กิ่งหลิวโบกโบยยามต้องลม ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายกับท่วงทำนองแห่งบทเพลงขับขาน คลอเคล้าเกี่ยวกระหวัดไปกับเสียงครางต่ำแผ่วไม่ขาดสาย
บทเพลงนี้คล้ายจะเป็นบทรักอันร้อนแรงของคู่สามีภรรยา คล้ายกับเป็นความฝันอันแสนหวานที่ทำให้คนไม่อยากตื่น แต่ทว่าความเป็นจริงนั้นบัดนี้มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งกดข่มอารมณ์วาบหวามของตนเองเอาไว้
ในเรือนหลังใหญ่ภายในจวนของท่านหมอหลวงแห่งแคว้นซูอานที่ยิ่งใหญ่ บังเกิดม่านสีขาวกำลังสั่นสะเทือนกระเพื่อมไหว เสียงลมหายใจอันเร่าร้อนของคนทั้งสองทำให้แก้มของสตรีนางหนึ่งแดงระเรื่อ ลมหายใจเป่ารดเรือนกายของและกัน ช่างแนบชิดจนมิอาจคิดเป็นอื่นได้นอกจากพวกเขาคือคู่สามีภรรยาที่กำลังอยู่ในอารมณ์วาบหวาม
โฉมสะคราญนางหนึ่งกำลังแยกขาออกพร้อมกับกัดฟันข่มอารมณ์วาบหวามที่บังเกิดจนทนไม่ไหวต้องส่งเสียงครางแผ่วออกมาให้ตนเองอับอาย
ผู้รุกรานร่างอรชรคือบุรุษผู้หล่อเหลา ใบหน้าของเขางดงามราวอิสตรี ผิวขาวราวหยกล้ำค่า กรอบหน้าหวานแต่ทว่าคมคายยิ่ง ชวนให้คนที่ได้พบเห็นพลันต้องตกตะลึง
บุรุษผู้นี้กำลังสำรวจร่างกายของนางทั้งดูดกินอย่างตะกละตะกลาม ฟันของเขาขบเม้มผิวขาวผ่องจนเกิดรอยช้ำ ดูดชิมริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางจนบวมเห่อ นางหลับตาพริ้มมือเรียวไล้ลูบเขาอย่างช้า ๆ พร้อมกับส่งถ่ายกระแสบางอย่างออกจากฝ่ามือเข้าสู่ร่างของเขา
"เจ้างดงามจนข้าไม่อาจห้ามใจได้"
บุรุษผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงคลั่งหวาน เขาลูบไล้ร่างกายของนางด้วยสายตา ในยามที่แสงจันทร์สาดสะท้อนส่องทาบทับจนเผยให้เห็นนวลพักตร์ชัดเจน ทำให้หัวใจของเขาถึงกับกระตุกด้วยหลงในเสน่ห์หานี้
ด้วยนางงดงามจนจันทราต้องอับแสง หากเดินตามท้องถนนคงมิมีผู้ใดกล้าจ้องมองตรง ๆ ด้วยกลัวว่าจะถูกความงามของนางล่อลวงเป็นแน่
เขาแยกขาของนางออกช้า ๆ ใบหน้าของนางบัดนี้กลับพร่าเลือนราวกับความฝัน ซึ่งเขารู้ดีว่าสิ่งนี้ย่อมไม่ใช่โลกแห่งความจริง เขาหลับตาพร้อมกับเสพสมความฝันอันแสนหวานเอาไว้ในใจ ดำดิ่งลงไปด้วยความหลงใหลและไม่อยากจะตื่น
ในยามที่เขาเข้าสู่กายของนาง ความรู้สึกคับแน่นจนแทบปริแตกนี้กลับเหมือนจริงเป็นอย่างยิ่ง และความสุขที่ได้ครอบครองทำให้เขาครางแหบโหยด้วยความพึงพอใจครั้งแล้วครั้งเล่า
ในขณะที่เขาคิดว่ามันเป็นเพียงความฝัน สตรีผู้หนึ่งกำลังขมวดคิ้วเก็บข่มความเจ็บปวดของตนเองเอาไว้ นับว่าไม่ได้รุนแรงนัก เพียงแต่ความรู้สึกเจ็บนี้ได้ทำลายความรู้สึกวาบหวามจนหมดสิ้น นางได้กลับเข้ามาสู่โลกความจริงเสียแล้ว
เขาเริ่มกระแทกนางอย่างบ้าคลั่ง แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ไม่นับว่ามาก ความเจ็บปวดหรือ นางได้ผ่านมันมาหมดแล้ว ทั้งกายและใจ ในโลกนี้มิได้มีสิ่งใดที่ทำร้ายนางได้อีกต่อไป
กลิ่นสุราเข้มข้นยังคงลอยอวลในอากาศ เขาขยับสะโพกกระแทกนางไม่หยุดยั้ง คล้ายจะปลดปล่อยความต้องการและความป่าเถื่อนทั้งหมดของเขามาที่นาง กระทั่งเขาค่อย ๆ หยุด เมื่อได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นออกมาจนหมดสิ้น
นางรับรู้ได้ถึงตัวตนของเขาที่คับแน่นอยู่ในร่างกายของนาง และบัดนี้ยังรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่กำลังไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของนาง
เสียงของเขายังคงดังแผ่ว อยู่ข้างหู
"เจ้าดียิ่ง เจ้าดียิ่ง แม่นางหลิน"
นางแทบอยากจะผลักร่างของเขาออกแล้วดึงกระบี่ออกมาสับร่างนี้เป็นชิ้น ๆ แม้ในยามนี้เขาก็ยังเอ่ยชื่อนางผู้นั้น แม่นางหลินแห่งหอโคมเขียวอันเลื่องชื่อ
เขากำลังเห็นนางเป็นคู่ขานางโลมของเขาไปแล้ว
นางได้แต่ข่มความโกรธเอาไว้ แบกรับความรู้สึกเจ็บปวดและซึมซับพิษที่ไหลเวียนอยู่ภายในช้า ๆ นางยกมือโอบรอบร่างใหญ่โตของเขา ส่งผ่านลมปราณสายหนึ่งเข้าออกจากฝ่ามือแล้วผลักเข้าสู่ร่างของเขาแผ่วเบา
เมื่อทุกสิ่งเสร็จสิ้น นางคิดผลักเขาออก แต่คนที่เหมือนจะหลับแล้วกลับตื่นขึ้น พร้อมกับความคึกคะนองที่แข็งชันและเติมเต็มภายในร่างกายของนางด้วยเขายังไม่ถอนร่างกายออกมา
"ข้ายังไม่อิ่ม แม่นางขออีกสักรอบ"
จากนั้นเขาพลันจูบนาง ความชำนาญจนเกินต้านนี่คือสิ่งใด เมื่อสุดท้ายนางไม่อาจทนได้กลับอ้าปากรับจูบของเขาอย่างลืมตัว
บทเพลงรักเริ่มบรรเลงอีกครั้ง เมื่อยามนี้หาใช่เพราะจำใจต้องช่วยเขา แต่เป็นเพราะสติของนางได้ขาดวิ่นไปเรียบร้อย ด้วยความชำนาญในเชิงรักของคนผู้นี้
คนที่นางคล้ายจะรังเกียจแต่ก็ไม่อาจสลัดเขาจากใจไปได้แม้แต่น้อย เมื่อลิ้นของเขาค่อย ๆ ไต่ไล้ลงมาที่แอ่งชีพจรของนาง อาฉีก็ลืมตนไปโดยสิ้นแล้ว
ริมฝีปากของเขากำลังครอบครองถันของนาง เสียงตวัดลิ้นเลียปลายถันนั้นดังจนนางสะท้าน เขาค่อย ๆ ขยับสะโพกและบดเบียดร่างของนางช้า ๆ
"อื้ม ดียิ่ง แม่นางหลินของข้า"
สติของอาฉีกลับมาแล้ว ครานี้นางไม่ห่วงคนผู้นี้อีกต่อไป นางถีบเขาออกอย่างรวดเร็วในขณะที่เขายังคงมึนงงด้วยฤทธิ์ของยายังไม่ทันรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
อาฉีคว้ากระบี่ของตนที่วางอยู่ข้าง ๆ ตวัดผ้าผืนใหญ่มาคลุมกาย ชี้กระบี่ที่ยังไม่ได้ถอดออกจากฝักไปที่เขา
"แม่นางหลิน เหตุใดทำเช่นนี้ เจ้าถีบข้าทำไมหรือ"
อ้ายเจิงยังมึนงง แต่กลับรู้สึกเบาสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าจะถูกถีบจนตกเตียง แต่เขาก็สามารถบิดกายตนเองไม่ให้ร่างกายกระแทก อาฉีเห็นเขายังสบายดีเช่นนั้นพลันทนไม่ไหว
นางเงื้อมือขึ้นแล้วใช้กระบี่ฟาดที่ศีรษะของเขาอย่างแรง
"โอ๊ย"
เสียงร้องนั้นดังขึ้นพร้อมกับอาฉีที่เปิดประตูเรือนออกมา
ที่นอกเรือนท่านหมออ้ายเสิ่นเดินวนไปวนมาด้วยความหนักอก กระทั่งเห็นอาฉีจึงถามอย่างร้อนรน
"เป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดนานนัก พ่อเป็นห่วงยิ่ง"
ท่านหมออ้ายเสิ่นกระแอม เมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังถามถึงเรื่องที่ไม่ควร ในขณะที่อาฉียังคงมีสีหน้าเรียบเฉย คล้ายกับคนที่เพิ่งนอนอยู่บนเตียงกับบุตรชายของเขาไม่เกี่ยวข้องกับนางแม้แต่น้อย
"ท่านพ่อไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ คนเสเพลนั่นยังไม่ตาย"
อ้ายเสิ่นถอนหายใจอย่างโล่งอก
"อาฉีลำบากเจ้าแล้ว พวกเจ้ารีบพาคุณหนูไปแช่ยาที่ข้าให้เตรียมไว้ เร็วเข้าต้องรีบนำพิษออกจากร่างของคุณหนู"
"เจ้าค่ะ"
บ่าวรับใช้รีบกระวีกระวาดมารับใช้อาฉี ในขณะที่ท่านหมออ้ายเสิ่นเปิดประตูเข้าไปยังต้องร้องลั่น
"อาเจิง เกิดอะไรขึ้นไยหัวเจ้าแตกเช่นนี้ นี่เจ้าตกเตียงหรือ เกิดอะไรขึ้น"
อาฉียกมุมปากเอ่ยเสียงเย็น
"แค่หัวแตกยังน้อยไป"
อาฉีก้าวเท้าตามบ่าวรับใช้ไปไม่กี่ก้าว นางต้องเซถลาจนเกือบล้ม กระทั่งมีคนผู้หนึ่งรับร่างของนางเอาไว้ อาฉีตาโตรีบยอบตัวคารวะเขาเมื่อยืนได้มั่นคงแล้ว
"นายท่าน"
ลู่หนิงหวังมองอาฉีที่ห่มคลุมร่างของตนด้วยผ้าผืนโต ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง ปากบวมเจ่อและเป็นรอยแตกคงเพราะถูกกัดมาเป็นแน่ ตามลำคอเป็นรอยช้ำดูน่ากลัว แต่อาฉีก็ไม่ห่วงความงามของตนเองแม้แต่น้อย แม้จะมีแสงสว่างจากคบเพลิงไม่มากนักแต่เขาก็รู้ว่านางกำลังทนกับความเจ็บปวดจากพิษในร่างของนางเพียงใด เห็นสภาพนางแล้วลู่หนิงหวังพลันถอนหายใจ พิษร้ายที่อ้ายเจิงได้รับแรงยิ่ง จนทำให้เขาลืมตัวกับอาฉีได้เช่นนี้
"บุญคุณก็ทดแทนแล้วข้าคิดว่าเจ้ากับเขาไม่เกี่ยวข้องกันอีก แล้วใจของเจ้าเล่าคิดอย่างไร"
อาฉีเอ่ยราบเรียบ
"สุดแล้วแต่นายท่านจะบัญชา อาฉีไม่อาจคิดสิ่งใดได้เจ้าค่ะ เพียงแต่อาฉีขอร้องนายท่าน อย่าบอกเรื่องนี้กับเขา อย่าให้เขารู้เจ้าค่ะ"
ลู่หนิงหวังจึงเอ่ยว่า
"เขายกเจ้าให้ข้าแล้ว ข้าคือนายเหนือหัว จะบอกเขาหรือไม่ล้วนเป็นสิทธิ์ของข้า ผู้ใดเป็นบ่าวผู้ใดเป็นนายเจ้าอย่าได้ลืมตน"
อาฉีก้มหน้ารับคำเบา ๆ
"เจ้าค่ะ"
ซู่อ๋องลู่หนิงหวังก็เป็นเช่นนี้ แต่คำพูดของเขาอาฉีรู้ดีว่าเขาจะไม่มีวันยอมบอกอ้ายเจิงจนกว่านางจะยินยอม
"เจ้าไปเถิด ก่อนที่พิษจะกำเริบ รักษาร่างกายให้หายค่อยกลับมาทำงาน"
"เจ้าค่ะนายท่าน"
ลู่หนิงหวังเข้าไปในเรือนของอ้ายเจิงแล้ว อาฉีพ่นลมหายใจออกมา เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า อย่างที่ลู่หนิงหวังเอ่ยไว้ บุญคุณก็ทดแทนไปแล้ว นางกับเขาไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อจากนี้ไปนอกเหนือจากคำสั่งของนายท่าน อาฉีจะหลีกหนีให้ห่างจากคนผู้นั้น คนที่ทอดทิ้งนางให้อับอาย
อ้ายเจิงคนเลว
ในยามนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศนับว่าเย็นสบายยิ่ง องค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันในวัยสิบสองปีกำลังเรียนวิชาประวัติศาสตร์ราชวงศ์ร่วมกับองค์หญิงและท่านหญิงผู้อื่นในแคว้นลู่ที่สำนักศึกษาของราชวงศ์ด้วยความรู้สึกเกียจคร้าน
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นในยามที่อาจารย์สอบถาม นางก็สามารถตอบคำถามได้อย่างฉะฉานราวกับเป็นผู้เขียนตำราขึ้นมาเอง สร้างความภาคภูมิใจให้อาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะนางเป็นเช่นนี้จึงทำให้นางกลายเป็นคนที่องค์หญิงและท่านหญิงอื่นล้วนไม่ชอบหน้าเพราะต้องถูกเปรียบเทียบกับนางอยู่เป็นนิจแม้ว่านางจะมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาองค์หญิงก็ตาม
แต่ถึงจะไม่พอใจเอ๋อรั่วฉีหลันกลับไม่เคยถูกผู้ใดกลั่นแกล้ง ด้วยนางเป็นองค์หญิงที่เกิดจากอัครชายาของอ๋องผู้ครองแคว้นลู่ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งในการปกครองของแคว้นซูอาน
ว่ากันว่าองค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันผู้นี้นอกจากความฉลาดเฉลียวแล้วกลับอาภัพนัก ด้วยฝ่าบาทแคว้นซูอานเคยขอให้แคว้นลู่ส่งภาพวาดองค์หญิงทั้งหมดในแคว้นเข้าไปยังวังหลวงของซูอานเพื่อให้บรรดาองค์ชายคัดเลือกไปเป็นพระชายา
สตรีอื่นล้วนถูกคัดเลือกด้วยใบหน้างดงาม มีเพียงองค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันผู้นี้ที่ไม่มีองค์ชายใดต้องการนับเป็นเรื่องอัปยศยิ่งด้วยมีตำแหน่งเป็นถึงพระธิดาของอัครชายา
แต่ธรรมเนียมย่อมต้องปฏิบัติ อย่างไรสตรีแคว้นลู่ก็ต้องแต่งเข้าไปยังแคว้นซูอาน เมื่อเป็นดังนั้นฝ่าบาทจึงส่งสาสน์มายังท่านอ๋อง ขอองค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันเพื่อเป็นบุตรบุญธรรมของท่านหมอเทวดาอ้ายเสิ่นอันเลื่องชื่อ และยังให้หมั้นหมายกับบุตรชายของหมอเทวดาผู้มีอำนาจสูงส่งในแคว้นซูอานนามอ้ายเจิงอีกด้วย
อ้ายเจิงผู้นั้นเป็นผู้สูงศักดิ์ ฐานะไม่ด้อยไปกว่าอ๋องผู้หนึ่ง เป็นผู้มีตำแหน่งสำคัญในใจของฝ่าบาท อีกทั้งยังรูปงามนักมีใจฝักใฝ่สตรีที่งดงามยังมีอนุในเรือนอีกสิบห้าคนที่ล้วนเป็นหญิงงามในใต้หล้า แต่ทว่าถึงจะมีหญิงงามอยู่ล้นจวนเขาก็ยังชอบเที่ยวหอนางโลมและสืบเสาะหาสตรีผู้งดงามไม่ได้หยุดหย่อน
จวนท่านหมอเทวดานั้นบัดนี้จึงกลายเป็นแดนสวรรค์บนดินที่มีนางฟ้ามากมาย เล่าลือกันว่าอนุของอ้ายเจิงผู้นั้นงดงามมากกว่าสนมของฝ่าบาทแคว้นซูอานเสียอีก
ว่ากันว่าอ้ายเจิงติดตามซู่อ๋องลู่หนิงหวังออกรบมาหลายปีนับเป็นกุนซือที่ชำนาญการศึก บารมีมากล้นเป็นที่หมายปองของสตรี ถึงคล้ายจะมีฐานะต่ำต้อยกว่าอ๋องในยามนี้ แต่ด้วยอำนาจของเขาก็พอทัดหน้าเทียมตาหรืออาจเหนือยิ่งกว่าองค์หญิงจากแคว้นบรรณาการเสียอีก
เพราะเป็นเช่นนี้องค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันจึงน่าสงสารยิ่ง นางผู้นี้เป็นสตรีอวบอ้วน ผิวพรรณดำด่างด้วยรอยแผลอันเกิดจากผื่นแพ้ เมื่อเกิดผดผื่นย่อมเกิดการคัน องค์หญิงน้อยไม่อาจห้ามใจตนเอง เมื่อคันก็เกา ยิ่งเกาก็ยิ่งเป็นแผล ไร้ทางรักษา
แต่ผู้ใดจะรู้ การที่ฝ่าบาทแคว้นซูอานส่งสาสน์มายังท่านอ๋องแคว้นลู่นั้นก็เป็นเพราะท่านอ๋องขอร้อง ให้ท่านหมอเทวดาอ้ายเสิ่นช่วยรักษาบุตรสาวให้หายจากผื่นแพ้ที่นางเป็นอยู่ แต่การรักษาทราบว่าอาจจะต้องใช้เวลานับปี การที่องค์หญิงผู้สูงศักดิ์จะเข้ามาอยู่ในจวนบุรุษผู้หนึ่งจึงไม่เหมาะไม่ควร
ดังนั้นความคิดเรื่องรับบุตรบุญธรรมจึงเกิดขึ้น เมื่อรับบุตรบุญธรรมแล้ว ฝ่าบาทจึงคิดว่าเพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์อันดี ก็ให้แต่งเป็นภรรยาเอกของอ้ายเจิงเสีย อย่างไรวันนี้ก็ต้องปูนบำเหน็จเขาเป็นอ๋อง องค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันก็มิได้น้อยหน้าอย่างไรก็ต้องกลายเป็นชายาอ๋องในสักวัน
เรื่องนี้นอกจากฝ่าบาทและท่านอ๋องเอ๋อรั่วบิดาขององค์หญิงที่ทราบแล้วก็มิได้มีผู้ใดล่วงรู้อีก
ในขณะที่ได้ยินข่าวมาอีกว่า เมื่อความล่วงรู้ถึงหูของอ้ายเจิง สมรสพระราชทานยังไม่ทันบังเกิดเขาก็สืบค้นหาภาพวาดขององค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันทันที
และเมื่อได้เห็นภาพวาดเสมือนนั้นเขาพลันมีโทสะ คนนิยมชมชอบสตรีงดงามเช่นเขา จะมีใจให้ดรุณีน้อยที่อวบอ้วนราวกับแม่หมูได้อย่างไร
อย่างไรเขาก็ไม่ยินยอมแต่งนางเป็นอันขาด ฝ่าบาทจึงได้ทรงพิจารณาอีกครั้ง เรื่องหมั้นหมายเอาไว้ก่อนแต่เรื่องให้รับเป็นบุตรบุญธรรม อย่างไรท่านอ้ายเสิ่นหมอเทวดาย่อมต้องทำตามดำรัส
ทรงคาดหมายว่า หากได้ใกล้ชิดไม่แน่ว่าอ้ายเจิงอาจจะเปลี่ยนใจ อ้ายเจิงเป็นบุรุษที่เพิ่งเข้าสู่วัยหนุ่ม ผ่านโลกมาน้อยยิ่ง เรื่องสตรีจึงมองเพียงผิวเผิน สตรีในวัยเด็กแม้จะอวบอ้วนโตขึ้นมาก็กลายเป็นสาวงามมีถมไป
มารดาขององค์หญิงเอ๋อรั่วฉีหลันนับเป็นสตรีงามล่มเมือง บิดาของนางก็รูปงามองอาจ ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น เอ๋อรั่วฉีหลันองค์หญิงน้อยอย่างไรก็ต้องโตมางดงามไม่ผิดเพี้ยน
แต่ความคิดนี้ของฝ่าบาทกลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากอ้ายเจิงแม้แต่น้อย เขายังคงยืนกรานปฏิเสธไม่ยอมแต่งท่าเดียว
"ฝ่าบาท ทรงเห็นใจกระหม่อมด้วย องค์หญิงผู้นั้นอายุเพียงสิบสองปีจะแต่งกับเด็กน้อยได้อย่างไร กระหม่อมไม่ได้เป็นผู้นิยมเด็กเช่นนั้นฝ่าบาททรงทำให้กระหม่อมละอายใจเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฝ่าบาททรงแย้ง
"เรามิให้เจ้าแต่งตอนนี้ หลังนางพ้นวัยปักปิ่นค่อยเข้าหอยามนี้หมั้นหมายตามธรรมเนียมเอาไว้ เจ้าเองก็อย่าคิดมากไปเช่นนั้น"
"ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นองค์หญิงเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น ทรงเห็นใจกระหม่อมเถิดไม่อาจรับนางมาเป็นภรรยาได้พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง องค์ชายมีมากมายเหตุใดต้องเป็นกระหม่อม"
"ก็เจ้าคู่ควรกับนางที่สุด เราคิดดีแล้ว"
"แต่ฝ่าบาท กระหม่อมยังไม่อยากแต่งงานพ่ะย่ะค่ะ คิดจะอยู่รับใช้พระองค์ไปอีกหลายปี สตรีทำให้วุ่นวายยิ่ง"
"เจ้าพูดเช่นนี้คิดว่าเราจะเชื่อหรือ อนุในจวนของเจ้ามากมายยิ่งกว่าสนมของเราอีก"
อ้ายเจิงไม่ยอมรับ
"ล้วนเป็นข่าวลือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่เลี้ยงดูพวกนางไว้ชั่วคราว เมื่อพวกนางพร้อมที่จะออกจากจวนกระหม่อมไม่เคยขัดข้อง ฝ่าบาท ทรงอย่าเอาสตรีพวกนั้นมาเปรียบเทียบสิพ่ะย่ะค่ะ มันไม่ถูกต้อง"
ฝ่าบาททรงถอนพระทัย มองอ้ายเจิงอย่างเหนื่อยหน่าย ทรงรู้ดีว่าเขาคิดอย่างไรจึงเอ่ยว่า
"ด้วยเพราะเจ้าเห็นสาวงามมามากมาย เจ้าจึงเห็นองค์หญิงน้อยเป็นน้องสาวที่ไม่งามใช่หรือไม่ เมื่อไม่งดงามย่อมไม่อยากแต่ง อาเจิงเราเห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่ต่างจากลู่หนิงหวังและหานเซียว พวกเจ้าทั้งหมดเราล้วนรู้ใจยิ่งนัก อย่ามาหาข้ออ้างกับเรา เอาเถิดยามนี้ไม่อยากแต่งก็ไม่แต่ง ต่อไปภายหน้าหากเจ้าต้องการนางในยามนั้นก็ให้นางเป็นผู้ตัดสินแล้วกัน อย่ามาบังคับให้เราช่วยเป็นอันขาด"
อ้ายเจิงคุกเข่าลอบยิ้มอย่างยินดี
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ไม่ทรงฝืนใจกระหม่อม กระหม่อมจะดูแลนางในฐานะน้องสาวอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ"
แคว้นลู่
ม้าเร็วส่งข่าวเรื่องหมั้นหมายและการรับบุตรบุญธรรมของท่านหมอเทวดาอ้ายเสิ่นมายังท่านอ๋องผู้ครองแคว้น เรื่องรับบุตรบุญธรรมนั้นหากองค์หญิงทรงพร้อมให้เดินทางไปยังเมืองหลวงแคว้นซูอานได้ทันทีไม่มีกำหนดระยะเวลา
ส่วนเรื่องหมั้นหมายทรงเห็นว่าองค์หญิงยังเยาว์นัก หลังพิธีปักปิ่นค่อยเลือกคู่ครองในภายหลัง
เรื่องนี้ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ต่างเล่าลือกันออกไปอย่างเสียหาย องค์หญิงน้อยผู้มีร่างกายประดุจลูกสุกรผู้นี้ ถูกคนแคว้นซูอานปฏิเสธถึงสองครั้งสองคราติดต่อกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้อาจไม่ได้ออกเรือนไปตลอดชีวิตเป็นแน่
ถึงข่าวจะเล่าลือออกไป แต่องค์หญิงยังทรงพระเยาว์นักย่อมไม่รับรู้ และหากรับรู้ก็ย่อมไม่ใส่ใจ
นางกำนัลล้างมือให้องค์หญิงน้อยหลังจากเสวยขนมที่พ่อครัวหลวงเพิ่งส่งมาถวายจนเสร็จ จะว่าไปแล้วองค์หญิงในวัยเดียวกันต่างรักษารูปร่างเพื่อเตรียมการล่วงหน้าในการเป็นหญิงงามที่เพียบพร้อมเพื่อออกเรือนกับผู้สูงศักดิ์
จะมีก็เพียงองค์หญิงฉีหลันผู้นี้ที่ท่านอ๋องทรงรักใคร่นักหนา จะทำสิ่งใดล้วนตามใจนางจนนางมีสภาพเช่นนี้ เสื้อผ้าของนางต้องเปลี่ยนขนาดวัดตัวกันทุกเดือน
หลายครั้งที่อาอวิ๋นนางกำนัลส่วนพระองค์ได้ยินคนจากตำหนักตัดเย็บเปรยออกมาว่าองค์หญิงฉีหลันใช้ผ้าในการตัดเย็บเท่ากับองค์หญิงอื่นถึงสามเท่า
สามเท่าเชียวนะ น่าอับอายเกินไปแล้ว
หลังเสวยเสร็จ องค์หญิงน้อยก็คว้าตำรามาอ่านแล้วนอนกลิ้งอยู่บนเตียงเหมือนหมูน้อยตัวหนึ่ง อาอวิ๋นปีนี้อายุสิบสี่อีกไม่นานก็ปักปิ่นแล้ว แต่นางเป็นนางกำนัลจึงไม่มีพิธีนี้อย่างเป็นทางการนอกจากเจ้านายเหนือหัวจะยินยอมและให้นางกำนัลอาวุโสมาทำพิธีให้อย่างเรียบง่าย
แต่หากเจ้านายไม่ใส่ใจแล้วก็ยากที่จะได้เข้าพิธีนี้ หากไม่ได้เข้าพิธีก็เตรียมตัวโสดไปจนตาย ไม่มีทางที่เจ้านายจะหาบุรุษดี ๆ สักคนให้ออกเรือน หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นบ่าวที่ไม่ได้รับการเอาใจใส่จากนายนั่นเอง
"องค์หญิงท่านคิดจะจัดงานปักปิ่นให้บ่าวหรือไม่เจ้าคะ"
แน่นอนว่าอาอวิ๋นย่อมต้องปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับองค์หญิงน้อยรู้เอาไว้ องค์หญิงน้อยเชื่อฟังอาอวิ๋นอยู่บ้าง แต่ก็ทรงฉลาดมากเช่นกัน
"ทำไมหรือ เจ้าอยากมีหรือไม่เล่า หากอยากข้าจะจัดการให้"
อาอวิ๋นรีบพยักหน้า การที่ได้รับใช้องค์หญิงผู้มีอำนาจด้วยพระมารดาพระบิดารักใคร่เช่นนี้ดียิ่ง
"เพคะ หม่อมฉันอยากมีพิธีปักปิ่นเหมือนคนอื่น"
"เอาเถิด ยามนั้นเจ้าเตือนข้าเผื่อข้าลืม"
"เพคะ"
องค์หญิงน้อยนอนอ่านตำราแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่หลายตลบ จู่ ๆ ก็ทรงตรัสขึ้น
"อาอวิ๋นเจ้าเคยได้ยินชื่อคนผู้นี้หรือไม่ บุตรชายของท่านพ่อบุญธรรมของข้า พี่ชายในอนาคตข้าท่านอ้ายเจิง"
เขาโด่งดังเพียงนั้น เป็นบุรุษรูปงามที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ถึง รูปของเขายังมีคนวาดขายในตลาด งดงามยิ่งกว่าเทพเซียน อาอวิ๋นย่อมรู้จักดี
"เคยเพคะ เขาเป็นคนดังนะเพคะ"
องค์หญิงน้อยรู้สึกเป็นกังวล
"เขาจะใจดีหรือไม่ เจ้าบอกเขารูปงามแล้วใจเล่าจะงามเหมือนหน้าตาหรือไม่"
อาอวิ๋นถอนหายใจออกมา นางรู้สึกสงสารองค์หญิงน้อยที่บัดนี้ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกอ้ายเจิงปฏิเสธไม่ยินยอมสมรสด้วย ยังมีแก่ใจถามว่าเขาใจดีหรือไม่ ช่างน่าสงสารยิ่ง
"ชื่อเสียงของเขาที่มีต่อสตรีค่อนข้างดี เขาเป็นคนสุภาพอ่อนโยนเพคะ องค์หญิงโปรดวางพระทัย"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี ข้าในฐานะน้องสาวบุญธรรมของเขาจะได้สบายใจ ข้ากับพี่ชายของข้าห่างกันหลายปี เขาไม่เคยเล่นกับข้าสักครั้ง เจ้าว่าท่านพี่อ้ายเจิงจะยอมเล่นกับข้าหรือไม่"
"เล่นสิเพคะ องค์หญิงของหม่อมฉันน่ารักเพียงนี้"
ความจริงอาอวิ๋นไม่ค่อยแน่ใจนักหรอก ว่ากันว่าเขาไม่ชอบเด็กเล็กเอาเสียเลย ถึงองค์หญิงจะอายุสิบสองขวบปีแล้วแต่ก็ช่างขี้สงสัยนัก บุรุษเช่นท่านอ้ายเจิงจะรำคาญหรือไม่
ในขณะที่อาอวิ๋นกำลังจะเอ่ยปากอีกคำองค์หญิงน้อยก็หลับไปเสียแล้ว อาอวิ๋นถอนหายใจ เดิมทีคิดชวนองค์หญิงไปเดินเล่นเสียหน่อย เมื่อสักครู่เสวยไปเยอะกลัวว่าองค์หญิงอาจจะอึดอัดก็เป็นได้
แต่เมื่อทรงหลับปุ๋ย ดูน่าเอ็นดูเช่นนี้อาอวิ๋นจึงคลี่ผ้าห่มแล้วห่มให้องค์หญิงแผ่วเบา ตามใบหน้าและตามแขนขององค์หญิงมีร่องรอยดำด่างอันเกิดจากแผลอยู่หลายจุด เพราะผิวพรรณขาวผ่องขององค์หญิงยิ่งทำให้เห็นรอยแผลชัดเจนและดูน่ากลัว
สตรีแค่มีเพียงรอยข่วนก็ทำให้หลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว แต่องค์หญิงของนางมีรอยแผลเต็มตัวเช่นนี้เมื่อโตขึ้นและรู้ความจะคิดมากหรือไม่ ได้แต่หวังว่าเมื่อไปเป็นบุตรสาวบุญธรรมของท่านหมอแล้วองค์หญิงจะหายจากผื่นคันพวกนี้เสียที
อาอวิ๋นเลิกล้มความคิดที่จะชวนองค์หญิงน้อยออกไปข้างนอก เมื่อคราวนี้ทรงหลับยาวนานกว่าทุกวัน มักเป็นเช่นนี้กิจวัตรประจำวันขององค์หญิงมีสิ่งใดกัน องค์หญิงผู้อื่นและท่านหญิงจับเข่าคุยกันทั้งยังมักจะออกไปเดินเล่นที่อุทยานกันเสมอ
แต่องค์หญิงน้อยของนางไม่มีเพื่อนสักคน เมื่อเป็นเช่นนี้กิจวัตรประจำวันจึงมีเพียงแต่ กินแล้วอ่านตำรานิ่ง ๆ หลังจากนั้นก็นอน เมื่อตื่นมาก็ทรงกินอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้เมื่อใดจะผอมกันเล่า หากไม่ผอมลงองค์หญิงอาจจะไม่ได้สมรสไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
ในเมื่อนายไม่ได้สมรสบ่าวอย่างอาอวิ๋นต่อให้มีพิธีปักปิ่นอีกสิบครั้งก็อย่าหวังว่าจะได้ออกเรือน
หายนะมาเคาะประตูอยูหน้าเรือนแล้ว ไม่ได้การ องค์หญิงน้อยต้องลดความอ้วนอย่างเร็วที่สุด!
เป็นเพราะเขาคือคนที่นางคิดว่าต่อไปจะกลายเป็นพี่ชายบุญธรรม เอ๋อรั่วฉีหลันจึงสั่งให้คนนำภาพวาดของอ้ายเจิงมาให้นางดู
เดิมทีอาอวิ๋นเอ่ยปากคัดค้านเพราะเป็นเรื่องผิดธรรมเนียมยิ่ง องค์หญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่งจะแอบดูภาพวาดของบุรุษได้อย่างไร แต่เนื่องด้วยทนรบเร้าจากองค์หญิงน้อยไม่ไหวอีกทั้งรู้ดีถึงความดื้อเงียบขององค์หญิงที่ต้องการสิ่งใดแม้จะไม่โวยวายแต่สุดท้ายก็ทรงหามาจนได้
อาอวิ๋นจึงลอบนำรูปวาดของท่านอ้ายเจิงมาให้องค์หญิงในที่สุด
องค์หญิงน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ในมือมีขนมหวานถั่วจันทร์เสี้ยวที่ทำจากถั่วเหลืองบดจนเป็นแป้งผสมน้ำผึ้งจนเข้ากัน ตกแต่งเป็นรูปดวงจันทร์ บ้างก็เป็นจันทร์เต็มดวง บ้างก็เป็นจันทร์เสี้ยว ลงสีเหลืองนวลผ่องแล้วเอาไปทอดจนเหลืองทอง
ด้านในกรอบด้านนอกหวานมัน เป็นขนมดั้งเดิมของแคว้นลู่ที่องค์หญิงโปรดปรานยิ่ง สามารถเสวยได้ทุกวันโดยไม่มีเบื่อ
เอ๋อรั่วฉีหลันยัดขนมเข้าปากแล้วเคี้ยวกรุบ ๆ ทำหน้าตาพึงพอใจในขณะที่มองภาพวาดของอ้ายเจิงไปด้วย
"พี่ชายบุญธรรมของข้าผู้นี้รูปงามสมคำเล่าลือ รูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกสลัก ดวงตาทอประกายวิบวับประดุจดวงดารา งดงามจนสตรีต้องเขินอาย"
คำชื่นชมนี้เป็นคำที่เขียนเอาไว้ด้านหลังภาพวาดนี้ องค์หญิงอ่านเพียงครั้งเดียวก็จำได้จนขึ้นใจ แต่ความงามของเขาไม่ได้ทำให้องค์หญิงน้อยรู้สึกอันใด คงด้วยเพราะพระองค์ยังคงเยาว์วัยกระทั่งไม่เข้าใจความชื่นชอบอย่างอื่นนอกจากเรื่องกิน
"เพคะ ว่ากันว่าตัวจริงของบุรุษผู้นี้งดงามยิ่งกว่าภาพวาดเสียอีกเพคะ"
อาอวิ๋นพยักหน้า ยิ่งเห็นภาพวาดผสมกับคำร่ำลือ อาอวิ๋นคล้ายจะเห็นอ้ายเจิงผู้นี้ลอยออกมาจากภาพวาดดุจเทพเซียนผู้หนึ่ง
"แต่จะใจดีหรือไม่ เขาว่ากันว่าธรรมเนียมแคว้นซูอานเข้มงวดยิ่ง ยามอ่านไม่พูดยามกินไม่สนทนา อาอวิ๋นเจ้าว่าท่านพี่จะยินยอมให้ข้ากินขนมในห้องเรียนหรือไม่"
อาอวิ๋นอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายนัก เหตุใดองค์หญิงน้อยจึงฝักใฝ่ในเรื่องกินนักหนา ความผิดผู้ใดที่เลี้ยงดูนางให้เติบโตมาเป็นเช่นนี้
"องค์หญิง ที่แคว้นลู่ก็ไม่อาจนำขนมเข้าห้องเรียนได้เพคะ พระองค์ทรงลืมแล้วหรือ ที่ท่านอาจารย์แสร้งมองไม่เห็นและไม่ลงโทษก็เพราะองค์หญิงคือพระธิดาของท่านอ๋องผู้ครองแคว้นนะเพคะ"
"จริงหรือ เหตุใดข้าไม่เคยรู้มาก่อน"
ว่าแล้วก็ทอดถอนใจออกมา
"ยังมีตัวของข้าอีก ที่ไม่มีใครอยากเล่นกับข้าเพราะล้วนกลัวผื่นของข้าจะไปติดพวกเขาเข้า ท่านพี่เล่าจะยอมเล่นกับข้าหรือไม่"
องค์หญิงยังคงห่วงเรื่องนี้ พระองค์ไม่เคยจากบ้านจากเมือง ผื่นคันที่เป็นเหมือนโรคประจำตัวนี้นับวันยิ่งส่งผลกระทบ องค์หญิงน้อยไม่อาจมีเหงื่อได้ ตำหนักทั้งตำหนักของพระองค์จึงกลายเป็นตำหนักน้ำแข็ง หนาวเย็นตลอดปีปกป้ององค์หญิงน้อยจากความร้อนที่เป็นต้นเหตุของผื่นคัน
เพราะเช่นนี้จึงไม่อาจวิ่งเล่นเหมือนเด็กผู้อื่น มีชีวิตวัยเด็กที่น่าสงสารยิ่ง
"องค์หญิงทรงอย่ากังวลเพคะ อาอวิ๋นติดตามองค์หญิงไปด้วย ท่านหมอเทวดาผู้นั้นก็มีชื่อเสียงเรื่องความมีเมตตา ยังเปิดสำนักหมอรักษาให้ชาวบ้านที่ยากจนโดยไม่มีเก็บเงิน บุตรชายของท่านหมอย่อมใจดีไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าคนผู้นี้อาศัยสนามรบเป็นบ้าน ติดตามสองอ๋องออกรบตั้งแต่เยาว์วัย พระองค์อาจจะไม่ได้พบท่านราชเลขาอ้ายก็เป็นได้เพคะ"
"ข้าเข้าใจแล้ว เหตุใดเขาจึงมีข่าวลือเรื่องสตรีมากมายนัก"
อาอวิ๋นตกใจยิ่ง นางปกปิดเรื่องนี้จากองค์หญิง ด้วยไม่อยากให้องค์หญิงมองบุรุษที่จะเป็นสามีในอนาคตในแง่ร้าย แต่คงมีนางกำนัลปากมากเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเล่าให้องค์หญิงน้อยฟังกระมัง
"องค์หญิงคนสูงศักดิ์ผู้ใดไม่มีอนุกันเพคะ ในจวนผู้มีอำนาจไม่ว่าที่ใดล้วนมีอนุเรื่องนี้อย่าใส่พระทัยเลยเพคะ"
องค์หญิงน้อยย่อมไม่เข้าใจ
"ท่านพ่อมีท่านแม่ของข้าเพียงผู้เดียว ท่านพ่อบอกว่าสตรีล้วนน่ารำคาญมีเพียงท่านแม่ที่ไม่น่ารำคาญ"
เอ๋อรั่วฉีหลันฉลาดเฉลียวนั้นไม่ผิด แต่คนที่ตอบคำถามมิได้ฉลาดเท่านางหลายครั้งจึงทำให้คนถามไม่ได้รับคำตอบ ครานี้ก็เช่นกัน อาอวิ๋นเองไม่สามารถตอบคำถามเรื่องรักใคร่ของผู้ใดได้ ด้วยตัวของนางเองก็อายุเพียงสิบสี่ปี
ในวังแห่งนี้ที่พบเจอก็มีแต่ขันทีเฒ่า ไม่เคยเกิดความรักใคร่จริงจังกับผู้ใด นอกจากบุรุษในจินตนาการที่นางพร่ำเพ้อขึ้นมา
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่อาจสั่งสอนองค์หญิงได้เช่นกัน
ไม่นานกำหนดการที่จะเดินทางไปยังแคว้นซูอานขององค์หญิงก็ถูกกำหนดขึ้น ด้วยกำลังจะเข้าสู่หน้าหนาวอันทำให้การเดินทางยากลำบากเพราะหิมะ อ๋องเอ๋อรั่วจึงได้กำหนดให้องค์หญิงออกเดินทางในปลายฤดูหนาว
แคว้นลู่ห่างจากแคว้นซูอานราวห้าร้อยลี้ใช้เวลาเดินทางในยามปกติเพียงแค่ครึ่งเดือน แต่หากเดินทางในฤดูหนาวหรือฤดูฝนแล้วจะต้องใช้เวลาเดือนทางราวหนึ่งเดือนเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อย่นระยะเวลาเดินทางไม่ให้องค์หญิงต้องเหนื่อยมากนักท่านอ๋องจึงกำหนดให้เดินทางในช่วงปลายฤดูหนาว
อาอวิ๋นคิดว่าเวลาเท่านี้คงเพียงพอที่จะให้องค์หญิงน้อยลดความอ้วนลงสักเล็กน้อย ก่อนที่จะไปพบเจอว่าที่พ่อสามีเพื่อสร้างความประทับใจ แต่เพราะเป็นฤดูหนาวที่คนมักเกียจคร้าน องค์หญิงนอกจากขลุกอยู่ในเตียงอุ่นตลอดทั้งวันแล้วในปากเล็ก ๆ ของพระองค์ก็ไม่ทรงว่างเลยแม้แต่น้อย
เพราะต้องเดินทางไกลจากอกมารดาไม่รู้นานเท่าไหร่ อัครชายาจึงทรงบำรุงบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยขนมและอาหารชั้นเลิศ แม้ว่าอาอวิ๋นจะพยายามห้ามปรามแต่ครั้นองค์หญิงเรียกร้องหาของเสวยอัครชายาก็สั่งคนจัดการจนล้นตำหนัก
ในที่สุดอาอวิ๋นก็ถอดใจ
ชายแดนแคว้นซูอาน กลางฤดูหนาว
ในขณะที่อ้ายเจิงกำลังกกกอดสาวงามที่ถูกจับมาเป็นเชลยและยินยอมมอบกายให้กับเขาด้วยหลงใหลในใบหน้างดงามของอ้ายเจิงอย่างมีความสุข