“แต่ลุงคมไม่ใช่คนอื่น ถ้าเขาร้ายกับแม่กับฝ้าย แม่จะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่ลุงคมเขาดีกับเรามาตลอด ผิดก็แต่...”
“พี่ณุ” นิลยาเอ่ยขึ้น เพราะทุกข์ของทุกคนในบ้านตอนนี้คือ...ภาณุ
“อะไรที่ให้อภัยหรืออดทนได้ก็ทำเถอะฝ้าย”
“แต่เรื่องพวกนี้เราไม่จำเป็นต้องมานั่งให้อภัยหรืออดทนเลยนะแม่ เราพาลุงคมไปด้วยกันก็ได้นี่”
“ขอบใจนะหนูฝ้าย ที่ยังมีน้ำใจคิดถึงลุง” เสียงของบุคคลที่สาม ซึ่งก็คืออาทิตย์ดังขึ้น เขารู้สึกซาบซึ้งใจที่ชมเดือนและนิลยาไม่คิดทอดทั้ง
“พี่คม/ลุงคม” ทั้งชมเดือนและนิลยาต่างอุทานชื่อของอาทิตย์ออกมาอย่างพร้อมเพรียง และทั้งคู่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าอาทิตย์ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันแล้วเป็นแน่
เวลานี้หัวใจของอาทิตย์เองก็เจ็บปวดกับการกระทำของลูกชายไม่น้อย เงินทองที่หามาได้จากการรับจัดสวนก็หมดไปกับการให้ลูกชายไปใช้หนี้พนัน แถมตอนนี้ยังถึงขนาดกล้าเอาสมบัติที่ไม่ใช่ของตัวเองไปเสียอีก เพราะเมื่อครู่อาทิตย์เห็นกับตาว่าภาณุนั้นเอาอะไรออกไปจากบ้าน
และใช่ว่าภาณุจะหยุดเพียงแค่นี้ เมื่อขอเงินตนไม่ได้ก็ตามไประรานของเงินจากชมเดือนแม่เลี้ยง ที่ทำงานเป็นแม่บ้าน จนนิลยาน้องสาวต่างแม่ต้องออกหน้าช่วยก็หลายครั้ง สุดท้ายนอกจากไม่คืนเงินเก่าที่ยืม ภาณุยังมาขูดรีดขอเงินใหม่อยู่เรื่อยๆ อีก
“พี่ขอโทษนะเดือน”
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
“ลุงขอโทษแทนณุด้วยนะหนูฝ้าย” คำขอโทษแทนลูกชายของอาทิตย์ ทำให้นิลยารู้สึกสงสารจนโกรธไม่ลง
“ค่ะ...แต่ฝ้ายก็ยังต้องการพาแม่ออกไปอยู่ที่อื่นอยู่นะคะ คุณลุงจะไปด้วยก็ได้” นิลยายังคงยึดมั่นกับเรื่องนี้
“ฝ้ายทำไมพูดแบบนี้” ชมเดือนเอ็ดลูกสาว ที่พูดอะไรทำนองนี้ออกมาอีก
“ช่างเถอะเดือน พี่เข้าใจหนูฝ้ายดี รวมถึงเข้าใจเดือนด้วย ถ้าเดือนกับหนูฝ้ายจะไปอยู่ข้างนอก พี่ก็ไม่ห้าม” แม้จะเสียใจแต่อาทิตย์ก็ไม่อยากให้ชมเดือนกับนิลยาต้องมาทุกข์ใจด้วยเรื่องของภาณุอีก ถ้าบ้านมันร้อนเป็นไฟคนอยู่ก็คงร้อนรุ่มไม่มีความสุขได้หรอก
“แต่ว่าฉัน...”
“เอาเถอะๆ ไว้เราค่อยมาคิดกันอีกทีก็ได้จ้ะ” นิลยาตัดบทเพราะเห็นว่าแม่ลังเล จากนั้นเธอก็เดินไปเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายเต็มพื้นบ้าน ไม่บอกก็รู้ว่านี่คือฝีมือของภาณุ
นิลยารู้ว่าเธอกำลังสร้างความลำบากใจให้ผู้เป็นแม่ เพราะอย่างที่แม่ได้บอกไว้ อาทิตย์ไม่ได้ทำอะไรผิด ตลอดเวลาเกือบสิบปีที่แม่กับอาทิตย์อยู่กินกันมา อาทิตย์ขยันทำงาน รับผิดชอบครอบครัว ดูแลแม่และเธอเป็นอย่างดี
ถ้าเลือกได้เธอก็ไม่อยากให้ครอบครัวแตกแยก คิดอย่างปลงไม่ตกทีไรนิลยาก็ทุกข์จนถอนหายใจออกมาหนักๆ เสียทุกที
“สรุปได้มาไหมเงินณุ” เสียงของวันชัยเอ่ยถามทันทีที่เห็นหน้าภาณุ เพื่อนสนิทที่คบหากันมาหลายสิบปี เมาด้วยกัน เสพยาด้วยกัน มีอะไรก็แบ่งปันกันมาเสมอๆ ไม่เว้นแม้แต่เมีย ทั้งคู่ก็เคยมีเมียคนเดียวกันมาแล้ว
นิสัยของวันชัยกับภาณุนั้นคล้ายกันในหลายๆ อย่าง เป็นพวกรักสบายแต่งานการไม่คิดจะทำ แบมือขอครอบครัวเพื่อนำไปถลุงในบ่อน กินเหล้าเมายา เพราะเหตุนี้ถึงคบหาเป็นเพื่อนกันได้นาน
“ไม่ได้น่ะสิ” สีหน้าของภาณุออกอาการเซ็งอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ได้แบบนี้เราก็ตายโหงกันสิวะ”
“อย่าพึ่งตาย เพราะต่อให้ไม่ได้เงิน กูก็ได้ทีวีมาเครื่อง เอาไปจำนำคงได้มาหลายหมื่นอยู่ พอถูไถไปก่อน” นี่คือทางออกที่ภาณุคิดไว้
“แค่หลักหมื่นเองนะมึง แต่หนี้ที่เราติดเสี่ยมันปาไปตั้งครึ่งล้าน”
“มึงก็อย่าโง่ไปถอนทุนคืนที่เดิมสิวะ หัดไปที่ใหม่ๆ เผื่อดวงกูหรือมึงมันจะเปิดบ้าง”
“ที่ใหม่มันที่ไหนของมึง”
“กูมีก็แล้วกัน ได้ข่าวว่าเป็นคาสิโนพึ่งเปิดด้วย ยิ่งมันพึ่งเปิดมันก็ต้องการลูกค้า ฉะนั้นเครดิตมันก็ต้องให้ กูว่างานนี้กูหรือมึงต้องรวยแน่ๆ ไอ้วัน” ภาณุยิ้มกริ่มอย่างมีความหวัง
“ความคิดดีวะเพื่อน” วันชัยถึงกับดีดนิ้วให้ความคิดชั้นเยี่ยมของภาณุ จากนั้นทั้งคู่ก็ช่วยกันขนโทรทัศน์ไปขาย เพราะเงินมันร้อนหรือว่าเพราะอะไร ทันทีที่ได้เงินมาอยู่ในมือภาณุกับวันชัยก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังแหล่งวัดดวงแหล่งใหม่ ซึ่งต้องเดินทางออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาวก็ไม่หวั่น
ที่นั่นเป็นถึงคาสิโนที่หรูหราระดับห้าดาว ดูมีภาษีกว่าบ่อนกระจอกๆ ที่คนทั้งคู่เคยเข้าไปเสี่ยงดวงหลายสิบเท่านัก แม้จะต้องขับรถมาไกลถึงจังหวัดเชียงรายก็ไม่มีอาการเมื่อยขบให้เห็น
ทั้งภาณุและวันชัยจัดการข้ามชายแดนเพื่อไปเล่นคาสิโนโดยเฉพาะ ทั้งสองดูจะตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ๆ เพราะที่นี่ใหญ่โตโอ่อ่าสมกับคำว่าคาสิโนที่ติดกับแม่น้ำโขง ทำเลดีเยี่ยมเพราะอยู่ใกล้สามเหลี่ยมทองคำ การเดินทางก็สะดวกสบาย
ก่อนก้าวขาเข้าไปก็พากันยกมือไหว้ขอเจ้าที่เจ้าทางให้เปิดดวง เพื่อหวังกอบโกยเงินจากที่นี่ไปใช้หนี้ที่เก่า และดวงก็เข้าข้างภาณุ เพราะวันนี้เขามือขึ้นขั้นสุด แทงอะไรก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ผิดกับวันชัยที่ดวงไม่เปิดเท่าเพื่อน ยิ่งแทงยิ่งเสีย จนเกิดอาการหงุดหงิด
“เบื่อ”
“เป็นอะไรวะไอ้วัน” น้ำเสียงร่าเริงของภาณุเอ่ยถามเพื่อนสนิทขึ้น ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาสิ่งที่ต้องการเสี่ยงดวง
“แทงอะไรก็เสียกับเสีย กูว่าเรากลับกันเถอะว่ะ”
“กูยังไม่กลับ เพราะดูสิกูได้มาเท่าไหร่” เอ่ยจบภาณุก็โชว์เหรียญที่ใช้แทนเงินให้เพื่อนได้เห็น ซึ่งมันมีมากจนวันชัยนั้นตาลุกวาว เพราะถ้านำเหรียญพวกนี้ไปแลกเป็นเงินสด คงได้มากกว่าการเอาโทรทัศน์ไปขายหลายเท่าแน่
“โอ้โห มึงมือขึ้นนี่หว่า”
“ใช่...ตั้งแต่เล่นมา กูว่าวันนี้กูมือขึ้นที่สุดแล้ว” ภาณุยิ้มกริ่ม รู้ว่ามือจะขึ้นแบบนี้มาเสี่ยงดวงที่นี่เสียตั้งนานแล้ว
“แบ่งกูบ้างสิ”
“เออ...เอาไปๆ แต่หมดแล้วหมดเลยนะมึง ห้ามขอกูอีก”
“เออนะ...กูรู้แล้ว” แม้จะจำนวนเหรียญที่ได้มาไม่ได้มากเท่ากับที่อยู่ในมือของภาณุ แต่อย่างน้อยๆ วันชัยก็มีพอไปต่อทุน
ทั้งคู่เข้ามาในคาสิโนเมื่อตอนบ่าย กระทั่งถึงบ่ายของอีกวันก็ยังคงอยู่ที่นี่ เรียกว่าใช้ชีวิตในคาสิโนเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วด้วยซ้ำ เพราะคาสิโนแห่งนี้มีโรงแรมระดับห้าดาวไว้บริการอีก
นอกจากร่างกายจะกระปรี้กระเปร่าเพราะการพนันแล้ว ภาณุกับวันชัยยังแอบพากันออกมาข้างนอกเพื่อเสพยาเสพติดที่พกติดตัวมาด้วย แม้ทางคาสิโนจะมีข้อห้ามเรื่องนี้ไว้อย่างเคร่งครัด เล่นการพนันได้แต่ห้ามเรื่องยาเสพติดอย่างเด็ดขาด
แต่คนทั้งคู่ก็อดไม่ได้ จึงยอมแหกกฏเพราะไม่คิดว่าจะมีคนรู้เห็น หารู้ไม่ว่าทั้งสองคนกำลังถูกจับตามองอยู่ โดยคนของราเชน เจ้าของคาสิโนแห่งนี้นั่นเอง