ตอน 1

“นี่เธอริอาจวางยาฉันเหรอ ทำไมฉันถึงได้มีน้องสาวที่ชั่วร้ายแบบเธอได้ห้ะ!” ซูเหอโยนชามและตะเกียบไปที่ข้างเท้าของเธอ ขณะที่กำลังไอออกมาเป็นเลือดสีดำก็ตะโกนด้วยความโกรธแค้นไปด้วยว่า “ถ้าฉิงเอ๋อร์ไม่เตือนฉัน เธอก็คงจะฆ่าฉันไปแล้วใช่ไหม!”

“เฮียใหญ่ ฉันเคยบอกไปแล้วว่าในยาต้มไม่มีพิษ ในนั้นมีแค่ส่วนผสมของยาชนิดนึงหากเฮียดื่มเข้าไปแล้วจะอาเจียนเอาลิ่มเลือดออกมาเท่านั้น แบบนี้อาการของเฮียจะได้ดีขึ้น”

ซูหลีมองชามยาต้มที่หกอยู่บนพื้น แววตาของเธอดูเจ็บปวด ยาที่เธอทุ่มเทเวลาและเงินทองไปตั้งมากมายเพื่อตามหามากลับถูกเททิ้งไปซะแล้ว

สุ่ยฉิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ซูเหอตลอดคือลูกสาวบุญธรรมของตระกูลซู เวลานี้เธอกำลังกอดหนังสือทางการแพทย์เล่มหนึ่งเอาไว้พลางพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า “พี่ มาถึงตอนนี้แล้วพี่อย่าโกหกอีกเลย เฮียรองเก็บตัวอย่างยาของพี่ไปตรวจมาแล้ว ผลการตรวจออกมาว่าในนั้นมียาพิษร้ายแรงอยู่”

ซูหลีเหลือบมองเธอแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเอือมระอาในความโง่เขลาของเธออย่างชัดเจน แล้วก็พูดขึ้นว่า “ยัยโง่ ขึ้นชื่อว่ายาก็ต้องมีพิษอยู่บ้างเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งอาการของเฮียใหญ่ร้ายแรงขนาดนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย พิษแรง ๆ ก็ต้องใช้พิษแรง ๆ สู้กลับ มันไม่มีทางอื่นแล้ว”

ดวงตาของสุ่ยฉิงมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่ เธอพูดขอร้องวิงวอนขึ้นว่า “พี่ เฮียใหญ่ถึงกับอาเจียนออกมาเป็นเลือดขนาดนี้แล้ว พี่ยังจะโกหกอยู่อีกเหรอ! พวกเราทุกคนต่างก็เป็นนักศึกษาแพทย์กันทั้งนั้น ถ้ายังไม่มีทักษะมากพอแล้วจะไปช่วยชีวิตผู้อื่นได้ยังไง อย่าทำเป็นอวดเก่งจะดีกว่านะ”

เธอก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วก็พูดกับซูหลีอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ฉันไปหาฤๅษีท่านหนึ่งให้เฮียใหญ่มาแล้ว แถมยังได้ตำรับยาที่สามารถช่วยชีวิตเฮียใหญ่ได้จากเขามาอีกด้วย พี่ยอมรับผิดซะเถอะ แล้วก็ให้พวกเราใช้ตำรับยาของท่านฤาษีรักษาอาการป่วยให้เฮียใหญ่ก่อนจะได้ไหม?”

ซูเหอไอออกมาและตะโกนออกมาด้วยความโกรธว่า “ซูหลี เธอไม่เพียงแต่เอายาที่ไม่รู้แหล่งที่มามาให้ฉันกินเท่านั้น แต่เธอยังดูหมิ่นน้องสาวของตัวเองอีก! ถ้าเธอมีจิตใจที่ดีได้สักครึ่งหนึ่งของน้องสาวเธอก็คงจะดี! รีบคุกเข่าลงและยอมรับความผิดเดี๋ยวนี้!”

ซูหลียืดหลังตรงและมองไปที่ซูเหอด้วยสายตาเย็นชา “ฉันก็แค่อยากจะช่วยเฮีย แล้วฉันผิดตรงไหนเหรอ? จะให้ฉันคุกเข่าให้เธองั้นเหรอ? ไม่มีทาง”

“ได้ ได้ ได้! เธอจะให้ฉันโมโหจนตายเลยใช่ไหม! เธอนี่มันนิสัยเสียแก้ไม่หายจริง ๆ!” ซูเหอโกรธมากจนคว้าแส้ที่อยู่ข้างมือลุกขึ้นยืน จากนั้นก็จะฟาดไปที่ตัวของซูหลี “รีบไสหัวออกไปให้พ้นหน้าฉันเลยนะ! ออกไปจากตระกูลซูซะ! ฉันไม่ต้องการน้องสาวที่สร้างแต่ปัญหาอย่างเธอ! ขนาดเลี้ยงหมามันยังซื่อสัตย์มากกว่าเธอเลย!”

ซูหลีถอยหลังไปสองก้าวเพื่อหลบแส้ แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นบน หลังจากนั้นกระเป๋าเป้ใบหนึ่งก็ถูกโยนมาที่ข้างเท้าของเธอ

ซูไป๋หรือเฮียรองพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ฉันเองก็มีความจริงจะบอกเธอเหมือนกัน ความจริงแล้วฉิงเอ๋อร์ต่างหากที่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของพวกเรา หลายปีที่ผ่านมาพวกเราปิดบังเรื่องนี้กับเธอมาโดยตลอด เพราะกลัวว่าเธอจะคิดมาก แต่ตอนนี้พวกเราเห็นแล้วว่าเธอเป็นคนที่จิตใจชั่วร้ายมากแค่ไหน”

“ถ้าเธอยังจะยืนกรานว่าเธอไม่ผิด งั้นก็ออกไปจากตระกูลซูซะ พวกเราจะได้ประกาศอย่างเป็นทางการไปเลยว่าฉิงเอ๋อร์เป็นน้องสาวแท้ ๆ เพียงคนเดียวของพวกเรา แล้วเธอก็จะสูญเสียทรัพย์สมบัติและเกียรติยศที่มีอยู่ในตอนนี้ไป กลับไปหาครอบครัวที่ชนบทของเธอซะเถอะ”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซูหลีต้องเผชิญกับการคุกคามเช่นนี้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตลอดเวลาที่อยู่ในตระกูลซูเธอถูกกดขี่ข่มเหงมามากพอแล้ว อย่างวันนี้พอได้ยินว่าตัวเองคือน้องสาวตัวปลอม เธอก็รู้สึกโล่งใจ ซึ่งมันกลับเบาใจขึ้นมาก

ในที่สุดเธอก็ไม่ต้องเอายาที่ตัวเองวิจัยมาให้กับคนที่ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์อย่างตระกูลนี้แล้ว

ถึงว่าเธอเป็นคนชาญฉลาดขนาดนี้ แต่ทำไมพี่น้องถึงได้โง่เขลาเบาปัญญากันหมด

“ได้”

ซูหลีหยิบกระเป๋าเป้ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็หยิบลูกอมเม็ดหนึ่งบนโต๊ะยัดใส่เข้าปากไป จากนั้นก็หันหลังและจากไปโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

สุ่ยฉิงมองตามแผ่นหลังของเธอไป แล้วมุมปากของเธอก็ยกขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

เธอใช้เวลาถึงห้าปีเต็ม ในที่สุดก็ขับไล่ซูหลีออกไปได้สักที เธอจะได้กลายเป็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียวในตระกูลซู แล้วก็เป็นที่รักของพวกพี่ชายสักที

แต่สุ่ยฉิงก็ยังแสร้งทำเป็นไล่ตามซูหลีไปและตะโกนเรียกขึ้นมาอย่างจอมปลอมว่า “พี่! พี่อย่าไปเลยนะ ครอบครัวของฉันยังมีที่สำหรับพี่เสมอ พี่อย่าทำให้ฉันต้องโทษตัวเองเลยได้ไหม! ฉันขอร้องเถอะนะ!”

ซูเหอเรียกเธอด้วยความโมโหว่า “ฉิงเอ๋อร์ เธอกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ให้ยัยนั่นไปน่ะดีแล้ว เด็กเมื่อวานซืนที่มาจากชนบท ความคิดต่ำทราม ปล่อยให้ยัยนั่นกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบทตลอดไปน่ะดีแล้ว”

จะบอกว่าคนตระกูลซูไม่มีสมองเลยจะได้ไหมนะ?

พวกเขาคิดจริง ๆ น่ะเหรอว่า ที่ซูเหอสามารถฟื้นขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนสามารถพูดสามารถเดินได้ ทั้งหมดเป็นเพราะความโชคดีของเขาเพียงอย่างเดียว?

เธออยากจะดูสิว่า หากไม่ได้รับการนวดฟื้นฟูตามกำหนดของเธอและยาพิเศษที่เธอวิจัยขึ้นมาแล้ว ซูเหอจะยืนไปได้อีกนานแค่ไหน

ซูหลีสวมฮู้ดของเสื้อสเวตเตอร์คลุมศีรษะเอาไว้ ผมยาว ๆ ที่ปล่อยสยายอยู่ปลิวไปตามลมจนมาโดนริมฝีปากสีแดงสดของเธอ ดวงตางดงามของเธอแสดงความเย้ยหยันออกมา

......

อีกทางด้านหนึ่ง ที่บ้านตระกูลลั่ว ณ เมืองหลวงของประเทศคาเรีย

ภายในคฤหาสน์สุดหรูหรา ชายชราผู้เป็นที่เคารพนับถือคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟา เขาโยนไม้เท้าชุบทองในมือออกไปพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ไหนบอกว่าหาเจอแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมถึงยังไม่ไปรับตัวกลับมาอีกล่ะ!”

ชายผู้สูงศักดิ์ที่ดูสง่างามมีเสน่ห์สามคนกำลังห้อมล้อมเขาอยู่ พวกเขาคือลูกชายทั้งสามของตระกูลลั่ว ซึ่งทั้งสามคนต่างก็โดดเด่นและมีอำนาจสูง แม้แต่ประธานาธิบดีก็ยังต้องให้ความเคารพพวกเขาเลย

ขณะนี้เนื่องจากยังไม่มีข่าวคราวของน้องสาวคนที่สี่ของพวกเขาที่หายตัวไปตั้งแต่เด็ก พวกเขาจึงเป็นกังวลมากจนหน้าตาเคร่งเครียดไม่ต่างกัน

“เบาะแสหยุดอยู่ที่เมืองจิง โดยทางสายสืบบอกว่าน้องสี่เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขา แต่ต่อมากลับถูกคนจับไปขาย แล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาจึงยังสืบไม่พบเลยครับ”

พอฟังจนจบชายชราก็รู้สึกทุกข์ใจมาก “น้องสาวของพวกแกหายตัวไปตั้งสิบแปดปีแล้ว ไม่รู้เลยว่าเธอต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในชนบทมากขนาดไหน!”

“คุณปู่ พวกเราเจอตัวคนค้ามนุษย์ที่จับเธอไปขายตอนนั้นแล้วครับ เขาบอกว่าสุดท้ายแล้วเขาเอาเธอไปขายต่อให้กับคุณนายเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองจิง ให้เวลาพวกเราอีกหน่อยนะครับ อีกไม่นาน พวกเราจะต้องหาน้องสี่เจอได้แน่นอนครับ

น้ำเสียงของคุณปู่ไม่ได้ฟังดูโกรธเคืองขนาดนั้นแล้ว เขาลุกขึ้นยืนและพูดขึ้นด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า “งั้นตอนนี้ก็ไปกันเถอะ ฉันก็จะไปกับพวกนายด้วยเหมือนกัน!”

ตอน 2

หลังจากที่ซูหลีสะพายกระเป๋าออกมาจากตระกูลซูแล้ว เธอก็ตรงไปที่ลานจอดรถใกล้ ๆ และขึ้นมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของตัวเองไป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อครอบครัวแล้วเวลาอยู่ต่อหน้าพี่ชายเธอจึงมักจะทำตัวไม่โดดเด่นมาตลอด เธอต้องปกปิดความสามารถเอาไว้ ตอนนี้ในที่สุดเธอก็จะได้เป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองสักที

รถวิ่งไปด้วยความเร็วสูง สุดท้ายก็มาจอดอยู่ที่หน้าประตูค่ายทหารแห่งหนึ่ง

โดยที่หน้าประตูมีทหารเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนา แต่เมื่อเห็นรถจักรยานยนต์ของซูหลี ทหารยามก็เปิดประตูให้เธอผ่านเข้าไป แถมยังทักทายเธอด้วยรอยยิ้มด้วยว่า “คุณซู นาน ๆ จะเห็นคุณกลับมาสักทีนะครับ”

ซูหลีเปิดฝาหมวกกันน็อคขึ้น และพยักหน้าให้เขา

ดอกหอมหมื่นลี้ในค่ายกำลังบานสะพรั่งพอดี เหล่าข้าราชการเกษียณอายุหลายคนกำลังเดินเล่นอยู่ด้านใน เมื่อเห็นรถของซูหลีชะลอความเร็วลง พวกเขาก็รีบเดินเข้าไปทันที

“เสี่ยวซู วันนี้กลับมาแล้วเหรอ! ฉันกำลังอยากคุยกับเธออยู่พอดีเลย ตำรับยาที่เธอให้ฉันมาก่อนหน้านี้ฉันกินหมดแล้วนะ”

ซูหลีจอดรถและถอดหมวกกันน็อคออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สะสวยของเธอ “พรุ่งนี้ฉันจะอยู่ตรวจที่คลินิกในค่ายทั้งวัน คุณมารับยาได้เลยค่ะ”

“แล้วคุณลุงล่ะคะ” ซูหลีชี้ไปที่เฝือกบนคอของชายชราอีกคนและพูดว่า “ฉันบอกแล้วไงคะว่าห้อยคอแบบนั้นจะทำให้กระดูกสันหลังตรงคอบาดเจ็บได้”

ชายชราที่เธอพูดถึงถอดเฝือกคอออกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ พลางพูดว่า “งั้นฉันขอไปฟาดแส้สักสองสามครั้งได้ไหม?”

“ระวังอย่าฟาดโดนตัวเองก็แล้วกันค่ะ” ซูหลีเดินเข้าไปในอาคารที่พักอาศัย

ค่ายทหารแห่งนี้ ตอนแรกที่ซูหลีมาที่นี่ได้ เพราะตอนที่เธอไปซื้อยาที่โรงพยาบาลกลางกองทัพภาค เธอได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคลมชักสูงอายุคนหนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็ให้ใบสั่งยาที่รักษาสาเหตุของการเกิดโรคลมชักกับเขาไป

ต่อมาเธอก็ได้รู้ว่า คนคนนั้นเป็นแพทย์เกษียณในโรงพยาบาลกลางของกองทัพภาค ซึ่งเป็นแพทย์อายุรศาสตร์ที่เก่งกาจมากคนหนึ่ง โดยเขารู้สึกชื่นชมในทักษะทางการแพทย์ของเธอมาก เขาจึงอยากฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเธอ แถมเขายังจัดห้องพักในค่ายทหารเอาไว้ให้เธอห้องหนึ่งด้วย ให้เธอสามารถมาอยู่ได้ตลอดเวลา

ผู้คนในค่ายต่างก็เข้ากันได้ดี บวกกับทำเลที่ตั้งก็ดี สภาพความเป็นอยู่จึงสะดวกสบาย เมื่อเวลาผ่านไป ซูหลีก็เริ่มมองว่าที่นี่เป็นบ้านของเธอไปแล้ว

เธอเปิดประตูที่ดูธรรมดา ๆ บานหนึ่งออก แล้วระบบสมาร์ทโฮมข้างในก็เปิดไฟขึ้นโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นเสียงที่อ่อนโยนของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นว่า “ยินดีต้อนรับการกลับมาซูหลี ในช่วงสามวันที่คุณไม่อยู่ มีข้อความฝากไว้ทางโทรศัพท์ที่ต้องเพิ่มรหัสสองข้อความ มีข้อความใหม่ในอีเมล์ น้ำสำหรับอาบถูกเปิดเอาไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

ซูหลีโยนกระเป๋าลงอย่างไม่ใส่ใจ ทำให้ซิปเปิดออก ด้านในมีเงินปึกหนึ่งร่วงออกมา

เธอหันกลับไปมองเงินบนพื้น คาดว่าน่าจะมีมูลค่าประมาณห้าหมื่นได้ จากนั้นก็เบ้ปากลง คิดว่าเธอเป็นขอทานที่ให้เงินและไล่ออกไปก็จบงั้นเหรอ

“เปิดข้อความเสียงที่ฝากไว้”

ข้อความแรกถูกส่งมาโดยลู่เหอเมื่อคืนนี้

“พี่ซู การลงทะเบียนงานแข่งรถแบบผลัดของฮวาซั่วใกล้จะปิดแล้วนะ พวกเราซ้อมแข่งกันไปตั้งสองรอบ พี่คิดจะแข่งให้กับคนตระกูลซูจริง ๆ เหรอ พี่ไม่พิจารณาเข้าร่วมทีมของผมบ้างเหรอ? ในแมตช์ฝึกซ้อมสองแมตช์ล่าสุดผม เอาชนะซูหลิวได้แบบขาดลอยเลยนะ!”

ซูหลีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอนึกขึ้นมาได้ทันทีว่ายังมีเรื่องนี้อีก

ซูหลิวคือเฮียสามของเธอ เขาเปิดสโมสรแข่งรถระดับแนวหน้าของโลก ซึ่งจะเชี่ยวชาญด้านการนำนักแข่งระดับมืออาชีพมาแข่งขันกันเพื่อคว้ารางวัลชนะเลิศ ก่อนหน้านี้เพื่อที่จะให้ได้เข้าร่วมทีมแข่งของเขา ซูหลีต้องฝึกซ้อมจนดึกเป็นเวลานานมาก แต่น่าเสียดายที่ทุกครั้งที่เธอช่วยพวกเขาสะสมคะแนนในการแข่งขันไปแล้ว ทว่าในช่วงเวลาสำคัญที่ต้องเข้ารอบชิงชนะเลิศไปคว้าแชมป์ เธอมักจะถูกซูหลิวเขี่ยออกตลอด แล้วก็จะเปลี่ยนตัวให้สุ่ยฉิงไปเป็นผลัดสุดท้ายและคว้าแชมป์ไปครองแทน

เรียกได้ว่า ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศตลอดหลายปีมานี้ หลังจากที่ซูหลีหมดประโยชน์ก็จะถูกเขี่ยทิ้ง ส่วนสุ่ยฉิงก็จะได้ไปรับถ้วยรางวัลกับพวกพี่ชายแทน ไม่มีใครคำนึงถึงเกียรติยศของเธอเลยแม้แต่น้อย

แต่มันก็เป็นแค่ถ้วยรางวัลเท่านั้น เธอจึงพยายามรักษาหน้าคนในครอบครัวไว้และไม่ได้ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่

ตอนนี้.......

ซูหลียกมุมปากขึ้น แล้วก็โทรไปหาลู่เหอ “เงินรางวัลทั้งหมดสองร้อยห้าสิบล้านนั้น ฉันเอาครึ่งหนึ่ง”

เดิมทีลู่เหอหมดหวังไปแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงของเธอก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ไม่มีปัญหา! ผมไม่กลัวทีมของซูหลิวเลยสักนิด ผม ศึกษากลยุทธ์ของพวกเขามาอย่างละเอียดแล้ว มีแต่พี่ซูเนี่ยแหละที่ใช้ความเร็วและชอบออกนอกกรอบแบบสุดยอดมาก ผม ไม่เคยป้องกันพี่ได้เลยสักครั้ง แล้วก็ต้องพ่ายแพ่ให้พี่ตลอดเลย! คนที่เป็นอันดับสองตลอดกาลอย่างผม พ่ายแพ้ให้กับทีมของซูหลิว สู้บอกว่าพ่ายแพ้ให้กับพี่ยังจะถูกซะกว่า!”

ซูหลีหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า “นั่นน่ะสิ สิ่งที่พวกนายมองออก พวกเขากลับไม่เห็นคุณค่ามันซะอย่างนั้น”

ลู่เหอพูดออกมาว่า “อ้อ จริงสิ ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง มีข่าวลือแพร่สะพัดในดาร์กเว็บว่า ช่วงนี้ตระกูลลั่วที่เป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศคาเรียจะมาที่เมืองจิงด้วย ว่ากันว่าเขากำลังตามหาลูกสาวที่พลัดพรากอยู่ที่นี่ เขาเสนอราคาสำหรับเบาะแสไว้สูงลิ่วเลยนะ พวกเราควรส่งคนไปตามหาเธอสักหน่อยดีไหม?”

ซูหลีตอบไปว่า “ฉันไม่ว่างเลย ช่วงนี้ฉันต้องเตรียมตัวสอบปลายภาคด้วย แค่นี้นะ”

ลู่เหอที่อยู่ปลายสายรู้สึกงุนงงไปหมด

ไม่อยากรับงานก็ไม่ต้องรับสิ ทำไมต้องเอาเรื่องสอบโง่เง่าอะไรนั่นมาอ้างแบบขอไปทีด้วย เขาไม่เคยเห็นซูหลีสอบมาก่อนเลย เห็นได้ชัดเลยว่าเธอต่างหากที่เป็นคนออกข้อสอบ......

ตอน 3

ข้อความที่ฝากไว้อันที่สองถูกส่งมาจากหูเซี่ย แพทย์ชื่อดังจากโรงพยาบาลกลางกองทัพภาค

น้ำเสียงของชายชราฟังดูประจบประแจง “อาจารย์เสี่ยวซู ผมเจอปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง ลูกชายของเพื่อนคนหนึ่งของผมป่วยเป็นโรคเรื้อรังมานานหลายปีแล้ว ช่วงนี้อาการทรุดลงมาก ยาพิเศษที่คุณให้ผมไว้เขาใช้ไม่ได้ผล คุณพอจะมีเวลาว่างมาดูหน่อยไหม”

ซูหลีโทรกลับไปหาเขาว่า “พรุ่งนี้หลังเลิกเรียนฉันจะกลับไปที่ค่ายทหาร ตอนเย็นฉันอยู่ที่แผนกผู้ป่วยนอกตลอด คุณให้เขามาหาหมอได้เลย”

หูเซี่ยตอบกลับมาว่า “เขาอยู่ในห้องผู้ป่วยวีไอพีของโรงพยาบาลกลางกองทัพภาค ตัวตนของเขาถูกเก็บเป็นความลับเกรงว่าจะไม่สะดวกออกไปข้างนอกได้เนี่ยสิ”

ซูหลีใช้นิ้วเคาะลงบนโต๊ะไปมาและพูดขึ้นว่า “คุณเซี่ย คุณช่วยบอกมาตรง ๆ เลยได้ไหมคะว่า ผู้ป่วยคือใครกันแน่”

หูเซี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นมาอย่างไตร่ตรองรอบคอบแล้ว “เขาชื่อชือลุ่ย เป็นหลานชายของนายพลยศพิเศษตระกูลชือ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ตระกูลชือแอบส่งคำเชิญไปยังผู้เชี่ยวชาญระดับสูงทางการแพทย์ทั่วประเทศแล้วว่า หากใครสามารถรักษาชือลุ่ยได้ จะมีเงินรางวัลให้ห้าร้อยล้าน”

ซูหลีเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง แน่นอนว่าเธอเคยได้ยินเรื่องตระกูลชือมาก่อนแล้ว ท่านชือเป็นนายพลยศพิเศษของกองทัพบก แม้แต่ประธานาธิบดีก็ยังต้องยอมให้ความเคารพและอ่อนข้อให้เขาเพราะอำนาจทางทหารของเขาเลย

ส่วนชือลุ่ย เมื่อสองปีก่อน เธอก็เคยได้ยินชื่อคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ผู้นี้มาแล้วเช่นกัน ตอนอายุเพียงสามสิบปี เขามีพรสวรรค์ทางการทหารอันน่าทึ่งและมีคุณงามความดีทางทหารมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว ทำให้เขาได้เป็นพลเรือเอกที่อายุน้อยที่สุดในยุคนี้

เขาเป็นอะไรเหรอ?

ซูหลีเปิดอีเมลส่วนตัวที่ใช้รับงานบนโทรศัพท์มือถือที่ต้องเข้ารหัส แล้วเธอก็เห็นจดหมายเชิญที่ส่งมาจากกระทรวงสาธารณสุขฉบับหนึ่ง

เธอใช้ชื่อออนไลน์ว่า ‘มือเทพ’ มาโดยตลอด โดยเธอจะออนไลน์ในดาร์กเว็บเพื่อคอยรับงานใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวกับพวกโรคที่ซับซ้อนและรักษายากโดยเฉพาะ เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า เธอก็ได้รับสมัครคนที่มีแนวคิดเดียวกันมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็สร้างระบบที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ของตนเองขึ้นมา

การที่คนในประเทศจะรู้จักเธอจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

“ฉันได้รับคำเชิญแล้วค่ะ” ซูหลีพูดอย่างเย็นชาว่า “เงินรางวัลดีมากจริง ๆ ด้วย เดี๋ยวฉันจะลองไปดูแล้วกันนะคะ”

คืนนั้นตระกูลซูก็ได้รู้ข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องที่ตระกูลชือส่งคำเชิญขอความช่วยเหลือแล้วเช่นกัน ซึ่งมันทำให้ซูไป๋รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที เขารีบโทรไปหาคนรู้จักเพื่อวิ่งเต้นทุกช่องทาง หวังว่าจะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้

ตระกูลซูของพวกเขาเกือบจะได้กลายเป็นตระกูลเศรษฐีมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนของรัฐบาลเพื่อก้าวไปมีอำนาจที่แท้จริงสักที หากพวกเขาสามารถช่วยชือลุ่ยได้ คนทั้งตระกูลซูก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีอีกข่าวหนึ่งปล่อยออกมาว่า มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศคาเรียเดินทางมายังเมืองจิงเพื่อตามหาลูกสาวที่หายไป แถมราคาที่เขาเสนอให้ค่าเบาะแสก็ยังสูงลิ่วมาก ทำให้คนทั้งเมืองจิงช่วยกันออกตามหา คืนนี้บรรยากาศจึงคึกคักอย่างมาก

......

วันรุ่งขึ้น

ซูหลีตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังรบกวน เธอจึงลุกขึ้นจากเตียงด้วยความเกียจคร้าน

อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยของภาควิชาอายุรศาสตร์โทรมาหาเธอด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดมาก “ซูหลี! ฉันบอกให้เธอจัดเอกสารให้เรียบร้อยไง แต่ทั้งเช้าเธอกลับไม่มาที่มหาวิทยาลัย เธอไม่อยากอยู่ในทีมวิจัยของฉันแล้วใช่ไหม! ส่วนน้องสาวเธอมาช่วยตั้งแต่เช้า เธอรีบไสหัวมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

ซูหลียังไม่ได้ตอบอะไรสักคำ หลังจากวางสายแล้วก็ดูเวลา

ตอนนี้สิบโมงเช้า

เมื่อคืนนี้เธอค้นคว้าและรวบรวมตำรับยาสูตรเก่าแก่อยู่หลายฉบับ เธอก็เลยนอนดึกและตื่นสาย แล้วก็ลืมไปเลยว่ามีเรื่องนี้ที่ต้องไปจัดการด้วย

ซูหลีหาวพลางเปิดคอมพิวเตอร์ แล้วก็เขียนอีเมลแบบไม่ใส่ใจฉบับหนึ่งส่งออกไป หลังจากอาบน้ำเสร็จก็สะพายเป้ออกไปข้างนอก

ซูหลีขี่มอเตอร์ไซค์ของเธอไปจนถึงหน้าประตูห้องทดลองในมหาวิทยาลัย หลังจอดมอเตอร์ไซค์เสร็จก็เดินไปเข้าไปทันที

ตอนที่เธอรูดบัตรนักศึกษาเตรียมจะเข้าไป เครื่องกลับแสดงว่าเธอไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป

ทันใดนั้นก็มีใครคนหนึ่งเดินออกมา ซึ่งก็คือสุ่ยฉิงและรุ่นพี่ผู้ชายสองคนในกลุ่มวิจัยนั่นเอง

เมื่อรุ่นพี่เห็นว่าซูหลีไม่สามารถเข้าไปในห้องทดลองได้ เขาก็หัวเราะเยาะเย้ยขึ้นมาก่อนจะพูดว่า “ซูหลี เธอคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญจริง ๆ น่ะเหรอ? คิดว่าอยากจะมาสายยังไงก็ได้ อยากจะไม่ทำอะไรก็ได้อย่างนั้นรึไง? คราวนี้อาจารย์ที่ปรึกษาโกรธมาก เขาก็เลยเพิกถอนสิทธิ์เข้าห้องวิจัยของเธอออกไปแล้ว ฉันล่ะอยากจะเห็นจริง ๆ เลยว่าเธอจะทำยังไง”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED