1
นกยูง...
สวัสดีค่ะฉันมีชื่อจริงว่าซอมพอนะคะชื่อเล่นว่านกยูงค่ะอายุสิบหกปีบริบูรณ์ในอีกไม่กี่วันนี้แล้วค่ะ ชื่อของฉันซอมพอก็มาจากดอกไม้ชนิดหนึ่งค่ะทางภาคเหนือจะเรียกว่าดอกซอมพอทางภาคกลางเรียกว่าดอกหางนกยูงนั่นเองชื่อนี้แม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ ภูมิลำเนาของฉันฉันเป็นคนเชียงใหม่มาแต่กำเนิดค่ะ
ตั้งแต่ฉันจำความได้ก็ฉันอาศัยอยู่กับแม่แค่สองคน เราไม่มีบ้านอยู่หรอกนะคะเช่าเค้าอยู่มาตลอดแต่แม่เคยเล่าให้ฟังว่าอันที่จริงบ้านเราก็มีค่ะแม่บอกบ้านของแม่อยู่นอกเมืองซึ่งอากาศดีมากๆ ด้านหน้าติดแม่น้ำด้านหลังติดภูเขาเหมาะแก่การทำรีสอร์ทมากมีคนมาขอซื้อแม่ให้ราคาสูงมากๆ แต่แม่ไม่ยอมขายค่ะเพราะมันเป็นมรดกมาจากตากับยายแม้ว่าแม่จะไม่มีเงินแต่แม่ก็ไม่ยอมขายที่แม่ยอมทำงานหนักเพื่อรักษาบ้านหลังนี้เอาไว้
จนกระทั่งแม่ท้องฉันแล้วครรภ์เป็นพิษทำงานไม่ไหวไหนจะต้องใช้เงินรักษาเยอะแม่ไม่มีเงินไปหาหมอแม่ก็เลยจำใจต้องเอาบ้านไปจำนองไว้กับคนรู้จักพอแม่คลอดฉันออกมาแม่ก็เริ่มทำงานหาเงินไปไถ่บ้านคืนแต่คนที่แม่เอาบ้านไปจำนองพวกเค้าโกงแม่ค่ะจากที่ยืมมาไม่กี่หมื่นกลับกลายเป็นแม่ต้องหาเงินมาจ่ายหลักแสนบาทเพราะพวกเขาเอาสัญญาเงินกู้ไปเปลี่ยนค่ะ ตอนนั้นแม่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีความรู้แม่ก็เลยต้องจำใจทำงานเพื่อหาเงินไถ่บ้านคืนมาแต่ยิ่งจ่ายไปดอกเบี้ยก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเงินต้นก็ไม่ลดเลยจนสุดท้ายพวกเขาก็หาทางไล่แม่ออกมาจากบ้านหาว่าแม่ผิดสัญญา สุดท้ายแม่ก็พาฉันออกมาจากบ้านแล้วเข้ากรุงเทพอีกครั้ง แม่หาเช่าห้องเล็กๆ อยู่กันสองคน ฉันเห็นแม่ลำบากมาตั้งแต่เด็ก ฉันเคยถามแม่ว่าพ่อไปไหนแม่ก็ร้องไห้แล้วแม่ก็บอกความจริงบางอย่างกับฉัน แต่ก่อนที่แม่จะเล่าแม่บอกว่าถ้าแม่เล่าแล้วฉันจะรังเกียจท่านท่านก็ไม่ว่าซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงพูดแบบนี้
แม่เล่าให้ฉันฟังว่าแต่ก่อนแม่มีคนรักอยู่คนหนึ่งเขาเป็นคนดีมากๆ ไม่เคยล่วงเกินอะไรแม่เลยเขาเป็นคนกรุงเทพมาทำงานที่เชียงใหม่แล้วก็มาจีบแม่นานอยู่เป็นปีจนสุดท้ายแม่ก็ใจอ่อนยอมเป็นแฟนกับเขาพอเป็นแฟนกันแล้วเขาก็มาขอแม่กับตากับยายซึ่งตากับยายตอนนั้นก็แก่มากแล้วท่านทั้งสองก็คิดว่าถ้าแม่ได้แต่งงานมีครอบครัวก็คงจะดีแม่จะได้มีคนดูแลแทนตากับยาย ตากับยายเห็นว่าเป็นคนดีก็เลยยอมให้แม่แต่งงานกับผู้ชายคนนั้น หลังจากแต่งงานกันตามพิธีทางภาคเหนือนั่นก็คือผูกข้อไม้ข้อมือเสร็จผู้ชายคนนั้นก็พาแม่มาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพ แต่ใครจะคิดว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้รักแม่จริงๆ ตอนแรกๆ เขาก็ดีขยันทำงานจนกระทั่งเขาติดการพนันไม่มีเงินจ่ายหนี้เขาก็เลยเอาแม่ไปขายแลกหนี้แม่เล่าด้วยความเจ็บปวดเพราะมันเหมือนตกนรกเหมือนตายทั้งเป็นแม่จำใจยอมรับสภาพนั้นเพราะไปไหนไม่ได้แม่ถูกขังอยู่แบบนั้นพวกนั้นบังคับให้แม่ทำอาชีพขายบริการ แม่เล่าไปน้ำตาก็ไหลไปแม่อยู่แบบนั้นมานานหลายปีจนกระทั่งแม่ตั้งท้องฉันส่วนพ่อของฉันเป็นใครแม่ก็ไม่รู้ พอเจ้าของซ่องรู้ว่าแม่ท้องพวกเขาก็บังคับให้แม่ไปทำแท้ง ซึ่งตอนนั้นแม่ก็คิดแผนที่จะหนี พอพวกนั้นพาแม่ไปที่คลีนิคเพื่อทำแท้งแม่ก็แอบหนีออกมาแล้วก็กลับมาที่บ้านที่เชียงใหม่และพอแม่กลับมาตากับยายก็ไม่อยู่แล้วมีแค่รูปตากับยายที่ตั้งวางไว้ข้างบนบ้านแม่วิ่งไปถามคนข้างบ้านว่าตากับยายเสียไปตั้งแต่เมื่อไหร่ชาวบ้านพอเห็นหน้าแม่ทุกคนก็รุมด่าแม่หาว่าแม่เป็นลูกอกตัญญูได้ดีแล้วทิ้งพ่อทิ้งแม่ไม่กลับมาดูแลตอนนั้นใจแม่แทบสลายแม่อยากตายเพื่อชดใช้ความผิดที่ทิ้งตากับยายไปแต่พอแม่คิดได้ว่ามีฉันอยู่ในท้องแม่ก็ตั้งสติแล้วกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เหมือนเคราะห์กรรมมันยังไม่หมดทำให้แม่ต้องเสียบ้านหลังนี้ไปอีก
ฉันนั่งฟังแม่เล่าด้วยความสงสารฉันร้องไห้แล้วก็กอดแม่ด้วยความรักและเข้าใจ
"นกยูงไม่รังเกียจแม่ใช่มั้ยลูกที่แม่เคย.."
"ไม่ค่ะนกยูงไม่มีวันรังเกียจแม่ของนกยูงเป็นอันขาด ถึงแม่จะเป็นยังไงนกยูงก็รักแม่ แม่จ๋านกยูงอยากให้แม่ลืมเรื่องราวพวกนั้นไปให้หมดเลยนะจ๊ะนกยูงไม่อยากให้แม่เจ็บปวดเพราะมันอีกแล้ว"
"แม่จะพยายามนะจ๊ะ"
2
นกยูง....
หลังจากนั้นแม่ก็ย้ายกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในกรุงเทพอีกครั้งด้วยการเปิดร้านขายข้าวแกงรถเข็นแม่มาเช่าล็อคขายอยู่แถวๆ หน้าบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่ง ส่วนฉันพอเลิกเรียนก็จะรีบมาช่วยแม่ขายของ เราสองคนใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นจนกระทั่งวันหนึ่งซึ่งเป็นวันเสาร์ฉันจำได้เรามาจัดร้านกันแต่เช้าเพราะพนักงานบริษัทมักจะมาฝากท้องกันที่นี่ก่อนเข้าไปทำงานบางคนก็เอากล่องเอาปิ่นโตมาใส่เพื่อเข้าไปทานที่ทำงาน ขณะที่ฉันกับแม่กำลังช่วยกันก็มีผู้ชายสูงวัยแต่งตัวภูมิฐานเดินมาที่ร้านซึ่งฉันกับแม่ก็ไม่เคยคุ้นหน้ามาก่อนถ้าให้เดาอายุน่าจะประมาณสี่สิบห้าถึงห้าสิบปี
"วันนี้มีอะไรทานบ้างครับแม่ค้า"
"มีหลายอย่างเลยค่ะ แกงเขียวหวานไก่ ผัดผักรวม แล้วก็มีหมูทอด ไก่ทอด ต้มข่าไก่ ไข่พะโล้"
"หืม น่าทานทุกอย่างเลยนะครับ งั้นผมเอาทุกอย่างเลยขอข้าวสวยด้วยนะครับ ผมจะเอาไปทำบุญ"
"ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ"
"คุณลุงนั่งรอก่อนนะคะ"
"ผมเพิ่งรู้ว่ามีร้านอาหารมาเปิดแถวนี้ด้วยถ้าผมไม่เดินมาคงไม่รู้"
"คุณลุงทำงานอยู่ในบริษัทนี้เหรอคะ" ฉันถามขณะช่วยแม่จัดอาหารใส่กล่อง
"ใช่จ๊ะลุงทำงานที่ตึกนี้แล่ะ"
"ถ้าหนูเรียนจบหนูอยากทำงานที่นี่จัง ไม่รู้เค้าจะรับหนูเข้าทำงานมั้ย"
"หนูเรียนคณะอะไรล่ะจ๊ะเผื่อลุงช่วยแนะนำให้ได้"
"ตอนนี้หนูยังอยู่มอสี่อยู่เลยค่ะอีกตั้งสองปีกว่าหนูจะได้เข้ามหาลัยหนูยังไม่รู้ว่าจะเลือกเรียนอะไรคุณลุงแนะนำหนูหน่อยได้มั้ยคะ"
"อืมม ถ้าให้ลุงแนะนำหนูเลือกเรียนคณะบริหารก็ได้นะ"
"ขอบคุณนะคะ ว่าแต่ที่นี่เค้าให้เงินเดือนเยอะมั้ยคะหนูอยากได้เงินเดือนเยอะๆ ค่า^^"
"นกยูงทำไมถามคุณลุงแบบนั้นล่ะลูก เรื่องแบบนี้เค้าไม่ถามกันหรอกนะจ๊ะเงินเดือนน่ะเค้าอาจจะให้ตามความสามารถ คุณลุงอาจจะลำบากใจที่จะตอบหนูก็ได้ เอ่อขอโทษนะคะคุณที่ลูกสาวดิฉันถามอะไรแบบนี้"
"ไม่เป็นไรครับดีแล้วที่แกกล้าถาม เพราะทุกคนที่ทำงานก็ย่อมอยากได้เงินเดือนสูงๆ ด้วยกันทั้งนั้น หนูชื่อนกยูงใช่มั้ยจ๊ะ"
"ใช่ค่ะหนูชื่อนกยูงแต่หนุมีชื่อจริงด้วยนะคะชื่อซอมพอค่ะ เป็นไงคะชื่อน่ารักมั้ยคะ^^"
"น่ารักมากครับ ถ้าหนูเรียนจบแล้วก็เข้าไปสมัครงานได้เลยนะ"
"แต่เค้าจะรับใช่มั้ยคะนกยุงน่ะขยันมากๆ เลยนะคะคุณลุงรับรองถ้าบริษัทไหนได้นกยูงไปทำงานด้วยรับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่า^^"
"รับสิลุงการันตีเลย ขอแค่หนูขยันเก่งไม่เก่งฝึกกันได้ลูก"
"คุณลุงพูดแบบนี้นกยูงมีความหวังขึ้นมาแล้วค่ะ ที่นกยูงอยากได้เงินเดือนเยอะๆ ก็เพราะนกยูงไม่อยากให้แม่ลำบากอีกแล้วค่ะ ทุกวันนี้แม่ต้องตื่นตีสามตีสี่ทุกวันเพื่อทำของมาขายกว่าจะเข้าบ้านกว่าจะได้นอนก็สองสามทุ่มนกยูงสงสารแม่ค่ะ"
"พูดน้อยๆ หน่อยก็ได้นะลูก"
"ก็นกยูงพูดจริงนี่คะแม่><"
"ได้แล้วค่ะนี่ค่ะอาหาร"
"เท่าไหร่ครับ"
"ทั้งหมดก็สามร้อยห้าสิบบาทค่ะ"
"นี่ครับไม่ต้องทอน" คุณลุงยื่นแบงค์พันมาให้แล้วบอกไม่ต้องทอนฉันนี่ถึงกับตาลุกวาวเลยเพราะไม่เคยเจอใครใจดีแบบนี้
"ไม่เป็นไรค่ะมันเยอะเกินไปอาหารแค่สามร้อยกว่าบาทเองเดี๋ยวฉันทอนให้นะคะ"
"ไม่เป็นไรครับถือว่าผมให้ค่าขนมหนูนกยูงก็แล้วกัน เอาไว้ซื้อขนมอร่อยทานนะลูก"
"ขอบคุณค่าคุุณลุง ไว้มาอุดหนุนอีกนะคะ^^" ฉันกราบขอบคุณคุณลุงใจดีที่ฉันยังไม่รู้จักชื่อเลยว่าท่านชื่ออะไรแต่จะถามก็ไม่ทันแล้วเพราะคุณลุงเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งเรียบร้อยแล้ว
และจากวันนั้นเป็นต้นมาคุณลุงก็กลายเป็นลูกค้าประจำของที่ร้านแต่ที่น่าแปลกก็คือพอคุณลุงมานั่งทานอาหารที่ร้านพนักงานบริษัทที่ฉันคุ้นเคยเพราะเห็นหน้าค่าตากันแทบทุกวันก็ต่างพากันยกมือไหว้คุณลุงซึ่งคุณลุงก็ยิ้มทักแล้วก้มหน้าทานข้าวต่อ ถ้าให้เดาคุณลุงคงจะเป็นพนักงานที่มีอายุเยอะที่สุดในบริษัทก็เป็นได้ทุกคนก็เลยยกมือไหว้ นั่นคือความคิดของฉันในตอนนั้น และทุกๆ วันพระคุณลุงก็จะให้แม่จัดอาหารเพื่อไปทำบุญซึ่งฉันกับแม่ก็เพิ่งรู้ว่าคุณลุงท่านเอาอาหารไปทำบุญให้กับภรรยาของท่านที่เสียไปแล้ว คุณลุงท่านรักภรรยามากท่านเล่าให้ฉันกับแม่ฟังว่าภรรยาของท่านน่ารักนิสัยดีมากๆ แต่สุดท้ายภรรยาท่านก็จากไปด้วยโรคร้ายคุณลุงทำใจอยู่นานมากเพราะท่านรักภรรยาของท่านมาก ฉันฟังแล้วก็อดสงสารคุณลุงไม่ได้พราะทุกครั้งที่ท่านเล่าท่านก็จะมีน้ำตาทุกครั้งเป็นฉันที่ต้องคอยเอาทิชชู่ให้ท่าน
จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นขณะที่คุณลุงกำลังจะข้ามถนนเพื่อนำอาหารไปทำบุญที่วัดตรงข้ามบริษัทก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนท่าน ภาพที่ท่านถูกรถชนมันติดตาฉันมากท่านล้มลงกลางพื้นถนนเลือดของท่านไหลนองไปทั่วบริเวณถุงกับข้าวที่ท่านกำลังจะนำไปทำบุญก็แตกกระจายเต็มพื้นฉันกับแม่รีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อดูอาการของท่านและในขณะนั้นก็มีพนักงานบริษัทที่อยู่บริเวณนั้นวิ่งมาดูด้วยก่อนจะโทรแจ้งให้รถพยาบาลมารับท่านไปส่งโรงพยาบาล
ด้วยความที่ฉันกับคุณลุงสนิทสนมคุ้นเคยกันเพราะคุยกันทุกวันฉันขอแม่ไปดูอาการคุณลุงที่โรงพยาบาลซึ่งแม่ก็ไปพร้อมกับฉันด้วยเพราะถึงยังไงคุณลุงก็เป็นลูกค้าประจำที่ร้าน ฉันกับแม่นั่งแท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาล ตอนนี้คุณลุงอยู่ในห้องไอซียูฉันเห็นทั้งคุณหมอทั้งคุณพยาบาลวิ่งเข้าออกกันตลอดเวลา
"คนไข้เสียเลือดมากแล้วตอนนี้เลือดสำรองโรงพยาบาลเรามีไม่เพียงพอขอรับบริจาคเลือดด่วนตอนนี้เลย" ฉันกับแม่ที่นั่งรอดูอาการของคุณลงุอยู่หน้าห้องพอได้ยินแม่ก็รีบลุกขึ้นไปถามพี่พยาบาลทันที
"คนไข้เลือดกรุ๊ปอะไรคะ"
"กรุ๊ปโอค่ะ"
"ฉันกรุ๊ปเลือดโอค่ะฉันพอจะช่วยได้มั้ยคะ"
"ได้ค่ะแต่เราต้องขอตรวจตามขั้นตอนก่อน"
"ได้ค่ะ"
"ถ้าอย่างงั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ" ฉันมองตามแม่ที่เดินตามพี่พยาบาลเข้าไปในห้องห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นห้วงที่เกี่ยวกับการบริจาคเลือด ส่วนฉันก็นั่งรอแม่อยู่ตรงที่เดิม