เกิดความโกลาหลยกใหญ่ขึ้นภายในไร่ธนาสินธุ์เมื่อจู่ๆ นาย ‘ดำ’ หัวหน้าคนงานเก่าแก่ก็หายตัวไปพร้อมกับเงินค่าแรงของคนงานนับร้อยชีวิต จำนวนของเงินที่หายไปนั้นมากมายมหาศาลเพียงพอที่จะทำให้เขาหนีไปตั้งตัวได้ใหม่โดยไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร จะมีก็แต่บุตรสาวที่มีอายุเพียงสี่ขวบเท่านั้นที่ถูกทิ้งให้นั่งร้องไห้เฝ้ารอการกลับมาของพ่อเพียงลำพัง
“มีคนเห็นไอ้ดำมันขึ้นรถตู้จากท่ารถไปเมื่อตอนสายไม่ผิดตัวแน่ครับคุณหญิง” หนึ่งในคนงานที่ออกตามล่าคนผิดจำต้องรีบแจ้งข่าวร้ายให้ผู้เป็นเจ้านายได้ทราบทันทีที่ลงจากรถ ทว่าสายตาของนางพิศเพลานั้นกลับไม่ได้ให้ความสนใจใครเลยนอกเสียจากเด็กน้อยตาดำๆ เนื้อตัวมอมแมมตรงหน้า ความรู้สึกเดียวที่มีต่อเด็กคนนี้คือความสงสารจับหัวใจ
“จะต้องเป็นพ่อที่เลวขนาดไหนถึงได้ทิ้งลูกแล้วหนีไปใช้ชีวิตสุขสบายคนเดียวแบบนี้ได้! สั่งคนของเราให้เลิกตามหา ในเมื่อมันกล้าที่จะทรยศบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนของฉัน! ก็ปล่อยให้เวรกรรมตามสนองมันไป คนเลวๆ แบบนั้นไม่มีวันเจริญหรอก!” ทุกคนต่างเคารพในการตัดสินใจของผู้เป็นนาย แต่จะมีบางส่วนไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยให้คนผิดลอยนวล
แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะขัดคำสั่ง
“แล้วจะทำยังไงกับนังเด็กนี่ดีครับคุณหญิง ให้ผมเอามันไปทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าดีไหมครับ” หนึ่งในคนงานตัดสินใจถามขึ้นเพราะเท่าที่ดูเด็กน้อยที่เอาแต่นั่งร้องไห้กอดตุ๊กตาหมีตัวเก่าไม่มีญาติที่ไหนเลยนอกจากผู้เป็นพ่อที่หนีหายไป ซ้ำร้ายยังใจดำทอดทิ้งลูกของตัวเองได้ลง
“แกเห็นฉันเป็นคนใจยักษ์ใจมารขนาดนั้นเลยรึ! หมาแมวยังเก็บมาเลี้ยงได้จนกินอิ่มนอนหลับ นับประสาอะไรกับเด็กตาดำๆ คนเดียวที่จะเลี้ยงไว้เอาบุญมันไม่ได้ นังสร้อยนังอ่อน! เดี๋ยวพวกแกพาเด็กนี่กลับบ้านใหญ่ จับมันอาบน้ำอาบท่าแล้วหาข้าวหาปลาให้กินเสีย” คุณหญิงพิศเพลาใช้เวลาคิดไม่นาน จึงตัดสินใจหันไปสั่งคนสนิทที่คอยติดตามทั้งสอง
“คุณท่านจะเลี้ยงมันเอาไว้เหรอคะ แต่นังเด็กมันเป็นลูกโจรนะคะ” เดือดร้อนนางสร้อยคนสนิทที่จำต้องถามซ้ำ ไม่นึกเห็นด้วยกับผู้เป็นนายที่จะเลี้ยงลูกโจรเอาไว้ใกล้ตัว ด้วยกลัวว่าเรื่องเลวร้าวอาจซ้ำร้อยเข้าสักวัน
“ลูกโจรแล้วมันยังไง! พ่อเลวก็ใช่ว่าลูกมันจะต้องเลวตามไปด้วยเสียเมื่อไหร่กัน ให้มันรู้กันไปสิว่าฉันจะเลี้ยงเด็กนี่ให้ดีผิดพ่อมันไม่ได้!” เจ้าของคำถามถึงกับหน้าสลดเมื่อเจอเข้ากับคำต่อว่าซึ่งๆ หน้าจากนาย
“ว่าแต่ใครรู้บ้างว่ามันชื่อแส่อะไร”
“เห็นพ่อมันชอบเรียกว่านังพุดครับคุณหญิง ชื่อจริงพุดกรองครับ” คุณหญิงพิศเพลายิ้มรับกับชื่อเด็กที่พ่อแม่เข้าใจตั้งให้ สายตาของนางอ่อนแสงลงยามจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้าให้ถนัดตา เชื่อในสายตาของตนเองว่าเด็กนี่จะต้องได้ดีในภายภาคหน้า ท่านจะทำให้ทุกๆ คนได้เห็นว่าคนเราดีชั่วอยู่ที่ตัวกระทำ ไม่ได้อยู่ที่สันดานของใครอย่างที่พวกมันแอบคิดกัน
“เอาล่ะแม่พุดกรอง…จากนี้ไปเธอเป็นคนของฉัน ไปอยู่เสียด้วยกัน ฉันจะสั่งสอนให้โตขึ้นเป็นคนดี จะให้เรียนสูงเท่าที่หล่อนอยากจะเรียน” นั่นคือคำสัญญาที่เด็กน้อยทำได้เพียงยิ้มรับอย่างไม่รู้ประสีประสา ไม่รู้กระทั่งว่านับจากวันนี้เป็นต้นไปชีวิต ของเธอจะถึงจุดเปลี่ยนตลอดกาล
สิบเจ็ดปีต่อมา
ภาพของเจ้าของร่างบอบบางอ้อนแอ้นเจ้าของใบหน้างดงามที่กำลังวิ่งลัดผ่านทุ่งข้าวโพดสีเขียวชอุ่มมักจะเป็นภาพที่คนงานภายในไร่ธนาสินธ์ต่างได้เห็นกันจนชินตาแทบทุกวัน มันมักจะเป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อหญิงสาวกลับมาจากมหาลัยด้วยรถประจำที่จะส่งเพียงแค่หน้าไร่เท่านั้น หนทางที่เหลือเกือบสี่กิโลเมตรเธอจำต้องเดินเท้าเข้าไป แต่นั่นกลับไม่ใช่ปัญหาสำหรับพุดกรองแม้แต่น้อย เพราะการได้เดินกินลมชมวิวไร่ข้าวโพดยามเย็นแห่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในความสุขเล็กๆ ในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้
“ทำข้อสอบได้ไหมเล่านังพุดวันนี้” นางแช่มหนึ่งในคนงานร้องถามเมื่อจำได้ ว่าวันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายก่อนเรียนจบมหาลัยของหญิงสาว
“ทำได้จ๊ะน้าแช่ม เดี๋ยวพุดขอตัวขึ้นไปหาคุณท่านที่เรือนใหญ่ก่อนนะจ๊ะเดี๋ยวจะกลับมาช่วยคัดข้าวโพด” หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้มก่อนจะวิ่งตรงไปยังเรือนใหญ่ สถานที่ซึ่งผู้มีพระคุณของเธอรอฟังข่าวดีอยู่ที่นั่น
คุณหญิงพิศเพลา นายใหญ่ของที่นี่คือคนที่เธอกำลังกล่าวถึง ท่านไม่เพียงแต่มีพระคุณกับเธอเท่านั้น ยังให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่พักพึง และที่มากกว่าอะไรทั้งหมดนั้นคือการส่งเสียเธอให้ได้เรียนมานับตั้งแต่จำความได้ เธอรู้เรื่องราวในชีวิตของตัวเองผ่านจากปากของคนงานคนอื่นๆ และเรื่องเดียวที่ทำให้รู้สึกแย่คือเรื่องของบิดาที่ทำเรื่องไม่ดีไว้ก่อนจะหนีหาย และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีใครได้ข่าวจากท่านเลย แม้แต่เธอเอง
ชีวิตของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ตอนนั้นมีอายุเพียงสี่ขวบถูกชุบเลี้ยงขึ้นมาใหม่ด้วยความรัก ความเมตตาของคุณหญิงพิศเพลาและคุณประนอมลูกสะใภ้ที่เพิ่งจะเสียไปเพราะโรคร้าย ไม่เคยมีเลยสักวันที่เธอจะหลงลืมประคุณของทั้งสองท่าน และวันนี้วันที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ซ้ำยังสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดันหนึ่งมาครองได้สมใจ คนแรกที่ได้บอกก็คือคุณท่าน ผู้ซึ่งคาดหวังในตัวของเธอเอาไว้มาก และเธอก็เคยไม่ทำให้ท่านผิดหวังสักครั้ง ทำทุกๆ อย่างตามที่ท่านได้สอนสั่งมาตลอดหลายสิบปี
“คุณท่านคะ” น้ำเสียงที่อัดแน่นไปด้วยดีใจของคนที่รออยู่ทำให้คุณหญิงพิศเพลายิ้มเมื่อได้เห็นก่อนจะเอ่ยถามถึงสิ่งที่ต้องการจะรู้ออกมา
“ยังไงเล่าแม่คนนี้ เดินปกติเหมือนชาวบ้านเขาไม่เป็นรึถึงได้วิ่งเหงื่อท่วมหน้ามาแบบนี้” แม้คำพูดของหญิงชราจะเหมือนตำหนิแต่พุดกรองก็รู้ได้ว่าท่านไม่ได้คิดจริงจังกับท่าทีเป็นม้าดีดกะโหลกของเธอเท่าไหร่
“พุดทำได้แล้วค่ะ พุดเรียนจบแล้ว แถมยังได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยค่ะ” พุดกรองเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ ซึ่งอีกคนก็ยิ้มร่วมด้วยเมื่อได้รู้ข่าวดีของคนในปกครอง ไม่ได้แปลกใจเสียทีเดียวที่พุดกรองจะทำได้เพราะนางเลี้ยงมาเองกับมือมีหรือที่จะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ใฝ่ดีแค่ไหน ไม่ว่างานบ้านงานเรือนรึก็เป็นหมด ใครได้ไปเป็นเมียคงสุขสบาย
“เก่งสมกับที่ฉันคาดหวังเอาไว้จริงๆ ฉันดีใจด้วยนะแม่พุด แล้วนี่คิดไว้หรือยังว่าเรียนจบหล่อนอยากจะทำอะไรต่อ” อนาคตของใครก็ย่อมมีความสำคัญทั้งนั้น นางเชื่อว่าเด็กคนนี้จะไปได้ไกลไม่ว่าจะเลือกทางไหน
“พุดอยากช่วยงานในไร่ค่ะ” พุดกรองตอบโดยไม่ต้องคิดอะไรให้มากความ เธอรักที่นี่ อยากใช้ความรู้ความสามารถที่สู้อุตส่าห์เรียนมาทำประโยชน์ให้ผู้มีพระคุณไม่มากก็น้อย ส่วนเรื่องอื่นแทบไม่เคยคิดถึงเพราะถือคติว่าเธอเกิดและเติบโตที่นี่ ที่นี่จึงไม่ต่างอะไรจากบ้านของเธอ
“ก็เห็นหล่อนแย่งงานคนอื่นทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน ไม่เบื่อบ้างเลยรึ อยากออกไปทำงานข้างนอกฉันก็ไม่ขัดหรอกนะ อุตส่าห์ร่ำเรียนมาทั้งที อยากทำอะไรก็ทำเถิด ชีวิตหล่อนเป็นของหล่อน ฉันขอแค่หล่อนไม่ออกนอกหลู่นอกทางเท่านั้น” แม้คุณหญิงพิศเพลาจะพูดเช่นนั้น แต่อีกคนก็ยังยืนกรานเสียงแข็งในคำตอบเดิมที่เคยให้ ท่านจึงหมดคำพูดก่อนจะใช้สายตาอ่อนโยนจ้องมองเด็กตัวเล็กๆ ที่บัดนี้เติบโตใหญ่เป็นสาวสวยที่ใครๆ ต่างหมายปอง คนที่บทจะว่านอนสอนง่ายก็แสนง่ายเหมือนปกกล้วยเข้าปาก พอบทจะดื้อก็ดื้อเอาเรื่อง ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง
“อีกสามวันตาชาญจะกลับมาจากอังกฤษแล้ว ขานั้นเห็นว่าเรียนจบแล้วเหมือนกัน ถ้ายังไงวานหล่อนช่วยจัดการเตรียมงานเลี้ยงเอาไว้ต้อนรับหลานชายของฉันด้วยก็แล้วกันนะแม่พุด” คำสั่งที่ดังขึ้นพร้อมกับชื่อของใครบางคนที่ถูกส่งตัวไปเรียนต่อที่ต่างประเทศตั้งแต่อายุสิบสี่กระแทกใจคนฟังอยู่ไม่น้อย คนที่มีศักดิ์เป็นถึงหลานชายเพียงคนเดียวของเจ้าของบ้าน ลูกชายของผู้มีพระคุณอีกคนของเธอ ผู้ชายใจร้ายคนนั้น
กำลังจะกลับมาแล้วสินะ
“ได้ค่ะคุณท่าน” หญิงสาวรับคำอย่างเงียบเชียบ ความกังวลฉายเด่นในดวงตา เพราะเธอยังจกจำได้ดีถึงวีรกรรมสุดแสบสันของคนๆ นั้น
คนที่คอยแต่จะหาเรื่องกันไม่ยอมหยุดด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวคือเขากลัวว่าเธอจะแย่งความรักของแม่และย่าไปหมด ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีใครรักใครมากไปกว่าเขาได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังตั้งป้อมหาเรื่องแกล้งเธอสารพัด ไม่ว่าใครห้ามก็ไม่ยอมฟัง หนักสุดก็พาเธอไปขังไว้ที่กระท่อมร้างท้ายไร่ เป็นวันกว่าจะมีคนตามไปพบ ซึ่งบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ทำให้เธอพยายามอยู่ห่างจากเขามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จอยู่ดี
ผู้ชายที่ชื่อชาญ ธนาสินธ์คนนั้น!
ข่าวการกลับมาหลานชายเจ้าของไร่แพร่สะบัดไปไกลราวกับไฟท่วมทิ้งภายในเวลาแค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงนับตั้งแต่พุดกรองตัดสินใจเล่าเรื่องให้สาวใช้คนอื่นๆ ฟังเพราะหวังจะให้ทุกคนมาช่วยกันคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงฉลองการกลับมาของผู้ชายอารมณ์ร้ายคนนั้นอย่างไรดี แต่ก็เหมือนว่าตอนนี้สิ่งเดียวที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจอยู่นั้นจะกลับกลายเป็นเรื่องของเขาเสียมากกว่า เรื่องของเขากับว่าที่คนรักที่กำลังจะพากลับมาด้วย
“เห็นว่าเป็นผู้ดีอังกฤษเก่าด้วยล่ะแก ฉันล่ะชักอยากเห็นหน้าแล้วสิว่าคุณเธอจะสวยแค่ไหน แต่ระดับคุณชาญคงไม่คว้าเอาลิงข่าวบ่างชะนีมาทำเมียหรอกนะ รายนั้นน่ะต้องคนที่สมน้ำสมเนื้อกันเท่านั้นถึงจะคู่ควร!” หนึ่งในวงสนทนาเอ่ยขึ้น ซึ่งคนที่เหลือก็พากันพยักหน้าตามติดๆ
“คุณท่านคงได้หลานสมใจก็คราวนี้แหละ แต่จะว่าไปนะ คุณชาญกลับมาก็ดีเหมือนกัน คนบางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนโปรดจะได้เลิกเหยียบหัวคนอื่นเขาเสียที!” คนถูกกล่าวหาซึ่งๆ หน้าไม่คิดตอบโต้อะไรกลับไป มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่พุดกรองใช้สู้ปากคนที่อยากจะพูดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจเลยสักนิดว่าคำพูดของตัวเองจะทำร้ายคนอื่นแค่ไหน
“อย่าไปสนใจเลยนังพุด อีแพรวมันพูดก็เพราะคงอิจฉาเอ็งนั่นแหละที่คุณท่านเมตตาเอ็งมากกว่ามัน คิดเสียว่าเสียงหมาเสียงแมวบ่นไปเถอะนะ” นางอ่อนที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น สายตาจ้องคนต้นเรื่องเอาคาดโทษ
“ป้าอ่อนว่าใครเป็นหมา!” ซึ่งเหมือนแพรวพรรณจะได้ยิน ถึงได้ตวาดถามก่อนจะจ้องมองหญิงชราอย่างเอาเรื่อง โทษฐานที่กล้าว่าตนเอง
“แล้วมึงมีสี่ขา แถมยังชอบกินขี้รึเปล่าล่ะอีแพรว! ถ้าไม่ใช่ก็อย่าเสือกร้อนตัว!!” ซึ่งนางอ่อนผู้ซึ่งผ่านโลกผ่านคนมามากตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน ก่อนจะคว้าต้นแขนพุดกรองให้เดินตามกันไปเพราะไม่อยากมีเรื่องกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับลูก
“อีแก่! คอยดูเถอะมึงสักวันกูจะเอาคืนให้ร้องไม่ออกเลยคอยดู!”
ตลอดสามวันที่ผ่านมาพุดกรองต้องทำหลายๆ สิ่งด้วยตัวเองคนเดียวเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากสาวใช้ที่ครึ่งหนึ่งล้วนแต่เป็นพรรคพวกของแพรวพรรณแทบทั้งสิ้น แต่กระนั้นหญิงสาวก็ไม่คิดปริปากบ่น ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปโดยมีนางอ่อน คอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ
“ไปอาบน้ำอาบท่าเสียไปนังพุด ประเดี๋ยวจะได้ออกไปรอรับคุณชาญพร้อมคนอื่นๆ เขา” นางอ่อนหันมามองคนที่ทั้งวันหมกอยู่แต่ในครัวจนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเหมือนอย่างสาวใช้คนอื่นๆ ที่พากันละทิ้งหน้าที่แล้วแอบออกไปเสริมสวยตั้งแต่บ่าย จนป่านนี้ยังไม่ยอมโผล่หน้ากลับมา
“พุดขออยู่ในครัวดีกว่าจ๊ะป้าอ่อน คุณชาญเขาไม่ค่อยชอบหน้าพุดสักเท่าไหร่ ประเดี๋ยวเจอหน้าจะพาลหงุดหงิดอารมณ์ใส่กันอีก” พุดกรองตอบอย่างยิ้มๆ สำนึกดีว่าตนเองไม่ใช่คนที่ใครคนนั้นอยากพบหน้า ทางที่ดีเธอควรจะอยู่ให้ห่างสายตาของเขาให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า เพราะหากออกไปให้เขาเห็น บางทีงานเลี้ยงในวันนี้อาจจะกลายเป็นศพเธอได้ง่ายๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเอ็งก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าขึ้นไปดูคุณท่านก่อน แล้วจะรีบกลับลงมาช่วยยกของออกไปเสริม” หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป แม้ลึกๆ ภายในใจจะอดตื่นเต้นไปกับคนอื่นๆ แต่ก็ไม่อาจหาญแสดงมันออกมาเพราะกลัวจะมีใครจับผิด
ถึงความรู้สึกต้องห้ามที่เธอดันมีต่อหลานชายผู้มีพระคุณคนนั้น…
นับเป็นวันที่คุณหญิงพิศเพลาตั้งหน้าตั้งตารอมาตลอดหลายปีที่จะได้หลานชายกลับคืนสู้อ้อมกอด เพราะนับตั้งแต่แม่ประนอมลูกสะใภ้เสีย หลานชายก็เข้ามาขอไปเรียนต่างประเทศทันทีเพราะทนคิดถึงแม่ที่จากไปไม่ไหว ซึ่งนางเองก็ไม่ได้คัดค้านเพราะเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยสำหรับหลานชาย กระทั่งวันนี้เมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้ง หญิงชราก็ไม่รีรอรีบเดินลงมาคว้าเจ้าของร่างกายกำยาสูงใหญ่เข้ามากอดเมื่อพบหน้าซึ่งอีกคนนั้นก็กอดตอบผู้เป็นย่าก่อนจะเอ่ยล้อเลียนอย่างเป็นกันเอง
“คิดถึงจังเลยครับ มองไกลๆ ผมนึกว่าสาวๆ ที่ไหนอีกนะครับเนี่ย ย่าผมนี่ดูไม่แก่เลย”ชาญยอผู้เป็นย่าก่อนจะหอมแก้มอีกฝ่ายอย่างคิดถึง
“ไม่ต้องมาปากหวานใส่ย่าเลยพ่อตัวดี! รู้ไหมว่าทำย่าคิดถึงแค่ไหน ไหนบอกว่าขอไปเรียนแค่สามสี่ปี นี่อะไรกัน หายตัวไปเกือบสิบปี”
“โถคุณย่าครับ ผมก็กลับมาหาคุณย่าแล้วนี่ไงครับ ผมรับรองว่าจากนี้จะไม่ไปไหนอีก จะอยู่จนคุณย่าเบื่อหน้ากันไปข้างเลยดีไหมครับ” ภาพของสองย่าหลานเป็นภาพที่ใครได้เห็นต่างก็พลอยยิ้มตาม ไม่เว้นแม้แต่คนที่ได้แต่แอบมองทั้งคู่อยู่ไกลๆ อย่างพุดกรองที่มองมันทั้งน้ำตา
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ…คุณชาญ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเพียงลำพัง ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าครัวไปทำงานที่ค้างคาอยู่ของตัวเองต่อไป
“นี่จัสมินครับคุณย่า คนรักของผมเอง สวยถูกใจคุณย่าไหมครับ”
ชาญเริ่มต้นเอ่ยแนะนำแฟนสาวที่พามาเปิดตัวให้ผู้เป็นย่ารู้จักเมื่อย้ายมานั่งพูดคุยกันบนเรือนใหญ่ที่ทุกๆ อย่างยังคงเหมือนเดิมในความรู้สึกของเขา จะมีก็แต่ผู้คนมากหน้าหลายตาที่เขารู้จักบ้างไม่รู้จักบ้างเท่านั้น ที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แปลกตาไป
“สวยจ๊ะ สวยไม่มีที่ติเลย อยู่ที่นี่ก็ถือเสียว่ามันเป็นบ้านของหนูเถอะนะ ขาดเหลืออะไรก็บอก เดี๋ยวย่าจะได้สั่งให้คนจัดหามาให้” คนถูกพูดด้วยยิ้มรับก่อนจะยกมือไหว้ย่าของแฟนหนุ่มเมื่อท่านมีเมตตาต่อเธอ
“ขอบคุณมากค่ะคุณย่า คุณย่าใจดีอย่างที่ชาญบอกไว้จริงๆ ด้วยค่ะ” นางพิศเพลาไม่ได้ตอบอะไรกลับไปนอกจากมองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ นับว่าหลานชายหาคู่ครองได้ดีทีเดียว ซึ่งนางก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ ไม่ว่าชาญจะรักใคร ต่อให้จะดีพร้อมแค่ไหนนางก็ยินดีต้อนรับเสมอ ขอแค่เป็นคนดี และรักหลานนางด้วยใจจริงเท่านั้นพอ
งานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของชาญดำเนินมาอย่างยาวนานถึงดึกดื่นโดยมีกลุ่มคนงานชายไม่ต่ำกว่าสิบคนที่ชวนผู้เป็นนายที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายปีตั้งวงเหล้าที่บริเวณล้านกว้างหน้าเรือนใหญ่ ส่วนผู้หญิงกับเด็ก ต่างก็พากันแยกย้ายไปพักผ่อนกันสักพักใหญ่ๆ เลยทำให้ทุกอย่างเริ่มอยู่ในความสงบไม่ได้วุ่นวายเหมือนในช่วงกลางวันที่ผ่านมา
“ชาญคะ คุณช่วยไปหยิบโทรศัพท์ให้จัสมินหน่อยได้ไหมคะ จัสมินลืมโทรไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าเรามาถึงแล้ว กลัวพวกท่านจะเป็นห่วงน่ะค่ะ” ชาญยิ้มรับต่อคำขอร้องของคนรักก่อนจะลุกเดินขึ้นเรือนใหญ่เพื่อไปหยิบเอาโทรศัพท์ให้ตามคำขอ แต่ก็ไม่วายให้ไปกำชับสั่งคนงานไม่ให้วุ่นวายกับคนรักของเขา ไม่อย่างนั้นพวกมันจะไม่ได้ตายดี
ชายหนุ่มเดินขึ้นมาได้ก็ชะงัก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหลังไวๆ ของใครบางคนที่กำลังเดินหนี ท่าทีมีพิรุธนั่นทำให้ต้องร้องเรียกเสียงแข็ง
“นั่นใคร!” คนถูกเรียกหยุดฝีเท้าก่อนจะแน่นิ่งเหมือนกำลังตัดสินใจกับอะไรบางอย่าง
“ฉันถามว่าใคร!” หนนี้ชาญไม่ถามเปล่าให้เสียเวลาอีกต่อไป เขาตัดสินใจเดินตรงเข้าไปใกล้คนน่าสงสัยที่ว่า ก่อนจะอาศัยจังหวะที่เจ้าของร่างบอบบางนั้นทำท่าจะวิ่งหนีกันไป คว้าหมับที่ต้นแขนกลมกลึงไว้ก่อนจะจัดการกระชากมันอย่างแรงเพื่อให้เจ้าของหันมาเผชิญหน้ากัน
“เธอ…”
ใบหน้าคมคายชะงักงันยามเมื่อได้เห็นใบหน้าของเจ้าของเรียวแขนที่เขาเพิ่งกระชากให้หันกลับมาเผชิญหน้า
ผู้หญิงคนนี้…ใครกัน!
“พุดเองค่ะคุณชาญ พุดแค่จะออกมาดูว่ากับแกล้มในงานใกล้หมดรึยังจะได้ยกออกไปเพิ่มให้ค่ะ” ชาญไม่ได้สนใจต่อคำอธิบายนั้นเลยในนาทีนี้ สายตาของเขากำลังมองสำรวจใบหน้าอ่อนหวานของคนตรงหน้ามากกว่า ไม่อยากจะเชื่อว่าเวลาแค่ไม่กี่ปีจะเปลี่ยนยัยลูกแมวมอมแมมให้กลายมาเป็นสาวสวยชวนมองแบบนี้ อกเอย เอวเอย เหมาะเจาะพอดีไปหมด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เหมือนทุกสิ่งที่รวมเป็นหล่อนจะถูกใจจนไม่อาจละสายตาได้ กว่าสติจะกลับเข้าที่เข้าทางก็เผลอมองคนตรงหน้าไปเสียนาน นั่นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเองไม่น้อย
“นึกว่าใคร! ที่แท้ก็ยัยเด็กขี้ฟ้องนี่เอง แล้วนี่…เธอยังอยู่ที่นี่อีกรึไง โตจนป่านนี้แล้วทำไมยังไปอีก หรือคิดจะเกาะย่าฉันกินไปจนตาย!” มันไม่ได้ผิดไปจากที่คิดเอาไว้เท่าไหร่ที่อีกคนจะหาเรื่องกันทันทีเมื่อพบหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็แอบหวังว่าเวลาที่ผ่านมาจะช่วยทำให้เขาเติบโตเป็นคนที่มีเหตุผลมากขึ้น แต่เหมือนสิ่งที่ได้เห็นจะไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเลยสักนิด เขาเคยมองเธอในแง่ร้ายยังไงตอนนี้ก็มองอย่างนั้นไม่เปลี่ยน
“พุดไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยนะคะคุณชาญ พุดสำนึกดีว่าที่มีชีวิตจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะบุญคุณของคุณท่าน ที่พุดไม่ไปก็เพราะ…”
“ย่าเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้แม่พุดไปเอง” คนที่ตอบคำถามคือคุณหญิงพิศเพลา ที่บังเอิญผ่านมาเห็นการปะทะคารมของทั้งคู่เข้าพอดี
“คุณย่า…”