ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าผู้ชายที่เหยียบโลกทั้งใบเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พลิกฝ่ามืออย่างเขา เอโดเกล การ์รัสโซ่ จะต้องมายืนอ้าปากค้างตะลึงพรึงเพริดกับความงดงามของสตรีหน้าไหนได้แบบที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้
เรือนร่างอรชรในชุดราตรีสีทองอร่าม ขับผิวขาวนวลลออให้ผุดผ่องสวยสะพรั่ง ดวงหน้านวลเนียนงามประดุจนางสวรรค์ เส้นผมสีดำสนิทถูกปลดปล่อยให้สยายพลิ้วไหวอยู่เคียงบ่าขาวเปลือย ทรวดทรงองค์เอวอ้อนแอ้นชวนสนิทเสน่หา นัยน์ตากลมโตทอประกายหวานอมเศร้าเมื่อสบประสานมายังเขา
เอโดเกลสาบานกับตัวเองได้เลยว่าเขาไม่เคยรู้สึกกระหายหิวเรื่องบนเตียงรุนแรงแบบนี้มาก่อนเลย ไม่มีผู้หญิงคนไหนทำให้เขาร้อนเป็นไฟ ตื่นตัวอย่างบ้าคลั่ง และรู้สึกอึดอัดทรมานเพียงแค่ได้พิศมองเพียงภายนอกไม่กี่อึดใจเช่นนี้
แต่ลียา... แม่สาวใช้เจ้าเล่ห์ทำได้ หล่อนทำให้เขาคลั่งได้เสมอ เพียงแค่ได้สบสายตา และหล่อนก็ขยันทำมันเสียทุกครั้งยามที่เขาโชคร้ายต้องมาเผชิญหน้ากับหล่อน ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน
ชายหนุ่มกัดฟัน ขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน เขาบอกกับตัวเองว่าลียาไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาควรจะแตะต้อง หล่อนไม่คู่ควรแม้แต่จะเป็นนางบำเรอชั่วข้ามคืนของเขาด้วยซ้ำ แต่ทำไมนะ ทำไมร่างกาย สมอง จิตวิญญาณมันถึงร่ำร้องอยากจะจับแม่นี่มาฟัดมากมายแบบนี้
หล่อนใช้เวทมนตร์อะไรกับเขานะ หรือว่าหล่อนเป็นแม่มด ใช่... นั่นแหละถูกต้องที่สุด ลียาจะต้องเป็นนังแม่มดชั่วร้าย หล่อนร่ายเวทมนตร์เสน่หาใส่เขา และก็ใส่ผู้ชายทุกคนที่หล่อนต้องการจะครอบครอง เจ้าของความคิดกำมือหนาแน่น จากนั้นก็ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ละสายตาจากร่างอรชรสมส่วนของยายแม่มดร้ายอย่างลียาได้สำเร็จ
“ถึงกับตะลึงเลยหรือเอดี้”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขบขันของเดนิเรลพี่ชายฝาแฝดทำเอาเอโดเกลถึงกับหน้าแดงก่ำเพราะถูกจี้ใจดำเต็มๆ แต่คนอย่างเขาปากแข็งเป็นที่หนึ่งอยู่แล้วล่ะ เขาหันไปมองร่างอรชรของลียาซ้ำอีกครั้ง จากนั้นก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
“พี่แดนก็รู้... ผู้หญิงของผมสวยกว่าแม่คนใช้นี่เป็นร้อยๆ เท่า”
เดนิเรลไหวไหล่น้อยๆ ขณะตวัดแขนโอบรอบเอวของดานีนภรรยาสุดที่รัก “นั่นมันก็ความคิดของนายพี่ห้ามอะไรไม่ได้หรอก แต่ยังไงซะคืนนี้จะมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่จะวิ่งเข้าใส่ลียา คุณว่าจริงไหมดานีน” หันไปถามภรรยาเสียงนุ่มนวล และดานีนก็สนับสนุนทันที
“แน่นอนค่ะคุณแดน คืนนี้ลียาสวยมาก”
เอโดเกลตวัดสายตามองลียาอีกครั้ง ก่อนจะกัดฟันตอบในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่สุด
“ก็งั้นๆ แหละครับ”
“จริงหรือ เอดี้” เดนิเรลอมยิ้ม มองอย่างรู้ทัน แต่เจ้าน้องชายตัวแสบก็ยังยืนยันตามเดิม
“ครับ ผมไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องโกหกนี่ครับ”
เอโดเกลไหวไหล่น้อยๆ แสดงท่าทางไม่ใยดีอะไรกับแม่ผู้หญิงที่สวยงามปานนางฟ้าอย่างลียาออกมา เขาจะต้องไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ก็แค่สวย ก็แค่หุ่นดี ก็แค่น่าปรารถนา แค่นี้เอง เขาหาที่ไหนก็ได้ ชายหนุ่มพร่ำบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไหร่ ความหวงแหนที่มีต่อหญิงสาวที่ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ข้างกายของดานีนก็ยิ่งล้นยิ่งทะลัก บ้าชะมัด ทำไมเขาจะต้องรู้สึกบ้าบอแบบนี้ด้วยนะ ลียาก็แค่คนใช้ สาวใช้ต่ำต้อย แค่นั้นเอง แค่นั้นเองเอโดเกล!
“งั้นก็ตามใจ เอาล่ะ พี่ไปก่อนนะ งานเลี้ยงใกล้เริ่มแล้ว”
“ขอให้สนุกนะครับ”
“ขอบใจมาก ว่าแต่นายไม่เปลี่ยนใจไปด้วยกันแน่นะ” เดนิเรลอดไม่ได้ที่จะถามน้องชายซ้ำอีกครั้ง แต่เอโดเกลส่ายหน้ายืนยันคำเดิม
“ครับ ผมไม่ยอมไปงานเลี้ยง น่าเบื่อ ยิ่งอยู่ใกล้ๆ กับผู้หญิงที่ตัวเองเกลียดด้วยแล้ว ยิ่งเบื่อเข้าไปใหญ่”
ลียาสะอึกเพราะรู้ดีว่าเอโดเกลจงใจว่าตัวเอง แต่หล่อนก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าซ่อนความขมขื่นเอาไว้ภายใน
“เกลียด? นายเกลียดใครกันเอดี้”
เอโดเกลไหวไหล่กว้างของตัวเองน้อยๆ “ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่แดนพาภรรยากับ... สาวใช้ส่วนตัวไปงานเลี้ยงเถอะครับ”
เดนิเรลพยักหน้ารับน้อยๆ รั้งร่างอรชรของดานีนให้เดินตามออกไป ลียากำลังจะเดินตามทั้งคู่ออกไปเช่นกัน แต่น้ำเสียงกระด้างของเอโดเกลก็หยุดเท้าของหล่อนเอาไว้เสียก่อน หล่อนหยุดเดิน ตัวสั่นเทาเมื่อเจ้าของน้ำเสียงกระด้างลุกขึ้นยืนและเดินมาหยุดที่ด้านหลังของหล่อน
“คิดว่าแต่งตัวแบบนี้แล้วจะอ่อยผู้ชายได้ทั้งงานหรือไง”
สุดท้ายแล้วเขาก็ยังไม่เลิกดูถูกหล่อน ในสมองของเอโดเกลหล่อนคือตัวเชื้อโรคที่เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเขี่ยมันทิ้ง น้ำตาที่พยายามซ่อนเอาไว้อดที่จะไหลซึมออกมาไม่ได้ หล่อนกัดปากแน่น และก็ไม่ยอมที่จะหันไปเผชิญหน้ากับผู้ชายจอมร้ายกาจอย่างเขา
“เงียบ... ที่เงียบนี่ก็เพราะสิ่งที่ฉันพูดเป็นความจริงใช่ไหมล่ะ”
เขาเยาะหยันต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นอริ ซึ่งหล่อนก็ยังคงทนยืนนิ่งให้เขาทิ่มแทงด้วยคำพูดร้ายกาจอย่างไร้ทางต่อสู้
“คงคิดจะจับผู้ชายรวยๆ ในงานนี้ให้ได้สักคน เพื่อที่จะถีบตัวเองให้พ้นจากคำว่า ‘สาวใช้’ ใช่ไหมล่ะ ผู้หญิงอย่างเธอมันก็ดีแต่ใช้เนื้อตัวแลกกับเงินทอง หึ! แพศยา สารเลวที่สุด”
น้ำตาที่เพียงแค่ซึมขณะนี้มันไหลทะลักออกมาอาบแก้มทันที มือบางรีบยกขึ้นเช็ด และบังคับตัวเองให้พูดออกไป
“ถ้า... คุณเอดี้... มีธุระกับดิฉันแค่นี้... ดิฉันขอตัวค่ะ”
“ทำไม?!”
เขากระชากร่างอรชรให้หันกลับมาเผชิญหน้า มองดวงหน้างดงามด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ
“จะรีบไปหาผัวในงานเร็วๆ ใช่ไหม”
หญิงสาวน้ำตาไหลพราก มองเขาอย่างผิดหวัง “ถ้าใช่... คุณเอดี้ก็ไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับดิฉันนะคะ เพราะมันเรื่องส่วนตัว โอ๊ย...!” ลียาร้องอุทานด้วยความเจ็บร้าวที่ต้นแขนเปลือยทั้งสองข้าง เมื่อถูกมือหนาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าคีมเหล็กขยุ้มเต็มแรง
“ดิฉันเจ็บนะคะ ปล่อยเถอะค่ะ”
แทนที่ชายหนุ่มจะเห็นใจ ตรงกันข้ามกลับยิ่งเพิ่มแรงกดให้มากยิ่งขึ้น จากนั้นก็รั้งร่างอรชรที่หอมกรุ่นยิ่งกว่าดอกไม้ป่าทั้งสวนเข้ามาใกล้ และนั่นก็ทำให้บางส่วนของร่างกายตื่นผงาดขึ้นอย่างน่าตกใจ
“เจ็บสิดี จะได้หัดรู้จักร่านให้น้อยลงบ้าง อย่าลืมสิว่าเธอเป็นญาติของคุณรดา หัดรักษาชื่อเสียงของพี่สะใภ้ใหญ่ของฉันเอาไว้บ้าง ไม่ใช่อยากเมื่อไหร่ก็อ้า” ประกายบางอย่างในดวงตากระด้างสีนิลเนื้อดีทำให้หญิงสาวร้อนวาบไปทั้งตัว
“ทุเรศสิ้นดี!”
แล้วร่างอรชรก็ถูกผลักออกห่างเต็มแรง หญิงสาวเซถอยหลังไปไกลจนเกือบล้ม น้ำตายังคงอาบแก้มเช่นเคย
“ดิฉัน... ขอตัวค่ะ”
หล่อนกัดปากที่สั่นระริกพูดออกไป แต่เอโดเกลยังไม่เลิกโจมตี เขาย่างสามขุมเข้ามาหาหล่อนอีกครั้ง ใบหน้าหล่อลากดินตอนนี้กระด้างจนน่ากลัว
“แล้วถ้าฉันรู้ว่าเธอให้ท่าผู้ชายคนไหนในงานเลี้ยงล่ะก็...” ชายหนุ่มกระชากร่างอรชรเข้ามาหา มองด้วยสายตากระด้างน่ากลัว
“ฉันฆ่าเธอแน่!”
ร่างอรชรถูกผลักออกห่างอีกครั้ง ก่อนที่คนตัวโตจะก้าวยาวๆ เดินหนีไปพร้อมๆ กับพายุโทสะ
หญิงสาวทรุดฮวบลงกองกับพื้น น้ำตาท่วมท้นดวงหน้างาม ทำไมนะ ทำไมเอโดเกลจะต้องทำแบบนี้ด้วย ทำไมเขาจะต้องคอยเข่นฆ่าหล่อนด้วยคำพูดทุกครั้งที่เจอหน้าด้วย ในสายตาของเขาหล่อนต่ำต้อย เลวร้าย เป็นผู้หญิงน่ารังเกียจนักหรือไง
คำตอบคือ ใช่เพราะในสายตาของผู้ชายหล่อลากดินคนนี้ หล่อนเป็นยิ่งกว่ากิ้งกือใต้ดินแสนสกปรกเสียอีก เขาทั้งเกลียด ทั้งขยะแขยง และแน่นอนว่าเขารอคอยวันที่หล่อนจะย่างเท้าเดินออกไปจากอาณาจักรของตัวเอง
น้ำตาไม่รู้มาจากไหนนักทะลักทลายไหลออกมาอาบแก้ม ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับความเจ็บปวดที่เกิดจากน้ำมือของผู้ชายที่ตัวเองทั้งรักทั้งบูชา แต่เขาสิ... ไม่เคยแม้แต่จะชายตาแลด้วยซ้ำ คำน้อยก็ไม่เคยพูดให้ดีใจ มีแต่ทับถมด้วยวาจาร้ายกาจทุกครั้งที่เจอหน้า
หญิงสาวสะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ดานีนเดินกลับเข้ามาตามหล่อนอีกครั้งนั่นแหละ
“คุณดา...”
“อย่าร้องไห้เลยลียา...”
ดานีนดึงร่างสั่นเทาของลียาขึ้นมาจากพื้นและกอดปลอบประโลม ลียาก็เหมือนเพื่อนของหล่อน เพราะตอนที่หล่อนเข้ามาในการ์รัสโซ่ พาราไดส์ครั้งแรกก็ได้ลียานี่แหละเป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือตลอด ดังนั้นหล่อนเองก็จะไม่ทิ้งลียาเช่นกัน
“สักวัน... ผู้ชายปากแข็งจะต้องยอมขอโทษเธอ”
“คุณดา... หมายถึง...” มือบางยกขึ้นป้ายน้ำตาทิ้ง
ดานีนระบายยิ้มน้อยๆ ส่งผ้าเช็ดหน้าให้คู่สนทนาซับน้ำตา “ใครก็ได้ที่กำลังหึงเธอจนเป็นบ้าเป็นหลังน่ะ”
ลียายิ้มเศร้าๆ แม้จะรู้ดีว่าดานีนหมายถึงใคร แต่หล่อนไม่มีทางเชื่อ มันเชื่อไม่ลงจริงๆ เอโดเกลน่ะเหรอจะหึงหวงหล่อน พระอาทิตย์ขึ้นตอนกลางคืนยังน่าเชื่อถือกว่าเลย หญิงสาวคิดในใจอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“ขอบคุณคุณดามากค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก เพราะอีกไม่นานเธอจะรู้ว่ามันคือเรื่องจริง” ดานีนระบายยิ้ม คว้าแขนกลมกลึงของลียามากุมเอาไว้
“ไปกันเถอะ คุณแดนรอนานแล้ว”
“ค่ะ คุณดา”
แม้จะก้าวออกมาพ้นจากการ์รัสโซ่ พาราไดส์แล้วแต่สมองของหล่อนก็ยังจดจำทุกคำพูดของเอโดเกลเอาไว้อย่างแม่นยำ
อีกไม่นานเชื้อโรคแบบหล่อนจะจากเขาไปให้ไกลแสนไกล
ขณะลียากำลังจมอยู่กับความขมขื่นปวดร้าวอยู่ภายในรถลีมูซีนคันงามนั้น ผู้ชายอีกคนที่ยืนถือแก้วเหล้ามองทะลุบานหน้าต่างตามท้ายรถออกไปก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่ากันเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะตอนนี้เอโดเกลกำลังเป็นบ้า เขากำลังคลุ้มคลั่ง สาเหตุนะเหรอ ก็เพราะแม่ลียาสาวใช้จอมเจ้าเล่ห์คนนั้นยังไงล่ะ บ้าชะมัด บ้าที่สุด ทำไมเขาจะต้องมาอึดอัด เดือดดาล และนั่งไม่ติดเพียงเพราะแม่สาวใช้คนนั้นออกไปงานเลี้ยงด้วยนะ
ก็แค่งานเลี้ยง ที่มีผู้ชายหล่อ รวย แม้จะไม่มีใครเทียบหนุ่มการ์รัสโซ่ได้ติดฝุ่น แต่ผู้ชายพวกนั้นก็ถือว่าเพอร์เฟคสำหรับสาวๆ ทั่วไป บางทีแม่นั่น อาจกำลังคิดที่จะใช้งานเลี้ยงที่ตัวเองได้ติดสอยห้อยตามดานีนกับเดนิเรลไปเพื่อหาเศรษฐีสักคนก็ได้
เพล๊ง!
เสียงแก้วแตกกระจายดังลั่นขึ้น โทสะร้ายกระพือขึ้นอย่างรุนแรงภายในร่างกาย แม้จะบอกตัวเองว่าไม่ได้สนใจ ใยดีอะไรลียา ใช่... เขาพยายามจะมองข้ามหล่อนไป แม้ว่ามันจะทำได้ในบางเวลาเท่านั้นก็ตาม แต่ตอนนี้... เขาทำไม่ได้แล้ว แค่ได้เห็นร่างอรชรในชุดราตรีสีทองแนบเนื้อ เน้นทุกสัดส่วนที่เขาควรจะได้เห็นเพียงคนเดียวให้กับผู้ชายทั้งโลกได้เห็น แค่นี้เขาก็แทบบ้า... ใช่เขากำลังจะบ้า!
“ร่าน...” มือหนากำเข้าหากันแน่น
“คอยดูเถอะ ฉันจะตอบแทนความร่าน ความอยากของเธอให้ถึงใจเลยทีเดียว”
ไม่... ไม่... เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับแม่นั่น ไม่ได้รู้สึกอะไรกับลียาแม้แต่น้อย ก็แค่... แค่ไม่อยากให้ผู้ชายคนอื่นๆ โชคร้ายเพราะถูกมนต์ขลังจากแม่นั่นเล่นงานเท่านั้นเอง
คิดได้เช่นนี้ ร่างสูงใหญ่ของเอโดเกลก็ก้าวพรวดพราดหายเข้าไปในห้องแต่งตัวทันที ไม่นานก็ออกมาพร้อมๆ กับรูปร่างที่หล่อลากดินสมบูรณ์แบบพร้อมออกงานเลี้ยง
“คิดหรือว่าฉันจะยอมให้เธอทำได้สำเร็จ”
แล้วเอโดเกลก็เดินออกจากห้องนอนของตัวเอง มุ่งหน้าไปยังลิฟต์แก้ว แต่ระหว่างทางก็สวนกลับราฟาลที่พึ่งกลับมาจากประชุมงานเสียก่อน
“แต่งตัวซะหล่อ จะไปไหนหรือเอดี้”
“ผมจะไปงานเลี้ยงครับ”
“งานเลี้ยง?” คิ้วเข้มหนาดำของราฟาลเลิกขึ้นสูง ก่อนจะพูดต่อขึ้น “ใช่งานเลี้ยงเดียวกับที่เจ้าแดนไปหรือเปล่า”
“ครับ นั่นแหละ” เอโดเกลรับคำเสียงไร้ความรู้สึก
“อ้าวเหรอ... ไหนเจ้าแดนมันบอกว่านายไม่ไปยังไงล่ะ แล้วทำไม...” ราฟาลยังพูดไม่ทันจบเอโดเกลน้องชายก็รีบตัดบทจบการสนทนาเสียก่อน
“ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ เอาล่ะ ผมไปก่อนครับ งานจะเริ่มแล้ว”
“เฮ้... เดี๋ยวก่อนสิ”
ราฟาลพยายามจะเรียกน้องชาย แต่เจ้าตัวแสบหายเข้าไปในลิฟต์เสียแล้ว ชายหนุ่มผู้พี่จึงทำได้แค่ส่ายศีรษะน้อยๆ และพูดออกมาด้วยความขบขันเท่านั้น
“หวังว่าคงไม่ได้ตามไปหวงก้างใครนะ”
พรมหนาสีแดงที่ทอดยาวมายังประตูรถเบื้องหน้าทำให้ลียาขาสั่นเทา หล่อนก้าวตามดานีนลงไป และแอบอยู่ด้านหลังของเจ้านายสาว
“มันไม่มีอะไรน่ากลัว ลียา... ที่นี่มีแต่ผู้คนที่น่าอัศจรรย์ทั้งนั้น เชื่อฉัน”ดานีนหันมามองพร้อมกระซิบบอกลียาด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจ ก่อนจะสอดแขนเข้าไปในลำแขนกำยำของเดนิเรล จากนั้นก็เดินนำหน้าไป ลียารีบเดินตามเข้าไปติดๆ
สายตาของผู้คนจำนวนมากทั้งผู้หญิงผู้ชายต่างจับจ้องมายังหล่อน พวกเขามองหล่อนอย่างสมเพช เหยียดหยาม หรือว่าชื่นชมกันนะ แม้จะพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองยังไง แต่หล่อนก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือการยืนก้มหน้านิ่งๆ และอยู่ข้างๆ คอยรับใช้ดานีนเท่านั้นเอง
ความจริงหล่อนปฏิเสธดานีนไปตั้งแต่ครั้งแรกที่หญิงสาวออกปากชวนแล้ว แต่ดานีนก็หาข้ออ้างจำนวนมากมายมาเกลี้ยกล่อมหล่อน จนสุดท้ายหล่อนก็ต้องมา มาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่า ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่ที่ที่หล่อนสมควรจะยืนอยู่
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบงาน สาวน้อยสาวใหญ่จำนวนมากต่างแต่งองค์ทรงเครื่องมาประชันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทุกคนสวย ทุกคนงดงาม ทุกคนดูเลอค่า ในขณะที่หล่อนเป็นได้แค่เพียงหนูสกปรกเท่านั้น เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งเอโดเกลถึงได้บอกว่าหล่อนไม่สมควรจะมา
“ลียารอฉันอยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันตามคุณแดนไปทักทายท่านทูตก่อน” ดานีนหันมากระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของหล่อน ก่อนจะเดินจากไป
ลียาระบายยิ้มเศร้าๆ หล่อนยืนเคว้งคว้างอยู่กลางงานเลี้ยงของผู้มีอันจะกินทั้งหลายอยู่หลายนาทีก็ต้องหน้าชาดิก เมื่อมีสาวสวยสามคนเดินตรงเข้ามาทักทาย ไม่สิ... เข้ามาหาเรื่องต่างหาก
“เธอเป็นลูกเต้าใครกัน พ่อเธอชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร” คำถามที่ออกมาจากปากสาวสวยจัดนางหนึ่งทำลียาถึงกับอึ้งไปพักใหญ่
“เอ่อ คือว่าฉัน...”
“หรือว่าเป็นลูกสาวของรัฐมนตรีท่านไหน แต่ถ้าใช่ ทำไมฉันไม่คุ้นหน้าเธอเลยล่ะ” ผู้หญิงอีกคนถามขึ้นด้วยความสงสัย ตวัดสายตามองหล่อนตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา ก่อนจะมาหยุดที่สร้อยคอเพชรของดานีนที่หล่อนได้สิทธิ์สวมใส่ในค่ำคืนนี้ตาเขม็ง
“แล้วนั่นเพชรจริงหรือเปล่า”
“ใช่... แล้วมันของเธอหรือเปล่า”
แม่สาวทั้งสามคนยืนห้อมล้อมและกดดันหล่อนด้วยสายตา วาจา และกิริยา
“เพชรจริงค่ะ”
ลียาเม้มปากแน่น ตอบออกไปเสียงแผ่วเบา และพยายามจะปลีกตัวเดินหนี แต่แม่สาวทั้งสามคนก็ยังราวีไม่เลิก
“อย่าพึ่งไปสิ บอกมาก่อนว่าเธอเป็นใคร”
หากหล่อนไม่ตอบออกไปสาวสวยทั้งสามคนนี้ก็คงจะไม่หยุดราวีหล่อนอย่างแน่นอน ลียาฝืนยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบออกไปตามความจริง
“ดิฉันเป็นสาวใช้ที่ติดตามคุณดานีนภรรยาของคุณเดนิเรล การ์รัสโซ่มาค่ะ”
“ห๊า! สาวใช้?!”
เสียงอุทานของแม่สามสาวพยายามสวยดังพอที่จะทำให้ผู้คนบริเวณใกล้เคียงหันมาจ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น และแม่พวกนี้ก็คงจงใจจะทำให้หล่อนอับอายมากยิ่งขึ้น
“นี่เธอเป็นแค่สาวใช้ แต่สะเออะมางานนี้เหรอ น่าทุเรศสิ้นดี นี่ไม่รู้หรือไงว่างานนี้มีแต่ผู้ลากมากดีเท่านั้นถึงได้มีสิทธิ์เข้ามาน่ะ”
คนถูกประณามเพียงเพราะเกิดมาต่ำต้อยหน้าชาดิก ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“คือดิฉันแค่... ตามคุณดานีนมา”
“น่ารังเกียจที่สุด ออกไปเลยนะ ไปเลย ไปสิ เดี๋ยวเชื้อโรคสกปรกของเธอจะมาติดตัวพวกฉันไปสิ ไปให้พ้นเลย!”
ร่างของลียาเซถลาเพราะถูกหนึ่งในสามสาวสวยนั้นผลัก แต่ก็ไม่ได้ล้มลงไปกองกับพื้นอย่างที่หวาดกลัวเพราะมีอ้อมแขนกำยำของใครคนหนึ่งมาคว้าเอวคอดของหล่อนเอาไว้ได้ทันเวลา
“พวกคุณทำบ้าอะไรกันน่ะ?!”
แม่สามสาวพวกนั้นอึ้งไปประมาณสามวินาทีเมื่อได้เห็นหน้าเจ้าของเสียงกระด้าง จากนั้นก็อุทานออกมาราวกับคนเสียสติ
“โอ้พ่อเทพบุตร นี่ฉันคิดว่าในโลกนี้มีแค่หนุ่มการ์รัสโซ่เท่านั้นที่หล่อลากดิน ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคุณอีกคน...”คนหนึ่งอุทานเลื่อนลอย และก็ตามด้วยอีกคนหนึ่ง
“ลูเซียโน ปาสเก้... เจ้าพ่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในอิตาลีนี่นา”
แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของชื่อสุดหล่อจะไม่ใยดีอะไรกับแม่สามสาวพวกนั้นเลย แต่กลับหันมาพูดกับลียาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
ลียาฝืนยิ้มบางๆ แม้ว่าแท้จริงแล้วภายในอกจะอยากร้องไห้แค่ไหนก็ตาม “เอ่อ ไม่หรอกค่ะ ดิฉัน... ไม่เป็นอะไร...” หญิงสาวขยับตัวน้อยๆ คล้ายอึดอัดและนั่นก็เตือนให้ลูเซียโนรู้ว่าควรจะปล่อยมือจากเอวคอดของเจ้าหล่อนได้แล้ว
“เอ่อ ขอโทษครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอตัวนะคะ”
ลียาไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยอนุญาต หล่อนรีบจ้ำอ้าวเดินจากไปทันที หล่อนต้องการอากาศหายใจ ในงานเลี้ยงมีแต่กลิ่นไอแห่งความชิงดีชิงเด่น ซึ่งหล่อนเกลียดบรรยากาศเช่นนี้ที่สุด
ลูเซียโนมองตามไปพร้อมๆ กับรอยยิ้ม เขากำลังจะตามไปแต่แม่สามสาวก็รีบขวางเอาไว้เสียก่อน
“ฉันคาร่าค่ะ เป็นลูกสาวของท่านทูต”
“ส่วนฉันอาลีเซีย เป็นลูกสาวของนายกเทศมนตรีค่ะ”
“เอ่อ ฉันก็...” สาวคนสุดท้ายกำลังจะแนะนำตัว แต่ก็ถูกลูเซียโนยกมือขึ้นห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ผมไม่ได้อยากรู้จักพวกคุณ ขอตัวครับ”
แล้วลูเซียโนก็ก้าวยาวๆ เข้าไปในงานอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้แม่สามสาวยืนคอตกมองตามไปด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
“คนหล่อนี่หยิ่งทุกคนหรือเปล่านะ”คนแรกเอ่ย
“นั่นสิ...”คนที่สองเอ่ยตาม
และคนที่สามกำลังจะเออออห่อหมกด้วย แต่สายตาก็เหลือบแลไปเห็นเทพบุตรจากชั้นฟ้าเดินเข้ามาในงานเสียก่อน ชุดสูทสีน้ำตาลเข้มยิ่งทำให้คนใส่หล่อลากไส้ลากตับมากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“ว๊าย...! นั่นหนุ่มการ์รัสโซ่นี่”
“มีเมียหมดแล้ว” อีกคนตอบอย่างเซ็งๆ เพราะไม่ได้หันไปดู
“ยังเหลืออีกคนหนึ่งย่ะ เอโดเกล การ์รัสโซ่ไง”
“ว่าไงนะ เอโดเกลมาเหรอ?!”
เสียงของสาวนางหนึ่งแหลมปี๊ด และสายตาทั้งสามคู่หกดวงก็หันไปจับจ้องร่างของเอโดเกลปานจะกินเข้าไปเสียทั้งตัว
“หล่อ... หล่อมาก ลูเซียโนว่าหล่อแล้ว เอโดเกลหล่อกว่าอีก”
“หล่อแต่ร้ายย่ะ ร้ายมากด้วย”
“ร้ายๆ แบบนี้ คงจะร้อนน่าดูเวลา...” แม่คนพูดหัวเราะคิกคักกับสิ่งที่ตัวเองมโนอยู่ในสมอง
“แต่พวกเราไม่มีสิทธิ์เข้าไปใกล้หรอก เจียมตัวเถอะ” คนหนึ่งพูดอย่างหมดหวัง และก็ต้องรีบปาดน้ำลายที่สอข้างปากทันทีเมื่อเอโดเกลเดินเข้ามาใกล้
“สวัสดีค่ะ คุณเอโดเกล...”
ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเพราะเอโดเกลเดินผ่านเลยไปอย่างไม่แสแยสักนิด แม่สาวน้อยมองตามไปด้วยความน้อยใจปนหน้าชาดิก
“นี่เสียงฉันเบาเหมือนลมหรือเปล่า พ่อเทพบุตรการ์รัสโซ่ถึงไม่ได้ยินน่ะ”
“เชื่อฉันสิ เขาได้ยิน แต่เขาไม่สนใจต่างหาก เอโดเกลหล่อร้าย และเย่อหยิ่งที่สุดในการ์รัสโซ่”
“ใช่ ฉันก็ได้ยินมาแบบนั้นเหมือนกัน ความหล่อกับความร้ายตีมาคู่กันเลยล่ะ หรือดีไม่ดีจะร้ายมากกว่าเสียอีก”
แล้วสามสาวก็ถอนใจออกมาอย่างหมดหวังโดยพร้อมเพียงกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปหาจับหนุ่มคนอื่นๆ แก้ขัดอย่างไม่มีทางเลือก
“เฮ้... เอดี้นี่นายมาได้ยังไง”
เดนิเรลร้องทักด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นน้องชายคนสุดท้องที่พูดอย่างหนักแน่นว่ายังไงก็ไม่มีทางมางานเลี้ยงนี้แน่นอนอยู่ตรงหน้า
เอโดเกลรู้สึกอึดอัดกับสายตาของพี่ชายและพี่สะใภ้ยิ่งนัก แต่คนอย่างเขาจะไม่มีวันแสดงสิ่งที่อยู่ในหัวออกไปให้ใครหน้าไหนรู้หรอก
“ผมก็แค่เปลี่ยนใจ อยากมา...”
“จริงหรือ ไม่ได้ตามใครมาใช่ไหม” เดนิเรลหันไปยิ้มกับภรรยา และหันมาจ้องหน้าน้องชายต่ออย่างรู้ทัน
“พี่แดนอย่ามาตลกเลยครับ เอโดเกล การ์รัสโซ่ไม่มีความจำเป็นต้องตามผู้หญิงคนไหน”
“แล้วงั้น ทำไมนายถึงเปลี่ยนใจมางานนี้ล่ะ เพราะพี่จำได้ดีว่านายยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่มา นายไม่ชอบงานเลี้ยง นายเบื่อ และนายก็มีนัดกับคู่ขา...”
เอโดเกลอึ้งไปเสี้ยววินาทีก่อนจะตอบพี่ชายของตัวเองออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ไร้ความรู้สึก
“ผมเปลี่ยนแผน และผมคงไม่ต้องตอบพี่แดนใช่ไหมครับ ว่าทำไมผมต้องเปลี่ยนแผนของตัวเอง”
เดนิเรลไหวไหล่น้อยๆ อมยิ้มบางๆ ซึ่งรอยยิ้มนี้มันทำให้เอโดเกลรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก เดนิเรลแสดงท่าทางเหมือนอ่านใจของเขาออก ไม่หรอก ไม่มีทาง ผู้ชายอย่างเขาลึกลับและซับซ้อน ใครก็มาหยั่งรู้สมองของเขาไม่ได้แม้แต่การ์รัสโซ่ด้วยกันเองก็ตาม
“ก็แล้วแต่นาย งั้นก็ตามสบายนะเอดี้ พี่กับดาจะไปทักทายเพื่อนสักหน่อย”
เดนิเรลรั้งร่างอรชรของภรรยาสุดที่รักให้เดินออกมาได้ไม่ถึงสามก้าว คำถามของเอโดเกลก็ดังขึ้น เขาเอียงหน้ายิ้มให้กับดานีน ก่อนจะหันไปตอบน้องชายที่ยืนหน้าเรียบเฉยอยู่ด้านหลัง
“ลียาคงไปเดินเล่นแถวนี้แหละ หรือบางที... อาจจะเจอหนุ่มที่ถูกใจก็ได้”
“นั่นสิคะ ตอนเดินเข้ามาหนุ่มๆ มองลียากันตาเป็นมันเลยค่ะ คุณเห็นไหมคะแดน” ดานีนรีบพูดสนับสนุนความคิดของสามีทันควัน
“จริงเหรอ ผมไม่ทันได้มอง แต่มีเพื่อนผมสามสี่คนมากระซิบบอกกับผมว่าอยากรู้จักลียา...”
“แล้วคุณจะแนะนำลียาให้กับบรรดาเพื่อนของคุณรู้จักไหมคะ” ดานีนพูดไปก็อมยิ้มไป เพราะสีหน้าของเอโดเกลดูเลวร้ายขึ้นทุกขณะ
“แน่นอน ผมต้องทำอยู่แล้ว ลียาจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นสักที ช่วงนี้ยิ่งโดนมนุษย์หมาป่าขย้ำเอาบ่อยๆ อยู่ด้วย”
สองสามีภรรยาอมยิ้มให้แก่กัน จากนั้นก็เป็นเดนิเรลที่พูดขึ้น “นายคิดว่าไงเอดี้ พี่กับดาทำถูกแล้วใช่ไหม”
เอโดเกลหรี่ตาจ้องหน้าพี่ชายกับพี่สะใภ้สลับกัน ก่อนจะเค้นเสียงลอดไรฟันขาวสะอาดออกมาแผ่วเบา
“ครับ ถูกต้องที่สุดครับ”
“งั้นก็เยี่ยมเลย ถ้านายไม่คิดอะไรมาก เพื่อนๆ ของนายที่มางานนี้ ลูเซียโนไง... แนะนำให้ลียาอีกคนก็ได้นะ ลียาจะได้มีตัวเลือกเยอะๆ”
“ดาคิดว่าผู้หญิงดีๆ อย่างลียาจะต้องได้ครอบครองเจ้าชายอย่างแน่นอนค่ะ” ดานีนพูดขึ้นอีก
“ตกลงที่พี่แดนกับคุณดาพาแม่นั่นมางานเลี้ยงด้วย เพื่อหาผัวให้แม่นั่นใช่ไหมครับ”
เอโดเกลแทบจะสงบสติอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ เลือดเนื้อภายในกายของเขากำลังลุกเป็นไฟให้ตายเถอะ ทำไมเขาจะต้องรู้สึกคลั่งยามที่คิดว่าจะมีผู้ชายคนอื่นสนใจแม่ลียาด้วยนะ ทำไมกัน?!
“แหมนายก็พูดตรงเกินไป มันก็แค่ผลพลอยได้น่า เอาล่ะพี่กับดาไปก่อนนะ ไว้เจอกัน”
เดนิเรลกับดานีนเดินจากไปแล้ว แต่เอโดเกลก็ยังลุกเป็นไฟเช่นเดิม สองมือข้างกายกำเป็นหมัดแน่น ดวงตาคมกริบสีนิลสอดส่ายไปรอบๆ บริเวณเพื่อหาแม่ตัวต้นเหตุ แต่ยิ่งพยายามมองก็ยิ่งไม่พบไม่เจอ และนั่นก็แทบทำให้เขาเป็นบ้า
“อย่าให้รู้นะว่าไประริกระรี้อยู่กับไอ้ผู้ชายคนไหน”
กรามแกร่งขบกันแน่นจนขึ้นสันปูดเป่ง กำลังจะหมุนตัวเดินออกไปจากงาน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเพื่อนสนิทของตัวเองเสียก่อน
“เฮ้... เอดี้ ไหนว่าไม่มาไง”
เอโดเกลกระแทกลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะหันกลับไปหาคู่สนทนา
“ฉันเปลี่ยนใจน่ะ ว่าแต่นายเถอะสบายดีนะลูเซียโน”
“แน่นอน กินอิ่มนอนหลับ และมีเซ็กซ์ที่มหัศจรรย์ทุกคืน”
หากเป็นในยามปกติที่ใจไม่กระหวัดไปถึงผู้หญิงคนนั้น เขาคงจะหัวเราะขบขันออกมาแล้ว แต่ตอนนี้เขากำลังร้อนเป็นไฟ ความหวงแหนแน่นอกจนแทบทะลัก
“ฉันกำลังจะออกไปนอกงาน นายมีอะไรกับฉันหรือเปล่า” เอโดเกลพยายามปลีกตัวแต่ก็ไม่สำเร็จ
“จะรีบไปไหนเพื่อน นานๆ เจอกันที ไปดื่มกันก่อน มองสาวๆ ให้เพลินตาโอเคไหม”
แม้อยากจะบอกออกไปให้ดังๆ ‘ว่าฉันรีบ มีธุระ’แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไป สุดท้ายก็จำต้องเดินไปทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ในมุมส่วนตัวกับลูเซียโนอย่างเสียไม่ได้
“บรั่นดี วิสกี้ หรือว่า... น้ำเปล่า...” ลูเซียโนพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี ซึ่งตรงกันข้ามกับเอโดเกลอย่างสิ้นเชิง
“อะไรก็ได้ที่ดื่มแล้วเมา”
คิ้วของลูเซียโนเลิกขึ้นสูงด้วยความสงสัย แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา นอกจากหยิบวิสกี้ส่งให้เพื่อน
“นายดูเครียดๆ นะเอดี้”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่งานยุ่ง”
ลูเซียโนหัวเราะเบาๆ “งั้นก็หาที่ผ่อนคลายสิ นายไม่เคยลำบากในเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือ”
เอโดเกลพยักหน้ารับส่งๆ กระดกวิสกี้เข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่า จนกระทั่งใบหน้าหล่อลากดินแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
“นายมาเที่ยวที่ตุรกีหรือ”
คนถูกถามส่ายหน้าน้อยๆ รอยยิ้มที่แต้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ดวงตาสีน้ำเงินอมดำค่อยๆ มืดสนิทลงไปเรื่อยๆ
“เปล่าหรอก ฉันไม่ได้มาเที่ยว”
“มาหาทำเลขยายสาขาหรือไง”
“ไม่ใช่อีกนั่นแหละ”
เอโดเกลหรี่ตามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาประหลาดใจ “แล้วนายมาทำไม ไม่ได้มาเที่ยว ไม่ได้มาเรื่องงาน...?”
“ฉันมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่งน่ะ”
คนฟังถึงกับสำลักวิสกี้เลยทีเดียว “เฮ้ย... นายเนี่ยนะวิ่งไล่ตามผู้หญิง ไม่อยากจะเชื่อ อย่าบอกนะว่ามีความรักน่ะ หลุยส์”
เจ้าของชื่อส่ายหน้าดิก ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “มันไม่ใช่ความรักหรอก แต่มันเป็นการทวงคืนต่างหาก”
“นายหมายความว่ายังไง”
ลูเซียโนแค่นยิ้มหยัน ดวงตาคมกริบมืดดำสนิท “นายก็รู้ว่าฉันไม่เคยคิดจะแต่งงาน ในสมองของฉันผู้หญิงเป็นแค่ที่ระบายความใคร่เหมือนๆ กับนายนั่นแหละ ฉันจ่ายเงินค่าดีดดิ้นของพวกหล่อนจำนวนมหาศาลต่อปี และฉันก็ยึดถือกฎเหล็กนี้มาตลอด”
“แล้วไง... มีอะไรผิดพลาดอย่างนั้นหรือ”
เอโดเกลสังเกตเห็นความหงุดหงิดในดวงตาของเพื่อนรักได้อย่างชัดเจน
“หรือว่ามีผู้หญิงคนไหนไม่ยอมไปจากนาย”
ลูเซียโนส่ายหน้าน้อยๆ “เรื่องแบบนั้นยังไม่เคยเกิดขึ้นกับฉัน แม้ว่าเรื่องที่ทำให้ฉันต้องบินมาถึงตุรกีมันจะเกี่ยวข้องกับนางบำเรอของตัวเองก็ตาม”
ยิ่งฟังเอโดเกลก็ยิ่งงง แต่เขาก็ยังคงนิ่งเงียบรับฟังต่อไป รอให้ลูเซียโนพูดมันออกมาเองจนหมด
“วันนั้นฉันเมา และฉันก็เผลอตัวนอนกับผู้หญิงคนหนึ่ง โดยที่ไม่ได้ป้องกัน”