากได้เหลือเกินไร่นี้ ทั้งที่เมลานีมีหลักฐานทุกอย่างว่าเป็นเงินของเธอที่เขาขอมาซื้อ
“โธ่เอ๊ย!”
เมลานีสบถเมื่อเล่นอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ สัญญาณเป็นตัวอี แสดงว่าความเร็วเน็ตแย่สุด จะดูอินสตราแกรม หรือแช็ตคุยกับหุ้นส่วนก็ไม่ได้ กิจการกระเป๋าที่เธอทำกำลังไปด้วยดี สื่อโซเชียลเป็นตัวประชาสัมพันธ์ได้อย่างยอดเยี่ยม
ในเมื่อนพจักรทำร้ายใจจิตใจเธอหนัก จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องเก็บไร่นี้ไว้ คิดจะขายให้ใครก็ได้ที่สนใจ เขานัดเจอที่นี่ด้วย ชื่อเสี่ยอะไรสักอย่างจำไม่ค่อยได้ แต่จะเป็นใครก็ช่างเถอะ เมื่อคิดตัดสินใจดีแล้วก็ไม่อาจเปลี่ยนใจได้
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ทรงพลังดังแว่วราวประกาศศักดาความเป็นเจ้าของสถานที่ ก่อนปรากฏภาพรถกระบะสีดำตอนครึ่งแล่นเร็วมาตามทาง ชะลอแล้วหักเลี้ยวมาจอดหน้ารถเธอ
มือสองข้างเมลานีกำพวงมาลัยแน่น เมื่อกี้นายเปลวบอกให้รอยี่สิบนาที แล้วนี่แค่ผ่านไปแป๊บเดียวเอง มาถึงเร็วจนน่าตกใจ แล้วที่สำคัญจะเป็นเขาจริง ๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ หน้าตารึ ก็ไม่เคยเห็น ได้ยินกันเพียงเสียงเท่านั้น
ผู้ชายสวมหมวกปีกกว้างคนหนึ่งลงจากรถ ร่างสูงใหญ่ กระทั่งบังแสงอาทิตย์จนเป็นเงาดำทอดมาทางเธอ หญิงสาวจับตามองเขาตลอด ก้าวอาด ๆ มาจับจ้องเธอเช่นเดียวกัน
“คุณขิงใช่ไหมครับ”
หนุ่มในหมวกยกนิ้วขึ้นเคาะกระจก เมลานีกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาด ๆ ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่กว่าทำให้คนตัวเล็กอย่างเธอต้องแหงนมอง ดวงตากลมที่โตอย่างตระหนกยังไม่คลายความตึงเครียด
“ผมเปลว”
หัวหน้าคนงาน หนวดครึ้มตามแนวคาง ผมยาว แม้จะมัดรวบทิ้งชายไว้ด้านหลัง แต่ก็ดูไม่เรียบร้อย ผิวโผล่พ้นเสื้อเชิ้ตน้ำเงินเป็นสีทองแดง ยิ่งดวงตาดำคมลึกรีใต้คิ้วรก ๆ นั่น ทำเอาชวนไม่น่าไว้ใจ จ้องไม่เกรงใจว่าเธอเป็นเจ้านายที่สมควรเคารพเลย
“คุณไปขึ้นรถคันโน้นเถอะ ผมจะให้คนขับคันนี้ไปให้” เขาพยักหน้าไปยังพาหนะที่ตัวเองขับมา
“ไม่เป็นไร ฉันขับเองได้”
รู้สึกดีนิดหน่อยที่ได้เจอคนสมควรมาเจอ อีกคนมาด้วย เป็นหนุ่มร่างโปร่ง ผอมกว่าเขา ตัดผมรองทรง ยังนั่งอยู่ในรถ แต่มองมายังเธออย่างสนอกสนใจ จะรู้จักขับรถยุโรปหรือเปล่าก็ไม่รู้ รถคันนี้เธอหวง ขับคนเดียวตลอด ไม่เคยให้ใครได้จับ
“ทางเข้าไร่ ค่อนข้างวิบากนะครับ” เปลวปรายตามายังรถโหลดต่ำ สลับกับกระบะยกสูง
“ฉันขับเองได้ นายเปลวนำไปเถอะ” เมลานียืนยันคำเดิมอย่างถือดี
“ช่วงล่างรถคุณจะเจ๊งเสียก่อนน่ะสิ”
เธอรู้สึกว่าหัวหน้าคนงานไม่ได้เตือนเพราะห่วงหรือหวังดี ทว่าเป็นการขู่เสียมากกว่า
“ช่างมันเถอะน่า พาไป...”
เขาถอนหายใจ แล้วทำสิ่งไม่คาดคิด กระชากประตูรถเปิดออก
“ว๊าย!”
เธออุทานสุดเสียง ยามไอร้อนจากกล้ามเนื้อแน่น ๆ เบียดเข้ามาใกล้
“เขยิบไปสิครับ เดี๋ยวผมขับรถให้” เปลวออกคำสั่ง ก่อนโผล่หน้าจากกระจกตะโกนบอกอีกคนที่มาด้วย “ชาญ! ขับตามไปในไร่เลยนะ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าจะขับเอง” เมลานีแวดหน้าแดง จำต้องขยับไปอยู่อีกที่นั่ง ผู้ชายคนนี้เป็นอะไร ช่างบังคับจริง
เธอเกลียดผู้ชายวางอำนาจใหญ่โตแบบนี้ที่สุด แล้วรถคันหน้าเลี้ยวกลับล่วงหน้าไปเสียแล้ว โดยปล่อยให้เธออยู่กับเขาสองคน
“เราเสียเวลามากแล้วนะครับ คนงานในไร่รอคุณอย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาอยากรู้อนาคตตัวเอง” มือหนาเงอะงะกับปุ่มและระบบกลไกไฮเทคของรถเพียงครู่ ก่อนจะจับจุดได้และพามันแล่นฉิว
“ฉันมาเพื่อขายไร่” หญิงสาวบอกความตั้งใจอย่างไม่ปิดบัง เชิดหน้าไว้ตัว ด้วยคิดว่าฐานะตัวเองเหนือกว่า
“ส่วนคนงานใครสมัครใจอยู่ต่อ ต้องคุยกับเจ้าของใหม่ ไม่อย่างนั้นฉันจะชดเชยให้ตามกฎหมายแรงงาน ที่ไร่มีฝ่ายบุคคลใช่ไหม ให้เขาทำประวัติมา จะได้ให้บัญชีจัดการให้”
เปลวเหลือบตามองเมียนายแวบหนึ่ง ผู้หญิงที่มีตัวตนรางเลือนเพียงในเรื่องเล่า นพจักรเคยบอกว่าแต่งงานแล้ว แต่ไม่มีแม้สักครั้งที่เธอจะย่างกรายมาไร่ แม้รูปภาพสักใบก็ไม่มี
หลังเจ้านายตาย นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงเธอและรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม
ตัวจริงก็เป็นอย่างที่คิด ผู้หญิงสวย สวมเชิ้ตผ้าเนื้อดีราคาแพงกับยีนเข้ารูป อวดหุ่นกลมกลึง กิริยากรีดกราย ผมทำสีน้ำตาลอ่อนม้วนปลายเซตมาอย่างดี แต่งหน้ากรีดตาเต็มที่ ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกชมพูฉ่ำ เนื้อตัวกรุ่นด้วยกลิ่นน้ำหอม ไม่มีทีท่าเศร้าหรือทุกข์เลยหลังสามีตายได้ไม่นาน
เขาไม่ชอบผู้หญิงประเภทนี้ เพราะเธอคงจัดอยู่ในกลุ่มสวยแต่รูปจูบไม่หอม
“ครับ นั่นก็แล้วแต่คุณ”
เปลวเดาสถานการณ์ออกอยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่อย่างน้อยก็ต้องการให้เธอมาพูดกับคนในไร่เองจะดีกว่า
เมลานีเม้มปากเคลือบลิปสติกสีชมพูพลางกอดอก ไม่ปิดบังอาการไม่พอใจคนแปลกหน้าช่างบังคับ
เขาเลี้ยวรถขวับกลางถนนโล่ง แรงเหวี่ยงทำเอาเจ้าของรถซึ่งไม่ทันคาดเข็มขัดนิรภัย ไถลตัวไปทางเขา ด้วยความตกใจชายหนุ่มเปลี่ยนมือซ้ายจับพวงมาลัย ส่วนขวาโอบคว้ารอบไหล่เธอไว้
“อุ๊บ!” จมูกโด่งชนเข้ากับอกอุ่นแข็งอย่างจัง
“ขับรถประสาอะไร ก็บอกแล้วไงว่าฉันจะขับเอง” เมลานีแหว หน้าซับสีเลือด ยกสองมือดันตัวออกห่าง เปลวหยุดรถ
“ผมนึกว่าคุณขิงคาดเข็มขัดแล้ว”
ไม่มีคำขอโทษ แถมยังเหมือนตำหนิอีกต่างหาก
“ทางเข้าไร่ตอนนี้แย่ เป็นหลุมเป็นบ่อ เพราะรถบรรทุกเราเพิ่งเกิดอุบัติเหตุ”
เปลวเล่าผ่าน ๆ ท่ามกลางอาการใจเต้นระรัว เธอเพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดอุบัติเหตุเลยนะนั่น แถมยังตกอยู่ในวงแขนผู้ชายที่เพิ่งพบหน้า แม้มีสามีแล้วเมลานีก็ไม่ใช่ผู้หญิงกร้านโลก ที่ไม่ถือสากับการสัมผัสกันของเพศตรงข้าม
“ถ้าทางไม่ดีทำไมไม่ซ่อมล่ะ”
เธอซ่อนดวงตากลมไว้ใต้ปอยน้ำตาลผม ซึ่งตกระแก้ม ยามเอี้ยวตัวควานหาเข็มขัดนิรภัยมาคาด
“ค่าซ่อมต้องใช้เงินก้อนใหญ่ คุณนพกำลังจะอนุมัติ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว”
เขารอจนเธอจัดการเครื่องป้องกันตัวเองเสร็จ จึงค่อยออกรถใหม่
เมลานีคิดในใจว่าเยอะขนาดไหนกันเชียว เธอไม่ต้องการเสียเงินไปมากกว่านี้อีกแล้ว นอกจากเงินจ่ายคนงาน ไม่เช่นนั้นเวลาขายไร่จะยิ่งเข้าเนื้อ
เปลวขับรถย้อนกลับไปทางเธอผ่านมา แล้วเลี้ยวเข้าถนนซีเมนต์สองเลน ก่อนต่อด้วยลูกรังทอดยาว เสียงกรวดดินดีดกระทบใต้ท้องรถดังคึ่ก ๆ
“คุณนพเอาเงินไปทำอะไร ลาดยางถนนรึก็ไม่หมด”
เมลานีบ่นอุบ ด้วยแม้อยู่ในรถยุโรปช่วงล่างนิ่มดี แต่ยังมิวายรับรู้ความกระเด้งกระดอนของพื้นถนน
“นี่ถนนอบต.ครับ เป็นของหลวง ถ้าอยากให้ลาดยางต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชา คุณนพไม่ส่งเสริมการทุจริต เลยปล่อยไว้อย่างนี้”
เปลวยกมุมปากยิ้มนิด ๆ ชื่นชมเมื่อคิดถึงนิสัยส่วนดีของเจ้านาย
“มิน่ารถบรรทุกถึงได้เกิดอุบัติเหตุ”
ปากเคลือบลิปสติกบ่นอุบ ขณะมือสองข้างจับเข็มขัดนิรภัยแน่น กลัวเหตุการณ์เดิมซ้ำรอย
“นายก็ขับดี ๆ ล่ะ”
ตบท้ายด้วยคำสั่ง เขาไม่ตอบ ตามองมุ่งไปยังถนน กระทั่งถึงหลุมบ่อดังที่เล่า รถกระบะดำล่วงหน้าไปจอดรอไม่ไกลนัก เปลวพยายามบังคับหลบเลี่ยง ทว่ายังเจอล้อรถตกหลุม ทำเอาเธอเด้งจากเบาะตกลงก้นจ้ำเบ้า
“อีกนิดเดียวก็ผ่านได้แล้วครับ” เปลวปลอบสาวชาวเมือง หลังเห็นเธอหน้าเหยเก
“ว้าย! นายเปลวระวัง”
หลุมอีกอันอยู่ข้างหน้า ใกล้เสียจนกลัวว่าล้อจะไปติดหล่ม ตาเธอหลับปี๋ด้วยหวาดเสียว มือจับแขนคนขับอย่างลืมตัว ใบหน้ากลายเป็นซบแขนแนบแน่น
หูได้ยินเสียงเครื่องยนต์ตัวเองครางครืดคราด ก่อนแผ่วลงเป็นปรกติในที่สุด
เปลวถอนหายใจยาว เพราะเป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ได้ขับรถหรูลุยถนนวิบากแบบนี้ หากเป็นกระบะคันเก่งจะไปได้เร็วกว่า
เขาเอี้ยวหน้ามายังเพื่อนร่วมทาง ขณะทอดตาลงมอง จมูกก็ชิดเรือนผมนิ่ม กลิ่นรวยรินกรุ่นกำจายเหมือนดอกไม้ฉ่ำหลังฝนตก มืออุ่นละมุนจับแขนเขาไว้ไม่ยอมปล่อย
“คุณขิง จะถึงไร่แล้วนะครับ”
เปลวเตือนทั้งเธอและตัวเอง เมลานีกำลังกลัว จึงทำอะไรแบบไม่คิด เขาก็ไม่ควรจะคิดด้วย แต่ชายหญิงแตะเนื้อต้องตัวโดนกันนิดหน่อย อย่าหวั่นไหววูบวาบไปเลย เธอค่อยลืมตา ปล่อยมือผละจากเขาดังทิ้งของร้อน
“ขอบใจที่พามา”
เมลานีกระแทกเสียง ขยับมานั่งตัวตรง แกล้งจัดทรงผมให้ดูดี ปกปิดความอับอายต่อหน้าเขาเป็นครั้งที่สอง เปลวเพียงผงกศีรษะ แล้วรถยุโรปคันงามก็แล่นเข้าสู่ซุ้มประตูไม้ซุงสลักชื่อไร่ดาราจักร สมใจการรอคอยของใครหลาย ๆ คน
“ไม่ขายไร่ ไม่ได้เหรอคะคุณ”
หญิงชราสวมเสื้อลายดอกทานตะวันกับผ้าซิ่นลายแดง ขอร้องเสียงเศร้า
“ไร่เรามีกำไรนะครับ ไม่ได้ขาดทุน” ชายที่นั่งใกล้กันเสริม
การประชุมคนงานในไร่มีขึ้นในโรงอาหารพื้นซีเมนต์เปิดโล่ง มุงกระเบื้องลอนฟ้า ซึ่งห่างจากตัวบ้านที่นพจักรเคยพักมาประมาณสามร้อยเมตร
หลายคนยืนจับกลุ่มกันหน้าครัว ซึ่งเป็นผนังก่ออิฐ ตีไม้ระแนงซี่ ๆ แทนหน้าต่าง บางบานปิดทึบด้วยโปสเตอร์ดารานักร้องและปฏิทิน
เปลวยืนกอดอกพิงหลังต้นเสาใกล้ ๆ เมลานี ไม่แสดงท่าทียินดียินร้ายเพราะเตรียมใจไว้แล้ว
“แต่ฉันบริหารไร่นี้ไม่ได้ ฉันทำไร่ไม่เป็น ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย”
เธอใช้เหตุผลเลี่ยง ไม่ตอบความจริงว่าต้องการขายไร่เพื่อแก้แค้นนพจักร
“ไม่เป็นไรครับ ก็ปล่อยให้คนเก่า ๆ เขาทำไป ว่าง ๆ คุณค่อยลงมาดูจากกรุงเทพก็ได้”
“ใช่ครับ ๆ เอาตามที่ตาชิตบอกก็ได้”
หลายเสียงสนับสนุน เมลานีหน้าปั้นยาก แต่ก็ตัดสินใจแล้ว
“ยังไงฉันก็จะขายไร่ คนที่อยากอยู่ต่อก็ให้ไปลงชื่อกับฝ่ายบุคคลไว้ ส่วนใครที่ไม่อยากอยู่ ฉันจะให้ทางนั้นจ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมายแรงงาน”
หญิงสาวเม้มปาก ใบหน้าเชิดขึ้น เพื่อเรียกความมั่นใจในการตัดสินใจครั้งใหญ่ของตน
“คุณใจร้าย ไม่คิดถึงคนจน ๆ ไม่มีที่ไปอย่างพวกเราเลย” หญิงคนเดิมถึงกับน้ำตาปริ่ม
“ฉันไม่ได้ใจร้ายนะคะ อย่างน้อยยายก็ได้เงินไปเป็นทุนรอนเริ่มชีวิตใหม่”
“คนรวย ๆ อย่างคุณไม่เข้าใจอะไรหรอก”
“ทำไมจะไม่เข้าใจ สามีฉันเพิ่งเสียไปทั้งคนนะ แต่ฉันยังอยู่ ชีวิตคนต้องมูฟออน ยายคงไม่คิดจะอยู่ที่ไร่นี้ไปจนตายหรอกใช่ไหม”
พอเธอถามบ้างหญิงสูงอายุคนนั้นก็อึ้งไป
“รับเงินไปเถอะจ้ะ ยายก็แก่แล้วจะได้สบายไม่ต้องทำงานให้ตัวเองลำบาก” เมลานีพูดโดยไม่คิดอะไร แต่อีกฝ่ายร่างสั่นเทิ้ม
“นี่คุณหาว่าฉันแก่เหรอ” ผู้สูงวัยกว่าชี้หน้าเมียนาย คำว่าแก่...เป็นคำแสลงหูมากสำหรับผู้หญิงบางคน
“ก็ยายแก่ จริงไหมล่ะ”
สาวชาวกรุงชี้หน้ากลับ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากคนงานได้เป็นอย่างดี เพราะรู้ดีว่าคนที่โดนเรียกมักไม่ยอมรับว่าตนแก่ ผมยังย้อมดำอยู่เสมอ เสื้อต้องลายสดใส ผ้าซิ่นต้องสีเจ็บ
“ถ้าเรื่องมากนัก ฉันจะให้ตำรวจมาจัดการ”
เปลวยิ้มมุมปาก คาดอยู่แล้วว่าเธอต้องขู่ด้วยไม้นี้ ยายคนนั้นสะบัดหน้าพรืด เดินลงเท้าปึง ๆ ออกจากโรงอาหารไป
สายตาหลายคู่มองเมลานีอย่างไม่เป็นมิตร ความรู้สึกหดหู่และผิดหวังลอยวนอยู่ในอากาศ เธอคิดว่าตัวเองไม่ผิด ไม่ได้เอาเปรียบใคร หาทางออกดีที่สุดให้แล้ว
“คุณขิงกินอะไรมาหรือยัง”
คนที่เงียบมานานถามเป็นประโยคแรก เพราะตั้งแต่เข้าไร่ เธอก็มาประชุมคนงานเลย นี่ก็ผ่านมาเป็นชั่วโมงจนตะวันคล้อยยอดไม้ลงต่ำมากแล้ว ขนาดเขาเป็นผู้ชายยังแสบท้อง แล้วคนตัวบาง ๆ อย่างเธอจะไม่หิวเลยหรือ
“ขึ้นไปพักบนเรือนใหญ่ก่อนเถอะครับ”
เปลวหมายถึงบ้านไม้สักราคาแพงที่ทำเป็นแบบเคบินบนเขาในภาพยนตร์ต่างประเทศ ตามรสนิยมนพจักร
“ไม่อยากต่อว่าฉันอีกคนเหรอ เรื่องจะขายไร่”
คนงานเดินออกไปจนเกือบจะหมดแล้ว เหลือเพียงคนครัวที่เริ่มจัดเตรียมอาหารมื้อต่อไป...กับเขาและเธอ
“ก็คุณบอกผมอย่างนั้นมาตั้งแต่ต้นแล้วนี่นา” เขายักไหล่ผึ่งผาย เดินนำไปยังทางเดินขึ้นสู่เรือนหลังใหญ่
“เป็นธรรมดา เพราะคุณเป็นเจ้านาย พวกผมเป็นแค่ลูกจ้าง”
เปลวเปิดประตูไม้ที่ท่าทางหนาหนัก ดังกับมันเบาหวิว หญิงสาวย่นจมูกรับรู้ได้ว่าโดนประชด
“ในครัวบนตู้มีของแห้งอยู่นะครับ พวกมาม่า ปลากระป๋อง ของสำเร็จรูป”
ดูท่าหัวหน้าคนงานจะคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ดี
“แล้วหลังนั้นค่อยมาตรวจบัญชีกัน คุณขิงคงจะสนใจ”
ร่างบางเม้มปากตาวาว ยิ่งเพิ่มความไม่ชอบใจนายคนนี้มากขึ้น...ผู้ชายไม่มีสัมมาคารวะ แต่ช่างเถิด อีกไม่นานก็ไม่ได้เจอกันแล้ว
เปลวปล่อยให้เธอเคว้งอยู่คนเดียวในครัว เพราะเขาบอกว่าจะไปเตรียมเอกสารไว้ให้ตรวจสอบ เมลานีไล่เปิดตู้แต่ละใบก็เห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตามเขาบอก
ทีแรกไม่ค่อยหิว แต่เมื่อใส่น้ำร้อน กลิ่นหอมเจียวยั่วใจเหลือเกิน เธอจึงจัดการไปหนึ่งถ้วยพร้อมนมหนึ่งกล่อง ระหว่างนั้นสายตาก็ส่องสำรวจบ้านหลังใหญ่ไปพลาง ๆ
นพจักรเคยไปเรียนต่ออเมริกา ณ รัฐเท็กซัส เขาชอบคาวบอย ชอบม้า อยากทำไร่ การตกแต่งบ้านหลังนี้ออกสไตล์ตะวันตก ตั้งแต่ผนังเป็นไม้ประดับเขาสัตว์ เตาผิงหลอก ๆ ซึ่งมีกรอบรูปและถ้วยรางวัลอะไรก็ไม่รู้วางอยู่ด้านบน
คิด ๆ แล้วก็ใจหาย ขอบตาผ่าว คนรอบข้างค่อย ๆ ทยอยตายไปแบบปัจจุบันทันด่วน สามปีก่อนก็คุณป้าผู้เลี้ยงดูมานาน ปีนี้ก็นพจักร แล้วต่อไป...
“เอกสารเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ”
เปลวบอกแต่ต้องชะงัก เมื่อเจอภาพเมียนายน้ำตารื้น หญิงสาวใช้นิ้วกรีดระคนกะพริบตาปริบ ๆ ไล่น้ำตา
“คุณพักก่อนก็ได้นะครับ ถ้าสบายใจเมื่อไรแล้วค่อยดู”
จากเคยเฉยชาติดจะไม่ชอบเธอด้วยซ้ำ ชายหนุ่มอ่อนโยนลงหน่อย เมลานีคงเสียใจมาก เป็นธรรมดาของคู่สามีภรรยาที่คนหนึ่งคนใดต้องจากไปในวัยอันไม่สมควร
“ไม่เป็นไร มาทำให้เสร็จ ๆ ไปกันเถอะ” เธอสูดลมหายใจเต็มปอด เรียกสติให้กลับมาสู่เรื่องปัจจุบัน
“พาฉันไปตรวจเอกสารที”
เขาเดินนำไปยังห้องทำงานซึ่งติดระเบียงกว้าง มองทอดออกไปเห็นไร่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
“ข้อมูลบัญชีทุกอย่างอยู่ในคอมพิวเตอร์ ไฟล์นี้ครับ”
หญิงสาวนั่งลงหลังโต๊ะทำงานใหญ่ โน้ตบุ๊กวางแสดงไฟกะพริบว่ายังทำงานอยู่
“คุณตรวจได้เลย” เปลวยืนข้าง ๆ ก้มไหล่ลง พลางใช้เมาส์ไร้สาย เลื่อนเคอร์เซอร์แนะนำ เมลานีรู้สึกถึงไอร้อนซึ่งแผ่ออกมาจากท่อนแขนกำยำสีทองแดง
“ส่วนข้อมูลของเดือนนี้ทางบัญชียังไม่คีย์ลง เพราะรอรวบทำทีเดียวปลายเดือน ไร่มีออฟฟิศห่างโรงอาหารไปหน่อย ถ้าคุณอยากดูเดี๋ยวผมให้คนเอามาให้”
ใบหน้าเขาอยู่เหนือศีรษะเธอนิด ๆ ใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นลมหายใจฉุน ปนกลิ่นหญ้าแห้ง หญิงสาวเหลือบดูคางที่เต็มไปด้วยหนวดครึ้ม สลับนิ้วแข็งแรงที่กดสลับซ้ายขวาบนเมาส์
“อยากได้ไหมครับ...”
“อะไรนะ!” เธอถึงกับสะดุ้ง หน้าแดง เมื่อตระหนักได้ว่าตนกำลังจินตนาการเลยเถิด...แบบไม่สมควรเสียด้วย
“ผมถามว่าคุณอยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มอีกไหม”
“ไม่เป็นไร แค่นี้ก็พอแล้ว นายเปลวไปทำงานตัวเองต่อเถอะ”
บ้านหลังนี้นอกจากจะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในยุคคาวบอยตะวันตกแล้ว นายเปลวยังหุ่นเร้าใจ ยั่วอารมณ์เธออีก
เมลานีไม่ใช่สาวน้อยอ่อนใสไร้เดียงสา เธอยอมรับตรง ๆ ว่าเปลวมีบุคลิกลักษณะเป็นที่ต้องใจต้องตาคนง่าย ตาดำลึกคมเข้ม รูปร่างกำยำ สูงใหญ่ ผิวสีทองแดง โหนกแก้มสูง สันกรามชัด เหมือนพวกนายแบบลาติน แม้หนวดเคราจะรุงรังเป็นมหาโจรไปหน่อยก็เถอะ
หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาชื่นชมคนหุ่นดี มองด้วยความประทับใจในภาพลักษณ์ ซึ่งไม่ผิดกับมองดอกไม้สวย ๆ แต่จะให้ไปยุ่งด้วย เธอไม่เอาล่ะ เธอเป็นเจ้านาย เขาเป็นคนงาน แม้จะเป็นระดับหัวหน้าก็ตาม
เธอยังมีความเจ้ายศเจ้าอย่างที่ติดมาจากคุณป้าผู้ล่วงลับ ในโลกแห่งสิทธิเสรีภาพนี้ ผู้คนอาจจะมีสิทธิเท่ากัน แต่ทว่าอุปนิสัยและสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูทำให้คนต่างกัน หากเลือกได้ เมลานีอยากคบคนที่อยู่ในสังคมระดับเดียวกันมากกว่า
เปลวไม่ได้ออกไปข้างนอกดังคาด เขานั่งที่โต๊ะทำงานอีกตัวข้างประตู เปิดโน้ตบุ๊กอีกตัวพิมพ์บางอย่าง
“นายเปลวทำอะไรน่ะ”
แทนที่จะได้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ กลับกลายเป็นเขาอยู่ด้วย เมลานีไม่สะดวกใจรู้สึกเหมือนถูกควบคุม เธอเป็นเจ้านายนะ ส่วนเขาลูกน้อง
“ทำงานของผมยังไงล่ะครับ” เขาตอบโดยสายตายังจ้องจอ “คุณบอกว่าจะขายไร่ จะจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ผมเลยต้องมาทำข้อมูลพนักงานว่าใครทำงานมากี่ปี จะได้จ่ายเงินถูก”
“นั่นมันเป็นหน้าที่ฝ่ายบุคคลนี่”
“เธอตายไปแล้วครับ...พร้อมคุณนพ”
ใจเมลานีแปลบ หน้าเสียขึ้นมาทันที
“เอ่อ...ผมขอโทษครับ” เสียงห้าวเนิบ เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งอึ้งไปนาน
“ไม่เป็นไร มันผ่านไปแล้ว”
นพจักรดีกับเธอ แต่เขาก็เจ้าชู้ จึงทำใจมีลูกกับเขาไม่ลงเสียที แม้เป็นสามีที่มาจากการคลุมถุงชน แต่เธอต้องการครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่อยากให้ลูกเหงาท่ามกลางทรัพย์สมบัติมากมายเหมือนตัวเองเคยเป็น
“พี่เปลว” หนุ่มคนที่ไปรับเธอกับเขาโผล่หน้ามาในห้อง “เสี่ยเชิดชัยมา เขาบอกจะมาหาคุณขิง”
แวบหนึ่งที่ดวงตาดำสนิทวาวโรจน์ขึ้น ก่อนปรับราบเรียบดังเดิม
“อ้อ! เสี่ยเชิดชัย”
คนนี้แหละที่โทรหาเธอเรื่องขอซื้อไร่
“เขาอยู่หน้าบ้านครับ”
หญิงสาวปิดคอมพิวเตอร์ รีบออกไปพบแขกคนสำคัญโดยพลัน
เสี่ยเชิดชัยเป็นหนุ่มใหญ่ ผิวขาว ตาหยี ร่างท้วม ลูกน้องรายรอบเยอะ ตัวเขาเองสวมเสื้อเชิ้ตลายทาง กางเกงสแล็กส์ ไว้หนวดเรียวงามเหนือริมฝีปาก คอเห็นสร้อยทองกับกรอบพระออกมาแพลม ๆ ใต้ปกเสื้อ
“คุณขิงใช่ไหมครับ ตัวจริงสวยกว่ารูปอีกนะเนี่ย”
เมลานีเชิญเขาเข้าห้องรับแขก คร้านจะถามว่าไปเคยเห็นรูปเธอที่ไหน แต่คิดอีกทีคนที่ท่าทางมีอิทธิพลขนาดนี้ เรื่องจะสืบหาประวัติใครสักคนหนึ่ง อย่างเช่นเธอคงไม่ใช่เรื่องยาก
“ผมจะมาคุยเรื่องซื้อไร่ครับ”
สายตาเสี่ยใหญ่บ่งบอกว่าสนใจหญิงสาวอย่างชัดเจน ไม่เกรงตาดุ ๆ ของเปลวและลูกน้องอีกคน ซึ่งยืนคุมเชิงดูสถานการณ์อยู่เลย
“ที่เคยโทรหา”
เมลานีเหลือบสบตาเปลว ซึ่งส่อแววตำหนิที่ไม่เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง เธอเม้มปากเชิดหน้าขึ้น ยิ้มเย็น ด้วยถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของตน ซึ่งไม่เกี่ยวกับลูกน้องอย่างเขา
“ราคาเท่านี้สนใจไหมครับ” เขาหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นแพงมากดแทนเครื่องคิดเลข
“ฉันให้คนเช็กราคาประเมิน มันน่าจะได้ตัวเลขนี้” เธอยื่นกลับคืนให้พร้อมตัวเลขอีกชุด
“โอ๊ะ! สูงจังครับ”
“แต่มันคุ้มใช่ไหมคะ เพราะไร่นี่พร้อมให้เข้ามาบริหารเลย ทุกอย่างเตรียมไว้แล้ว”
เมลานีไม่ใช่มือใหม่ในการเจรจาธุรกิจ ตอนแรกตั้งบริษัทต้องหาซัพพลายเออร์วัตถุดิบกระเป๋า ก็เธอเองนั่นแหละที่วิ่งไปเจรจาต่อรอง รู้ว่าเสี่ยสนใจไร่นี้มาก เหลือแต่โก่งให้ถึงราคาที่เธอพอใจ
“แต่ก็ยังแพงอยู่ดีนะครับ”
เมียนพจักรสวย แต่เคี้ยวยาก ผัวตายพร้อมกับชู้รัก ไม่มีเสียใจสักนิด เขารู้ว่าเธออยากขายทิ้งแก้แค้นผัวจนตัวสั่น เหลือแต่เรื่องราคาเท่านั้น
“ผมขอคิดดูก่อนนะครับ”
“อย่านานนักนะคะ ของดี ๆ มักหมดเร็ว”
เมลานีแกล้งเย้า รู้ว่าเขาจะซื้อแน่ แค่ถ่วงเวลาไว้เท่านั้น หากพลาดจากเสี่ยเชิดชัยก็ยังมีลูกค้าสำรอง ท่านนายพลเพื่อนเก่าคุณป้าอยู่อีกคน รายนั้นเคยเปรย ๆ ว่าอยากทำไร่หลังเกษียณ
เสี่ยเชิดชัยกลับไปพร้อมกับบรรยากาศอึมครึมจากหัวหน้าคนงาน ยามเขาและเธอเดินกลับมาในห้องทำงาน
“ไม่ขายไร่ไม่ได้เหรอคุณขิง” เปลวยืนอยู่หน้าประตู ขณะเมลานีนั่งลงเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจบัญชีต่อ “มันยังทำกำไรได้อยู่นะ ไม่ได้ขาดทุน คุณก็เห็นในงบบัญชีนี่”
“ฉันเห็นแล้วล่ะนายเปลว แต่ฉันดูแลไร่ไม่ได้ มันเหนื่อยเกินไป” เธอยังปิดบังเหตุที่แท้จริงอยู่ ถอนหายใจยาว ไล่สายตาไปตามตัวเลขบนจอ
“แล้วถ้าผมดูแลแทนคุณล่ะ ให้กำไรทุกบาททุกสตางค์ตามแต่ที่คุณอยากจะเอาไปทำอะไร” เปลวเดินเข้ามาใกล้ มีเพียงโต๊ะทำงานเท่านั้นที่กั้นทั้งสองไว้ “เสี่ยเชิดชัยไม่ใช่เจ้านายที่ดีนัก คนแถวนี้รู้ดี คนงานในไร่อยู่ไม่เป็นสุขแน่”