ตอนที่ 1 วันแรกที่พลาดพลั้ง
สนามบินสุวรรณภูมิ
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม แม้ว่าเครื่องปรับอากาศในอาคารของผู้โดยสารจะเย็นเฉียบ ชายวัยกลางคนยกมือซ้ายขึ้นมองนาฬิกาบนข้อมือของตัวเองก่อนที่เครื่องบินจะลงจอดตามเวลา แต่ทำไมลูกชายคนเดียวของเจ้านายเขาถึงยังไม่ออกมาสักที หรือว่าคุณภพจะเปลี่ยนใจไม่กลับมาวันนี้? เขาพลางนึกทบทวนวันเวลาตามที่เจ้านายบอก
“ก็วันนี้นี่น่า” คนขับรถวัยกลางคนพึมพำ
ทันใดนั้น! สายตาของประสบโชคคนขับรถของตะกูลอดิศวรก็สะดุดตากับชายร่างสูงผมยาวประบ่าคนหนึ่ง เขาสวมแว่นตาดำทรงเท่ เดินออกมาจากประตูด้วยท่าทางมาดมั่น ราวกับนายแบบที่กำลังเดินเฉิดฉายอยู่บนเวที คนขับรถวัยกลางคนขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่คุ้นหน้าชายหนุ่มคนนี้เลย หรือว่าจะเป็นพวกดาราที่มาถ่ายละครแถวที่สนามบินกันแน่!
“ไปกันครับพี่โชค?” ชายวัยกลางคนที่กำลังครุ่นคิดเงยหน้ามองก่อนจะตกตะลึงเมื่อชายคนเมื่อสักครู่มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
ก่อนจะถอดแว่นตาดำออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อคมเข้มที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประสบโชคถึงกับตาโตด้วยความตะลึงงัน
“พี่โชค!!! จำผมไม่ได้เหรอครับ?” ปุณณภพเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“คุณภพ!!!” ประสบโชคอุทานด้วยความตกใจ
“คุณภพจริง ๆด้วย!!!!...โห่..ไม่เจอกันนาน หล่ออย่างกับพระเอกหนังแน่ะ เล่นเอาผมนี่จำไม่ได้เลย โถววๆๆทำไมคุณถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ล่ะครับ?” ประสบโชคเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
“อะไรกันพี่โชคผมไปเรียนเมืองนอกแค่ไม่กี่ปีเอง พี่ก็จำผมไม่ได้แล้วรึ” ปุณณภพตอบ
“คุณภพหล่อขึ้นมากเลยครับ” ประสบโชคเอ่ยชม
“แต่ผมว่าไอ้ทรงผมแบบนี้ อาจจะขัดใจคุณพ่อเอาได้นะครับ” ประสบโชครีบเตือน ก่อนเดินมาลากกระเป๋าให้กับลูกเจ้านายเพื่อพาเขาไปขึ้นรถที่จอดอยู่
เช้าวันต่อมา
แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องนอนหรูหราของหนุ่มหล่อทายาทตระกูลดังเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พันล้านที่เพิ่งกลับมาจากการไปเรียนต่อยังต่างประเทศ เสียงนาฬิกาปลุกที่ดังลั่นไปทั่วห้องไม่สามารถปลุกให้เขาตื่นจากห้วงนิทราได้ ชายหนุ่มพลิกตัวไปมาบนเตียงนุ่ม ก่อนจะกดเลื่อนนาฬิกาปลุกแล้วคว้าหมอนข้างมากอดเอาไว้อย่างสบายใจแล้วหลับต่อ
ในขณะเดียวกันที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของตระกูลอดิศวร บรรยากาศในการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด คุณรังสิมันต์ประธานบริษัท มองนาฬิกาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เพราะบุตรชายคนเดียวของเขายังไม่มาถึงที่ประชุม
“นี่เจ้าภพมันไปไหน ทำไมมันยังไม่มาอีก” คุณรังสิมันต์เอ่ยถามเลขา ฯ คนสวยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ดิฉันโทรไปตามให้แล้วค่ะ แต่คุณภพไม่ยอมรับสายเลยค่ะท่านประธาน” เลขาสาว ฯ ตอบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
ผู้เป็นบิดาถึงกับส่ายหน้าแล้วถอนหายใจอย่างหนักหน่วง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบุตรชายของเขาถึงได้เป็นคนที่ไม่ตรงต่อเวลาเช่นนี้ ในขณะที่ทุกคนกำลังรอคอยการเปิดตัวซีอีโอคนใหม่ของบริษัทอยู่
“แปดโมงครึ่ง!!! เฮ่ย!!!..ตายแล้ว ๆ !!! ทำไมถึงตื่นสายแบบนี้วะเนี่ย!” ปุณณภพร้องลั่นห้องนอนหรูราวกับมีใครเอาน้ำเย็นมาราด เขากระโดดลงจากเตียงนุ่มราวกับสปริงดีดตัว ก่อนจะคว้าเสื้อผ้าในตู้โยนใส่กระเป๋าเป้อย่างลวกๆ แล้วรีบวิ่งลงบันไดมาด้วยความเร็วแสง
“พี่แย้ม! พี่แย้ม! ผมยืมมอเตอร์ไซค์หน่อยซิ!” ปุณณภพตะโกนลั่นบ้าน ขณะที่นายแย้มกำลังเข็นมอเตอร์ไซค์คู่ใจเข้ามาจอด หลังจากพาภรรยาไปจ่ายตลาดมาหมาดๆ นายแย้มรีบยื่นกุญแจให้เจ้านายหนุ่มอย่างงง ๆ ราวกับกำลังส่งไม้ผลัดในการแข่งขันวิ่งโอลิมปิกยังไงยังงั้น ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“คุณภพจะรีบไปไหนครับเนี่ย? หน้าตาตื่นเหมือนเหมือนวิ่งหนีอะไรมาอย่างนั้นแหละ!” นายแย้มถามเจ้านายหนุ่มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพลางมองเจ้านายหนุ่มที่กำลังสวมหมวกกันน็อกอย่างรีบร้อน
“ผมมีประชุมสำคัญเช้านี้ แต่ดันตื่นสายเนี่ยสิพี่แย้ม! สงสัยเมื่อคืนจะปาร์ตี้กับเพื่อนเพลินไปหน่อย” ปุณณภพตอบอย่างรีบร้อย
“ระวัง ๆ ด้วยนะครับคุณภพ รถผมมันเบรกไม่ค่อยดี” นายแย้มเตือนด้วยความเป็นห่วง และพลางมองเจ้านายหนุ่มสตาร์ทมอเตอร์ไซค์แล้วบิดคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับจะไปแข่งรถในสนาม
ปุณณภพบิดมอเตอร์ไซค์คู่ใจของคนสวนออกมาจากบ้านด้วยความเร็วสูง เขามีเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เขาจึงขับรถราวกับกำลังขับยานอวกาศที่ทะยานออกนอกโลก ก่อนจะพลางมองนาฬิกาบนข้อมือเป็นระยะๆ แล้วสบถขึ้นในใจราวกับกำลังท่องบทสวดไล่ปีศาจแห่งการจราจรที่กำลังติดขัด
“โอ๊ย! จะติดอะไรนักหนาวะเนี่ย!” ปุณณภพบ่นพึมพำ ก่อนจะตัดสินใจเบี่ยงมอเตอร์ไซค์ออกไปซ้ายสุด เพื่อแซงรถยนต์ที่จอดติดกันเป็นแถวยาว ราวกับขบวนรถไฟ
ในขณะที่เขากำลังเร่งความเร็วอยู่นั้น ปุณณภพก็ได้ยินเสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังลั่นไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ร่างของเขาจะกระแทกเข้ากับรถสปอร์ตหรูคันหนึ่งเข้าอย่างจัง
โครม!!!!!
เสียงดังสนั่น ราวกับฟ้าผ่าลงกลางเมือง ของร่างเขากระเด็นออกจากมอเตอร์ไซค์ไปนอนแอ้งแม้งวัดถนนอยู่บนพื้นราวกับซุปเปอร์แมนที่เพิ่งถูกคริปโตไนต์เล่นงาน ส่วนมอเตอร์ไซค์คู่ใจของนายแย้มก็ล้มลงนอนตะแคงล้อหมุนฟรีอยู่ริมถนน
“เฮ้ย!!!!” ปุณณภพอุทานด้วยความตกใจ
ตอนที่ 2 หลงเสน่ห์นางพญา
“นี่นาย!!!! ขับรถประสาอะไรเนี่ย!”
เสียงแหลมสูงปรี๊ดดังลั่นถนน ไฮโซสาวก้าวเท้าลงจากรถยนต์สปอร์ตคันหรูของเธอด้วยสีหน้าโกรธจัด ราวกับนางพญาที่กำลังแผลงฤทธิ์ เธอจ้องมองปุณณภพด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับเขาเป็นแมลงวันที่กำลังบินวนเวียนอยู่รอบๆ จานอาหารชั้นเลิศของเธอ
“ขอโทษครับคุณผู้หญิง!!” ปุณณภพเอ่ยเสียงแผ่ว เขาเกือบจะต่อว่าเธอที่ขับรถไม่ระวัง แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงคอ เมื่อเห็นความสวยที่บาดตาบาดใจ แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่สาวสวยคนนี้เธอปากจัดไปหน่อย
“แต่รถคุณผู้หญิงก็เป็นฝ่ายผิดนะครับ” เขาเปิดหมวกกันน๊อกแล้วยิ้มให้เธอ ก่อนจะถอดมันออกไป
“แต่นายขับมอเตอร์ไชด์ตัดหน้าฉันก่อน! นายนั่นแหละที่ผิด!” มธุสรชี้หน้าเขาอย่างเอาเรื่อง หลังจากเห็นสภาพตั้งแต่หัวจรดเท้าของชายหนุ่ม
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเถียงกันอย่างดุเดือดนั้น ปุณณภพก็แกล้งทำเป็นเจ็บหนัก โดยเขาแกล้งเดินเซ และล้มลงไปต่อหน้าเธอ
“เฮ่ย!! นี่คุณขาผมไม่มีแรง ช่วยพยุงผมหน่อยสิ โอ๊ย!” ปุณณภพร้องโอดโอยอยู่ตรงหน้า
ร่างระหงชะงัก และจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจ ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามาในจิตใจของเธอ ทั้งความสงสัย ความไม่พอใจ และเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกคุกคามจากชายตรงหน้า ผมเผ้ายาวรุงรังและสายตาอันเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้เธอรู้สึกเป็นกังวล ราวกับเขากำลังซ่อนความลับบางอย่างไว้
“นี่นายเจ็บจริงหรือเปล่าเนี่ย?” มธุสรถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“จะบ้ารึไงคุณ ก็เจ็บจริง ๆ นะสิ โอ๊ยย!!!” ปุณณภพรีบแกล้งเจ็บต่อทันที
“คุณ!!!..ผมรู้สึกเหมือนขาตัวเองไม่มีแรงเลย” ปุณณภพรีบบอกเธอ แต่มธุสรกลับเริ่มไม่ค่อยแน่ใจ และเหมือนคนตรงหน้ากำลังกวนประสาทเธออยู่ จึงแกล้งต่อว่ากลับ
“งั้นจะไปโรงพยาบาลมั้ยละ ฉันจะได้เรียกรถพยาบาลให้นาย หรือจะเรียกรถกู้ภัยให้ไปส่งที่วัดเลยดีมั้ย ฉันจะจัดการให้?”
“โถ่ววคุณ!! นี่ผมเจ็บจริง ๆ นะ คุณช่วยพยุงผมลุกขึ้นไปก่อนสิ” ปุณณภพคะยั้นคะยอ
มธุสรลังเลเล็กน้อย ความหวาดระแวงกับความสงสารตีกันจนยุ่งเหยิงในใจเธอไปหมด เขาดูเจ้าเล่ห์และไม่น่าไว้ใจ แต่ครั้นจะปล่อยให้เขานอนกองอยู่กับพื้นก็ดูจะใจร้ายเกินไป อีกทั้งรถราที่ขับผ่านไปมาก็เริ่มชะลอความเร็วลงเพื่อจับจ้องมองมาที่เธอ ราวกับกำลังชมละครฉากใหญ่ที่ทั้งคู่กำลังเล่นกันอยู่กลางถนน หญิงสาวจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าไปช่วยพยุงร่างสูงที่ดูเก้งก้างนั้นขึ้นอย่างเสียไม่ได้
“ค่อยๆ ลุกนะ” มธุสรเอ่ยเสียงเบา และพยายามไม่ให้เสียงของเธอสั่น
ทันทีที่มือเรียวบางสัมผัสกับท่อนแขนกำยำ ปุณณภพก็ฉวยโอกาสโอบไหล่เธอทันทีก่อนจะรั้งร่างบางให้เข้ามาแนบชิด มธุสรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอพยายามปลดแขนของเขาออก แต่เขากลับกอดคอเธอเอาไว้แน่น
“นี่นายจะทำอะไรอะ!” มธุสรพูดเสียงแข็ง เธอพยายามเอาแขนของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล
“เดี๋ยวก่อนคุณ ผมใจไม่ดี” ปุณณภพกระซิบข้างหูเธอ
“เหมือนผมจะเป็นลม” ไม่พูดเปล่าปุณณภพดึงมืออีกข้างของเธอให้ไปโอบเอวหนาของเขาเอาไว้ แถมยังกุมมือของเธอเอาไว้แน่นเสียอีก
“......” มธุสรพูดไม่ออก เธอไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาด่าทอให้สาสมกับความร้ายกาจของเขา แต่เมื่อชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยมือของเธอ หญิงสาวก็โวยวายลั่น
“เฮ้ย! นี่นายจะทำอะไรอะ!” มธุสรอุทานด้วยความตกใจ เธอพยายามชักมือบางของตัวเองให้หลุดจากการกอบกุมของมือหนา ผู้ชายคนนี้ทำตัวกวนประสาทและฉวยโอกาสกับเธออย่างไร้มารยาท มธุสรรู้สึกว่าเขากำลังจงใจที่จะทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ก่อนจะใช้กรงเล็บของเธออีกข้างจิกไปที่แขนของชายหนุ่ม
“โอ๊ยยคุณ!!!” ปุณณภพร้องโอดโอย
“มาหยิกผมทำไมเนี่ย”
“ก็นายมาฉวยโอกาสจับมือฉันก่อนทำไมล่ะ”
“ผมเปล่านะ ก็ขาผมมันไม่มีแรงผมก็ต้องหาที่ยึดเอาไว้ก่อนสิครับ”
มธุสรจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้ใจ เธอไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยสักนิด แต่เธอก็ไม่อยากให้เขามานอนกองอยู่กับพื้น เธอตัดสินใจรีบประคองร่างสูงให้ไปนั่งตรงริมฟุตบาทอย่างทุลักทุเล
“นั่งลงตรงนี้แหละ” มธุสรพูดเสียงแข็ง
ก่อนที่ชายหนุ่มมาดกวนจะยอมนั่งลงดี ๆ เขาก็รีบแอบกระซิบข้างหูเธอด้วยความถ้อยคำที่ทำให้เธอประสาทเสีย
“ถ้าคุณอยากจะกอดผมบ้างก็บอกได้นะครับ ผมไม่ว่าอะไรหรอก”
มธุสรเบ้ปาก เธออยากจะตบหน้าเขาแรงๆ สักที แต่เธอก็รู้ว่าเธอทำไม่ได้ เพราะไม่อยากให้คนแถวนั้นมองเธอเป็นตัวประหลาด
ตอนที่ 3 หลอกแต๊ะอั๋ง
“เมื่อกี้นี้..ผมรู้สึกดีขึ้นมากเลย อ้อมกอดของคุณอุ่นจัง” คราวนี้หญิงสาวรู้แล้วว่าตัวเองถูกหลอกจึงต่อว่ากลับทันที
“ฮื้อ!!!..ไอ้คนฉวยโอกาส! นี่นายกล้าดียังไงถึงมาหลอกแต๊ะอั๋งฉัน..ห๊า!!!”
“ไม่ได้หลอกสักหน่อย ก็เมื่อตะกี้ผมเจ็บจริง ๆ แล้วคุณก็เป็นคนทำให้ผมเจ็บนะครับ” หญิงสาวที่เหลือบไปเห็นรถตัวเองเสียหายก็โวยลั่นขึ้นอีกครั้ง
“โห่!!!..รถฉ้าน!!!! ตาย ๆ หมดกัน”
“นี่เป็นอะไรมากมั้ยคุณ ก็แค่สีถลอกนิดเดียวเอง จะร้องโวยวายทำไมนักหนา เหมือนผมไปฆ่าพ่อคุณตายงั้นแหละ” ปุณณภพตามมากวนอารมณ์เธออยู่ที่รถ มธุสรขมวดคิ้วมุ่น เธอจ้องมองปุณณภพด้วยสายตาจับผิด เธอสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีเจ็บปวดอะไรเลยสักนิด
“นี่นายรู้อะไรมั้ย?..รถฉันน่ะ เป็นรถนำเข้า มีเพียงไม่กี่คันในโลก!” มธุสรตวาดเสียงดัง ราวกับเสียงไซเรนเตือนภัยก่อนจะยืนไว้อาลัยให้กับรถของตัวเอง
“นี่คุณ!!..อย่าบ่นนักเลยน่า ค่าเสียหายเท่าไหร่ ก็ว่ามา เดี๋ยวผมจัดการให้” ปุณณภพยักไหล่ขึ้นอย่างยียวน เขาอยากจะชดใช้ให้เธอ เพราะต้องการเบอร์มือถือของหญิงสาว ปุณณภพไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกอยากเข้าใกล้ผู้หญิงคนนี้ ทั้งๆ ที่เธอปากร้ายและเอาแต่ใจ แต่เขากลับรู้สึกว่าเธอมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดใจของเขาเหลือเกิน
“หึ! สภาพอย่างนายนะเหรอ..จะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมรถให้ฉัน?” มธุสรเอ่ยขึ้นก่อนจะมองดูมอเตอร์ไซค์คันเก่า ๆ แล้วคิดในใจว่าเขาคงไม่มีปัญญาหาเงินมาซ่อมรถของเธอได้แน่ ๆ มธุสรพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก แต่เขาก็พยายามควบคุมอารมณ์และแสดงท่าทางกวน ๆ ใส่เธอ
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงไม่ทราบครับคุณผู้หญิง เรียกตำรวจเลยดีมั้ย?” ปุณณภพถามเสียงแข็ง ข้อหลังนี้ยังไงเขาต้องได้เบอร์ของเธอแน่ ๆ
มธุสรขมวดคิ้วมุ่น เธอจ้องมองปุณณภพด้วยสายตาจับผิด มาถึงตอนนี้เธอสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีเจ็บปวดอะไรเลยสักนิด
“เอาน่าคุณ! แค่พ่นสีไม่กี่กระป๋องเดี๋ยวรถคุณก็กลับมาสวยเหมือนเดิมแล้ว เอางี้สิ!..เดี๋ยวผมอาสาพ่นให้..เอาม่ะ ค่าสีเดี๋ยวผมออกให้เอง” เขาตอบอย่างยียวนเมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังดูถูกเขา
“นี่นาย!!..เห็นรถฉั้นเป็นของเล่นสมัยที่นายยังไม่หย่านมรึไง” มธุสรพูดเสียงแข็ง
“นี่คุณไม่เชื่อผมจริง ๆ เหรอ.. ว่าผมซ่อมรถให้คุณได้ เมื่อก่อนข้างกำแพงโรงเรียนก็ฝีมือของผมทั้งนั้นแหละ” ปุณณภพโอ้อวดทันที จนหญิงสาวหมั่นไส้
“อย่ามาโม้หน่อยเลย! เมื่อกี้นายก็เพิ่งจะโกหกฉันมาหยก ๆ นายไม่ได้เป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ..แต่แกล้งทำเป็นเจ็บ”
“แต่ผมเจ็บขามาก ๆ เลยนะครับ...โอ๊ยยๆ!!! “ ปุณณภพตอบด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ก่อนจะแกล้งนั่งลงไปทำทางเจ็บขาแล้วเงยมองหน้าหญิงสาวด้วยท่าทีที่ทำให้เธอเกือบจะปรี๊ดแตก แต่ก็พยายามสงบอารมณ์เอาไว้ มธุสรจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะพูดออกมาเพื่อต่อว่าชายหนุ่ม
“อย่ามาโกหกหน่อยเลย ฉันจะไม่มีทางหลงกลนายอีก ทำเป็นบอกปวดขา พอฉันเดินมาที่รถนายก็เดินปร๋อเชียว” มธุสรเบ้ปาก เธอไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยสักนิด
“ก็ผมพยายามฝืนไงครับ” ปุณณภพตอบ
“นี่นายต้องการอะไรกันแน่?” มธุสรถาม
“ผมแค่อยากจะขอโทษคุณครับ” ปุณณภพตอบ
“ผมผิดเองที่ขับรถไม่ระวัง”
“ฉันไม่ต้องการคำขอโทษของนาย!” มธุสรพูดเสียงดัง
“แล้วคุณต้องการอะไร?” ปุณณภพถาม
มธุสรเงียบไป เธอไม่รู้ว่าจะตอบเขายังไง เธอไม่ต้องการอะไรจากเขาเลย เพียงแค่อยากให้เรื่องมันจบ ๆ
“ผมขอเลี้ยงมื้อเช้าคุณ..เพื่อเป็นการขอโทษได้ไหมครับ?” ปุณณภพรีบบอกความประสงค์ในใจ
“เสียใจ! ฉันรีบ และฉันก็ไม่หิว!” มธุสรตอบกระแทกกระทั้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ตื๊อเธอไม่เลิก
“ส่วนค่าซ่อมรถเดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“โธ่คุณ!!!”
“เอาเถอะๆ ...ฉันไม่อยากเสียเวลากับคนอย่างนายแล้ว! ถือว่าแล้วกันไป! ฉันรีบ!!!” มธุสรพูดเสร็จก็สะบัดหน้าเดินขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าปล่อยให้เขาเรียกตำรวจ เธอเกรงว่าจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ และถึงยังไงเธอก็ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่วันยังค่ำ แล้วถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูผู้เป็นบิดาของเธอละก็ มธุสรก็เบื่อที่จะต้องมานั่งฟังเทศน์อีก
“สวยดี!!!..น่าเสียดาย..เอาแต่ใจชะมัด!” ปุณณภพสบถเสียงต่ำ ขณะมองร่างอรชรของหญิงสาวที่กำลังเดินสะบัดสะโพกจากไป เขาอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก เมื่อนึกถึงใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธของเธอเมื่อครู่
หญิงสาวรีบขับรถสปอร์ตคันหรูของตัวเองออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับนักแข่งรถฟอร์มูล่าวัน โดยไม่สนใจปุณณภพที่ยังยืนงง ๆ อยู่ริมถนน ชายหนุ่มมองตามรถสปอร์ตคันหรูเตี้ยติดพื้นที่แล่นลับตาไปอย่างเสียดาย