บทที่ 1
“หนูจะไม่เรียนต่อถ้าปู่ไม่ลาออกจากที่นี่”
“ถ้าปู่ลาออกแล้วหนูจะเอาเงินที่ไหนไปเรียนล่ะลูก” ชายชราวัยหกสิบห้าปีที่หลังงองุ้ม และหน้าตาแก่กว่าอายุมากเพราะต้องทำงานหนัก เอ่ยถามหลานสาวขณะที่กวาดถนนไปด้วย
“กลับไปอยู่บ้านนอกกันสิจ๊ะปู่ ที่บ้านนอกเราเก็บผักตามข้างทางกินก็ได้ โรงเรียนก็เรียนฟรีและอยู่ไม่ไกลด้วย หนูเดินไปโรงเรียนก็ยังได้ แล้วปู่ก็จะได้รักษาตัวฟรีด้วย”
“แต่ที่นี่หนูก็ได้เรียนฟรีเหมือนกันนี่ลูก เรียนที่นี่แหละนะ ไม่ต้องไปเรียนที่บ้านนอกหรอก ที่นั่นกับที่นี่ก็ไม่ต่างกันหรอกสำหรับเรา เพราะเราไม่เหลือใครแล้ว” เมื่อห้าปีก่อนเขายังมีย่าของหลานคอยช่วยกันทำมาหากิน แต่แล้วอยู่ ๆ นางก็มาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนน ทิ้งให้เขากับหลานสาวที่กำพร้าพ่อแม่ด้วยสาเหตุเดียวกันเอาไว้ลำพัง
“แต่อย่างน้อยที่บ้านนอกเราก็ยังมีบ้านนี่จ๊ะ ถึงแม้ว่ามันจะเก่าและเล็กแต่มันก็เป็นบ้านของเรา เราไม่ต้องเสียเงินเช่าเขาอยู่แบบนี้นะปู่”
เพชรบุรีมันไม่ไกลจากกรุงเทพก็จริง แต่บ้านเกิดของภรรยาเขาก็ไม่ใช่สถานที่ที่น่าไปอยู่นัก เพราะย่านนั้นมีแต่สวนแต่ไร่ ถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็ยากแก่การใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเดินทางไปโรงพยาบาล ที่เขาต้องไปตามนัดทุกเดือน
“แต่มันไม่ดีสำหรับหนูหรอกลูก ที่นั่นมีแต่วัยรุ่นติดยา ปู่กลัวว่ามันจะทำร้ายหลานของปู่ แค่ก ๆ ๆ แค่ก ๆ ๆ” อุดมไอจนตัวโยน รู้สึกเหนื่อยจนต้องนั่งพักตรงริมรั้วของบ้านหลังหนึ่ง ที่มีเงาต้นไม้ใหญ่แผ่ปกคลุมให้ร่มเงา
“ปู่เป็นอะไรมากไหมจ๊ะ ดื่มน้ำสักหน่อยนะ” เด็กสาววัยย่างสิบหก รีบเปิดกระเป๋าผ้าเก่า ๆ ที่แขวนไว้กับหูรถเข็น หยิบกระบอกน้ำที่มีน้ำเหลืออยู่น้อยนิดเทให้ปู่ดื่ม
“ขอบใจนะลูก แค่ก ๆ ๆ แค่ก ๆ ๆ” ปู่ดื่มน้ำจนหมดแต่ก็ยังไม่หายไอ
“หนูไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ถ้าปู่ไม่กลับไปอยู่ที่บ้านนอก หนูจะไม่เรียนต่อ หนูจะไปทำงานเป็นเด็กนั่งดริงก์ในร้านคาราโอเกะ จะได้มีเงินมารักษาปู่ ไม่เชื่อก็คอยดูสิ” เด็กสาวพูดทั้งน้ำตาเมื่อเห็นอาการไอจนหน้าตาแดงของปู่ ส่วนมือก็โบกพัดสานเก่า ๆ ที่ขาดลุ่ยเพื่อเพิ่มความเย็น
อุดมหายใจหอบโยนด้วยความเหนื่อย ค่อย ๆ ยกมือที่สั่นเทาไปลูบศีรษะหลานสาวสุดที่รัก สมบัติชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตที่เขาภูมิใจที่สุด
“ก็ได้ลูก เราจะกลับไปที่นั่นกัน แต่หนูต้องสัญญากับปู่ก่อนนะ ว่าจะอดทนกับความลำบากให้ได้”
“หนูไม่กลัวความลำบาก แต่หนูกลัวความสบายจ้ะปู่” ต่อให้ลำบากกว่าทุกวันนี้เป็นสิบ ๆ เท่าเธอก็ยอม เพื่อให้ปู่ได้มีเงินเหลือรักษาตัวบ้าง
“ถ้าอย่างนั้นรอเงินเดือนของปู่ออกแล้วเราค่อยเดินทางกันนะ”
“จ้ะปู่”
เห็นรอยยิ้มของหลานสาว ปู่อย่างเขาก็มีความสุขแล้ว ชายชราค่อย ๆ ฝืนตัวลุกขึ้น หวังจะกวาดถนนให้เสร็จ ๆ เพราะยังเหลืองานดูแลสวนสาธารณะของหมู่บ้านอีก แต่อาการวิงเวียนที่กำเริบหนักกว่าเดิมก็ทำให้เขาทรงตัวไม่อยู่ หงายหลังล้มลงไปไม่เป็นท่า ศีรษะฟาดกับกำแพงรั้วอย่างจัง
“ปู่!” เด็กสาวตะโกนเรียกปู่ดังลั่นด้วยความตื่นตระหนกตกใจ รีบวิ่งเข้าไปประคองร่างที่ทรุดโทรมนั้นไว้ “ปู่ตื่นสิ ปู่จ๋า ปู่ได้ยินหนูไหม”
“อืออออ...” ผู้เป็นปู่พยายามอย่างยิ่งที่จะส่งเสียงให้หลานสาวรับรู้
เสียงขานรับแผ่วเบาของผู้เป็นปู่ทำให้เด็กสาวรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย เธอหันมองซ้ายขวาแต่ก็ไม่เห็นใครในรัศมีสายตา นอกจากคฤหาสน์หลังใหญ่โตที่อยู่ภายในรั้วรอบขอบชิด..
และเวลานี้เอง ที่ประตูรั้วของคฤหาสน์หลังที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้กำลังเปิดออก ซึ่งก็คือหลังที่เธอกับปู่กำลังอาศัยหลบแดดอยู่ตอนนี้
“ปู่รอหนูอยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวหนูไปตามคนมาช่วยนะ” เธอวางปู่ลงบนพื้นแข็งอย่างเบามือ แล้วรีบวิ่งเข้าไปที่คฤหาสน์หลังนั้น.. เธอฉลาดพอที่จะไม่วิ่งไปทางด้านคนขับ แต่วิ่งไปทางประตูด้านหลังพร้อมกับพนมมือไหว้ “ท่านคะ ช่วยปู่หนูด้วยค่ะ” แล้วอ้อนวอนขอความเมตตาพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้
“เกิดอะไรขึ้น!” คิ้วเข้มของบุรุษที่นั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถยนต์คันหรูขมวดเข้าหากัน ส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดที่ทำหน้าที่คนขับรถออกไปดู แล้วหันไปมองเด็กสาวด้านนอกรถอีกครั้ง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเธอเข่าอ่อนลงไปกองกับพื้น จึงรีบกดกระจกรถที่ติดฟิล์มดำเอาไว้ให้เลื่อนลง ยังไม่ทันได้เปิดปากถามไถ่เธอก็ฝืนตัวลุกขึ้น แล้ววิ่งตามบอดี้การ์ดของเขาไป
แต่เพียงแค่แวบเดียวที่ได้เห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเด็กสาวเต็มตา ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างวิ่งชนที่หัวใจของเขาอย่างแรง.. อะไรบางอย่างนั้นสามารถทำให้บุรุษวัยสามสิบสองรีบเปิดประตูก้าวลงจากรถแล้วตามเธอไป
“เกิดอะไรขึ้นเอดิสัน”
“ปู่ของเธอล้มครับคุณฟิลลิป อาการไม่ค่อยดีเลย” บอดี้การ์ดหนุ่มตอบคำถามของเจ้านาย
“คุณท่านช่วยปู่หนูด้วยนะคะ หนูไหว้ล่ะค่ะ ช่วยปู่หนูด้วยนะคะ” เธอไม่เข้าใจคำพูดภาษาจีนของพวกเขา แต่เธอก็กลัวว่าเขาจะไม่ไยดีคนจน ๆ อย่างเธอกับปู่ จึงคุกเข่ายกมือไหว้อ้อนวอนน้ำตานองหน้า
ฟิลลิป หยาง หรือหยางอี้ หนุ่มฮ่องกงที่มีเชื้อสายอินเดียและโปรตุเกสผสมอยู่ด้วย มองเด็กสาวด้วยความรู้สึกพิเศษแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“หยุดร้องได้แล้ว” เขาบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชา แล้วหันไปมองหน้าบอดี้การ์ด “พาเขาไปโรงพยาบาล”
“ขอบคุณค่ะคุณท่าน” เด็กสาวยกมือไหว้เขาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความดีใจ รีบลุกไปช่วยคนของเขาประคองผู้เป็นปู่
ชายหนุ่มผู้เป็นนายมองบอดี้การ์ดที่กำลังช่วยประคองชายชราให้ลุกขึ้นนั่ง เห็นอาการทุลักทุเลที่เกือบจะแนบชิดแบบไม่ได้ตั้งใจของทั้งสอง ก็รู้สึกหึงหวงจนทนดูไม่ได้ ใจของเขามันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ จนเขายังตกใจตัวเอง
“นายไปเอารถมาดีกว่า เดี๋ยวฉันช่วยเธอเอง” เขาไล่บอดี้การ์ดแล้วเสียบแทนที่ ใจยิ่งเต้นแรงเมื่อได้เห็นเธอในระยะใกล้ ๆ แบบนี้ ถึงแม้ใบหน้าเธอจะยังดูเด็กและมอมแมมไปด้วยคราบน้ำตา แต่ก็ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงทีเดียว “หยุดร้องไห้ได้แล้ว รู้ไหมว่าหน้าตาของเธอน่าเกลียดมากแค่ไหนตอนนี้” เขากลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเองด้วยการต่อว่าเธอ
บทที่ 2
เด็กสาวรีบปาดน้ำตาและเม้มปากแน่นกลั้นสะอื้น แต่สักครู่ก็เบะปากสะอื้นหนักยิ่งกว่าเดิม
เขาหน้าเสียเมื่อเห็นดังนั้น รู้สึกผิดอยู่ในใจ “ปู่ของเธอจะต้องไม่เป็นอะไร เชื่อฉันสิ”
“ช่วย.. ช่วย.. ปู่หนู ด้วย นะคะ” เธอพูดไปสะอื้นไป
เขาเพียงแต่พยักหน้ารับ แล้วช่วยพยุงปู่ของเธอขึ้นรถที่มาจอดเทียบ ให้เธอกับปู่นั่งเบาะหลังด้วยกัน แล้วเปิดประตูนั่งหน้าคู่กับบอดี้การ์ดของตัวเอง
“จะไปส่งที่โรงพยาบาลไหนดีครับ” เอดิสันขอความเห็นจากเจ้านาย เพราะเรื่องนี้อยู่เหนือการตัดสินใจของเขา
“ไปที่ใกล้ที่สุด ฉันรู้สึกว่าปู่ของเธออาการแย่มาก”
“ท่านคะ” เด็กสาวรู้ว่าตัวเองเสียมารยาท ที่เปิดปากแทรกการสนทนาที่ฟังไม่รู้เรื่องของพวกเขา
“ว่าไง”
“ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป ช่วยไปส่งหนูที่โรงพยาบาล...” เธอบอกชื่อสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรทองของปู่
“ปู่ของเธออาการไม่ค่อยดีนะ แน่ใจเหรอว่าจะให้ฉันพาไปส่งที่นั่น..ว่าไง” เขาถามอีกครั้งเมื่อเด็กสาวเอาแต่นั่งนิ่ง มีเพียงสีหน้าเท่านั้นที่แสดงอารมณ์หวั่นวิตกอย่างชัดเจน
“ค่ะ” เธอตัดสินใจเลือกที่จะไปโรงพยาบาลตามบัตรทอง เพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีปัญญาจะพาปู่ไปรักษาโรงพยาบาลที่ดีกว่านี้ได้ และได้แต่หวังว่าปู่จะอาการดีขึ้น
คำตอบของเธอทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มขณะที่มองผู้เป็นปู่ไม่วางตาของเธอ เขาก็เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเธอ
“หนูพอจะสนิทกับหมอที่นั่นอยู่บ้าง หนูจะขอร้องให้เขาช่วยรักษาปู่ของหนูให้หายค่ะ”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะที่เมินหน้าไปนอกหน้าต่างรถ เธอจะขอร้องให้หมอช่วยอย่างนั้นเหรอ เธอแน่ใจได้อย่างไรว่าหมอจะช่วย เงินตัวเดียวเท่านั้นแหละที่จะช่วยได้ สาวน้อยเอ๋ย ทำไมเธอถึงใสซื่อนักนะ
ยี่สิบนาทีต่อมา ปู่ของเธอก็ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนระดับห้าดาว คณะแพทย์ต่างรายล้อมตรวจเช็กอาการเบื้องต้นของผู้ป่วย หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกส่งต่อไปยังห้องไอซียู เมื่อเขาบอกให้รักษาอย่างดีที่สุด พร้อมกับหยิบแบล็กการ์ดออกมายืนยันคำพูด
เสร็จเรื่องแล้วก็ตั้งใจจะกลับไปทำธุระของตัวเองต่อ จึงเดินไปหาเด็กสาวที่นั่งหน้าเศร้าอยู่หน้าห้องไอซียูเพื่อบอกลา
“ฉันจะกลับแล้วนะ อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”
เด็กสาวรีบลุกขึ้นแล้วยกมือไหว้เขา “ขอบคุณท่านมาก ๆ นะคะที่เมตตา” แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงวอร์ม หยิบกระเป๋าใส่เงินพลาสติกลายการ์ตูนราคาถูก ๆ ที่มีขายตามหน้าโรงเรียนออกมา มองหน้าเขาก่อนจะจับมือเขาแล้ววางกระเป๋าลงไป “หนูจ่ายค่ารักษาคุณท่านแค่นี้ก่อนนะคะ แล้วหนูจะหามาใช้ส่วนที่เหลือให้ครบทุกบาททุกสตางค์ แต่คุณท่านอย่าเร่งหนูนะคะ ขอเวลาหนูหางานทำก่อน ส่วนบัตรประชาชนใบนั้น หนูให้ท่านเอาไว้เพื่อเป็นหลักประกันค่ะ” เด็กสาวอธิบายเมื่อเห็นเขาเปิดดูในกระเป๋า แล้วก้มหน้ามองพื้นอย่างระอายแก่ใจ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังเอาเปรียบเขาอย่างมาก
“ปันหยี แซ่กง” เขาอ่านชื่อของเธอตามตัวหนังสือภาษาอังกฤษ แล้วมองที่วันเดือนปีเกิด.. เธอเพิ่งจะพ้นวัยสิบห้าปีมาแค่สี่เดือนเท่านั้น ยังเด็กอยู่เลย เขาบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่มาตกหลุมรักเด็กที่เพิ่งโตแบบนี้ตั้งแต่แรกพบ “มีชื่อเล่นไหม”
เด็กหญิงที่เพิ่งเข้าสู่วัยแตกสาวได้ไม่นานเงยหน้าขึ้น “ชื่อหยินค่ะ”
“หยิน หยาง” อือ.. เข้าท่าดีนะ
“อะไรนะคะ” คำสุดท้ายเขาพูดว่าอะไรเธอได้ยินไม่ชัดเลย
เขามองหน้าเธอแล้วส่งกระเป๋าคืนให้ “เก็บเอาไว้ใช้ หลังจากปู่หายดีแล้วเราค่อยมาคุยกันอีกที”
“ขอบคุณค่ะ” เธอยอมรับกระเป๋าคืนมาอย่างง่ายดาย เพราะใจจริงแล้วเธอจำเป็นต้องเก็บเงินที่มีอยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทนี้เอาไว้กินไว้ใช้อีกหลายมื้อ
“ฉันไปก่อนนะ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม มองเขาเดินจากไป “ท่านคะ” และนึกได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อของเขาเลย จึงร้องเรียกและวิ่งไปหา “ท่านชื่ออะไรคะ ถ้าปู่ฟื้นขึ้นมาหนูจะได้บอกกับปู่ถูก”
“ฟิลลิป หยาง จำชื่อของฉันเอาไว้ให้ขึ้นใจล่ะปันหยี”
เด็กสาวรู้สึกใจเต้นแรง เมื่อเห็นสายตาที่มองมาของชายหนุ่ม สายตาลุ่มลึกที่เธอไม่รู้ว่ากำลังสื่อถึงอะไร เธอได้แต่มองเขาเดินจากไปจนลับสายตา แล้วจึงเปิดกระเป๋าใบน้อยเพราะรู้สึกหิวเหลือเกิน เธอควรไปหาซื้อมาม่ากินสักถ้วยเพื่อประทังความหิว
แต่ธนบัตรใบสีเทาที่ถูกยัดเอาไว้ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้จำนวนห้าใบในกระเป๋า ทำให้เธออึ้งไปเลยทีเดียว.. แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกอิ่มตื้อไปด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของเขา
สิบวันผ่านไป
ภายในหมู่บ้านที่มีแต่ระดับมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ ปู่กับหลานสาวคู่หนึ่งก็มายืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ที่หน้าประตูรั้วของคฤหาสน์ที่หลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านนี้ หลังจากที่กดกริ่งให้สัญญาณกับคนในบ้านไปหนึ่งครั้ง
“อ้าวลุง มีอะไรเหรอ” คนสวนที่วิ่งมาดูเอ่ยถามอย่างสงสัย เมื่อเห็นเป็นภารโรงของหมู่บ้าน
“ลุงจะมาขอพบเจ้าของบ้านหน่อยน่ะ ท่านอยู่ไหม”
“จะมาขอพบใครล่ะ คุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิง แล้วลุงมีธุระอะไรกับเจ้านายฉันล่ะ” คนสวนถามอย่างแปลกใจ เพราะพวกเขาไม่น่าจะมีธุระต่อกันได้
“คุณผู้ชายจ้ะน้า คุณฟิลลิป หยางน่ะค่ะ” เด็กสาวเห็นสายตาสงสัยระคนดูแคลนของอีกฝ่าย ก็รีบพูดชื่อออกไปเพื่อที่ฝ่ายนั้นจะได้เชื่อคำพูดของปู่เธอ
“หือ!” คิ้วหนาไร้ระเบียบของคนสวนขมวดเข้าหากันยิ่งกว่าเก่า “คุณฟิลลิปไม่มีหรอก เจ้านายฉันไม่ได้ชื่อฟิลลิป มาผิดบ้านแล้ว”
“เดี๋ยวสิจ๊ะน้า” ปันหยีรีบเรียกคนในบ้านที่ทำท่าจะเดินหนีเอาไว้ “เรามาไม่ผิดบ้านหรอกจ้ะ วันนั้นคุณฟิลลิปเขาได้ช่วยปู่ของหนูไว้ที่หน้าบ้านนี่แหละ แล้วเขาก็บอกหนูเองว่าเขาชื่อฟิลลิป”
“ข้าบอกว่าบ้านนี้ไม่มีคนชื่อฟิลลิปก็ไม่มีสิอีหนู ข้าจะโกหกทำไมล่ะ”
“โวยวายอะไรวะไอ้ชุ่ม” เสียงของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นก่อนที่จะเดินมาถึง “มีอะไรวะ”
บทที่ 3
“ก็ลุงภารโรงน่ะสิ บอกว่าจะมาขอพบเจ้านายเรา แต่บอกว่าเจ้านายเราชื่อฟิลลิป” คนสวนที่ชื่อชุ่มอธิบายให้เพื่อนร่วมงานฟังด้วยท่าทางหงุดหงิด
“อ๋อ” สาวใช้ร้องอ๋อแล้วมองไปที่ด้านนอกพร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตร เพราะเธอเองก็คุ้นเคยกับลุงภารโรงและหลานสาวของเขาอยู่บ้าง “ลุงมาหาคุณฟิลลิปทำไมเหรอ”
“คุณฟิลลิปเป็นใครวะไอ้รุ้ง” คนสวนเริ่มใคร่รู้เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานรู้จัก
“ญาติของคุณโทนี่เขา เขามาที่นี่ตอนที่แกลากลับบ้านนอกน่ะ แกไปทำงานของแกเถอะ เดี๋ยวฉันคุยกับลุงดมเอง”
“มิน่าล่ะ ข้าถึงไม่รู้จัก ขอโทษทีนะลุง ฉันไม่รู้จริง ๆ” ชุ่มกล่าวขอโทษขอโพยก่อนจะเดินไปทำงานของตน
“ว่าไงลุง มาหาคุณฟิลลิปเขาทำไมเหรอ”
“พวกเราจะมาขอบคุณท่านจ้ะน้า ท่านช่วยพาปู่หนูไปส่งโรงพยาบาลเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้ปู่เขาเริ่มหายดีแล้ว จึงอยากจะมากราบขอบคุณท่านที่เมตตา”
“อ๋อ ไม่ทันแล้วแหละอีหนู คุณเขากลับฮ่องกงไปแล้ว”
“แล้วจะกลับมาอีกเมื่อไหร่จ๊ะ”
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้นะ ฉันรู้แต่ว่าท่านเดินทางมาที่เมืองไทยบ่อย ๆ เพราะทำธุรกิจกับคุณโทนี่เจ้านายฉัน แต่ก็แวะมาที่นี่ไม่ค่อยบ่อยนักหรอก”
“แล้วพอจะมีทางติดต่อท่านได้ไหมจ๊ะ คือเราอยากจะคืนเงินค่ารักษาให้ท่านด้วยจ้ะน้า”
“ไม่รู้เหมือนกัน เอาอย่างนี้นะ เดี๋ยวฉันจะไปถามคุณผู้ชายให้ รออยู่ตรงนี้ก่อนนะ” รุ้งให้ความช่วยเหลือพวกเขาอย่างดี
สองชั่วโมงหลังจากนั้น
ปู่กับหลานก็เดินทางมาถึงโรงแรมสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา พวกเขาทั้งสองได้แต่ยืนอยู่ตรงหน้าทางเข้า ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าผ่านเข้าไป เพราะมันเป็นสถานที่ที่เกินจะอาจเอื้อม
“ลุง มายืนด้อม ๆ มอง ๆ อะไรอยู่ตรงนี้ หลบไปให้พ้นทางเลยไป เดี๋ยวก็ถูกรถชนให้หรอก” ยามที่มีหน้าที่โบกรถให้แขก ต่อว่าชายชรากับหลานสาวที่ยืนรกหูรกตา
“ลุงจะมาหาคนรู้จักที่นี่น่ะพ่อหนุ่ม ลุงต้องทำยังไงบ้าง เดินเข้าไปได้เลยไหม”
“ลุงเนี่ยนะจะมาหาคนรู้จักที่นี่” ยามถามเสียงดังพร้อมกับมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูกตั้งแต่หัวจรดเท้า “อย่าหาว่าฉันดูถูกเลยนะลุง แต่ที่นี่คือโรงแรมระดับห้าดาวเลยนะ มีแต่พวกเศรษฐีทั้งนั้นที่เข้าพัก คนไทยนี่นับหัวได้เลย แล้วลุงมาบอกว่ามีคนรู้จักอยู่ที่นี่อะนะ..”
“ใช่”
“ลุงรีบกลับไปเลยไป ฉันไม่มีอารมณ์มาตลกกับลุงหรอกนะ แค่ยืนโบกรถก็เหนื่อยมากพอแล้ว”
“เราพูดจริง ๆ นะ นี่ไงที่อยู่ที่เราได้มา” ปันหยีไม่ได้รู้สึกโกรธยามคนนี้ที่พูดจาดูถูกกัน แต่ก็เสียใจอยู่ลึก ๆ ที่เขาวัดคุณค่าของคนแค่เปลือกนอก
ยามหนุ่มมองเด็กสาววัยรุ่นด้วยสายตาพิจารณา ใบหน้าบึ้งตึงค่อย ๆ มีรอยยิ้มปรากฏ ก่อนจะยื่นมือไปหยิบกระดาษ จงใจจับให้โดนมือของเธอ
“นอกจากเสียงเพราะแล้ว หน้าตาก็ยังสวยอีกด้วยนะหลานลุงเนี่ย” ยามปากเปราะเอ่ยขึ้นขณะที่อ่านตัวหนังสือในกระดาษ “ฉันก็อยากให้เข้าไปหรอกนะ แต่ในเมื่อรู้ว่าต้องมาหาแขกแบบนี้ ทำไมไม่แต่งตัวให้มันดูดีหน่อยล่ะ แต่งแบบนี้ก็เสียราคาหมดสิ”
“เอ็งพูดอะไรของเอ็งวะไอ้หนุ่ม มันจะดูถูกกันมากเกินไปแล้วนะ” อุดมคือคนที่มีความอดทนและใจเย็นมากที่สุดคนหนึ่ง เขามักจะสอนให้หลานสาวรู้จักการให้อภัยและมีเมตตาต่อผู้อื่น สอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษและทางสายกลาง แต่ตอนนี้เขากำลังหมดความอดทน เพราะรู้ว่าไอ้หนุ่มคนนี้ดูถูกหลานสาวของเขาอย่างน่าเกลียด
“ปู่จ๋า” เห็นผู้เป็นปู่แสดงอาการไม่พอใจยามหนุ่ม ปันหยีก็รีบจับแขนของท่านไว้เพื่อเตือนสติ ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมปู่ที่เคยใจเย็นมาตลอด ต้องโกรธคนปากบอนคนนั้นด้วย
“น่ารักเสียจริงหลานสาวปู่นี่ มีแฟนเป็นตัวเป็นตนหรือยังจ๊ะหนู ถ้ายัง พี่ยังว่างอยู่นะจ๊ะ”
อุดมโกรธจนตัวสั่น เมื่อเห็นรอยยิ้มและสายตาลวนลามที่อีกฝ่ายมองหลานสาว แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรได้
เวลานั้นเองที่มีบุรุษในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำติดกระดุมครบทุกเม็ด พับแขนเสื้อไว้แค่ศอก ทับในด้วยกางเกงสแล็กสีดำทรงกระบอกเล็ก อวดให้เห็นรูปร่างสูงกำยำสะดุดตาเดินตรงเข้ามาหา
“คุณนั่นเอง” เด็กสาวจำเขาได้ เขาคือคนขับรถของฟิลลิป หยาง เธอรีบยกมือไหว้เขา “สวัสดีค่ะคุณ”
เอดิสันรีบรับไหว้หญิงสาว แล้วค่อยหันไปไหว้ปู่ของเธอ “สวัสดีครับคุณปู่ ทำไมไม่เข้าไปข้างในล่ะครับ รู้ไหมว่าผมรออยู่ที่ล็อบบี้ตั้งนาน” เขาพูดไทยไม่เก่งเหมือนเจ้านาย แต่ก็พูดรู้เรื่อง
อุดมเปลี่ยนสีหน้าให้ยิ้มแย้ม “ผมไม่กล้าเข้าไปหรอกครับคุณ เพราะไม่รู้จะเข้าไปหาคุณที่ไหน”
“ถ้าให้ผมไปรับก็คงไม่ต้องลำบากแบบนี้” เอดิสันผายมือเชื้อเชิญทั้งสองคนอย่างนอบน้อม “เชิญเลยครับ เดินเข้าไปก่อนเลยครับเดี๋ยวผมตามไปเอง” และก่อนที่เขาจะเดินตามไป ก็ไม่ลืมที่จะมองไปที่ยามหนุ่มด้วยสายตาคาดโทษ “นายชื่ออะไร”
ยามหนุ่มพยายามเบี่ยงตัวหนีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นชื่อของตน รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ๆ กับคำถามของผู้ชายคนนี้
นอกจากคำถามของเขาแล้ว การกระทำอันแสนนอบน้อมของคนที่ดูดีกว่าทุกกระเบียดนิ้วแบบเขา ที่มีต่อปู่กับหลานที่แต่งตัวซอมซ่อนั่น ก็ทำให้ขนหัวลุกไปเลยทีเดียว
“จะรู้ชื่อผมไปทำไมเหรอครับ”
“จะได้ไล่ออกถูกคนไงล่ะ” เอดิสันตอบทิ้งทายก่อนเดินจากไปอย่างไม่แยแส ไม่บอกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาไปบอกผู้จัดการให้ไล่ออกตอนนี้เลยก็ได้