เสียงร้องของเด็กทารกส่งเสียงดังไปทั่วบริเวณ มือที่เอื้อมไปยังหม้อหุงข้าวเพื่อหวังจะตักก็เป็นอันต้องชะงักด้วยความตกใจ สุดท้ายก็ต้องวางจานข้าวและทัพพีลงก่อนจะหันหลังแล้วสับเท้าไปยังห้องนอนเพื่อปลอบลูกน้อย ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะผละออกมาก็มั่นใจว่าได้กล่อมให้หลับไปแล้ว หากเป็นแบบนี้เธอคงไม่ได้ทานมื้อเที่ยงแล้วกระมัง
เมื่อไปถึงก็เห็นว่าเด็กทารกที่นอนอยู่บนเตียงดิ้นไปดิ้นมาพร้อมกับส่งเสียงร้อง คนเป็นแม่เห็นดังนั้นแล้วก็ต้องพุ่งตัวไปหาอย่างไม่รอช้า จากนั้นก็ประคองเด็กน้อยมาอุ้มไว้แนบอกพร้อมกับส่งเสียงกล่อมเบา ๆ เพื่อสื่อให้รู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว แต่แม่ก็อยู่เคียงข้างมิได้ทอดทิ้งไปไหน ไม่นานนักเสียงร้องก็เงียบลงไป เปลือกตาที่ปิดสนิทของคนในอ้อมกอดบอกให้รู้ว่าได้เข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่วางใจที่จะปล่อยให้นอนตามลำพัง จึงได้แต่อุ้มอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ
สายตาก็ทอดมองไปด้านนอกผ่านกระจกหน้าต่าง แม้ว่าจะเพิ่งเข้าสู่ช่วงบ่ายทว่าฟ้ากลับตั้งเค้า จึงเดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่นานฝนคงตกลงมาเป็นแน่แท้ เธอไม่ชอบฤดูฝน อันที่จริงไม่ชอบฤดูไหนทั้งนั้น เวลาฝนตกก็เฉอะแฉะ การออกไปทำธุระนอกบ้านก็ดูเป็นเรื่องยาก หากตากฝนก็เสี่ยงจะเป็นหวัด ฤดูร้อนก็ไม่ชอบพอเท่าไรนัก เพราะเธอไม่ใช่คนที่มีร่างกายแข็งแรง การตากแดดตากลมจึงอาจจะทำให้ป่วยเอาได้ ส่วนฤดูหนาวก็เหมือนจะดี ทว่ามันกลับส่งผลเสียต่อร่างกาย มันเป็นฤดูที่จะป่วยอย่างน้อยสองครั้ง
ผ่านไปได้แค่ครู่เดียวก็จำเป็นต้องวางลูกน้อยลงบนเตียงเหมือนดังเดิม ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวไปยังชั้นล่างเพื่อเก็บผ้าอ้อมที่ตากไว้ก่อนที่ฝนจะกระหน่ำลงมา และมันก็เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ในจังหวะที่จะเดินเข้าในบ้านพร้อมกับเสื้อผ้าเต็มสองมือ เม็ดฝนก็กระทบเข้ากับตัว เป็นเหตุให้ต้องเร่งฝีเท้าเพื่อที่จะได้ไม่เปียกไปมากกว่านี้
เมื่อเข้ามาถึงก็เจอเข้ากับแม่บ้านวัยกลางคนที่ยิ้มให้อย่างมีมารยาท แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้เข้ามาช่วยแต่อย่างใด ซึ่งเธอก็ไม่ชินสักเท่าไรที่ถูกปฏิบัติเช่นนี้แม้ว่าจะอาศัยใต้ชายคามาเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปี แต่ในทุก ๆ วันก็ยังคงรู้สึกโดดเดี่ยว ได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่แต่ในใจกลับว่างเปล่า บางทีก็ถูกปฏิบัติเหมือนกับเป็นแค่อากาศธาตุเท่านั้น มันช่างไร้ตัวตนจนรู้สึกตรมอยู่ในใจ มิหนำซ้ำยังไม่สามารถหาทางออกให้ตัวเองได้อีกด้วย
ร่างระหงก้าวเท้าเดินไปยังห้องนอนของตัวเองพร้อมกับเสื้อผ้าอาภรณ์จำนวนมากของลูก โดยระหว่างนั้นหางตาก็เห็นว่าประตูบ้านถูกเปิดออกด้วยแม่บ้านอีกคนหนึ่ง หลังบานประตูนั้นเป็นใครก็เดาได้ไม่ยาก จากนั้นเจ้าหล่อนก็ปรากฏตัวในชุดผ้าไหมราคาแพง เธอที่ตั้งใจจะเดินไปยังบันไดก็ต้องหยุดเท้าแล้วก้มหัวเพื่อทำความเคารพเมื่ออีกฝ่ายเดินผ่านหน้าไป โดยที่ไม่ได้ชายตามองเธอแต่อย่างใด
หลังจากหญิงวัยกลางคนเดินผ่านไปยังห้องโถงแล้ว เธอจึงหันกลับมาทางบันไดพลางก้าวเท้าเดินต่อ แม้จะอยู่ในตำแหน่งสะใภ้แต่ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่คิดเช่นนั้น แต่มันก็คงจะกล่าวโทษใครไม่ได้ เรื่องนั้นเธอรู้ดี
ไม่นานนักก็เดินมาถึงห้องนอนของตน จากนั้นก็จัดการพับผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างอีกรอบเพราะยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยง
เมื่อไปถึงก็พบเข้ากับแม่บ้านจำนวนสองคนกำลังสาละวนอยู่หน้าเตา คนทั้งสามยิ้มทักทายตามมารยาทก่อนที่เธอจะแยกตัวออกมาเพื่อตักข้าว แล้วเดินไปนั่งยังโต๊ะที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากทั้งคู่นัก
“ลูกหลับไปแล้วเหรอคะ” ป้าแจ่มซึ่งเป็นแม่บ้านที่อยู่มานานเป็นคนเอ่ยขึ้นอย่างเป็นมิตร ไม่รู้แน่ชัดว่าหล่อนอยู่มาเป็นเวลาเท่าไร แต่น่าจะก่อนที่สามีของเธอจะเกิดด้วยซ้ำ เพราะอีกฝ่ายถือเป็นแม่นมของเขา แม้จะเป็นแม่บ้านทว่าก็ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจและนับถือจากเจ้าของบ้านมากพอสมควร
“สักพักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ เลยถือโอกาสมาทานข้าวเที่ยงก่อน ไม่อย่างนั้นคงต้องรอมื้อเย็นทีเดียว” อันที่จริงมันก็เลยเวลามื้อเที่ยงมาเกือบสองชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะมัวแต่กล่อมลูกให้หลับเลยไม่สามารถปลีกตัวมาได้
หลังจากเธอตอบตำถามของคู่สนทนาแล้ว อีกฝ่ายก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วคุณแม่ลูกหนึ่งจึงหันมาสนใจจานข้าวตรงหน้าอีกครั้ง
แม่บ้านที่นี่ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ แต่ที่ไม่สามารถพูดคุยกับเธอได้เพราะถูกแม่ของสามีสั่งห้ามไว้ ทว่าเวลาอยู่นอกสายตาของหล่อน ป้าแจ่มก็มักจะพูดคุยกับเธอเหมือนปกติ แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรมากนัก แค่ทำให้รู้ว่าไม่ได้โกรธเกลียดเธอเท่านั้นเอง ส่วนอีกคนนั้นอายุมากกว่ากันแค่ไม่กี่ปี เพิ่งมาใหม่ได้ไม่ถึงห้าปีจึงไม่กล้าทำอะไรนอกเหนือคำสั่งเจ้านาย รวมถึงการข้องแวะกับลูกสะใภ้แสนชังด้วย เพราะอย่างนั้นตอนที่เห็นว่าเธอหอบผ้ามาเต็มไม้เต็มมือถึงไม่อาสาเข้ามาช่วย และเธอก็เข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจัดการอาหารที่อยู่ในจานจนเสร็จเรียบร้อยก็เดินขึ้นไปชั้นบนอย่างเคย เพราะนอกจากสวนหย่อมกับห้องนอนของตัวเองแล้วก็ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีที่อื่นให้ไป ตอนนี้ฝนก็ตกด้วย จะไปที่นั่นก็คงเป็นไปไม่ได้ พอมาถึงก็พบว่าลูกสาวยังคงหลับใหลอยู่ นั่นแปลว่านี่คือเวลาว่างของคุณแม่ลูกอ่อน จึงพาตัวเองไปนั่งยังโต๊ะทำงาน ที่บนโต๊ะไม่มีอะไรนอกจากเครื่องเขียนไม่กี่ชิ้นกับหนังสือไว้อ่านยามว่างไม่กี่เล่ม แต่สิ่งที่เธอสนใจคือไดอารีที่อยู่ในลิ้นชัก
เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่นั้นคืออะไร เหงา โดดเดี่ยว เดียวดาย อ้างว้าง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ไม่มีทางออกให้ตัวเองได้เลย เหมือนว่าใจมันใหญ่เกินกว่าจะรับไหว และมันใหญ่มากกว่าเดิมเมื่อต้องอยู่อย่างตัวคนเดียว สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกห่อหุ้มก็ตอนที่บรรจงเขียนตัวอักษรลงไป มันถูกห่อหุ้มด้วยตัวของตนเอง
ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่มือคู่นั้นจะยื่นมาหา ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีความรักหรือความห่วงใย ซึ่งเธอก็ไม่สามารถตอบคำถามของตัวเองได้เลยสักครั้งว่าทำไมต้องรักเขาขนาดนั้น แม้จะเป็นในตอนที่เขาไม่รักก็ยังคงมอบหัวใจให้อย่างกับคนโง่ เธอบอกเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ผ่านตัวอักษร ทั้งยังเผลอตัดพ้อถึงรักข้างเดียวลงไปด้วย ก่อนจะปิดท้ายด้วยการลงวันที่ไว้ ‘๑๗ กันยายน ๒๕๔๖’ ที่เขียนไปทั้งหมดนั้นนอกจากให้มันได้เป็นเพื่อนตัวเองแล้ว ก็ยังหวังว่าใครสักคนจะได้อ่านมันและทำความเข้าใจในตัวเธอบ้าง
...สักนิดก็ยังดี
เขาจะได้อ่านไหมนะ?
เมื่อคิดเช่นนั้นก็เผลอหัวเราะออกมาราวกับเป็นเรื่องตลก อันที่จริงเธออยากให้เขาได้อ่าน ไม่สิ หากเขารักก็ไม่จำเป็นต้องอ่านเลย เพราะมันคงไม่มีไดอารีเล่มนี้อยู่ในโลก หากว่าชีวิตเป็นอย่างที่วาดฝันไว้ ได้แต่งงานกับคนที่รัก มีลูกน้อยและเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก เธอก็คงไม่มีทางมาบอกเล่าเรื่องของตัวเองผ่านปลายปากกาเช่นนี้ แต่ที่ต้องทำเพราะทุกอย่างที่คาดหวังไว้มันพังไม่มีชิ้นดี
ตอนที่ยังเป็นเด็กเธอก็วาดฝันไว้ว่าตัวเองในวัยยี่สิบห้าคงโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ก็คงจะมั่นคง และแน่นอนว่าคงไม่ลืมที่จะมีความสุขด้วย แต่ความเป็นจริงนั้นกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ผู้ใหญ่คนอื่นเขาร้องไห้กันไหมนะ เธอไม่รู้หรอก แต่เธอก็เป็นแบบนั้น ยังคงนอนร้องไห้บ้างในบางคืน ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่เคยคิด หรือว่าเธอจะเป็นผู้ใหญ่ที่อ่อนแอที่สุดในโลกกัน พอคิดอย่างนั้นแล้วก็รู้สึกแย่กับตัวเองนิดหน่อย แต่ก็คงต้องยอมรับ ใช่ เธอมันเป็นแค่คนอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น เพราะโลกใบนี้มีบททดสอบที่ยากเกินกว่าจะเอาชนะได้หลายอย่างเหลือเกิน
เมื่อพูดถึงความมั่นคงแล้ว เด็ก ๆ ในยุคสมัยของเธอก็คงไม่พ้นโดนเสี้ยมสอนมาว่าโตไปต้องเป็นเจ้าคนนายคน จะได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ถ้าทั้งโลกเป็นเจ้านายหมด ใครกันจะเป็นลูกน้อง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น พวกญาติผู้ใหญ่คงแค่อยากจะสื่อว่าให้ลูกหลานพยายามที่จะไต่ไปอยู่ในระดับที่สูงได้ แต่เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ และเธอเป็นหนึ่งในนั้น สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่ได้มีความมั่นคงอะไรในชีวิตเลยแม้ว่าจะได้แต่งงานและมีครอบครัวอย่างที่เคยหวังไว้
‘อายุยี่สิบห้าพวกเราคงโตเป็นสาว แต่งงาน มีลูก มีรถและมีบ้าน’
ถ้าจำไม่ผิดเธอพูดประโยคนี้กับเพื่อน ๆ ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ต่างคุยกันว่าจะหาสามีแบบไหน จะเลี้ยงลูกอย่างไร เพราะส่วนมากแล้วสังคมก็คาดหวังให้ผู้หญิงเป็นแบบนั้น สังคมคาดหวังให้ผู้หญิงเป็นกุลสตรี รักนวลสงวนตัว เมื่อแต่งงานก็ต้องเป็นภรรยาที่ดีของสามี เป็นแม่ที่ดีของลูก และเป็นแม่บ้านที่ดีของครอบครัว เหมือนว่าสังคมจะไม่ให้โอกาสผู้หญิงได้เป็นตัวเองเลย แต่ช่างประไร ในเมื่อเธอได้ฉีกกฎนั้นมาแล้ว ตอนนี้เธอก็เหลือแค่ต้องเป็นแม่ที่ดีและไม่ลืมที่จะเป็นตัวเองก็เท่านั้น
เธอได้ยินประโยคนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ‘มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน’ แม้แต่พ่อแม่ยังคิดแบบนั้นเลย พวกเขาคิดว่าเมื่อมีลูกสาวแล้วก็จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ไปทำเรื่องที่ฉาวโฉ่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ และแล้ววันหนึ่งคนที่ถูกด้อยค่าให้เป็นแค่ส้วมก็พังตัวเองจนมันส่งกลิ่นไปทั่ว ไม่ว่าไปทางไหนก็มีแต่คนติฉินนินทา เพราะเหตุนั้นแล้วต่อให้ที่นี่จะทำเหมือนว่าเธอเป็นแค่อากาศก็ยังดีกว่ากลับบ้านไปให้ครอบครัวมองเป็นส้วม
เธอยังคงจดจำได้ดีว่าพ่อแม่โกรธมากเพียงใดที่เธอท้องทั้ง ๆ ที่ไม่ได้แต่งงาน ไม่รู้ว่าทั้งคู่ลืมคำที่พูดกับเธอหรือยัง แต่เธอกลับจำมันได้ดีดั่งบทละครที่อ่านมาเป็นพัน ๆ รอบเพื่อทำการแสดง เพียงแต่นี่ไม่ใช่ละครที่แสดงอยู่บนเวที แต่มันคือละครชีวิตของคนคนหนึ่งที่ต้องรับคำด่าทอเหล่านั้นให้ได้
ในขณะที่นั่งรำลึกความหลังอันขมขื่นก็มีเสียงอ้อแอ้ของเด็กทารกดังเข้าโสตประสาท เธอวางปากกาลงไปบนโต๊ะก่อนจะเก็บไดอารีไว้ที่เดิม จากนั้นก็หันหน้าไปทางเตียงนอนแล้วตรงไปหาอย่างไม่รอช้า จะว่าไปแล้วเธอก็ไม่ได้ตัวคนเดียวสักหน่อย อย่างน้อยก็ยังมีคนคนหนึ่งให้ได้รักสุดหัวใจ รอยยิ้มฉายชัดอยู่บนใบหน้า หากถามว่าอะไรคือความสุขในชีวิตที่ล้มเหลวแบบนี้ คำตอบก็คงเป็นเด็กตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดกระมัง
“หิวแล้วเหรอ ถ้ายิ้มให้แม่แม่จะให้กิน” แน่นอนว่าลูกไม่ยิ้มให้เธอหรอก แต่แค่ส่งเสียงเรียกก็ถือว่าเติมเต็มช่องว่างในหัวใจไปได้มากแล้ว จึงยื่นมือไปจับชายเสื้อแล้วเลิกขึ้นเพื่อที่จะให้นมแก่บุตร
ทั้ง ๆ ที่ลูกของเธอน่ารักขนาดนี้ก็ยังมีคนที่ไม่รักไม่เอ็นดู เธอไม่รู้เหตุผลที่แน่ชัดว่ามันเป็นเพราะว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเธอหรือเพราะเกิดมาเป็นผู้หญิง เพราะแม่ของสามีเคยพูดว่าเธอไม่มีค่าอะไรหากไม่คลอดลูกชายให้กับสามี ช่างน่าเวทนานักที่เจ้าหล่อนเองก็เป็นผู้หญิงแต่กลับมองว่าการเกิดเป็นผู้หญิงนั้นไร้ค่า
ตามใจเถิดหนา จะไม่รักก็ไม่เป็นไร เพราะเธอจะรักลูกของเธออย่างสุดหัวใจเอง
เธอละสายตาจากลูกน้อยไปยังนอกหน้าต่างเมื่อไม่ได้ยินเสียงฝนกระทบพื้นดินแล้ว ก่อนจะต้องหันสายตามาทางประตูเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาใกล้ ๆ ให้หลังไม่กี่วินาทีประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับคนที่เธอแสนจะคิดถึง เขามองมาทางนี้แต่เพียงไม่นานก็เบือนหน้าไปทางอื่น คู่สามีภรรยาทั่ว ๆ ไปก็คงไม่มีอาการเขินอายกันแล้ว รวมถึงคู่ของเธอและเขาด้วย เขาไม่ได้หลบตาเพราะความรู้สึกแบบนั้น แต่เขาคงไม่อยากมองมากกว่า
“อีกสิบนาทีจะมาใหม่”
แล้วประตูก็ถูกปิดลงโดยบุคคลที่สาม เธอเผยยิ้มออกมาเมื่อคิดว่าอีกเดี๋ยวเขาจะมาใหม่ ถึงเจตนาจะมาหาลูก แต่ตัวคุณแม่มือใหม่ก็ได้รับผลพลอยได้ด้วย ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มความอ้างว้างในชีวิต แต่น่าแปลกที่ใจดวงนี้ยังคงเรียกร้องที่จะเห็นหน้าและได้พูดคุยกัน เธอรักเขามากเกินไปและคิดว่าเขาก็ต้องรักเธอไม่ต่างกัน แต่มันไม่ใช่ทุกเรื่องที่คนเราจะสมหวัง ยิ่งเธอทำเรื่องที่ผิดพลาดมาด้วยแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่
แต่ด้วยความสัตย์จริง เธอทำทุกอย่างเพราะความรักทั้งนั้น
เมื่อลูกกินอิ่มแล้วก็จัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ไม่นานนักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอเผยยิ้มก่อนจะตอบออกไปว่าให้เขาเข้ามาได้เลย หลังจบประโยคก็เห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามาในชุดทำงานเหมือนเมื่อครู่ เขาตรงมาที่เตียงก่อนจะอุ้มลูกน้อยไว้แนบอก เธอจึงเอ่ยปากถามออกไปว่าระหว่างทางฝนตกหรือไม่ มันก็แค่ข้ออ้างที่จะได้คุยกันเท่านั้น จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ หากทำให้เธอสามารถพูดคุยกับสามีได้ ภรรยาคนนี้ก็เต็มใจจะหยิบยกมาเป็นประเด็น ทว่าเขาไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ทำเพียงเดินกลับไปทางเดิม
เธอมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหมือนใจกระตุก จะกี่ครั้งก็ไม่เคยชินที่ถูกปฏิบัติดเช่นนี้
เมื่อเขาเดินออกจากห้องไปแล้วก็จัดที่นอนให้เรียบร้อยก่อนจะเดินตามไป ภายในห้องโถงนั้นมีพ่อและแม่ของสามีนั่งอยู่ด้วย เธอก้มหัวให้เป็นเชิงทำความเคารพ พลางทิ้งตัวนั่งลงไปบนโซฟาตัวที่ยังว่างและห่างจากคนอื่นพอสมควร ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ยิ้มได้เพราะรู้ว่าอย่างน้อยลูกสาวก็ได้รับความรักความเมตตาจากคนในบ้านนี้อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะจากพ่อและปู่ ส่วนคนเป็นย่านั้นแทบจะไม่ชายตามอง ซึ่งเธอก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะรู้อยู่แล้วว่าหล่อนไม่ได้เอ็นดูเด็กคนนี้เลย
“เพิ่งตื่นใช่ไหมเนี่ย ตัวนวลเชียว” เธอตอบรับพ่อสามีด้วยคำพูดสั้น ๆ เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หลังจากได้รับคำตอบแล้วอีกฝ่ายก็แค่หันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้ ก่อนจะหันไปฟัดกับหลานสาวตัวน้อย เสียงหัวเราะตามประสาเด็กทารกดังไปทั่วบริเวณ และมันสามารถเรียกรอยยิ้มจากคนที่อยู่ใกล้ชิดได้เป็นอย่างดี จะมีก็แต่ภรรยาของเจ้าของบ้านที่นั่งอยู่เงียบ ๆ พลางแสดงสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นัก ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ผมว่าวันนี้ลูกดูอารมณ์ดี”
“คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ นับวันก็ยิ่งขี้เล่น เดี๋ยวพอโตนี่น่าจะซนน่าดู”
เธออมยิ้มให้บทสนทนาของพ่อลูกที่เข้าขากันเป็นอย่างดี แม้ว่าเขาจะไม่รักคนเป็นภรรยา ทว่าก็ไม่เคยคิดชิงชังสายเลือดของตัวเอง
ทั้ง ๆ ที่บรรยากาศกำลังดีอยู่แท้ ๆ แต่แม่สามีก็พูดขัดขึ้นมาทำให้ทุกคนเงียบเสียงลงไป “จะซนหรืออะไรก็ไม่ว่า แต่อย่าทำตัวเหมือนคนเป็นแม่ก็พอ”
“น่า อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปสักทีเถอะ” หลังจากตอบภรรยาของตนไปแบบนั้น เจ้าตัวก็หันมาสนใจหลานสาวที่อยู่ในอ้อมกอดอีกครั้ง
เธอหันไปมองเจ้าหล่อนด้วยความรู้สึกหลากหลายที่อัดแน่นอยู่ในใจ จะว่าโกรธมันก็ใช่ แต่ก็เข้าใจที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ที่จริงเธอก็สับสนและรู้สึกผิด แต่คนเราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องราวในอดีตได้ ซึ่งหากย้อนไปได้เธอก็คงทำแบบเดิมแม้จะรู้ว่าอนาคตจะต้องเจ็บ เพราะการปล่อยให้คนที่รักไปเป็นของคนอื่นนั้นคงไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดแต่ก็ยังทำ
ได้โปรดอภัยให้ลูกด้วย ลูกได้ทำผิดมหันต์ลงไป แต่ลูกก็เดินเข้ากองไฟด้วยใจที่เต็มไปด้วยความรัก
คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีไม่ได้ขยับปากเพื่อพูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว ไม่ได้แสดงท่าทีว่าต้องการปกป้องกันแต่อย่างใด หากไม่มีพ่อสามีร่วมวงสนทนาอยู่ด้วยเธอคงรู้สึกว่าตัวเองแตกสลายกว่านี้ สุดท้ายเขาก็หันไปหาลูกสาวโดยปล่อยให้เธอในฐานะภรรยานั่งเป็นอากาศธาตุอยู่อย่างนั้น
ไม่นานนักก็ถึงเวลามื้ออาหาร แม่บ้านจึงรับหน้าที่ดูแลลูกเพราะเธอต้องไปทานมื้อเย็น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ได้แตกต่างจากวันที่ผ่านมา นั่นคือมักจะมีบทสนทนาของพ่อแม่ลูก และเธอจะทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีเท่านั้น จะมีบางทีที่พ่อสามีชวนคุยในเรื่องจิปาถะ ที่ส่วนมากก็เป็นเรื่องของหลานสาวของเจ้าตัว
ประเด็นในวันนี้เป็นเรื่องของกงสี นั่นคือร้านทองจำนวนสองสาขา และเธอรู้มาว่าภายในสองปีข้างหน้าจะทำการขยายเพิ่มอีกหนึ่งสาขา คนที่จะรับช่วงต่อก็คือสามีของเธอ แต่หลังจากนั้นก็คงต้องเป็นลูกสาวที่ย่าไม่ได้มองว่าเป็นหลานคนโปรด แต่จะให้เธอตั้งครรภ์อีกครั้งและคลอดลูกชายให้ครอบครัวนี้ก็ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะหลังจากคืนนั้นทั้งเธอและเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า เป็นแค่สามีภรรยาในนาม ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย อย่างว่า คนอย่างเธอได้ขนาดนี้ก็บุญท่วมหัวแล้ว
หลังจากทานอาหารเสร็จเป็นที่เรียบร้อยต่างก็พากันแยกย้ายไปยังห้องของตัวเอง แต่ก่อนที่เธอจะได้กลับห้องก็ต้องเดินไปยังห้องโถงอีกรอบเพราะต้องไปรับลูกที่แม่บ้านเลี้ยงไว้ เธอไม่ลืมที่จะเอ่ยปากเพื่อบอกขอบคุณที่เป็นธุระให้ อีกฝ่ายก็ส่งยิ้มกลับมา จึงอุ้มลูกไว้แนบอกแล้วเดินขึ้นชั้นบนเพื่อตรงไปยังห้องของตน
ที่หน้าประตูห้องนอนมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขาคือสามีแสนรักนั่นเอง รู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นอีกฝ่ายมายืนรออยู่แบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ปกติก็แทบจะไม่เห็นกันอยู่ในสายตาเลย แต่มันก็ทำให้เธอยิ้มได้ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยเร็ว
“พี่มีธุระอะไรหรือเปล่า”
“เดี๋ยวคืนนี้จะขอนอนกับลูก”
“หมายถึง?” สาวเจ้าเอียงคอมองอย่างนึกสงสัย ตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าท้องแล้วได้ก้าวมาอยู่ในบ้านหลังนี้ เขาไม่เคยเอ่ยปากพูดแบบนี้เลยสักครั้ง เนื่องจากสองสามีภรรยาแยกห้องกันนอน เธอจึงนอนคนเดียวมาตลอด เพิ่งจะเป็นช่วงห้าเดือนที่แล้วนี่เองที่ได้นอนสองคนกับลูก “พี่จะมานอนที่ห้องกับลูกเหรอ”
เธอถามออกไปพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่มันจะค่อย ๆ จางลงเมื่อได้รับคำตอบจากปากเขา “เปล่า เดี๋ยวค่ำ ๆ จะมารับลูกไปนอนด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นสาก็ต้องนอนคนเดียวใช่ไหม” เขาไม่ตอบ และนั่นก็เป็นคำตอบที่เข้าใจได้แล้ว “แต่ลูกยังเด็ก ยังไงก็คงจะตื่นมากินนมตอนดึก ๆ”
“พอลูกตื่นเธอก็เดินมาสิ”
“แบบนั้นมันจะไม่ลำบากเหรอ ยังไงลูกก็ต้องนอนกับสา”
“เธอกำลังจะบอกว่าฉันไม่สามารถนอนกับลูกตัวเองได้อย่างนั้นเหรอ ทำไมล่ะ เขาเป็นลูกของเธอคนเดียวหรือไง”
“ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ พี่ก็นอนกับลูกได้ แต่ลูกก็ต้องนอนกับสาเพราะแกยังเด็ก มีทั้งหิวนม ตื่นกลางดึก เปลี่ยนผ้าอ้อม”
“สรุปคือถ้าอยากนอนกับลูกก็ต้องนอนกับเธอด้วยงั้นสิ” คนถูกถามพยักหน้ารับ เพราะมันควรจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ หากว่าลูกโตกว่านี้มันก็คงไม่มีปัญหา “ได้ เตรียมที่นอนไว้ที่พื้นด้วย”
เธอเดินเข้าห้องนอนพร้อมรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า เมื่อเข้ามาแล้วก็อาบน้ำให้ลูกก่อนจะจัดแจงที่หลับที่นอนให้เรียบร้อย โดยไม่ลืมเตรียมฟูกไว้สำหรับปูที่พื้นอย่างที่เขาได้เอ่ยปากบอกไว้
ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำแต่ลูกน้อยยังไม่หลับตาลง หากเป็นอย่างนั้นคนเป็นแม่ก็ปลีกตัวไปอาบน้ำไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถทิ้งลูกไว้โดยลำพัง จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่มันจะถูกเปิดออกโดยคนมาใหม่ เขาอยู่ในชุดนอนเรียบร้อยแล้ว จึงโพล่งออกไปว่าขอฝากลูกสักพัก ด้วยเธอต้องไปอาบน้ำ เขาไม่ได้ตอบเป็นคำพูดแต่เลือกที่จะเดินตรงมาหาลูกสาวที่เตียงนอน
เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอจึงเดินไปยังห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว ก่อนจะออกมาในเวลาไม่นานนัก ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจ เพราะเขาก้มหน้าลงไปฟัดกับลูกสาวจนได้ยินเสียงของเด็กทารกหัวเราะร่าออกมาอย่างมีความสุข ร่างบางเดินไปนั่งบนเตียงแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวแก้วตาดวงใจอย่างอ่อนโยน
“ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากนอนกับลูกเหรอ”
“ไม่เกี่ยวกับเธอสักหน่อย”
หญิงสาวหัวเราะออกมาน้อย ๆ แม้ว่าจะไม่มีอะไรให้ขำเลยสักนิด “ในฐานะแม่ก็แค่อยากรู้”
“ในฐานะพ่อ ฉันไม่อยากบอก”
“พี่นี่ก็นะ ใจร้ายจริง ๆ”
“ไม่เท่าเธอหรอก อีกอย่าง คนอย่างเธอไม่ควรว่าใครแบบนั้นนะ”
สุดท้ายก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป จนในที่สุดก็ให้ลูกกินนมจนหลับ ในระหว่างนั้นเขาก็เดินไปยังระเบียงห้องเพื่อที่จะหลบสายตาจากเรื่องเหล่านี้ เมื่อลูกหลับแล้วก็เอ่ยปากเรียกเขาเพื่อให้กลับมานอนในห้อง ส่วนตัวเธอก็จัดแจงตัวเองก่อนจะล้มตัวลงนอน ทว่ากลับมีเสียงของเขาดังขึ้นเพื่อสื่อว่าตนจะนอนด้านบน เธอเลิกคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ หากเป็นอย่างนั้นจะให้เสียเวลาปูฟูกไว้ที่พื้นไปเพื่ออะไร
“เปลี่ยนใจไม่นอนพื้นแล้วเหรอ”
“ไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่คิดจะนอนตั้งแต่แรก” หลังจากได้รับคำตอบแล้วก็นิ่งไปทันทีเมื่อเริ่มจะเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ “เชิญ”
“แต่นี่มันห้องของสา”
“เหรอ แต่บ้านของฉัน”
ไม่ว่าอย่างไร เธอมันก็เป็นได้แค่ภรรยาแสนชัง
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆
เมื่อคืนเธอต้องตื่นกลางดึกเพราะลูกน้อยถึงสองรอบ รอบแรกเป็นเพราะหิวนม ส่วนรอบที่สองคงเป็นเพราะฝันร้าย คนเป็นแม่อย่างจึงต้องทำหน้าที่กล่อมให้หลับ ส่วนคนเป็นพ่อที่ขอมานอนด้วยไม่รู้สึกตัวเลยสักครั้ง หากว่ายอมให้เขาพาลูกไปนอนด้วย การนอนของเธอคงทุลักทุเลกว่านี้ที่ต้องไปห้องเขาทุกครั้งที่ลูกร้อง โดยที่พ่อเขาไม่รู้สึกตัวสักนิด
เมื่อถึงเวลามื้อเช้าก็เดินไปนั่งยังที่ประจำ แม่สามีมองหน้าตาขวาง แต่เพียงครู่เดียวก็เบือนหน้าไปทางอื่น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่มันคงไม่มีเหตุผล ปกติก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเธอดีอยู่แล้ว หากวันดีคืนดีจะแย่กว่านี้ก็ไม่เห็นว่าจะน่าแปลกใจตรงไหน
หลังจากทานข้าวเสร็จผู้ชายทั้งสองในบ้านหลังนี้ก็พากันเดินออกไปด้านนอก เพราะต้องไปดูแลร้านทอง ส่วนเธอก็เดินไปยังห้องโถงเพื่อรับลูกไปเดินเล่นที่สวนหย่อมข้างบ้าน แสงแดดอ่อน ๆ เหมาะกับการเดินออกไปสูดอากาศ หากเลี้ยงแต่ในบ้านก็กลัวว่าลูกจะไม่มีภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าให้อยู่นอกบ้านนาน ๆ ก็เกรงว่าจะป่วย
การเลี้ยงลูกนั้นต้องรู้จักความพอดี ไม่ใช่แค่กับเรื่องนี้แต่เป็นกับทุกเรื่อง
“เมื่อคืนตาเดชไปนอนห้องแกเหรอ” ทว่าในขณะที่ตั้งใจจะเดินออกนอกบ้าน แม่ของสามีก็เดินมาดักหน้าก่อนจะถามถึงสิ่งที่ค้างคาใจ เธอจึงคิดได้ว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุที่หล่อนมองกันตาขวาง แต่ก็เลือกที่จะตอบความจริงว่าเขาแค่ต้องการจะนอนกับลูกเท่านั้น “อย่าผยองให้มันมาก แล้วต่อไปก็ไม่ต้องขอให้เขาไป”
“หนูไม่ได้ขอนะคะ พี่เขาแค่อยากนอนกับลูก อีกอย่างหนูก็นอนที่พื้นด้วย ไม่ได้นอนด้วยกันอย่างที่แม่เข้าใจหรอกค่ะ”
“อืม ก็เขาไม่ได้รักแกนี่ รู้อย่างนี้แล้วจะทนอยู่ไปเพื่ออะไร”
เธอไม่ตอบคำถามของคู่สนทนา ก่อนจะก้มหัวให้เพื่อสื่อว่าต้องการลากันตรงนี้ จากนั้นก็เบี่ยงตัวออกไปอีกทางแล้วไปยังสวนหย่อมอย่างที่ตั้งใจไว้
เดชะบุญที่หล่อนไม่ได้รั้งไว้ เพราะหากเป็นอย่างนั้นบทสนทนาระหว่างทั้งสองก็ไม่มีอะไรที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ สู้ไม่พูดคุยกันจะดีกว่า แม้ว่าบางทีจะไม่สามารถเลี่ยงได้ เพราะฉะนั้นเธอจึงพยายามตัดช่องน้อยแต่พอตัวตลอด ให้อีกฝ่ายมองเป็นอากาศธาตุก็ยังดีกว่าพ่นคำด่าว่าร้ายให้เจ็บใจ เพราะในฐานะที่อยู่ ณ ตอนนี้คงไม่สามารถโต้เถียงอะไรได้ ถ้ามีปัญหาขึ้นมาจริง ๆ ก็คงไม่มีใครคิดจะเข้าข้าง ดังนั้นแล้วการอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้ว่าในบางทีจะรู้สึกไม่สบอารมณ์กับคนในบ้านนี้ก็ตามที แต่มันคงดีถ้าจะไม่มีปากมีเสียงกับใคร
แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านมากระทบตัวแม้ว่าจะอยู่ใต้ต้นอินทนิลที่ออกดอกสีชมพูเข้มค่อนไปทางม่วง ดูแล้วสบายตาได้ไม่ยาก ข้างกันนั้นเป็นต้นจันทน์กะพ้อที่ปัจจุบันยังไม่ออกดอก ทว่าเมื่อตอนปลายปีมีโอกาสได้เห็นตอนที่มันผลิดอกออกผล มันทำให้เธออดคิดถึงบ้านและพ่อแม่ของตนไม่ได้ แต่ก็ยากเหลือเกินที่จะหวนคืนบ้านเกิด
บ้านหลังนี้เป็นบ้านในฝันของเธอเลยก็ว่าได้ ทั้งสนามหญ้า ทั้งแมกไม้นานาพรรณ มันทำให้เธอรู้สึกลุ่มหลงมากกว่าเดิม ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถถมช่องว่างที่อยู่ในใจของได้ทั้งหมด ต่อให้สนามหญ้ามีขนาดใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ บ้านหลังใหญ่กว่านี้หรือมีต้นไม้มากกว่าเดิม แต่มันจะมีค่าอะไรในเมื่อมันไม่ใช่ที่ของเธอ
ทุก ๆ อย่างหล่อหลอมให้เธฮคิดอย่างนั้นจริง ๆ เหมือนคำกล่าวที่ว่าคับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก แต่ตัวเธอน่ะ มันไม่มีที่ให้ไปนอกจากที่นี่แล้ว
ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเลือกไปหรือเลือกอยู่ ไม่ได้เป็นชีวิตที่มีตัวเลือกเหมือนคนอื่นเขาเลย
เพราะเมื่อวานฝนตก วันนี้ก็เลยดูชุ่มชื่นกว่าปกติ เพราะเหตุนั้นเธอจึงอยู่ด้านนอกได้ไม่นานนักเนื่องจากกลัวว่าลูกจะป่วย ประมาณสิบนาทีให้หลังก็เดินเข้าไปในตัวบ้านซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่แม่สามีเดินออกมาพอดี เธอก้มหัวให้คนอายุมากกว่าเป็นเชิงทำความเคารพ ก่อนจะรอให้อีกฝ่ายเดินผ่านไป ก็คงไปพบปะกับเหล่าสมาคมแม่บ้านอย่างทุกวัน
หล่อนไม่เคยเชิญเธอ ซึ่งคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว เธอไม่ชอบสังคมแบบนั้น และดูเหมือนสังคมนั้นก็จะไม่ชอบเธอด้วย
ในคืนนั้นก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่สามีเข้ามานอนที่ห้องโดยที่เธอต้องระเห็จไปนอนที่พื้นเหมือนอย่างเคย และแม้ว่าลูกจะตื่นในกลางดึก ผู้เป็นพ่อก็ไม่เคยรู้สึกตัวเลยสักครั้ง
เป็นอย่างนี้เกือบหนึ่งเดือน...
ระหว่างนั้นก็เหมือนว่าไฟจะสุมอกของแม่สามีมากขึ้น ปกติแล้วหล่อนจะไม่ค่อยสนใจเธอแม้ว่าจะเป็นหนามแทงใจก็ตาม แต่เพราะลูกชายไม่ได้แยแสอะไรในตัวภรรยาคนนี้มากนัก ทว่าช่วงที่ผ่านมานี้เขามักจะเข้ามานอนกับลูก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันก็สามารถเป็นเชื้อไฟให้คนอย่างหล่อนได้ ไม่รู้ว่าจะจินตนาการไปถึงไหน และเพราะความไม่รู้เลยต้องหาที่ลง ซึ่งมันก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นตัวเธอเอง ทั้งสายตาที่เต็มไปด้วยการเหยียดหยาม บางทีก็มีคำว่าร้ายออกมาบ้าง
‘ผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้า’ หล่อนคงคิดว่าเธอจะเจ็บ คงลืมไปว่าขนาดส้วมเธอก็โดนเปรียบมาแล้ว กับเรื่องแค่นี้เจ็บท้องคลอดลูกยังเจ็บกว่า
“ถ้าแกรักตัวเองมากพอก็รับไป” หลังจบประโยคนั้น สายตาที่มองหน้าคู่สนทนาก็เปลี่ยนมามองซองจดหมายที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ด้วยความใคร่รู้จึงเอื้อมมือไปคว้าไว้แล้วเปิดมันออกทันที “ไปจากบ้านหลังนี้ซะ ทั้งแกและลูก เพราะที่นี่มันไม่ใช่ที่ของแก ต่อให้อยู่นานกว่านี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก อันที่จริงฉันไม่อยากใจร้าย แต่แกไม่คู่ควรที่จะเป็นลูกสะใภ้ของฉันจริง ๆ”
หญิงสาวนิ่งงัน
“การไปของแกมันไม่ได้ดีแค่กับตัวแกนะ รวมถึงลูกของแก ตาเดช และคนอื่น ๆ ในบ้านด้วย”
เธอว่าหล่อนคิดแบบนั้น แต่เมื่อมาพูดต่อหน้าแบบนี้ก็รู้สึกจุกในใจ เธอแค่อยากมีความสุขกับครอบครัว ไม่เห็นจะต้องผลักไสกันแบบนี้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เลือกทำคือการส่งซองคืนกลับไปที่เจ้าของ
เธอรักเขา เธฮพอใจที่ได้อยู่ร่วมกับเขา แม้จะอยู่กันแบบนี้แต่ก็ดีกว่าต้องห่างกันไปมิใช่หรือ ถึงใจจะห่างกันเกินจะเอื้อมถึงก็ตาม ขออย่าให้กายห่างกันไปอีกอย่างเลย
“หนูมีลูกกับพี่เดชแล้ว นั่นก็หลานแท้ ๆ แม่จะทิ้งได้ลงคอเหรอคะ หรือเพราะเป็นหลานสาวเลยไม่พอใจ ต้องเป็นหลานชายใช่ไหมคะถึงจะรัก”
“ไม่ใช่ เพราะฉันไม่อยากได้สายเลือดของแก”
“นั่นเป็นปัญหาของแม่ค่ะ” ว่าจบก็เบี่ยงตัวหลบแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน เพราะรู้ดีว่าต่อให้คุยกันนานกว่านี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ในเมื่อหล่อนคุยด้วยอคติ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงสัมผัสของฝ่ามือที่คว้ามายังต้นแขนก่อนจะออกแรงกระชากให้หันกลับไป เธอก้มมองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่บนบันไดชั้นล่างอย่างนึกสงสัย เพราะปกติแล้วแม่สามีแทบจะไม่ถูกเนื้อต้องตัวลูกสะใภ้เลย แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธก็พอจะเข้าใจได้ “ช่วยปล่อยมือด้วยค่ะ ถ้ามีอะไรก็ไปคุยกันดี ๆ”
“คุยกันดี ๆ แล้วแกจะออกไหม”
“ไม่ออกค่ะ ถ้าออกแล้วหนูจะไปอยู่ที่ไหน ยังไงหนูก็มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้เหมือนกัน ต่อให้แม่จะไม่ยอมรับ แต่สักวันมันก็ต้องตกเป็นของลูกสาวหนูอยู่ดี และไม่ว่าจะพูดเรื่องนี้อีกกี่ครั้งก็ขอยืนยันคำเดิมว่าหนูและลูกจะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น”
ทั้ง ๆ ที่เธอพูดออกไปอย่างชัดเจน ทว่าคนฟังกลับกระตุกยิ้มก่อนจะปล่อยมือออกจากเรียวแขน จากนั้นหล่อนก็ปล่อยให้ตัวเองตกลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก แม้จะเป็นบันไดเพียงหกขั้นแต่ก็สร้างความตกใจให้เธอได้ไม่น้อย เมื่อตั้งสติได้จึงก้าวลงไปที่พื้นเพื่อที่จะช่วยอีกฝ่าย แต่เสียงที่ดังขึ้นกลับเสียดใจจนร่างบางได้แต่ชะงักอยู่บนบันไดขั้นที่สาม ทั้ง ๆ ที่อีกนิดก็จะไปถึงตัวแล้วแต่ก็ก้าวเดินต่อไม่ได้
“โอ๊ย! มันผลักฉันตกบันได ใครก็ได้ช่วยด้วย” ทันใดนั้นแม่บ้านอีกสองคนก็วิ่งออกมา ทั้งคู่มองมาที่เธอด้วยความตกอกตกใจ ก่อนจะหันไปทางคนเจ็บ แล้วแม่บ้านคนหนึ่งก็รีบวิ่งไปทางโทรศัพท์บ้านที่อยู่บริเวณห้องโถง ส่วนแม่บ้านอีกคนก็ช่วยแม่สามี ในที่นี้คงมีแต่เธอที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนเฉย ๆ
มันไม่สำคัญเลยว่าหล่อนตกบันไดกี่ขั้น อาการเป็นอย่างไร แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือเธอไม่ได้ทำ จึงพร่ำไปว่าตนไม่ได้ทำ ไม่รู้ว่าพูดไปกี่ครั้งแต่ก็เหมือนว่าจะไม่ได้รับความสนใจจากคนที่อยู่ตรงหน้า ไม่นานนักรถพยาบาลก็มา พวกเขาทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนจะพาคนเจ็บไป โดยที่อีกฝ่ายยังออกปากด้วยว่าให้เธอไปด้วย เมื่อเลี่ยงไม่ได้จึงต้องหันไปฝากลูกที่ยังหลับอยู่ในห้องไว้กับแม่บ้าน
“ติดต่อตาเดชให้ฉันด้วยนะ” คำพูดของหล่อนที่พูดกับแม่บ้านทำให้มือของเธอสั่นจนไม่สามารถควบคุมได้ รู้สึกถึงเหงื่อที่ผุดออกมาพร้อมกับใจที่เต้นผิดจังหวะ ขาก็ทำหน้าที่ก้าวเดินตามไปเรื่อย ๆ จนขึ้นมานั่งอยู่ในรถ ระหว่างทางนั้นเธอไม่ได้หันไปมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่สามีเลย มันเอาแต่ก้มหน้ามองมือของตนที่ประสานเข้าหากัน จนได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่พูดขึ้นมาว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะไม่เป็นอะไรมาก
เขาคงคิดว่าเธอเป็นห่วงคนเจ็บ เปล่าเลย จะไปห่วงคนแบบนั้นทำไม คนคนนี้ทิ้งตัวลงไปเพื่อใส่ร้ายเธอชัด ๆ
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ก็พาคนเจ็บไปยังห้องฉุกเฉิน เธอจึงนั่งรออยู่ด้านนอกพลางคิดว่าตนต้องพูดอะไรกับคนอื่นถึงเหตุการณ์นี้ หล่อนไม่มีทางยอมรับแน่ ๆ ว่าจงใจตกลงไปเอง ส่วนคำพูดของเธอก็คงไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้ใครปักใจเชื่อเช่นกัน หลักฐานก็ไม่มี แล้วจะทำอย่างไรดีให้ตัวเองพ้นผิด
ให้หลังประมาณยี่สิบนาทีก็เห็นว่าคนที่คุ้นตาเดินมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ เขาถามถึงแม่ของตัวเองก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงไม่ใกล้ไม่ไกล
“ทำไมถึงทำแบบนี้” คำถามนั้นทำให้รู้ได้ทันทีว่าแม่บ้านคงบอกอะไรไปบ้างแล้ว น้ำเสียงที่ฟังแล้วไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ของเขาได้นั้นยิ่งทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว แม้แต่จะพูดความจริงก็ยังไม่กล้า เลยได้แต่เม้มปากอยู่อย่างนั้น “ฉันถามว่าทำไม!”
“...”
“ป้าแจ่มบอกว่าได้ยินเสียงเธอกับม้าทะเลาะกันก่อนที่ม้าจะตกบันได ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น แค่ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้เหรอ มันจำเป็นต้องฆ่าต้องแกงกันเพราะเรื่องแค่นี้จริง ๆ เหรอสา มากไปหรือเปล่า แล้วถ้าม้าฉันเป็นอะไรไป จำไว้ว่าเธอได้เข้าไปนอนในคุกแน่”
ใจของเธอตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่ก่อนจะได้ตอบคำถามอะไรอีกฝ่าย ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกเสียก่อน เธอไม่ได้ถลาไปหาคุณหมอเหมือนที่เขาทำ แต่เลือกที่จะนั่งอยู่ที่เดิม
หลังจากเขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็เดินไปยังห้องพักฟื้น เธอไม่รู้เลยว่าการตกบันไดหกขั้นจะต้องถึงกับนอนโรงพยาบาล หรือว่าที่จริงแล้วหล่อนจะเจ็บ แต่ถ้ารู้ว่าร่างกายตัวเองจะได้รับความเสียหายก็ไม่น่าทำแบบนั้นไม่ใช่หรือ เพียงเพราะจะทำให้เธอเป็นตัวร้ายในสายตาคนอื่นถึงกับต้องยอมแลกขนาดนี้เชียว
จิตใจของคนเรานี่มันยากแท้หยั่งถึงจริง ๆ
ภายในห้องพักนั้นมีแต่ความเงียบ จนกระทั่งประตูถูกเปิดออกเพราะมีคนมาใหม่ นั่นคือพ่อสามีที่เดินหน้าตั้งมาหาภรรยาของตนที่นอนอยู่บนเตียง ทั้งคู่พูดคุยถามไถ่กันตามประสาคนรัก และเธอไม่ได้สนใจมันนักเพราะเสียงของเขาดังขึ้นพอดี
“เธอยังไม่ตอบคำถามของฉันเลยนะ ทำไมต้องผลักม้าด้วย” หลังจบประโยคคำถามของเขา ทุกเสียงในห้องก็เงียบไป พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นก่อนมันจะมาหยุดตรงหน้าเธอพอดี เลยได้แต่เงยหน้าขึ้นมองอย่างช้า ๆ จนประสานสายตากับเขาในที่สุด “เพราะม้าไม่ชอบเธอใช่ไหม เธอเลยโกรธ ก็รู้เหตุผลอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าเพราะอะไร ทำไมไม่โทษตัวเองบ้าง แล้วกับเรื่องนั้นถึงกับต้องทำร้ายกันขนาดนี้ วันนี้แค่ผลักตกบันได วันหน้าก็คงฆ่ากันให้ตายไปข้าง ยังไงก็เถอะ เธอคงอยู่ที่บ้านไม่ได้แล้วล่ะ เพราะฉันไม่ไว้ใจคนที่มีความคิดแบบนี้สักนิด”
“แต่สาไม่ได้ทำ” แม้ว่าจะพูดอย่างนั้นแต่ก็ดูเหมือนไม่มีใครเชื่อ “สาไม่ได้ผลักจริง ๆ”
“แกจะบอกว่าฉันโกหก?” นั่นเป็นเสียงของคนเจ็บ
“แม่ก็รู้ว่าความจริงคืออะไร”
“คือแกผลักฉันไง แล้วฉันจะแจ้งความด้วย ข้อหาพยายามฆ่า”
เธอได้แต่ส่ายหน้าเพราะไม่ได้ทำแบบนั้นจริง ๆ และไม่ยอมติดคุกฟรี ๆ โดยที่ตนไม่ได้ผิด ไม่ใช่แค่ติดคุก แต่เธอบริสุทธิ์ แค่การโดนกล่าวหาว่าตัวเองพยายามจะฆ่าคนอื่นนั่นก็เกินจะรับไหวแล้ว มันไม่ใช่แค่ตัวเธอ แต่ผลกระทบจะตกไปถึงลูก
ลูกสาวจะถูกตราหน้าทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และเธอไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นแน่นอน แต่ก็รู้ว่าคำพูดของตัวเองไม่ได้มีน้ำหนักมากขนาดนั้น ถ้าเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเธอคงมิวายต้องเข้าไปอยู่ในซังเตเป็นแน่แท้
“แต่ยังไงแกก็เป็นลูกสะใภ้ ถ้าปล่อยให้ข่าวรั่วออกไปว่าลูกสะใภ้บ้านนี้ผลักแม่ผัวตกบันไดก็คงจะไม่เป็นผลดีกับใคร แต่มีข้อแม้คือแกกับลูกต้องออกไปอยู่ที่อื่น”
“ลูก? หมายถึงลูกของผมต้องไปด้วยเหรอ ผมว่ามันจะไปกันใหญ่แล้วนะม้า” พ่อลูกอ่อนค้านหัวชนฝา “ก็ให้สาไปคนเดียวสิ ลูกผมไม่ได้ผิดอะไรทำไมจะต้องออกจากบ้านด้วย ยังไงผมก็ไม่ยอม ลูกผมผมจะเลี้ยงเอง”
พูดมาได้อย่างไรกัน ที่เธอยังมีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้มันก็อุทิศเพื่อลูกทั้งนั้น หากไม่มีลูกแล้วเธอจะอยู่อย่างไร สู้ให้ตายไปไม่ดีกว่าหรือ
เธอรู้ว่าเขารักลูกแต่เธอก็รักไม่ต่างกัน การจะพรากลูกพรากแม่นั้นมันบ้าบอที่สุด ใครจะไปรับเรื่องนี้ได้กัน ไม่ว่าตัวเธอจะต้องระเห็จไปอยู่ที่แห่งหนใดก็ตาม ข้างกายจะต้องมีลูกสาวที่รักสุดหัวใจไปด้วย เธอจะอยู่กับลูกตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ถ้ามีลมหายใจอยู่ ไม่ว่าใครก็พรากลูกไปไม่ได้
“ไม่ได้! ต้องไปให้หมด ม้าไม่อยากเลี้ยงลูกของคนที่จะฆ่าตัวเองหรอก”
หล่อนไม่ยอมให้สายเลือดที่เกลียดชังได้เติบโตในบ้านของตนเองเด็ดขาด
ก่อนหันไปเค้นเอากันลูกสะใภ้แสนชัง “แล้วแกล่ะ คิดได้หรือยังว่าจะออกจากบ้านหรือเข้าคุก”
หลังจบประโยคนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินตรงไปยังเตียงคนป่วย เพราะชีวิตยังมีคนที่ต้องดูแลจึงไม่สามารถพาตัวเองเข้ากระบวนการทางกฎหมายได้ เนื่องจากมีโอกาสสูงที่เธอจะกลายเป็นแพะ หากเป็นแบบนั้นเธอคงได้ออกมาฆ่าหล่อนจริง ๆ แน่ แต่เธอจะฆ่าช้า ๆ
ในวันที่หล่อนมีความสุขเพราะเขี่ยเธอและลูกทิ้งได้ ในวันที่ได้ลูกสะใภ้ที่ปรารถนา หรือจะเป็นวันที่หล่อนคิดว่าบั้นปลายชีวิตช่างมีแต่เรื่องน่ายินดี ในวันนั้นหล่อนจะต้องทรมานที่ทำกับเธอและลูกแบบนี้
เมื่อไปถึงก็กระซิบให้ได้ยินแค่สองคนก่อนจะผละออกมา เสียงกรี๊ดดังไปทั่วบริเวณแต่เธอก็ไม่ได้เหลียวหลังไปมอง เลือกที่จะเดินออกไปโดยไม่ลืมก้มหัวเพื่อทำความเคารพพ่อสามีที่ยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรเลยตั้งแต่มา
เธอคิดว่าเขาอาจจะไม่เชื่อภรรยาตัวเองหรอก แต่มันก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วในเมื่อไม่มีใครเป็นผู้เห็นเหตุการณ์และสามารถเป็นพยานให้เธอได้ ทว่าระหว่างเดินออกมาก็รู้สึกถึงแรงจับที่แขน ไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าใคร ก่อนที่อีกฝ่ายจะพาเธอไปยังลานจอดรถ
บรรยากาศในห้องโดยสารเต็มไปด้วยความเงียบงันที่แฝงความอึดอัดมาทุกอณู พวกเราไม่ได้พูดอะไรสักคำจนกระทั่งมาถึงบ้าน แม้จะเห็นว่าลูกสาวอยู่ในอ้อมอกของแม่บ้าน แต่เขาก็เดินผ่านไปยังชั้นบนพร้อมกับมือที่กำรอบแขนของเธอแล้วออกแรงดึงเบา ๆ ตลอดทาง
จุดหมายปลายทางคือห้องนอนของเขาซึ่งเป็นห้องที่หญิงสาวไม่เคยย่างกรายมาเลยเพราะเป็นพื้นที่ส่วนตัว เมื่อมาถึงเขาก็ปล่อยมือออกพลางเดินไปยังโต๊ะทำงานของตน เธอไม่รู้ว่าควรอยู่ตรงไหนเลยได้แต่ยืนอยู่ที่เดิม จนในที่สุดเขาก็เดินกลับมาพร้อมกับเงินสดหนึ่งก้อน
“ยังไม่สายถ้าจะเริ่มต้นใหม่ รับเงินนี้ไว้แล้วออกไปจากบ้านหลังนี้ซะ”
เธอรักเขา ที่ชีวิตมันมาถึงจุดนี้เพราะเธอรักเขา
แต่เพราะความรักนั้นมันไม่ถูกตอบสนอง เธอถึงต้องมีชะตาแบบนี้ คือโดนไล่ออกจากบ้านจากคนสองคนในวันเดียวกัน และแม้ว่าจะไม่มีที่ไปแต่ก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้เช่นกัน แต่ถ้ามีเงินก็คงไปตั้งตัวได้ใหม่อย่างที่เขาว่า สุดท้ายแล้วจึงได้แต่ยื่นมือไปรับไว้ มันเหมือนว่าเธอได้ทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองไปแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าถ้าไม่เคยจนจะไม่รู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ควรเลือก
ศักดิ์ศรีมันก็คงจะกินได้ แต่ไม่ใช่สำหรับคนอย่างเธอ
“สาจะไปจากที่นี่แล้วจะไม่กลับมาเหยียบอีกเลย แต่พี่รู้ใช่ไหมว่าสาไม่ไปคนเดียวแน่ ๆ”
“ไม่ได้ เธอจะพาลูกฉันไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ฉันไม่ไว้ใจให้คนอย่างเธอเลี้ยงลูกหรอก เธออาจจะฆ่าลูกก็ได้”
“คนเดียวที่สาอยากฆ่าคือแม่ของพี่ เพราะงั้นไม่ต้องห่วงว่าสาจะทำอะไรลูก” เขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัด แต่นั่นมันก็เป็นความจริงจากปากเธอ “เขาไม่ใช่ลูกของพี่คนเดียว แล้วพี่ก็คงจะมีครอบครัวใหม่ อืม หมายถึงคนเก่าที่จะมาเป็นคนใหม่น่ะ ถึงตอนนั้นพี่ก็มีลูก แล้วสาจะมั่นใจได้ไงว่าพี่จะรักลูกของเราเท่าเดิม ปัดมันเกลียดสาจะตาย มันจะรักลูกของสาได้ไง พี่ก็เลิกคิดถึงแต่ตัวเองได้แล้ว เพราะไม่มีใครรักเหมยได้เท่าสา รวมถึงพี่ด้วย”
“รู้ได้ไงว่าใครจะรักลูกได้มากกว่ากัน อีกอย่างเธอเองก็ต้องแต่งงานใหม่อยู่ดี ถึงวันนั้นพ่อเลี้ยงมันจะดีกับเหมยแน่เหรอ เธอนั่นแหละที่ต้องเลิกเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ฉัน”
“ไม่หรอก พี่รู้อยู่แล้วว่าสาไม่ทำแบบนั้น” เป็นเวลาพักใหญ่ที่ทั้งคู่สบตากันโดยไม่มีคำพูดใด ก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายพูดต่อ “ให้ลูกไปกับสาเถอะนะ ขอร้อง แล้วสาจะไม่มาวุ่นวายกับพี่อีกเลย แต่ถ้าไม่มีลูกสาก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปยังไง”
เขายกมือมาเสยผมก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกไปที่ระเบียงราวกับต้องการเวลาทบทวนเรื่องต่าง ๆ เพียงลำพัง เธอมองภาพนั้นด้วยใจที่วูบไหว ไม่อยากจากกันเลยสักนิด เธอก็แค่อยากอยู่กับครอบครัวของตัวเองเท่านั้น เธอรู้ว่าเขารักลูกมาก แต่เธอก็รักไม่ต่างกัน
ในความเป็นจริงนั้นเธอรักเขามากแต่ก็ไม่มีเขาได้ ในขณะที่ไม่สามารถคิดภาพตัวเองไม่ได้อยู่กับลูกได้เลย
ไม่นานนักเจ้าของห้องก็เดินกลับมาด้วยตาที่แดงก่ำ เธอรู้สึกเหมือนทุกคนต่างก็แตกสลายในแบบของตัวเอง แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญหน้า
“มีอะไรเกี่ยวกับลูกก็ติดต่อมาได้ หลังจากจัดการที่อยู่เรียบร้อยแล้วก็ติดต่อมาด้วย ฉันจะแวะไปหาลูกเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม”
“ถ้าทำให้ได้ก็จะทำ”
“อย่าสอนให้ลูกเกลียดพ่อตัวเอง”
เธอพยักหน้ารับก่อนจะยื่นมือไปปาดน้ำตาของตัวเองที่ไม่สามารถห้ามได้ เพราะมันดันไหลออกมาไม่ขาดสาย ชีวิตคนเรามันก็เหมือนดวงตะวันที่ปรากฏตัวในยามเช้าแล้วลาลับฟ้าในยามเย็น ทุกคนต่างก็พบเจอเพื่อจากลาด้วยกันทั้งนั้น ที่สำคัญคือความทรงจำในช่วงที่อยู่ด้วยกันต่างหาก
“ก่อนจะไปขอกอดพี่ได้ไหม”
เขาไม่ตอบอะไรกลับมา เธอจึงถือวิสาสะพุ่งตัวเข้าไปกอดอีกฝ่ายก่อนจะร้องออกมาเหมือนจะขาดใจ ทุกความรู้สึกมันประดังประเดเข้ามาจนเจ็บไปทั้งหัวใจ ขนาดว่าเรามีปากเสียงกันเธอก็ยังเลิกรักคนคนนี้ไม่ได้ แม้ว่าจะต้องไกลกันแต่ก็ถอนหัวใจออกจากเขาไม่ได้อยู่ดี
“ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ที่เคยทำไม่ดีกับพี่ไว้ ขอโทษกับทุกเรื่อง ขอโทษปัดที่ทำให้เสียใจ ขอโทษที่เห็นแก่ตัว แต่ก่อนจะไปก็อยากให้รู้ว่าสาทำเพราะรักพี่จริง ๆ อีกเรื่องที่อยากบอกก็คือสาไม่ได้ผลักแม่พี่”
“...”
“...”
“ไปเถอะ อย่าลืมติดต่อมาด้วยล่ะ”
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆
“แม่จ๋า!”
เสียงเรียกของเด็กสาวอายุหกขวบดังไปทั่วบริเวณ ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นการรบกวนผู้อื่นเพราะดูเหมือน ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ว่าใคร ๆ ก็เอาแต่ตะโกนเรียกหาผู้ปกครองของตัวเอง
เธอที่เห็นว่าลูกของตนวิ่งมาทางนี้พร้อมกับอ้าแขนออกจึงได้แต่ย่อตัวพลางอ้าแขนรับร่างเล็ก ๆ ที่จะมาถึงตัวในไม่ช้า ก่อนจะโอบกอดเด็กน้อยด้วยความรัก ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงครูประจำชั้นคอยปรามเด็ก ๆ ว่าให้เดินช้า ๆ แทนการวิ่ง ไม่อย่างนั้นจะเกิดอุบัติเหตุได้ แต่คงไม่มีใครสนใจจะฟัง
เธอได้แต่คิดในใจว่าเด็กหนอเด็ก จากนั้นก็จูงมือลูกสาวไปทางรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ด้านหน้าโรงเรียน
มีเสียงทักทายตามประสาคนรู้จักมาตลอดทางเดิน เพราะตั้งแต่วันนั้นก็เป็นเวลาเกือบหกปีเห็นจะได้ที่สองแม่ลูกมาลงหลักปักฐานที่นี่ ไหนยังต้องหาเลี้ยงชีพเลยใช้เงินทุนที่มีในการเปิดร้านข้าวมันไก่ไว้เพื่อเป็นอาชีพหลัก เพราะฉะนั้นเธอจึงรู้จักมักจี่กับผู้คนในละแวกนี้เป็นอย่างดี ด้วยส่วนมากก็เป็นทั้งลูกค้าและเพื่อนบ้าน
ในส่วนของเงินทุนนั้นเธอมีอยู่มากทีเดียว เพราะนอกจากจะได้ที่สามีเก่ามาแล้ว ในวันที่แม่สามีมาโน้มน้าวให้ออกจากบ้านเพื่อแลกกับเงินก้อนหนึ่ง วันนั้นแม้ว่าจะส่งกลับไปแล้วแถมอีกฝ่ายยังรับไว้ แต่ตอนที่เธอตกบันไดด้วยมารยาของตัวเองนั้น ซองสีขาวที่บรรจุเช็คได้ตกไปอยู่ที่พื้น เธอเก็บไว้เพราะหวังว่าจะได้ส่งคืนเจ้าของ แต่กลายเป็นว่าต้องออกจากบ้านในที่สุด
สุดท้ายจึงเลือกที่จะเก็บมันไว้เอง เพราะการที่ต้องออกมาอยู่กับลูกสองคนนั้นมันมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยทีเดียว และเงินจำนวนนั้นที่ได้จากคนทั้งสองก็สามารถทำให้ชีวิตการเป็นอยู่ของเธอและลูกสุขสบายได้ในระดับหนึ่ง ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องทำงานต่อไปเพราะลูกก็โตขึ้นทุกวัน
“แม่จ๋า” ประโยคเดิมของลูกทำให้เธอละสายตาจากผู้ปกครองของเด็กคนอื่นที่เดินผ่านไปแล้วต่างก็ทักทายกันตามมารยาท เดิมทีเธอคิดว่าลูกอาจจะถามถึงเรื่องมื้อเย็นหรืออะไรก็ตามที่เป็นชีวิตประจำวันของสองเรา แต่เปล่าเลย “พ่อกับน้องเฟยจะมาวันไหนเหรอ”
พ่อก็คือสามีเก่าของเธอ ส่วนน้องเฟยนั้นไม่ใช่น้องแท้ ๆ ของเด็กสาว แต่เป็นน้องชายต่างมารดา
เพราะให้หลังประมาณครึ่งปีเขาก็แต่งงานใหม่ อันที่จริงเธอก็เสียใจไม่น้อยแต่ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ ก็เลยเดินไปทั้ง ๆ ที่ใจแหลกสลายไปแบบนั้น อีกอย่างก็ชักจะเหนื่อยกับการต้องเป็นภรรยาที่ไม่ถูกรักและลูกสะใภ้ที่ไม่มีใครต้อนรับแล้ว อยู่แบบนี้ก็ดี มันดีที่สุดที่ชีวิตนี้จะได้รับ
เธอได้เป็นตัวเองและได้เป็นแม่ของเหมย ชื่อนี้ได้มาจากการที่พ่อสามีชอบเรียกแบบนี้ กระทั่งชื่อของหลานชายยังเป็นคนตั้งเองเลย และแม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ที่นั่นและรับรู้ความเป็นไปของคนในบ้าน แต่ก็พอจะเดาได้ว่าหลานชายคนนี้น่าจะเป็นคนที่แม่สามีรักและหวงมากทีเดียว เพราะทุกครั้งที่เขามาหาลูกและพาลูกชายมาด้วยนั้น หล่อนมักจะโทร. จิกเป็นไก่ให้รีบกลับ รวมถึงภรรยาคนใหม่ด้วย
คงกลัวถ่านไฟเก่าปะทุกระมัง เอาน่า อย่ากังวลไปเลย เรื่องแบบนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าว่างพวกเขาก็มาเองแหละ ทำไม คิดถึงเหรอ” เด็กตัวน้อยแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
เธอ...เธอก็คิดถึงเหมือนกัน
ซึ่งเป็นจังหวะที่ทั้งสองเดินมาถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้พอดี เธอจึงไม่ต่อบทสนทนาอะไร ให้มันตัดจบไปดื้อ ๆ แบบนั้นก่อนจะขี่รถออกไปจากบริเวณนี้เพื่อที่จะตรงกลับบ้าน
ตัวบ้านนั้นอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่มาก บวกกับเป็นเขตชุมชนจึงไม่ให้ความรู้สึกเปลี่ยว ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่นิยมออกนอกบ้านตอนกลางคืนถ้าไม่จำเป็น เท่าที่จำได้ก็มีไม่กี่ครั้ง แต่มีครั้งหนึ่งที่จำได้ดีคือจู่ ๆ ลูกก็ปวดท้อง ไม่ว่าจะโอ๋อย่างไรก็ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดร้อง มีแต่หนักขึ้นจนในที่สุดก็ต้องพาไปโรงพยาบาลตอนกลางดึก
ในคืนนั้นเธอติดต่อเขาไปหลังจากพาลูกมาส่งถึงมือหมอ เช้ามืดวันนั้นเขาก็มาอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว เธอในตอนนั้นทั้งกลัวว่าอาการของลูกจะหนักและกลัวว่าจะถูกตำหนิที่ดูแลไม่ดีพอ ทว่าก็ไม่มีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นเลย อาการของลูกก็ไม่รุนแรง เขาเองก็ไม่ได้ว่าร้ายอะไร แต่ก็คงจะมีความไม่พอใจปนอยู่เล็กน้อย เขาอาจจะคิดว่าถ้าตัวเองเป็นคนเลี้ยงอาจจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรมา เธอจึงไม่เปิดประเด็นที่จะพาไปสู่จุดที่จะเป็นปัญหาระหว่างกัน
เมื่อมาถึงบ้านก็พากันเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รอช้า เธอตรงไปยังห้องครัวพร้อมกับเตือนลูกว่าอย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้า เห็นว่าเจ้าเด็กตัวเล็กเดินไปทิ้งตัวลงบนพื้นแล้วคว้าแผ่นซีดีมาเปิดการ์ตูนซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลูกสาวชื่นชอบมาก เพราะชอบดูการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจจึงขอให้เธอสอนถึงการใช้งานว่าควรใส่แผ่นอย่างไรและต้องกดตัวไหน เพื่อที่ตอนไหนเธอไม่ว่างทำให้ เด็กตัวเล็กจะได้ทำเอง
คนเป็นแม่คิดว่าอีกเดี๋ยวลูกคงทำตามที่บอก เลยไม่อยากจะจ้ำจี้จำไชจึงเลือกที่จะเงียบแล้วปล่อยให้ลูกได้ทำตามใจไปก่อน ส่วนตัวเองก็มาทำหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
เธอใช้เวลาสักพักใหญ่ ๆ ในการทำอาหาร หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตักแยกไว้หนึ่งชุดเพื่อที่จะนำไปให้คุณยายที่อาศัยอยู่บ้านใกล้ ๆ กัน หล่อนไม่ได้มีฐานะยากจนแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นคนที่เธอนับถือเหมือนผู้ใหญ่และทำแบบนี้มาตั้งแต่ช่วงย้ายมาอยู่
เพราะไม่ได้เลือกที่จะกลับบ้านของตัวเอง การมาอยู่ที่นี่ในตอนนั้นแม้ว่าจะมีเงินติดตัวมาแต่มันก็ไม่ง่ายเลย แต่เพราะได้เพื่อนบ้านที่น่ารักคอยช่วยเหลือ เนื่องด้วยเป็นท้องแรกและเธอไม่ใช่คนที่มีความรู้มากนักเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร ก็ได้คุณยายนี่แหละที่คอยช่วยและดูแลลูกสาวมาตั้งแต่ยังเป็นแค่เด็กทารกวัยไม่กี่เดือน หล่อนเอ็นดูลูกของเธอเหมือนหลานแท้ ๆ และทั้งสองคนแม่ลูกก็นับถืออีกฝ่ายเหมือนคนในครอบครัวเช่นกัน
“ทำไมหนูยังไม่เปลี่ยนชุดอีก แม่ว่าจะไม่บ่นแล้วนะ”
เธอเคยอยู่ในฐานะลูกมาก่อนและรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ นั่นคือการโดนบ่นหรือโดนวานให้ทำสิ่งต่าง ๆ มากมายในเวลาที่ไม่อยากทำ เพราะเหตุนั้นเลยไม่อยากจะเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ให้ตายเถอะ แม่ลูกสาวคนนี้มันรั้นเสียจริง ขนาดพูดออกไปแบบนั้นแล้วก็ยังตอบมาว่าเดี๋ยวก่อน
“งั้นเดี๋ยวแม่เอากับข้าวไปให้ยายอุ่นก่อน กลับมาต้องเห็นว่าลูกเปลี่ยนชุดแล้วนะ” หลังจากอีกฝ่ายรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ เธอก็ไม่พูดอะไรต่อและเลือกที่จะเดินออกจากบ้านเพื่อไปยังบ้านหลังข้าง ๆ
เมื่อไปถึงก็ทักทายอย่างสนิทสนม คงเพราะผู้คนแถวนี้มักจะพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้เธอเองก็ติดลมเช่นกัน นอกจากเจ้าของบ้านกับคุณแม่ลูกหนึ่งแล้วยังมีคนอื่นมาหาคุณยายอีก ซึ่งก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในละแวกนี้ที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว
“นี่ ทำไมไม่ขายข้าวหมูแดงด้วยล่ะ มันเป็นของคู่กันนะ ยายล่ะอยากกินฝีมือเรา” เป็นยายนวลที่พูดออกมาแบบนั้น ซึ่งเธอก็ตอบออกไปด้วยความสัตย์จริงว่าหากขายหลายอย่างก็เกรงว่างานจะรัดตัวเกินไป อีกฝ่ายหัวเราะออกมาน้อย ๆ ก่อนจะพูดต่อ “แล้วนี่พ่อเขาจะมาอีกทีวันไหนล่ะ”
หล่อนหมายถึงพ่อของลูกที่ไม่ได้ติดต่อกันเลยหากไม่มีเรื่องสำคัญจริง ๆ ทุกครั้งที่เขาจะมาก็ไม่เคยบอกกล่าวอะไร เป็นเหตุให้เธอตอบคำถามของคนอื่นไม่ได้เพราะตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ครั้นจะติดต่อไปเพื่อถามไถ่ก็ดูว่าจะไม่ใช่เรื่องที่ควร เดี๋ยวบ้านนั้นก็หาว่าเธอทอดสะพานให้คนของเขาอีก
“เรื่องนั้นสาก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวว่างก็คงจะมาเอง” เธอตอบไปแบบนั้นก่อนจะชวนเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่รถเก๋งที่จอดอยู่หน้าบ้านนั่นของกี้เหรอ”
“อื้อ เพิ่งมาถึงเมื่อบ่ายนี่เอง” หลังจากนั้นยายนวลก็สาธยายความดีความงามของหลานชายให้เธอและยายอุ่นฟัง ทั้งคู่ก็ตั้งใจฟังโดยไม่ขัดอะไร เธอเข้าใจว่าคนแก่ ๆ นั้นไม่มีเรื่องไหนดีกว่าการยกเรื่องของลูกหลานมาพูดในวงสนทนา ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่แต่ก็ไม่มีใครแทรกขึ้น และเมื่อเห็นว่าชักจะกินเวลามากพอสมควรเธอจึงขอตัวกลับบ้านโดยอ้างว่าลูกสาวอยู่คนเดียว กลัวจะเล่นซนจนเกิดเรื่องไม่ดี
เสียงการ์ตูนดังเข้าโสตประสาทตั้งแต่เดินมาถึงประตูหน้าบ้าน เมื่อมองเข้าไปก็เห็นว่าเด็กสาวตัวเล็กยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แถมชุดที่ใส่ก็ยังเป็นชุดนักเรียนอีกด้วย เลยได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปด้านใน ทันทีที่เห็นเธอ เด็กตัวเล็กก็ได้แต่เบิกตาโตพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะร่า คนเป็นแม่ที่เดิมทีทำหน้าบึ้งหน่อย ๆ ก็เป็นอันหลุดยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
น่ารักขนาดนี้ คงโกรธไม่ลง
“ดื้อได้ใครเนี่ย” เธอพูดขึ้นหลังจากที่เดินไปหยิบเสื้อผ้าแล้วกลับมาที่เดิม จากนั้นก็จัดการแต่งตัวให้ลูกสาว เพราะหากรอให้เจ้าตัวเล็กทำเองก็คงไม่ได้การ
เรื่องดื้อรั้นมันก็ทำให้ตัวเธอเหนื่อยอยู่ไม่น้อย แต่ในความเหนื่อยมันยังเจือปนอีกหลายความรู้สึก ทั้งรัก ทั้งเอ็นดู และเธอรู้สึกว่าการมีอยู่ของเด็กคนนี้นั้นได้เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ได้เรียนรู้ที่จะดูแลคนอื่นนอกจากตัวเอง ได้สัมผัสความเป็นแม่ที่คงไม่เข้าใจดีเท่านี้ถ้าไม่ได้เจอกับตัวเอง
ให้หลังประมาณสามวันก็เห็นว่าสามีเก่าได้ขับรถมาจอดบริเวณหน้าบ้าน เพราะเป็นช่วงเที่ยงจึงมีลูกค้ามากพอสมควร เธอเลยได้แต่หันไปยิ้มทักทายให้เด็กตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมอกของอีกฝ่าย ก่อนที่ทั้งสองจะเข้าไปในบ้านพร้อมกับเสียงของลูกสาวที่ดังขึ้นด้วยความดีอกดีใจ
ไม่นานนักของก็หมด เมื่อถึงเวลาปิดร้านก็จัดการอย่างที่ทำมาทุกวัน พอทุกอย่างเรียบร้อยก็เข้าไปสมทบกับคนอื่น ๆ ที่ ณ ตอนนี้ก็ดูจะมีความสุขกันดีอย่างทุกครั้งที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน
เขามักจะพูดว่าลูกสาวโตขึ้นทุกครั้งที่ตนมาหา มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว หากไม่ได้เห็นกันบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายแปลกตาไป อย่างเธอยังรู้สึกว่าเขาดูโตกว่าตอนที่อยู่ด้วยกัน รวมถึงลูกชายของเขาด้วยที่นับวันก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ
“ช่วงนี้อาจจะไม่ได้มาหาบ่อย ๆ แล้วนะ” จู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกทั้งสองง่วนอยู่กับการเล่นของเล่น เธอจึงหันไปเลิกคิ้วเป็นคำถาม ไม่รู้ทำไมยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งรู้สึกว่าห่างไกลจากเขาขึ้นเรื่อย ๆ “ปัดเขาท้องน่ะ”
“เหรอ”
คู่สนทนาพยักหน้ารับ “คนท้องก็ไม่ควรคิดมากใช่ไหมล่ะ”
“กี่เดือนแล้ว” เธอเลือกที่จะตอบด้วยคำถามเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าภรรยาใหม่นั้นไม่ค่อยสบายใจที่เขามาที่นี่ อย่างไรเสียระหว่างเธอและเขามันก็ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ดังนั้นให้มันเป็นเพียงความคิดถึงก็คงจะพอ
“จะสามเดือนแล้ว” เธอพยักหน้ารับก่อนที่จะเกิดความเงียบชั่วอึดใจ สุดท้ายก็เป็นเขาที่โพล่งขึ้นมาก่อน “ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทร. ไปได้ตลอด หลังคลอดก็คงจะมาหาลูกได้เหมือนเดิม ช่วงนี้ก็ฝากด้วยนะ”
“ฝากอะไรล่ะ ลูกสาสาก็ต้องดูแลอยู่แล้ว”
“นั่นสิ แล้ว...” เมื่ออีกฝ่ายหยุดพูดไปดื้อ ๆ เธอจึงหันไปเลิกคิ้วใส่ แต่เขาก็แค่ส่ายหน้ากลับมาเท่านั้น
ทั้งสองจึงถูกความเงียบครอบงำ แต่แล้วเธอก็เป็นคนทำลายมันลงด้วยการถามไถ่ทั่ว ๆ ไปอย่างงานเป็นอย่างไรบ้าง พ่อสบายดีหรือเปล่า ซึ่งเป็นคนเดียวในบ้านหลังนั้นที่เธอจะพูดถึง ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่มีความจำเป็นให้นึกถึงด้วยซ้ำ โดยเฉพาะแม่สามีที่ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะสำลักความโกรธไปหรือยังที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาที่นี่ แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ดีสักเท่าไรแต่ก็ไม่คิดว่าควรเจอการกระทำอย่างนั้นจากผู้ใหญ่ และต่อให้เวลาผ่านพ้นไปแค่ไหนเธอก็ไม่เคยอภัยให้หล่อนเลย สักวันมันต้องเป็นวันที่ผู้หญิงคนนั้นเจ็บปวดเหมือนที่เธอพบเจอ
เสียงทุ้มดังขึ้น “ไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรใช่ไหม”
“หมายถึงสาเหรอ” เธอเอียงคอมองคนพูด เมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าเป็นคำตอบก็เปิดปากพูดต่อ “ก็มีบ้าง ร่างกายมันไม่ค่อยรักดีน่ะ”
“ดูแลสุขภาพด้วย อย่าโหมงานหนัก”
รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนกรอบหน้า “พี่ก็เหมือนกัน”
⋆ ˚。⋆୨୧˚ ˚୨୧⋆。˚ ⋆