กรุงเทพมหานคร ปี๊ด ปี๊ด บรื้นนนนน เสียงยวดยานบนท้องถนนที่แออัดหนาแน่นไปด้วยยานยนตร์ ชั้นบรรยากาศอบอวลไปด้วยหมอกควันมลพิษ เสียงพูดคุยของผู้คนที่เดินบนทางเท้า สอดประสานไปกับเสียงยานยนตร์ที่จอดนิ่งตามสัญญาณไฟจราจร ทำให้คนที่ได้ยินไม่อาจจับใจความอะไรได้เลย
“คุณฟงครับ นั่นคุณขวัญครับ” ดีแลนที่จดจ่อสายตาอยู่บนหน้าจอไอแพดที่เบาะหลังรถ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆ คันที่ต้องรอสัญญาณไฟจราจร เขาจำต้องละสายตาและมองผ่านกระจกหน้าต่างข้างกาย
หญิงสาวในชุดยูนีฟอร์มนักเรียน เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนหลายคนที่เดินคุยหัวเราะต่อกระซิกกันตามประสาวัย ดีแลนทอดสายตามองไปรอบๆ ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนของสถาบันศึกษาระดับอุดมศึกษา
“ให้ผมไป...”
“ไม่ต้อง” ดีแลนเข้าใจทันทีว่าคนของเขากำลังจะไปพาขวัญกลับบ้านพร้อมกัน แต่เขาคิดว่าควรให้เวลากับเธอหน่อย เพราะเหลือเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น...ควรให้เวลาช่วงสุดท้ายกับเธอหน่อย
รถยังคงจอดนิ่ง “ขวัญ...ขวัญ” เสียงตะโกนจากด้านนอกที่ใกล้รถของเขามาก จนดีแลนเองก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคย
หนุ่มร่างสูงโปร่งตามวัยในชุดยูนีฟอร์มจากสถาบันเดียวกัน เดินกึ่งวิ่งมาจนทัน ที่จะมาเดินเคียงข้างขวัญชนก เมื่อมองภาพนั้นแล้วดีแลนนิ่ง ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้ใครคาดเดาได้
“ข้อสอบเป็นไง” เมฆ เขาเป็นเพื่อนนักเรียนของเธอเอง เพื่อนที่ทำให้เธอหน้าแดง ใจเต้นแรง เมฆเป็นที่หมายปองของนักเรียนหญิงมากมายรวมถึงเธอด้วย
“ก็พอได้” เมฆยิ้มและพยักหน้า เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับขวัญชนก ว่าข้อสอบครั้งนี้ไม่ยากอย่างที่คิด
“พอได้อะไรกันเล่า!!!” แต่เสียงของหญิงสาวอีกคนกลับโต้แย้งขึ้นมา
“ส้ม นี่เธอทำไม่ได้เหรอ” ขวัญชนกหันไปถามเพื่อนสาวต่างวัย
“ฉันไม่ได้เก่งอย่างพวกเธอสองคนนี่! ท่านคิงส์และท่านควีน ข้าพเจ้าขอคารวะ” ท่าทางประกอบคำพูดของส้ม เรียกเสียงเฮฮาหัวเราะของเพื่อนๆ สร้างความครื้นเครงให้กับพวกเขาได้กันอย่างสนุกสนาน และบทสนทนาต่างๆ มากมายของเหล่านักเรียนกลุ่มนั้นยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง แต่พวกเขาพูดอะไรกันต่อนั้นดีแลนไม่อาจล่วงรู้ได้ เพราะสัญญาณไฟได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวและรถที่เขานั่งอยู่ก็เคลื่อนไปข้างหน้าค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ
“มีอะไรเหรอ” เมฆเอ่ยเมื่อจู่ๆ ขวัญชนกก็หยุดเดินและมองย้อนกลับหลัง “ไม่มีอะไร” ขวัญตอบกลับเสียงบางเบาและมอบรอยยิ้มสว่างไสวตามวัยสดใสชวนน่ามองยิ่งนักสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น
“ทำไมวันนี้ถึงกลับผิดเวลามากนักละคะ” ป้าภาเอ่ยกับขวัญชนกและรับกระเป๋าเป้มา “ไปค่ะ ให้คุณฟงรอนานแบบนี้ไม่ดีนะคะ”
“ขวัญไม่หิว”
“ไม่ได้นะคะคุณขวัญ...ไปเถอะคะไปล้างไม้ล้างมือเร็วๆ เข้า ไม่หิวก็ต้องไปค่ะ” คำพูดของป้าภาทำให้ใบหน้าหวานคมบู้บี้ตามเคย เธอก็ทำได้แค่นั้น และต้องเร่งฝีเท้าเดินเข้าห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดเพื่อล้างไม้ล้างมือ
“คุณฟง” ขวัญชนกเอ่ยขึ้นเหมือนกับทุกครั้ง เป็นแบบนี้มาสามปีแล้ว เขาคนที่นั่งหัวโต๊ะ คือ ดีแลน ฟง สามีตามกฎหมายมาได้หลายวันแล้วของเธอเอง ย้ำนะคะว่าตามกฎหมายเท่านั้น และสรรพนามคำเอ่ยนั่นก็เขาสั่งให้เธอเอ่ยเรียกเขาแบบนั้นมาสามปีแล้ว และเธอต้องเป็นฝ่ายทักทายเขาก่อนด้วยทุกครั้ง เหมือนตอนนี้ไงเล่า
“ขวัญ นั่งสิ” ขวัญนั่งลงที่ประจำของตนด้านขวาของเขา และบนโต๊ะก็มีเพียงการกิน เสียงช้อนกระทบจานบ้าง ไม่มีการตักอาหารให้กัน ไม่มีการพูดคุย สามปีที่อยู่ด้วยกันในบ้านหลังนี้ เธอกับเขาแทบจะนับคำพูดคุยกันได้เลย คำที่เอ่ยมากที่สุดก็คือ คุณฟง และคำว่า ขวัญ
“ทำไมยังไม่ไปทำพาสปอร์ต” เพล้ง! ช้อนในมือหลุดล่วงกระทบจาน
“ขวัญต้องอ่านหนังสือสอบ”
“ได้ พรุ่งนี้จะให้คนไปรับ หลังสอบเสร็จ” ดีแลนไม่ต่อความยาวสาวความยืดและไม่แคร์ท่าทางต่อต้านของเธอ
“ขวัญอิ่มแล้วค่ะ” ขวัญวางช้อนและลุกจากโต๊ะอาหารไปทันที ดีแลนได้แต่มองตามแผ่นหลังที่หายลับไปอย่างรวดเร็ว
ฮืออออ ฮือออ “พ่อนะพ่อ หายไปไหนนะ” ขวัญวิ่งออกมานั่งที่ศาลาเล็กๆ ของสวนรอบบ้าน และย้อนคิดเมื่อสามปีก่อนสาเหตุที่เธอต้องมาอยู่กับศิลาอย่างเขา
ตอนนั้นเธออายุสิบห้าปีเท่านั้น ซึ่งเธอไม่เข้าใจเลยการที่แม่เสียไป พ่อคนที่เธอเคยรู้จักมาตลอดสิบห้าปีกลายเป็นคนอื่นที่เธอไม่รู้จักไปเสียได้
พ่อที่รักครอบครัวจู่ๆ ก็เปลี่ยนไป เพราะเมื่อแม่เสียพ่อของฉันกลับไม่เหมือนพ่อของคนทั่วๆ ไป เช่นตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวต่อไปนั่นก็คือฉันที่เป็นลูกสาวเพียงคนเดียว หรือ หาแม่เลี้ยงมาให้ก็ได้ สำหรับพ่อหม้ายเมียตายก็น่าจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้
แต่พ่อฉัน ไม่ใช่! คนที่ฉันเห็นมาตั้งแต่เกิด ฉันคิดว่าฉันรู้จักพ่อฉันดี แต่แล้วหลังจากที่แม่เสียไปไม่นาน ในวันหนึ่งที่ฉันกลับจากโรงเรียนเจอพ่อนั่งรอพร้อมกระเป๋าหนึ่งใบนั่นมันก็คือกระเป๋าของฉันเอง แล้วพ่อก็ลากฉันขึ้นรถเดินทางกว่าสามชั่วโมง จนมาถึงบ้านหลังใหญ่ในกรุงเทพ
กริ่งงงง พ่อกดกริ่งขณะที่พวกเรารออยู่ ฉันอยู่ในรถแต่พ่อยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ พวกคุณคงกำลังสงสัยใช่มั้ยเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ แน่นอนว่าฉันก็ทั้งสงสัยและสับสน ครึ่งชั่วโมงแรกของการเดินทางฉันพยายามถามพ่อตลอดว่าจะไปไหนแล้วพ่อเป็นอะไร นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศในรถแล้ว ฉันก็ได้ยินแค่เสียงลมหายใจของพ่อเท่านั้น สุดท้ายฉันจำต้องยกธงขาวและนั่งเงียบๆ
เสียงกริ่งดังอยู่ไม่นาน บ้านหลังใหญ่ก็มีคนออกมาเปิดประตูรั้วเป็นหญิงวัยสี่สิบต้นๆ คาดคะเนจากความสามารถทางสายตาของฉันเอง ป้าคนนั้นเปิดประตูเล็ก พ่อฉันพูดอะไรกับป้าคนนั้นอยู่สองสามนาที เธอก็กลับเข้าไป ไม่นานเกินรอก็มีชายร่างสูงเดินออกมา เขายกมือไหว้พ่อด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ บ่งบอกว่าไม่ใช่คนไทยแต่รู้วัฒนธรรมไทย
และพ่อก็พูดอะไรกับเขาก็ไม่รู้ ฉันสังเกตสีหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งขรึมทีละน้อย และเขาก็พูดอะไรกับพ่ออีก ฉันก็ไม่รู้อีกเพราะไม่ได้ยิน อ่านปากก็ไม่เป็น แต่พ่อเดินกลับมาที่รถเปิดกระโปรงหลัง !! ลากกระเป๋าใบน้อยของฉันลงจากรถ ผู้ชายร่างสูงคนนั้นเดินตามพ่อสีหน้าเขาดูร้อนใจมาก
ปึก! และประตูฝั่งฉันก็ถูกเปิด ผู้ชายร่างสูงคนนั้นนิ่งไปทันที เมื่อเขาจ้องฉันซึ่งฉันนั่งนิ่งไม่ยอมขยับและจ้องเขากลับเช่นกัน แต่ฉันก็นั่งอยู่ได้ไม่นานพ่อก็ปลดเข็มขัดนิรภัยของฉันและดึงกึ่งกระชากฉันจนฉันกระเด็นออกมาจากรถล้มลงบนพื้นดินต่อหน้าต่อตาคนทั้งสาม
“พ่อ!” เสียงร้องเรียกของฉันด้วยอารามตกใจและไม่เข้าใจด้วย พ่อไม่เคยใช้ความรุนแรงกับฉันมาก่อน แต่คำพูดต่อมาของพ่อทำให้ฉันช็อคหนักยิ่งกว่าการถูกกระชากเมื่อครู่ ฉันเหมือนได้ตายและเกิดใหม่ในเวลาเพียงสองวินาที
“แกไม่ใช่ลูกฉัน!” และพ่อก็ขึ้นรถขับจากไปอย่างรวดเร็ว เอาละคะเรื่องราวต่อจากนั้นก็ค่อยๆ ติดตามกันนะคะ แต่เอาเป็นว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมาสามปี ผู้ชายร่างสูงคนนั้นกลายเป็นสามีทางกฎหมายของฉันไปแล้วเมื่อสามวันก่อน
และพ่อไม่เคยติดต่อมาหรือแอบมาดูความเป็นอยู่ของฉัน ไม่เคยมีเลย ทำไมฉันถึงรู้นะเหรอ ก็บ้านหลังนี้มีกล้องวงจรปิดนะสิ ตอนแรกฉันก็มาเปิดดูบ่อยๆ เผื่อพ่อแอบมาดูด้วยความรักและเป็นห่วงลูกสาวที่พ่อประกาศลั่นว่าไม่ใช่ลูก เชื่อก็บ้าแล้ว หน้าตาฉันเรียกว่าสำเนาถูกต้องมาจากพ่อเลย
ทำไมนะ...ทำไม ยาที่ลืมเขย่าขวดก่อนกินฤทธิ์ของมันถึงอยู่ได้นานขนาดนี้ “พ่อ...อยู่ไหน...รู้บ้างมั้ยว่าหนูกำลังจะถูกลักพาตัวไปฮ่องกงแล้วนะ!”
พรวดดดด... ดีแลน แทบสำลักไวน์แดงที่กำลังกลืนลงคอ เมื่อจู่ๆได้ยินคำคร่ำครวญของภรรยาตามกฎหมาย ลั่นสวน
“นี่ขวัญ ทำไมเธอยังไม่ลงชื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงของโรงเรียนละ หัวหน้าห้องฝากถามมานะ” ขวัญเปลี่ยนสีหน้าไปทันที เธอไม่ได้ลืมเรื่องนี้แต่เธอ...เพราะวันจัดงานเป็นวันเดียวกับที่เธอต้องเดินทางไปฮ่องกง
“ลืมไปเลย ขวัญยังไม่ได้ถามที่บ้านเลย”
“เออจริงด้วย! ตกลงคุณอาคนนั้นเขา...” ขวัญยิ้มแห้งๆ จนถึงตอนนี้ไม่มีเพื่อนคนไหนของเธอรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับคุณฟงเลย “คุณอาเขามีแฟนหรือยังอ๊ะ?” พรืดดดด ขวัญสำลักน้ำเปล่าที่ยกขึ้นดื่มทันที เมื่อเจอคำถามของเพื่อน
“มะ...ไม่รู้”
“ไม่รู้! อยู่บ้านหลังเดียวกันเป็นญาติกันเนี่ยนะ” ขวัญพยักหน้า สิ่งที่ส้มเพื่อนสาวพูดมาทุกอย่างถูกต้องตามนั้น
“ผิดเหรอ” ส้มพยักหน้า “ได้ไง! ทำไมขวัญจะต้องไปก้าวก่ายเรื่องของเขาด้วยละ”
“ย้ำให้อีกรอบไม่คิดตังค์...เพราะอยู่บ้านหลังเดียวกัน เป็นญาติกันไม่ใช่เหรอ หรือเป็นอย่างอื่นกัน...” ขวัญหน้าร้อนตัวร้อนขึ้นมาทันที เธอพึ่งจะผ่านอายุสิบแปดมาหมาดๆ ของขวัญวันเกิดคือใบทะเบียนสมรสกับแหวนเพชรหนึ่งวง โชคดีที่คุณฟงอนุญาตให้เธอห้อยเป็นจี้ไปก่อน แต่ตัวเขากลับสวมแหวนเกลี้ยงเกลาที่นิ้วนาง แน่นอนว่าเธอไม่ได้เป็นคนสวมให้เขาอยู่แล้ว ยังไม่จบมีอีกอย่างคือสัญญาการแต่งงานระหว่างกัน
“รถมารับแล้วไปก่อนนะ มีธุระต้องไปทำต่อนะ...บ้ายบาย” ขวัญวิ่งออกจากวงเพื่อนมาทันทีท่ามกลางสถานการณ์จนต่อการตอบคำถาม รถที่คุณฟงแจ้งไว้มาแล้วตามเวลาเป๊ะไม่ขาดไม่เกิน
ผลั๊วะ ! แต่เมื่อเธอดึงเปิดประตูด้านหลัง ที่นั่งกลับว่างเพียงที่เดียว “คุณฟง” ขวัญเอ่ยเสียงเบาทันทีเปลี่ยนเป็นค่อยๆสงวนท่าที และเข้าไปนั่งด้านหลังที่ว่างอยู่ที่เดียว ซึ่งแน่นอนเธอจะอึดอัดทุกครั้งเมื่อมีเขาอยู่ใกล้รัศมีไม่เกินหนึ่งเมตร
“ขวัญ” และเหมือนเดิมทุกครั้ง เขาจะเอ่ยทักทายเธอกลับพร้อมพยักหน้า ไม่มีรอยยิ้ม ซึ่งไม่เคยมีให้เห็น...การที่เธอคิดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเธออยากได้รอยยิ้มจากเขาหรอกนะ สาบานเลยว่าไม่เคยอยากเห็นหรอก เพราะเธอเคยใช้เวลาว่างนั่งมโนภาพเขายามยิ้ม ฮาฮาฮา มันคงตลกมากๆ แน่ๆ ที่จู่ๆใบหน้าเครารกครึ้มจะเผยฟันเปล่งประกายเป็นรอยยิ้ม
ฮิฮิฮิ เสียงหัวเราะเล็กๆของคนข้างกายทำให้ดีแลนต้องชำเลืองมองอย่างช่วยไม่ได้ เด็กนี้ชอบมโนจริงๆ ดีแลนคิดในใจและส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะหันกลับไปสนใจหน้าจอ Macbook ต่อ
! จริงสิ! ทำไมคุณฟงถึงมาด้วยละ ไหนบอกว่าจะส่งรถมารับ ไม่ได้บอกว่าจะมารับด้วยนี่น่า “คุณฟง”
อืม... ดีแลนขานรับในคอแต่ยังสนใจ Macbook ต่อ “คุณฟงมาทำไมคะ”
“มาคุมให้งานสำเร็จ” ดีแลนตอบคำถามของขวัญโดยที่ยังไม่ละความสนใจจาก Macbook
“ต้องขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ก็ลองคิดดูเองสิ...ว่าทำไม” คราวนี้ดีแลนหันไปมองใบหน้าบูดบึ้ง
“ขวัญไม่อยากไป” ดีแลนหลี่ตามองไปที่เธอทันที
“เหตุผล”
“ถ้าพ่อกลับมารับขวัญละคะ”
“บ้านฉันที่ฮ่องกง พ่อเขารู้จักดี”
“แต่พ่อขวัญจนมาก ไม่มีเงินซื้อตั๋วเครื่องบินไปหรอกคะ”
“เบอร์ติดต่อของฉันพ่อเขารู้ดี ถึงจะจนมากแต่ก็คงพอมีเงินโทร. หากันได้ใช่มั้ย” ขวัญบีบโทรศัพท์มือถือสองเครื่องในเป้ไว้แน่น เครื่องหนึ่งเป็นของเธอ อีกเครื่องคือของคุณฟงที่เธอยึดมาได้เกือบสามปีแล้ว เธอยึดมาหลังจากที่จำเป็นต้องอยู่กับเขาได้ไม่นาน อ่านมาถึงตอนนี้ทุกท่านพอจะรู้แล้วใช่มั้ยคะว่าทำไมขวัญถึงต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้ บ้านที่เคยเป็นของใครไม่รู้ แต่ตอนนี้มันเป็นของเธอแล้วโดยคุณฟงสามีตามกฎหมายเป็นคนจ่ายเงิน ส่วนเธอมีหน้าที่ครอบครองไว้ตามกฎหมายเท่านั้น
“ขวัญอยากไปงานเลี้ยงของโรงเรียน!” จู่ๆบทสนทนาก็ถูกเปลี่ยนแต่ยังเกี่ยวข้องกันอยู่ดี
หืม? คิ้วหนาเลิกขึ้นทันที “เมื่อไหร่” ดีแลนไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามขวัญในทุกๆเรื่องของการร่วมกิจกรรมของสถาบันตลอดสามปี แต่ไม่ง่ายที่ขวัญจะได้สมใจต้องการทุกอย่าง ต้องมีการแลกเปลี่ยน
“วันเดียวกับที่ต้องเดินทางไปฮ่องกง” ดีแลนเงียบไป เขาคงไม่ตั้งเงื่อนไขบอกให้ขวัญเลือกอย่างแน่นอนเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าขวัญจะลือกอะไร
“หนังสือทุกเล่มในห้องสมุดถึงเวลาต้องเปลี่ยนป้ายรหัสแล้ว ถ้าก่อนวันเดินทางหนึ่งวันขวัญทำเสร็จ ก็ไปงานเลี้ยงได้” ขวัญอ้าปากค้าง เธอเคยทำมาครั้งหนึ่งเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเธอใช้เวลานานสองสัปดาห์ มันยากตรงที่ไม่ได้เป็นภาษาไทยไง
“เงื่อนไขแบบนี้คุณฟงมีเจตนาไม่ซื่อตรงเลยสักนิด ขวัญยังต้องสอบอีกหนึ่งอาทิตย์นะคะ และ...” ขวัญชนกเงียบลงทันทีเมื่อคุณฟงก็ยังเป็นคุณฟง เขาหันมามองเธอหน้าตาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เวลาหลังจากวันที่เธอสอบเป็นวันสุดท้ายมีเพียงแค่สี่วันเท่านั้นและเธอต้องทำให้เสร็จก่อนวันจัดงานหนึ่งวันนั่นก็หมายความว่าเธอมีเวลาสามวันเท่านั้น
ดีแลนยกยิ้มมุมปากไม่เอ่ยอะไร เขาก้มลงสนใจสิ่งที่ปรากฎอยู่บนจอ Macbook ต่อไป สิ่งที่ขวััญทำได้เพียงแค่เงียบ อ่านมาถึงตอนนี้คงไม่ต้องบอกนะคะว่าขวัญไม่ชอบสามีตามกฎหมายคนนี้มากแค่ไหน นับวันจะเพิ่มความไม่ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ
ปิ้ง เสียงเตือนข้อความไลน์ในโทรศัพท์ขวัญก็ดังขึ้น
[ทำไมรีบกลับ ลืมที่ว่าจะติวกันแล้วเหรอ] เมฆ
[ขอโทษนะ พอดีไม่มีเวลาบอกว่าวันนี้ติดธุระ] ขวัญ
[อ่อ…โอเค...เออ คืนนี้เราโทร.ไปหานะ] เมฆ
[No] ขวัญ (ดีแลน)
!!! ขวัญตกใจ เพราะคำตอบนั่นไม่ใช่เธอนะที่พิมพ์ แต่คำตอบแบบนั้นเธอยังไม่ตกใจเท่าที่พึ่งรู้ว่าคุณฟงอ่านภาษาไทยได้ด้วยเหรอ
“หวังว่ายังจำคำพูดของตัวเองได้นะ” ขวัญอยากกรีดร้องให้ลั่นรถ เธอลั่นวาจากับเขาเองว่าจะไม่มีเรื่องรักๆใคร่ๆในวัยเรียน ตอนนั้นเธอน่าจะพูดให้ยาวอีกหน่อยว่า...จะไม่มีเรื่องรักๆใคร่ๆในวัยเรียนกับคุณฟง
ขวัญไม่พูดอะไรต่อจนรถมาถึงที่หมาย และพาสปอร์ตก็ถูกดึงออกจากมือเธอไปโดยคุณฟงส่งต่อลูกน้องเขาทันที
“วันนี้กินข้าวข้างนอกแล้วกัน” เสียงนั่นไม่ได้เอ่ยกับขวัญ แต่คุณฟงเอ่ยกับลูกน้องเขาต่างหาก
“ที่ไหนครับ”
“ใบหยก” ขวัญตาโตทันที เขาเคยพาเธอไปครั้งหนึ่ง เธอชอบที่นั้นมากวิวมุมสูงกรุงเทพมหานครสูงมาก “ฉันนัดใครบางคนที่นั้นไว้ จะให้คุณขวัญกลับเองก็ไม่วางใจ ก็คงต้องไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้” ขวัญยิ้มกว้างมากขึ้น เธอไม่เคยสนใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น
โต๊ะสำหรับสี่ที่แต่นั่งอยู่เพียงสองคน ขวัญนั่งชิดผนังกระจกเธอไม่สนใจกับรายการอาหารในเมนูเลย สายตาคอนแต่จะมองวิวด้วยความตื่อตาตื่นใจ คร่อกกก แต่เสียงท้องก็ต้องประท้วงเธอ
ดีแลนที่นั่งอยู่ข้างเธอหันไปมองคนน่าไม่อาย “จะสั่งอะไรมั้ย”
“สั่งเลยค่ะ ขวัญกินได้ทุกอย่าง”
“งั้นก็ตามนั้นครับ เร่งของรองท้องหน่อยนะครับ” พนักงานยิ้มและพยักหน้าเพราะเมื่อสักครู่เธอเองก็ได้ยินเสียงท้องร้องของเด็กไฮสคูลข้างชายหนุ่มที่เพียบพร้อมจนเธอมือไม้สั่นไปหมด
“ทำไมวันนี้ไม่สั่งอะไรเลย” ดีแลนสงสัย เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาและเธอออกมาทานอาหารนอกบ้าน ปกติขวัญจะชอบเลือกอาหารเองอยู่เสมอ
“ตอนนั้นเพราะเข้าใจว่าคุณฟงอ่านภาษาไทยไม่ได้”
? “ร้านที่ฉันพาไปทุกครั้งมีระดับ ในรายการอาหารเขามีภาษาอื่นด้วย”
“ถึงมี แต่คุณฟงจะรู้เหรอคะว่าหน้าตาอาหารไทยเป็นยังไง” ดีแลนเงียบไป ที่แท้เด็กคนนี้ก็ใส่ใจเขาไม่น้อย
“แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงให้ฉันสั่งเองละ”
“…เพราะขวัญไม่พอใจคุณฟงเรื่อง...No” อ๋อที่แท้ก็แค้นฝั่งหุ่นอยู่นี้เอง
“เรามีข้อตกลงกันอยู่ ขวัญต้องไม่ลืม”
“เพื่อนคุยกันผิดตรงไหน”