องค์ชาย 1
ที่ท้องพระโรง...
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไท่ชินอ๋อง ไท่หวางเฟยหลี่ชิง มหาเสนาบดีท่านอ๋องสี่ และพระชายาอาเฟย ล้วนนั่งประจำตำแหน่งเพื่อต้อนรับคณะทูตจากแคว้นซีเป่ย เพียงแต่ฮ่องเต้น้อยมิได้เสด็จ เนื่องเพราะเมื่อวานอากาศร้อน ฮ่องเต้น้อยจึงทรงเล่นน้ำนานไปหน่อย ทำให้มีพระวรกายร้อนในตอนเช้า และมีไข้เล็กน้อย ไท่ชินอ๋องสั่งให้หมอหลวงมาดูพระอาการ แล้วให้หลานกงกงดูแลฮ่องเต้น้อยพักผ่อน และสั่งเด็ดขาด...ห้ามซนเล่นน้ำอย่างเมื่อวานอีก!
ดังนั้น...ฮ่องเต้น้อยจึงมิได้ออกนั่งบัลลังก์ว่าราชการ
คณะทูตแคว้นซีเป่ยนำเครื่องราชบรรณาการมาถวายแด่แคว้นหนานหยางตามธรรมเนียม เพราะเมื่อเจ็ดปีก่อนไท่ชินอ๋องได้กรีธาทัพไปปราบแคว้นซีเป่ย และปราบสำเร็จเมื่อสี่ปีที่แล้ว นับจากนั้นแคว้นซีเป่ยก็ส่งบรรณาการมาให้แก่แคว้นหนานหยางเป็นประจำทุกปี
แต่ปีนี้พิเศษ...เพราะคณะทูตที่คุมเครื่องบรรณาการมาด้วยเป็นคณะใหญ่เต็มยศ และเครื่องบรรณาการก็มากกว่าปกติเป็นสองเท่า
"ข้าในนามของแคว้นหนานหยางยินดีต้อนรับคณะทูตจากแคว้นซีเป่ย" ไท่ชินอ๋องกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ
"พวกข้าน้อยในนามของคณะทูตจากแคว้นซีเป่ยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง" หัวหน้าคณะทูตน้อมคำนับพลางกล่าว "ปีนี้นอกจากของบรรณาการตามธรรมเนียมแล้ว ทางแคว้นซีเป่ยยังใคร่กระชับสัมพันธไมตรีของสองแคว้นให้ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้น ด้วยการส่งองค์ชายสามอ้ายหยาง (ชื่อองค์ชายแปลว่า ดวงตะวันที่น่ารักใคร่) มาเพื่อเป็นไท่หวางเฟยของไท่ชินอ๋อง..."
ท่านทูตยังกล่าวไม่ทันจบประโยค พระชายาอาเฟยก็ลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่เอ่ยสวนขึ้นกลางคัน
"ได้อย่างไร...ไท่ชินอ๋องมีไท่หวางเฟยอยู่แล้ว คือเกอเกอของข้าหลี่ชิง"
ท่านทูตหน้าตาเจ้าเล่ห์หันมาส่งยิ้มให้พระชายาอาเฟย แล้วกล่าว
"พระชายา ท่านใจเย็น ๆ ไว้ก่อนขอรับ ขอให้ข้าน้อยได้กล่าวจนจบเสียก่อน ท่านจะได้เห็นความเหมาะสมและไม่เหมาะสม แล้วจึงค่อยตัดสินใจกล่าวอะไรออกมา"
"แต่..." พระชายาอาเฟยยังจะแย้งต่อ
"พระชายา..." เสียงไท่หวางเฟยเรียกอย่างนุ่มนวล "นั่งลงก่อน"
อาเฟยมองสบตาหลี่ชิง...เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเรียบเฉยและพยักหน้าให้...เขาจึงจำใจต้องนั่งลงอย่างมิค่อยเต็มใจนัก
ท่านทูตจากแคว้นซีเป่ยยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปน้อมคำนับไท่ชินอ๋อง แล้วกล่าวต่อ
"องค์ชายสามอ้ายหยางแห่งแคว้นซีเป่ยมีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเคียงคู่ไท่ชินอ๋องอย่างยิ่ง ด้วยรูปโฉมที่งดงามเป็นหนึ่งแห่งซีเป่ย" พอท่านทูตจากแคว้นซีเป่ยเอ่ยจบคำ
ร่างบอบบางในชุดสีแดงปักด้ายทองและไข่มุกงดงามหรูหราร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากขบวนทูต มายืนตรงกลางท้องพระโรงข้าง ๆ ท่านทูต แล้วปลดผ้าที่ปิดบังดวงหน้าออก เผยให้เห็นดวงหน้างดงามหยาดเยิ้ม จนเกิดเสียงอุทานฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรง!
"ก็พอดูได้" พระชายาอาเฟยเอ่ยขึ้น "แต่ถ้าเปรียบเทียบความงามกับไท่หวางเฟยหลี่ชิงแล้ว ยังด้อยกว่าหลายขุม!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในท้องพระโรงอีกระลอกหนึ่ง มีขุนนางของหนานหยางหลายคนพยักหน้าเห็นพ้อง
มหาอำมาตย์ไห่สุยนั้นไม่แสดงกิริยาใดแต่แรก...แต่ในใจของเขาหนักอึ้ง
หากพูดถึงความงามนั้น...ทั้งไท่หวางเฟยหลี่ชิงและองค์ชายสามอ้ายหยาง ต่างงดงามไม่แพ้กัน
แต่...ไท่หวางเฟยหลี่ชิงเป็นชาวหนานหยาง
องค์ชายสามอ้ายหยางเป็นชาวซีเป่ย
แม้จะมีคำพูดว่า 'แต่งกับม้าอยู่กับม้า แต่งกับวัวอยู่กับวัว'
ทว่า...ผู้ใดจะรับรองได้ว่า องค์ชายสามอ้ายหยางจะคิดเห็นเช่นนี้ด้วย!
ส่วนไท่หวางเฟยหลี่ชิงนั้น แม้จะออดอ้อนยั่วยวนไท่ชินอ๋อง แต่ไม่เคยทำความผิดสิ่งใด ซ้ำยังช่วยไท่ชินอ๋องดูแลราชกิจอย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีกด้วย
สิ่งเดียวที่ไท่หวางเฟยหลี่ชิงสู้องค์ชายสามอ้ายหยางไม่ได้ก็คือชาติกำเนิด...องค์ชายสามอ้ายหยางกำเนิดมาในราชตระกูลแห่งแคว้นซีเป่ยเป็นองค์ชาย ส่วนไท่หวางเฟยหลี่ชิงเกิดมาเป็นลูกอนุในตระกูลหลี่
ไท่ชินอ๋องหลงรักไท่หวางเฟยหลี่ชิงอย่างชนิดหัวปักหัวปำ...แม้มหาอำมาตย์ไห่สุยจะรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่เขาไม่หวาดกลัวเท่าไหร่ เพราะจะอย่างไรไท่หวางเฟยหลี่ชิงก็เป็นชาวหนานหยาง ย่อมต้องจงรักภักดีต่อบ้านเกิดเมืองนอน
ทว่าองค์ชายสามอ้ายหยางนั้นไม่เหมือนกัน เขาเป็นชาวต่างแคว้น หากไท่ชินอ๋องหลงไหลหัวปักหัวปำ คงไม่ดีแน่!
"ในสายตาของพระชายาย่อมต้องมองไท่หวางเฟยหลี่ชิงว่างดงามที่สุดอยู่แล้ว" องค์ชายสามอ้ายหยางเอ่ยภาษาหนานหยางได้อย่างชัดเจนไพเราะไม่มีคำใดผิดเพี้ยนพลางยิ้มใส่ตาของพระชายาอาเฟย "เพราะรักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง" หยุดเล็กน้อยแล้วจงใจกล่าวต่อว่า "หรือว่า...มีความรักแบบอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย?"
ความหมายก็คือ...พระชายาหลงรักไท่หวางเฟยหลี่ชิงในเชิงชู้!!!
"เจ้า...เจ้า..." พระชายาอาเฟยโกรธจนดวงหน้าแดงก่ำ "พูดเหลวไหลอันใด?"
"ข้ายังมิได้พูดอันใด...พระชายา ท่านคิดไปถึงไหนแล้ว!" องค์ชายสามอ้ายหยางแกล้งยั่ว
ท่านอ๋องสี่เห็นพระชายาอาเฟยพลาดท่า และขณะนี้ไท่หวางเฟยหลี่ชิงไม่สะดวกจะออกหน้าแต่อย่างไร...เขาจึงกระแอมแล้วกล่าว
"พระชายา...ใจเย็น ๆ ไว้ เรื่องทุ่มเถียงทะเลาะกับผู้อื่น เจ้าไม่สันทัดเท่าสตรีที่ค้าขายอยู่ในตลาดหรอก" ว่าแล้วยกมือลูบอกที่สะท้อนแรงของอาเฟยเบา ๆ
อาเฟยได้แต่เม้มปากจนแก้มป่อง ลักยิ้มเด่นชัด
องค์ชายสามอ้ายหยางตวัดสายตามองท่านอ๋องสี่ที่แก้แทนพระชายาอาเฟย ซ้ำยังด่าว่าตนปากตลาด นับว่าอีกฝ่ายก็เข้าข้างไท่หวางเฟยหลี่ชิงเช่นเดียวกันกับพระชายาของเขา...
แต่เอาเถอะ...รอให้ตนได้เข้ามาอยู่ในแคว้นหนานหยางในตำแหน่งไท่หวางเฟยเสียก่อน จะค่อย ๆ กำจัดขวากหนามทีละชิ้น ๆ ให้สิ้นซาก...
องค์ชายสามอ้ายหยางเม้มปากนิดหนึ่ง แล้วหันมายิ้มให้แก่ไท่หวางเฟยหลี่ชิงอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะน้อมคำนับแล้วกล่าวว่า
"ข้าได้ยินกิตติศัพท์อันโด่งดังของไท่หวางเฟยหลี่ชิงว่า...มีความสามารถจนได้รับการยกเว้นจากกฎมนเทียรบาลที่ห้ามมิให้ฝ่ายในเกี่ยวข้องกับราชกิจ ไท่หวางเฟยจึงสามารถช่วยไท่ชินอ๋องอ่านฎีกาได้ ความรู้ความสามารถของไท่หวางเฟยย่อมต้องมีมากล้น ข้าขอบังอาจขอศึกษาจากท่านสักเล็กน้อย เพราะข้านั้นมีความรักในภาษาและวัฒนธรรมของหนานหยางอย่างยิ่ง หากได้รับการชี้แนะจากไท่หวางเฟยบ้าง นับว่าเป็นวาสนาของข้ายิ่งนัก"
"องค์ชายกล่าวยกย่องเกินไป" หลี่ชิงได้แต่ตอบตามมารยาท เพราะอีกฝ่ายไล่ต้อนด้วยคำพูดที่ฟังดูอ่อนหวาน ทว่าเคลือบอาบด้วยยาพิษ "ความรู้ของข้ามีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
"ข้าเองก็มีความรู้เพียงหางอึ่ง...แต่ใคร่ขอแลกเปลี่ยนความรู้กับท่าน หวังว่าท่านจะให้เกียรติ" องค์ชายสามอ้ายหยางยังคงยืนกราน
"เช่นนั้น...นับถือมิสู้ทำตาม" หลี่ชิงจำต้องรับปากในที่สุด
เจ้ากรมพิธีการเห็นไท่ชินอ๋องมิได้คัดค้านอันใด ก็สั่งให้ยกโต๊ะเก้าอี้และกระดาษพร้อมเครื่องเขียนมาให้ไท่หวางเฟยหลี่ชิงกับองค์ชายสามอ้ายหยางคนละชุด
อาเฟยเอียงตัวกระซิบถามท่านอ๋องสี่ที่นั่งอยู่ติดกันว่า "ท่านว่าเกอเกอจะชนะหรือไม่?"
"ไม่" อ๋องสี่กระซิบตอบ
"เพราะเหตุใด?"
"เพราะว่าองค์ชายสามอ้ายหยางร่ำเรียนทั้งภาษาซีเป่ยและภาษาหนานหยางตั้งแต่อายุสี่ห้าขวบ เวลานี้เขาอายุสิบหก เจ้าคิดว่าพี่สะใภ้ที่เพิ่งจะได้จับพู่กันเขียนอักษรมาเพียงแค่ปีเศษจะเป็นฝ่ายชนะหรือ?"
อาเฟยโกรธจนกัดปากแทบห้อเลือด "อย่างนี้เอาเปรียบกันชัด ๆ ข้าจะเปิดโปงเขา"
"เจ้าควรจะใจเย็นเอาไว้" ท่านอ๋องสี่กระซิบเตือนอาเฟย "ถ้าเรื่องแค่นี้ พี่ใหญ่จัดการไม่ได้ ก็ไม่ใช่ไท่ชินอ๋องแห่งหนานหยางแล้ว"
แต่อาเฟยไม่สนใจ ลุกพรวดขึ้นยืน ตะเบ็งเสียง "องค์ชายสามอ้ายหยาง...ท่านคดโกง"
องค์ชายสามอ้ายหยางเงยหน้าจากคำกลอนที่เขียนเสร็จแล้ว ถามว่า
"พระชายากล่าวหาข้าเช่นนี้มีหลักฐานอันใดหรือ?"
"ท่านเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก แต่เกอเกอของข้า..."
อาเฟยพูดถึงตรงนี้ก็ถูกมือหยาบใหญ่ของท่านอ๋องสี่ปิดปากเอาไว้ พร้อมกับกระซิบที่ข้างหูว่า
"อาเฟยห้ามพูดว่า พี่สะใภ้เพิ่งหัดเขียนอักษร เพราะจะทำให้พี่สะใภ้ถูกองค์ชายสามอ้ายหยางดูถูกเอาได้ เข้าใจหรือไม่?"
อาเฟยชำเลืองมองท่านอ๋องสี่แล้วพยักหน้า
ท่านอ๋องสี่จึงเอามือที่ปิดปากอาเฟยออก
อาเฟยเบะปาก ขมุบขมิบเสียงเบา ๆ ว่า "ข้าจะฟ้ององค์ชายเทียนเป่าว่าองค์ชายสามอ้ายหยางรังแกข้า"
ท่านอ๋องสี่ได้แต่มองบน...
เมื่อไท่หวางเฟยหลี่ชิงและองค์ชายสามอ้ายหยางต่างเขียนคำกลอนเสร็จ มหาอำมาตย์ไห่สุยซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตัดสิน ก็เข้ามาหยิบกระดาษแผ่นที่ไท่หวางเฟยหลี่ชิงเขียนคำกลอนขึ้นมาอ่านออกเสียงก่อนว่า
“สายฝนหลั่งจากฟ้าทั่วนาไร่
ปวงประชาหน้าใสต่างสุขสันต์”
มหาอำมาตย์ไห่สุยพิจารณาคำกลอนที่สื่อวิสัยทัศน์ของผู้แต่ง..."ไท่หวางเฟยหลี่ชิงเห็นความอยู่ดีกินดีของปวงประชาเป็นที่ตั้ง...นับว่ามีน้ำใจที่อ่อนโยนห่วงใยราษฎรยิ่งนัก"
ทำให้มหาอำมาตย์เฒ่าเปลี่ยนมุมมองไท่หวางเฟยหลี่ชิงใหม่...จากที่เคยมีอคติก็เปลี่ยนเป็นรู้สึกดีด้วยขึ้นหลายส่วน
แต่ตัวอักษรที่ไท่หวางเฟยเขียนนั้นมิได้สวยงามนัก...หากให้คะแนนอย่างยุติธรรม อย่างมากก็ได้แค่เจ็ด
หลังจากพิจารณาผลงานของไท่หวางเฟยหลี่ชิงแล้วจึงประกาศว่า
"ข้าให้คะแนนไท่หวางเฟย...เจ็ด"
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ
มหาอำมาตย์ไห่สุยจึงเดินมาหยิบกระดาษที่องค์ชายสามอ้าย หยางเขียนคำกลอนขึ้นอ่าน
“เสียงม้าศึกคึกคะนองก้องเกริกไกร
ปฐพีสะท้านไหวตะวัน (หยาง) ครอง”
พอมหาอำมาตย์ไห่สุยอ่านจบ ก็มีเสียงฮือฮาเบา ๆ เกิดขึ้นในท้องพระโรง
"เป็นคำกลอนที่ดี ๆ ๆ..."
มหาอำมาตย์ไห่สุยวิเคราะห์คำกลอนขององค์ชายสามอ้าย หยางว่า
"องค์ชายสามอ้ายหยางมีความทระนงองอาจสมกับเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ตัวอักษรทั้งสวยงามทั้งทรงพลัง สัมผัสของคำกลอนก็ดียิ่ง"
หากให้คะแนนอย่างยุติธรรมต้องได้เก้า
แต่จะชนะไท่หวางเฟยมากเกินไป...จะทำให้ไท่หวางเฟยที่มีจิตใจอ่อนโยน เสียใจได้...ดังนั้นมหาอำมาตย์ไห่สุยจึงประกาศว่า
"ข้าให้คะแนนองค์ชายสามอ้ายหยาง...แปด"
พอคะแนนประกาศออกมา...พระชายาอาเฟยก็เม้มปากแน่น หน้าตายู่ยี่ พึมพำเบา ๆ แต่คำว่า "ไม่ยุติธรรม ๆ ๆ ๆ..."
มหาอำมาตย์ไห่สุยลอบมองไท่หวางเฟยหลี่ชิงที่ยังคงข่มสีหน้าให้สงบเยือกเย็นอย่างเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยปากว่า
"ข้าขอประกาศว่า คำกลอนขององค์ชายสามอ้ายหยางชนะ"
แปะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ...เสียงปรบมือดังขึ้นมาจากคณะทูตของซีเป่ย อย่างสนั่นหวั่นไหว
พอเสียงปรบมือซา...ไท่ชินอ๋องก็เอ่ยว่า
"คำกลอนขององค์ชายสามไพเราะนัก...แต่ข้าอยากจะถามว่า ตัว 'หยาง' (ตะวัน) ในคำกลอนนั้นเป็นหยางไหน?"
ความหมายในคำพูดของไท่ชินอ๋องก็คือ หยางในคำกลอน ไม่แน่นักว่าจะเป็น 'หนานหยาง' แต่อาจจะเป็น 'อ้ายหยาง' ก็ได้
ทำให้องค์ชายสามอ้ายหยางที่มีสีหน้าภาคภูมิใจกลายเป็นซีดฉับพลัน...รีบลุกขึ้นน้อมคำนับไท่ชินอ๋อง พร้อมกับกล่าวว่า
"ย่อมหมายถึง 'หนานหยาง' ขอรับ"
มหาอำมาตย์ไห่สุยนั้นลอบยิ้มในใจ กล่าวว่า "การแข่งขันไม่สามารถมาแก้ไขภายหลังได้ เป็นข้าน้อยเองที่ไม่รอบคอบ คำกลอนขององค์ชายสามอ้ายหยางมีความหมายคลุมเครืออยู่จริง ๆ ข้าน้อยต้องขออภัยที่ให้คะแนนผิดพลาด จึงขอแก้คะแนนขององค์ชายสามอ้ายหยางใหม่ เป็นเจ็ด...ดังนั้น ไท่หวางเฟยหลี่ชิงกับองค์ชายสามอ้ายหยางจึงเสมอกัน"
แปะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ...เสียงปรบมือจากเหล่าขุนนางของแคว้นหนานหยางดังกึกก้อง
เพราะเมื่อครู่คณะทูตแสดงการสนับสนุนองค์ชายของตนอย่างเปิดเผย ทำให้เหล่าขุนนางของหนานหยางต่างรู้สึกอึดอัด พอเวลานี้รู้ว่าไท่หวางเฟยไม่ได้แพ้ ก็รู้สึกว่าพวกตนไม่ได้แพ้ไปด้วย จึงปรบมือกันดังสนั่นหวั่นไหว!
พอเสียงปรบมือซาลง...องค์ชายสามอ้ายหยางก็ค้อมคำนับให้แก่ไท่ชินอ๋อง แล้วกล่าว
"ข้าน้อยด้อยฝีมือทางอักษรศาสตร์ ทำขายหน้าต่อหน้าไท่ชินอ๋องแล้ว"
พระชายาอาเฟยได้ยินได้แต่ขบฟันและคิดในใจ....เจ้าเสมอกับเกอเกอของข้า เจ้าบอกว่าขายหน้า อย่างนี้ก็หมายความว่า เกอเกอของข้าก็ต้องขายหน้าด้วยน่ะสิ...อยากเอาฝุ่นสกปรกริมทางเดินมาใส่ในน้ำชาให้เจ้ากินยิ่งนัก!
"อาเฟย...สายตาประสงค์ร้ายของเจ้าโจ่งแจ้งมากเกินไปแล้ว" ท่านอ๋องสี่กระซิบบอกพระชายาของตน "เก็บอาการหน่อย"
"ช่างข้า" พระชายาอาเฟยเสียงสะบัด "ไม่สนับสนุนข้าก็เฉยไปเลย ไม่ต้องมาซ้ำเติมข้า...จะอย่างไร องค์ชายเทียนเป่าก็เข้าใจข้ามากที่สุด"
ก็เจ้าทั้งสองคนมันเด็กเมื่อวานซืนเหมือนกันนี่...ท่านอ๋องสี่คิดในใจ
องค์ชายสามอ้ายหยางคลี่ยิ้มเย้ายวนใจแล้วกล่าวต่อ "แต่ข้าน้อยยังใคร่ขอโอกาสขอการชี้แนะทางดนตรีจากไท่หวางเฟยหลี่ชิงสักครั้ง"
แล้วหันไปทางไท่หวางเฟยหลี่ชิงพลางค้อมศีรษะให้ "หวังว่าไท่หวางเฟยจะไม่ปฏิเสธเรื่องเล็กน้อยนี้นะขอรับ"
"ชิงชิง...ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ" ไท่ชินอ๋องเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ ๆ ทว่าหนักแน่น
หลี่ชิงมองสีหน้าของเหล่าขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงแล้วนึกตรึกตรอง...แพ้หรือชนะ ยังไม่สำคัญเท่ากับไม่กล้าต่อสู้ หรือยอมแพ้ตั้งแต่ไม่ทันได้ต่อสู้!
และเหมือนว่า...การต่อสู้ครั้งนี้มีหน้าตาของหนานหยางทั้งแคว้นและไท่ชินอ๋องเป็นเดิมพัน...ยิ่งกดดันให้หลี่ชิงมิอาจหลีกเลี่ยงได้!!!
จึงประสานมือให้แก่องค์ชายสามอ้ายหยาง กล่าวเสียงเรียบ ๆ ว่า "เชิญองค์ชายชี้แนะ"
ดังนั้น...ทางฝ่ายคณะทูต จึงนำพิณตัวโปรดขององค์ชายสามอ้ายหยางเข้ามาตั้งบนโต๊ะสำหรับตั้งพิณ พร้อมเก้าอี้สำหรับนั่งดีดพิณ
ฝ่ายแคว้นหนานหยาง เจ้าหน้าที่ก็นำพิณที่ดีเลิศที่สุดออกมาตั้งบนโต๊ะตั้งพิณ พร้อมเก้าอี้นั่งเช่นกัน
"เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อไท่ชินอ๋อง...พวกเราสองคนร่วมบรรเลงเพลง ภูผา สายลม และจันทรา ของแคว้นหนานหยางดีหรือไม่? ไท่หวางเฟย" องค์ชายสามอ้ายหยางกล่าวเสียงนุ่มนวล
หลี่ชิงยิ้มรับตามมารยาท "ตามใจองค์ชายเถอะ"
เพลง 'ภูผา สายลม และจันทรา' เป็นเพลงที่รู้จักกันดีในแคว้นหนานหยาง เป็นเพลงที่จะว่า บรรเลงง่ายก็ง่าย บรรเลงยากก็ยาก เพราะเพลงนี้มีทำนองถึงเก้าชั้น
ชั้นหนึ่งถึงสามนั้นบรรเลงเป็นที่แพร่หลายกันมาก แต่ชั้นสี่ถึงหกนั้นจะต้องเป็นมืออาชีพจริง ๆ ส่วนชั้นเจ็ดถึงเก้านั้นถือว่าเป็นระดับอาจารย์ถึงปรมาจารย์
ไท่หวางเฟยหลี่ชิงนั้นฝึกมาได้แค่ชั้นสามเท่านั้นเอง ซ้ำยังไม่คล่องนัก
ดังนั้น...พอเริ่มบรรเลงพร้อมกัน
ไท่หวางเฟยหลี่ชิงก็ยิ่งกดดัน เพราะองค์ชายสามอ้ายหยางบรรเลงไต่ระดับขึ้นไปทีละชั้นจนถึงชั้นที่เจ็ด
หลี่ชิงฝืนไต่ระดับตาม แต่พอข้ามจากชั้นสามไปชั้นสี่
ตึ๊งงงง...สายพิณของหลี่ชิงก็ขาดสะบั้น!
องค์ชายสามอ้ายหยางบรรเลงเพลงจนจบ...คณะทูตพากันปรบมือเกรียวกราว
ไท่หวางเฟยหลี่ชิงหน้าซีดแล้วซีดอีก...รวมถึงสีหน้าของเหล่าขุนนางแคว้นหนานหยางก็ไม่สู้ดีนัก
องค์ชายสามยิ้มใส่ตาของหลี่ชิง "ไท่หวางเฟย...รอบนี้พวกเราไม่นับดีหรือไม่?"
หลี่ชิงข่มใจตอบว่า "ไม่จำเป็น...รอบนี้ข้าแพ้ท่าน"
"เช่นนั้น...พวกเรามาแข่งขันกันอีกรอบ ดีหรือไม่?" องค์ชายสามอ้ายหยางส่งยิ้มท้าทาย
"ได้" หลี่ชิงรับปากทันที เพราะความพ่ายแพ้กดดันเขาอยู่
"รอบนี้ พวกเรามาแข่งควบม้ากัน" องค์ชายสามอ้ายหยางเสนอ
หลี่ชิงเม้มปากนิดหนึ่ง...ตอนแรก เขาคิดว่าองค์ชายสามอ้าย หยางจะท้าทายแข่งขันบุ๋น (ศักยภาพทางศิลป์) เหมือนสองรอบแรก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะท้าทายให้แข่งขันบู๊ (ศักยภาพทางยุทธ์)
แต่ถลำตัวถึงขั้นนี้แล้ว ด้วยศักดิ์ศรีไท่หวางเฟยแห่งหนานหยาง เขาไม่อาจถอย
"ได้"
"ไม่" เสียงไท่ชินอ๋องดังขึ้นพร้อม ๆ กัน "ชิงชิง เจ้าไม่จำเป็นต้องแข่งขันอะไรอีก"
"ท่านอ๋อง..." หลี่ชิงกล่าว "ได้โปรดอนุญาตให้ข้าน้อยแข่งขันเถิดขอรับ...ข้าน้อยรู้ตัวว่ามิได้เก่งกาจเหมือนดั่งองค์ชายสามอ้ายหยาง แต่ใจข้าน้อยสู้ ใจของข้าน้อยและชาวหนานหยางทุกคนล้วนสู้และฮึกเหิม มิได้ขลาดกลัวแม้แต่น้อย...ถ้าข้าน้อยสู้แล้วแพ้ ข้าน้อยจะเพียรพยายามฝึกฝนใหม่จนกว่าจะชำนาญให้ได้ขอรับ"
ไท่ชินอ๋องรู้ว่า...หลี่ชิงมีความในใจอีกมากมายที่ไม่อาจกล่าวออกมา...จึงพยักหน้า
"ก็ได้...ข้าอนุญาต"
สนามแข่งม้าอยู่ในบริเวณพระราชวังเช่นกัน...
คนของคณะทูตจูงม้าสีขาวงดงามมาให้องค์ชายสามอ้ายหยาง
ฝ่ายแคว้นหนานหยาง...คนจูงม้าสีดำเป็นเงามันพ่วงพีสูงใหญ่งดงามมาให้หลี่ชิง เป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสองปีคนหนึ่ง
พระชายาอาเฟยที่นั่งอยู่ในพลับพลากับท่านอ๋องสี่ ผุดลุกผุดนั่งอย่างกระวนกระวาย...เขากับหลี่ชิงเพิ่งฝึกหัดขี่ลูกม้าที่ไม่ต้องให้คนจูงได้ไม่นานมานี้เอง แล้วม้าตัวสูงใหญ่ขนาดนี้ แม้จะเคยขี่ แต่ก็ต้องมีไท่ชินอ๋องคอยโอบประคองหลี่ชิงอยู่ ส่วนเขาเองก็ต้องมีท่านอ๋องสี่คอยดูแลแบบแนบชิดแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียวกันเช่นกัน
องค์ชายสามอ้ายหยางขึ้นม้าอย่างสง่างาม แล้วรอไท่หวางเฟยหลี่ชิงอยู่
ไท่ชินอ๋องจูงมือหลี่ชิงไปส่ง และรอให้หลี่ชิงปีนขึ้นหลังม้าด้วยตัวเองจนสำเร็จ แล้วดีดนิ้ว
ทันทีที่ได้ยินเสียงดีดนิ้ว...ม้าสีดำมันเงาก็ส่งเสียงร้องและพยศยกขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ
"อ๊า..." หลี่ชิงอุทานอย่างตกใจ แล้วร่างบอบบางก็ร่วงหล่นลงจากหลังม้า มาสู่อ้อมแขนแข็งแกร่งของไท่ชินอ๋องที่รอรับอยู่
ขณะที่หลี่ชิงยังงุนงงอยู่ในอ้อมกอดที่รัดแน่น...ไท่ชินอ๋องก็ประกาศว่า
"ไท่หวางเฟยหลี่ชิงประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหลังม้าที่พยศ ไม่สามารถแข่งขันได้...หากองค์ชายสามแห่งซีเป่ยยังต้องการจะแข่งขัน ข้าจะให้เด็กจูงม้าเป็นตัวแทนเข้าแข่งขัน" ว่าแล้วก็อุ้มร่างบอบบางมาที่พลับพลา วางลงอย่างเบามือให้นั่งเคียงข้าง
หลี่ชิงไม่กล้าแย้งอะไรอีก เพราะเห็นสีหน้าเย็นเยียบราวฉาบด้วยน้ำแข็งของผู้เป็นสามี