เจ้ามีเขาอยู่แล้ว ยังดึงอ้าย เข้าไปหา
อ้ายคนนอกสายตา เจ้าบ่แคร์ บ่สน
อ้ายมันใจง่ายที่เจ้า บ่หลูโตน
เบื่อนำคำเว้าคน เฮ็ดให้เฮา เปลี่ยนไป
เจ้ามาเฮ็ดให้ฮู้สึกดี แล้วกะย่าง หนีไป
เจ็บแท้หนอใจอ้าย อยากถอยคืน กลับมา
*แต่ใจ มันพังไปเบิ๊ด แล้ว เฮ็ดได้ แค่เหลือใจ เจ้าของ
**ขอโทษที่เข้าไปเป็น มะริ่งกิ่งก่อง
สะระน้องก่องแก่ง มะน่องมะแน่งมั้บ
ปะล่องป่องแป่ง ง้องแง้งง้องแง้ง ในชีวิตเธอ
ขอโทษที่เข้าไปเป็น มะริ่งกิ่งก่อง
สะระน้องก่องแก่ง มะน่องมะแน่งมั้บ
ปะล่องป่องแป่ง ง้องแง้งง้องแง้ง ในชีวิตเธอ...
มะล่องก่องแก่ง - พจน์ สายอินดี้
คนที่กำลังแหกปากร้องเพลงบนเวทีพร้อมกับท่าเต้นเรียกนักเลงมากระทืบนั้น ทำเอาคนที่อยู่ด้านล่างเวทีได้แต่อ้าปากค้าง กุมขมับ และส่ายหน้าไปตามๆ กัน
ตอนแรกไม่ใช่แค่วรฤทธิ์หรอกที่เต้นแร้งเต้นกาเหมือนหมาโดนน้ำร้อนลวกแบบนั้น แต่ทั้งศุภณัฐ ศักดิ์ชัย และวิบูลย์ ต่างก็ขึ้นไปอยู่บนเวทีและก็สนุกสนานเฮฮาไปด้วยกัน แน่ล่ะก็นี่มันคืองานแต่งงานของพี่คิงและยัยอวบนี่นะ พวกเขาต้องเต็มที่อยู่แล้ว
แต่...
นั่นมันคือหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว และตอนนี้พวกเขาทั้งสามก็พอแล้ว และอยากกลับบ้านพักผ่อนสักที หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการช่วยงานแต่งของเพื่อนที่สนิททั้งสองคน
และสาวๆ ที่มาด้วยกันต่างก็หน้าซีดหน้าเซียวหมดเรี่ยวหมดแรงเต็มแก่ คงจะเหลือแค่ชลิตานั่นล่ะ ที่ยังคงเต้นเย้วๆ เชียร์แฟนหนุ่มอย่าง วรฤทธิ์อยู่ข้างล่างเวที
“ไอ้เล็ก! บ้าไปแล้ว มันจะไม่หลับไม่นอนหรือยังไงคืนนี้”
ศุภณัฐเอ่ยขึ้น พร้อมกับหันไปถอนหายใจให้นีรนาถแฟนสาว ที่มางานแต่งงานของขุนพลกับอาทิตยาด้วยกัน
“ไม่น่าเชื่อว่าเล็กจะร้องเพลงพวกนี้ได้ เสียงดีด้วยนะ”
สาวเจ้าว่าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ แม้จะแทบไม่มีแรงแล้วก็ตาม ก็เธอไปเต้นกับเจ้าสาวกับชลิตาตั้งนาน มาหมดแรงตอนวรฤทธิ์ร้องเพลงเด๋อเดี่ยงด่างของลำไย ไหทองคำ มันมากไปหน่อย
“กลับบ้านเลยนะ ไม่ไหวละ ไอ้บาสไปอ้วกถึงไหนนี่”
ศุภณัฐว่าจบก็แลเห็นศักดิ์ชัยประคองวิบูลย์ที่แทบจะยืนไม่อยู่เดินมาหา แล้วเพื่อนรักเพื่อนแท้อย่างศักดิ์ชัยก็ทิ้งร่างคนเมาให้กองอยู่บนม้านั่งหินอ่อนตรงจุดที่ศุภณัฐและนีรนาถยืนอยู่นั่นแหละ
“อ้าย...ม่อน...กูเจ็บ...”
วิบูลย์ว่าเสียงยานคาง ทั้งเมา ทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย ทั้งอ้วก เพื่อนยังมาทิ้งร่างเขาเหมือนผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้วอีก
“กูบอกว่าอย่ากินๆ ห้ามไม่ฟัง”
“ก็ไอ้เล็กมันเอาให้กูอะ”
วิบูลย์แก้ตัวพัลวัน แต่นั่นคือความจริง เพื่อนทุกคนรู้ดีว่าเขากินเหล้ากินเบียร์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น แค่ได้กลิ่นก็เมาแล้ว เป็นคนที่วัดไม่เข้าเหล้าไม่ดื่ม แต่นี่ไอ้เล็กมันดันรินเพียวๆ ให้เขาชอตใหญ่ๆ บอกว่าทีเดียว ฉลองงานแต่งลูกพี่คิง ไม่เป็นอะไรหรอก เชื่อกู มันว่าแบบนี้ แล้วดูสภาพเขาสิ จะบอกว่าเมาเหมือนหมาก็สงสารหมาเปล่าๆ
“เออๆ พอแล้ว เลิกเถียงกัน เดี๋ยวกูไปส่งไอ้บาสเอง มึงไปส่งยัยแฝดได้ไหมไอ้ม่อน”
ศุภณัฐสรุปขึ้นในที่สุด ด้วยว่าตอนนี้เวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว เขาอยากกลับบ้านเต็มที
“ได้”
ว่าแล้วศักดิ์ชัยก็สอดส่ายสายตามองหาสองสาวแฝดผู้ซึ่งเป็นน้องสาวของไอ้เล็กเพื่อนรักของพวกเขานั่นเอง
ที่จริงแล้วพวกเขาทั้งหมดรู้จักกับพี่น้องของแต่ละคนและคุ้นเคยกันดี แต่น้องแฝดของไอ้เล็กนี่รู้จักมาตั้งแต่มัธยมต้นเลย ก่อนจะห่างเหินกันไปเพราะสองสาวไปเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ นั่นเลยทำให้ไม่ได้ติดต่อกัน
แต่นี่เพิ่งเรียนจบกันมาหมาดๆ ก็เลยถือโอกาสย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านอย่างถาวร กลับมาได้ราวๆ สองสัปดาห์แล้ว และไอ้เล็กก็พาน้องสาวมาเปิดตัวในงานแต่งของขุนพลและอาทิตยานี่แหละ
ศักดิ์ชัยรีบเดินไปหา เมื่อมองเห็นแล้วว่าทั้งสองสาวที่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบนั่งอยู่ที่โต๊ะกลมตัวที่ใกล้เวทีที่สุด นั่งดูพี่ชายร้องเพลง และดูว่าที่พี่สะใภ้เต้นบ้าๆ บอๆ แน่ล่ะว่าเขาแยกได้ว่าคนไหนคือคนไหน ก็คนนึงใส่ชุดเขียว อีกคนใส่ชุดแดง รู้ได้ไม่ยากว่าใครชอบสีอะไร และนั่นคือจุดขายของสองแฝด ส่วนหน้าตานั้นก็น่ารักน่าเอ็นดู เหมือนเนยแจมวงเนโกะ จัมพ์ ประมาณนั้นเลย
ศักดิ์ชัยเรียกสองสาวมาหา ก่อนจะพาเดินกลับมาสมทบกับศุภณัฐ นีรนาถ และวิบูลย์ที่ฟุบหลับอยู่กับม้าหินอ่อน
“ง่วงยังหนูแฝด” ศุภณัฐเอ่ยถามสองสาวเสียงอ่อนโยน
เขาเป็นลูกชายคนเดียว รู้จักกับวรฤทธิ์มาตั้งแต่ประถม เลยพลอยสนิทสนมกับสาวแฝดทั้งสองมานานกว่าใคร และรักเหมือนน้องสาวตัวเองเลยด้วยซ้ำ ส่วนศักดิ์ชัยกับวิบูลย์นั้นมารู้จักและเป็นเพื่อนกันก็ตอนมัธยมต้น ถ้านับว่านอกจากวรฤทธิ์แล้ว สองสาวนี่มีพี่ชายอีกคนคือใคร บอกได้เลยว่าเป็นเขานี่ล่ะ
เมื่อได้ยินเพื่อนสนิทพี่ชายถามอย่างนั้น สองสาวก็หันมองหน้ากัน แล้วหันมายิ้มอย่างอายๆ ส่งให้ศุภณัฐพลางตอบ
“ง่วงแล้วค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวปุ้มกับปุ้ยกลับบ้านกับพี่ม่อนนะ เดี๋ยวพี่จะไปส่งพี่บาส” ศุภณัฐจัดแจงการเดินทาง
“ไม่เอา...ให้ปุ้มไปด้วย” วิบูลย์ว่าพร้อมกับยื่นมือมาดึงแขนของสาวน้อยนามว่าปุ้ม หรือ วรปภา ฤทธิเจริญรัตน์ ให้เขยิบมาใกล้ จนเธอเสียหลักเซลงไปนั่งบนม้าหินอ่อนข้างเขา
“ไอ้บาส มึงเมาแล้วอย่ากวนน้อง” ศุภณัฐปรามเพื่อนเสียงแข็ง เขารู้ว่าสองคนนี้ตัวติดกันมากมาตั้งแต่ตอนวัยเด็กแรกรุ่น สนิทกันเหมือนเป็นพี่น้องท้องเดียวกันไม่มีผิด
“กูปวดหัว...อูย”
คนเมายังสำออยไม่ยอมหยุด ก่อนจะจับมือวรปภามาวางที่หน้าอกตัวเองพร้อมกับหลับตา
“เออๆ ตามใจมัน เดี๋ยวกูไปส่งปุ้ยเอง รีบไปกันเถอะ ไอ้นิ้งจะยืนหลับแล้ว” ศักดิ์ชัยสรุปขึ้นในที่สุด
และถ้อยคำนั้นก็ทำให้วรกัญญา ฤทธิเจริญรัตน์ หรือปุ้ย แฝดน้องของวรปภาที่เกิดทีหลังห่างกันเพียงสิบห้านาทีหน้าหงอยลงอย่างเศร้าๆ เธออยากไปกับคู่แฝดของตนและอยากให้ศุภณัฐเป็นคนไปส่งมากกว่า
แต่เมื่อได้ยินเสียงศุภณัฐ แววตาหม่นหมองนั้นก็ค่อยสดใสขึ้น
“ปุ้ยไปกับพี่ม่อนนะ เดี๋ยวพี่ส่งพี่บาสเสร็จจะรีบพาปุ้มมาส่งให้”
“ค่ะ” สาวน้อยรับคำเสียงแผ่ว ก่อนจะหันไปยิ้มให้แฝดของตน แล้วเดินตามศักดิ์ชัยออกไปเงียบๆ
เมื่อสองคนนั้นเดินห่างออกไปแล้ว ศุภณัฐก็ประคองวิบูลย์มาขึ้นรถที่เบาะหลัง โดยมีวรปภาตามมานั่งข้างๆ ส่วนนีรนาถนั้นเดินไปนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ
ศุภณัฐสตาร์ตเครื่องยนต์ และก่อนออกรถก็หันมาบอกแฟนสาว
“เดี๋ยวไปส่งตัวเองก่อนนะ”
“ไม่เป็นไร เค้าไปด้วยได้ เดี๋ยวตัวเองขับรถกลับคนเดียว”
นีรนาถท้วง ด้วยว่าดึกแล้วเธอไม่อยากให้เขาขับรถกลับบ้านคนเดียว แม้ว่าบ้านเธอจะถึงก่อน แต่เธอก็ยินดีนั่งรถไปเป็นเพื่อนเขา
“โอเค” ว่าแล้วก็ออกรถไปทันที
ขับมาได้ราวๆ สิบนาที วิบูลย์ก็ออกอาการโอ้กอ้ากอีกแล้ว
“ไอ้บาส ไหวมั้ย” ศุภณัฐที่มองเห็นเพื่อนจากกระจกหน้ารถเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล
“ตัวเองเอาน้ำเปล่าให้มันหน่อย อยู่ข้างๆ ประตูมีปะ”
เจ้าของรถเอ่ยบอกนีรนาถ และเธอก็รีบหยิบขวดน้ำส่งให้วรปภาที่ยื่นมือมารับทันที
“ไม่ๆ” คนเมาปฏิเสธและส่ายหน้าไปมา
วรปภาเลยจัดการเทน้ำใส่มือเล็กน้อยและลูบหน้าลูบตาให้เขา นั่นทำให้วิบูลย์แทบจะหายเมาจากการสัมผัสที่อ่อนโยนนั้น ก่อนจะตัดสินใจเอนตัวลงนอนหนุนตักน้องสาวเพื่อนทันที ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในรถ
“ไอ้บาส!” ศุภณัฐปรามเสียงเข้ม
แต่วรปภาก็เอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจคนเมาดี นั่นเลยทำให้สถานการณ์คลี่คลาย
“ไม่เป็นไรค่ะพี่เอส ให้พี่บาสนอนเถอะค่ะ เดี๋ยวอ้วกอีกจะแย่เอา”
ว่าจบก็ยกมือลูบใบหน้าที่เปียกชื้นหยดน้ำออกให้เขาเบาๆ พร้อมกับประสานฝ่ามือน้อยกับมือหนาที่เอื้อมมากุมอย่างกำลังจะบอกว่าจะไม่ยอมปล่อยมือเธออีกอย่างไรอย่างนั้นเลย...
ฝ่ายวรฤทธิ์ที่อยู่ป่วนการเข้าหอของขุนพลจนวินาทีสุดท้ายนั้น ตอนนี้ได้หมดฤทธิ์แล้ว คนที่ต้องพากลับบ้านก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนบ้าๆ เหมือนกันที่คบกันได้นั่นแหละ
คนที่พาคนเมากลับมาถึงคอนโดได้อย่างทุลักทุเลถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้นและเอาหัวพิงเบาะโซฟาหอบแฮกๆ อย่างเหนื่อยๆ เมื่อสุดท้ายก็สามารถพาคนป่วนงานแต่งชาวบ้านกลับมาได้สักที นี่ดีนะที่เขาไม่ได้เมามากจนเดินเองไม่ได้ ไม่งั้นชลิตาคงไม่มีปัญญาแบกเขาขึ้นมาที่คอนโดชั้นสิบสองแน่นอน
“อา...เหนื่อย”
ยังไม่วายบ่นพร้อมกับเหลือบตาไปมองค้อนคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนโซฟา และราวกับเขารู้ว่ากำลังถูกแอบด่า จึงได้พลิกตัวนอนหงาย ก่อนจะค่อยๆ ประคองกายขึ้นมานั่งเอาหัวพิงพนักโซฟา แล้วหรี่ตามองเธอนิ่งๆ
“ไปนั่งทำไรที่พื้น”
นี่คือคำพูดของคนที่เพิ่งสร่างเมารึไง! ฟังยังไงก็ไม่เข้าหูอยู่ดี
“ก็เหนื่อยอะ”
“มานี่” ว่าพร้อมกับดึงแขนเธอให้มานั่งบนโซฟาด้วยกัน แต่คงเพราะดึงแรงไปหน่อย หรือเพราะชลิตาไม่ขืนตัวไว้บ้างก็ไม่อาจทราบได้ ที่ทำให้สุดท้ายก็ต้องไปนั่งบนตักเขา พร้อมกับให้อ้อมแขนแข็งแรงนั้นกอดรัดแรงๆ อย่างกับจะแกล้ง
คนนิสัยเสีย! ขอบอกขอบใจสักคำก็ไม่มี นี่เขาไม่สำนึกเลยใช่ไหมว่าเธอเหนื่อยแล้วก็ง่วง
“เหม็นเหล้า”
“เดี๋ยวเธอจะกลับบ้านหรือเปล่า” เขากลับถามอีกเรื่อง ไม่นำพาว่าเธอจะบ่นอะไร
“ไม่ไปแล้ว ใครจะไปดึกป่านนี้ ขับรถกลับไปกลับมาหลับในตายพอดี”
“โอเค” คนเมาที่ยังพอมีสติพยักหน้าหงึกๆ
“เธอไปอาบน้ำเลย จะได้นอน”
“เธอไม่ไปอาบก่อนอะ” วรฤทธิ์เอ่ยอู้อี้พร้อมกับเอาจมูกถูไถที่หัวไหล่เล็กเหมือนหยอกเอิน
“ก็เธอเมา ฉันอาบนาน เดี๋ยวเธอหลับก่อนแล้วไม่ได้อาบ”
“อาบพร้อมกันมั้ยล่ะ” คนเมาชวนด้วยน้ำเสียงทะเล้น
ชลิตาเลยยกมือขึ้นบิดจมูกเขาเพราะความมันเขี้ยว
“ไม่เอา ไปเดี๋ยวนี้เลย”
สุดท้ายวรฤทธิ์ก็ยอมไปอาบน้ำก่อนแต่โดยดี
ใช้เวลาไม่นานก็กลับออกมาจากห้องน้ำ มือหนาที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมอยู่ชะงัก เมื่อคนที่ไล่ให้เขามาอาบน้ำก่อน ตอนนี้นั่งฟุบหลับอยู่ที่พื้นโดยเอาหัวพาดกับขอบเตียง
“เธอ...เธอ”
“อื้อ ว่าไง” ชลิตางัวเงียถามอู้อี้ แต่ก็ไม่ยอมตื่น
“ไปอาบน้ำแล้วค่อยมานอน”
“ขี้เกียจจัง”
“ไปเลย อย่างอแง ก็บอกแล้วว่าให้อาบพร้อมกันก็ไม่เชื่อ”
ประโยคหลังของวรฤทธิ์ทำให้คนที่เหมือนจะหมดฤทธิ์มีเวทมนตร์กลับเข้าร่างทันที
ชลิตาแว้ดออกมาทันควัน
“บ้าสิ! ใครจะบ้าจี้ ไม่เอาด้วยหรอก”
“โอ๊ย...ไม่ทำอะไรหรอกน่ะ” วรฤทธิ์โอ๊ยเสียงยาวอย่างยืนยันให้เธอมั่นใจได้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเขาเลย