บทนำ
ว้าย!!!
เอี๊ยด!!!
กรี๊ด!!!
โครม!!!
เสียงหวีดร้อง เสียงเบรกรถเบียดอัดกับถนน เกิดจากเสียงรถชนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ นราวดี อภิวัชรโยธิน เด็กสาววัย 15 ปี นั่งตัวสั่นอยู่หน้าพวงมาลัยรถ ก่อนที่ไทยมุงจะเข้ามาดูเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ รถพยาบาล เสียงคนพูดกันอย่างแซ็งแซ่ผ่านเข้าประสาทหู ในขณะที่เด็กสาวได้แต่ช็อกกับเกตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอส่ายหน้าไปมาอย่างขวัญเสีย
‘ขับรถยังไง ชนคนท้องตายคาที่’
‘แบบนี้แหละ พวกลูกนักการเมืองใหญ่ พ่อมันก็โกง ลูกมันก็ใจดำ นี่แหละเขาว่าคนดีตายง่าย คนชั่วๆ เลวๆ ตายยาก’
‘นี่ก็คงรอดพ้นจากคดีอีกตามเคย พ่อมันเส้นใหญ่ ถ้าลูกคนอย่างพวกเราๆ มีหวังติดคุกหัวโต’
‘ขับรถเร็วใช่ไหมล่ะ วันก่อนพี่ชายมันซิ่งชนคนตายยังเอาเรื่องไม่ได้เลย’
‘อายุแค่นี้เป็นฆาตกรเสียแล้ว เวรกรรมจริงๆ ประเทศไทย มีแต่เด็กนรก ยิ่งพ่อแม่มันรวยยิ่งเลวทรามต่ำช้า หาดีไม่ได้เลยจริงๆ’
‘กฎหมายหรือจะสู้เงินได้ มันสองมาตรฐานเห็นๆ’
‘รอลงอาญาอีกล่ะสิ ลูกคนรวยก็แบบนี้แหละ กฎหมายไทยน่าจะจริงจังมากกว่านี้นะ’
ไทยมุงวิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ รู้กฎหมายบ้างไม่รู้กฎหมายบ้าง
นราวดีหน้าซีดตัวสั่นเมื่อได้ยินว่าผู้หญิงที่เธอขับรถชนเสียชีวิตตายคาที่ ลูกน้องของบิดาตามติดเธอไปยังโรงพยาบาลด้วยเพื่อให้ปากคำกับตำรวจก่อนจะพากลับ เพราะสถานที่เกิดเหตุเป็นหน้าบ้านของเธอเอง เธอสติหลุดพูดผิดๆ ถูกๆ แถมยังไม่เห็นหน้าคนเจ็บอีกเพราะเลือดท่วม หลังจากนั้นเธอก็เก็บตัวอยู่แต่บนห้องด้วยความกลัว
“แกนี่มันตัวซวยจริงๆ เลย ฉันกำลังจะลงเล่นการเมือง แกก็ทำงามหน้า ขับรถชนคนตาย” นนท์จิ้มหน้าผากบุตรสาวด้วยความโมโห นราวดีลนลานทำอะไรไม่ถูก หลังจากเกิดเรื่อง นนท์กับมาตาก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงไปมากกว่านี้ แต่พ่อแม่ของสุวดีนั้นปฏิเสธการช่วยเหลือ แถมยังสาดน้ำไล่อีกเมื่อไปเคารพศพ ทำให้ต้องกลับกะทันหัน
“มันตายๆ ไปซะได้ก็ดีค่ะคุณ” มาตาพูดอย่างแค้นใจ เพราะคนที่บุตรสาวขับรถชนเป็นเมียน้อยของสามี ซึ่งเคยเป็นอดีตเลขา ตั้งท้องขึ้นมาก็เรียกร้องให้รับผิดชอบลูกในท้อง ผู้หญิงเดี๋ยวนี้หน้าด้านหน้าทนจริงๆ ชอบแย่งผัวชาวบ้าน
“นังลูกคนนี้นี่มันตัวซวย ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง”
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ แล้วครอบครัวผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงบ้างคะ” เด็กสาวเอ่ยถามบิดามารดา เธอนึกเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เธอพูดไม่ได้ พูดออกไปก็ไม่ดี และคงไม่มีใครเชื่อ
“แกจะถามทำไม มันจะเป็นยังไงก็ช่างมันสิ” นนท์พูดด้วยความโมโห
“แต่หนูอยาก...”
“แกเลิกพูดมากแล้วทำตามคำสั่งของฉันก็พอ ไม่เห็นหรือไงว่ามันไม่รับความช่วยเหลือจากเรา”
นราวดีได้แต่รู้สึกผิด เธอนอนฝันร้ายทุกคืน ฝันว่าผู้หญิงคนนั้นยืนอุ้มลูกมาทวงความเป็นธรรม เธอปิดกั้นทุกอย่างไม่เคยดูข่าว ไม่รับรู้อะไร เพราะหวาดกลัว เนื่องจากอายุยังน้อย เธอไม่เห็นหรอกว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง เห็นในความฝันว่าเธอยืนเลือดท่วมกายเพียงแค่นั้น เพราะตอนไปงานศพยังไม่ทันจะเข้าไปในงานก็โดนสาดน้ำไล่ออกมาเสียก่อน
นราวดีจึงไปทำบุญถวายสังฆทานกับแม่นมที่เลี้ยงดูกันมา อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้หญิงคนนั้น เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้ หลังจากวันนั้นเธอไม่เคยหัดขับรถอีกเลย นอกจากความรู้สึกผิดแล้ว มีบางสิ่งบางอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้ในใจ ปริปากบอกใครไม่ได้
คดีความนั้นเธอยอมรับผิดทุกอย่าง ตอนให้ปากคำก็มีทนายของบิดาไปด้วยตลอด พอขึ้นศาลทางพ่อแม่ผู้เสียหายก็ไม่รับความช่วยเหลือใดๆ แถมยังสาปแช่งเธออีก โชคดีที่เป็นช่วงปิดเทอม เธอจึงไม่ต้องออกไปพบเจอผู้คน ปิดกั้นข่าวสารทุกอย่างเอาไว้แค่เพียงในห้องเล็กๆ
“ฉันจะส่งแกไปอยู่โรงเรียนประจำ” นนท์พูดใส่หน้าลูกสาวคนเล็กที่เขาแสนจะรังเกียจ เพราะคดีของนราวดี รอลงอาญาสามปี บุตรสาวเป็นผู้เยาว์ ต้องบำเพ็ญประโยชน์ และห้ามก่อคดีแบบนี้อีก
ตั้งแต่เล็กจนโต นราวดีไม่เคยได้รับความรักจากบุพการี เธอมักอยู่กับแม่นมและสาวใช้ซึ่งคอยดูแลกันมาตลอด เธอทำอะไรก็ผิดหูผิดตาบิดามารดาไปเสียหมด มารดาอาจไม่เท่าไหร่ แต่บิดานั้นเรียกว่าจงเกลียดจงชังเธอเหลือเกิน เธอเองก็ไม่รู้ว่าสาเหตุอันใดจึงเป็นเช่นนั้น
นราวดีถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ ในช่วงมัธยมปลาย หลังจากนั้นท่านก็ส่งเธอไปอยู่กับป้าเพื่อเรียนต่อที่ต่างประเทศ ฝันร้ายยังตามหลอกหลอน เธออยากกลับบ้านเกิดเมืองนอน ป้าของเธอมีสามีหลายคน ใช้ชีวิตหรูหรา และไม่เคยคิดว่าเธอคือหลานสาว นราวดีจึงกลายเป็นคนรับใช้ในคฤหาสน์หลังงามไปโดยปริยาย เธอไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงไม่ชอบเธอกันนัก แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีหวัง หลังจากเรียนจบ จะได้กลับประเทศไทย ข่าวคราวของครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่เธอขับรถชนตายก็เงียบหายไป เหมือนกาลเวลาจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกลืมเลือน แต่มันไม่ได้ทำให้เธอลืมไปได้เลย...
นราวดีคิดว่าบิดาคงหายโกรธเธอ เธอจะกลับมาเซอร์ไพร้ส์ท่าน จึงเดินทางกลับมาโดยไม่ได้แจ้งให้ใครรับรู้ เธอไม่สนิทกับพี่ชายและพี่สาว เพราะตั้งแต่เล็กจนโต บิดานั้นรักใคร่พี่ๆ ของเธอ แต่กับเธอนั้นท่านกลับเกลียดชังและแสดงออกถึงความห่างเหิน เธอเห็นบิดามารดากอดพี่ๆ ก็นึกน้อยใจ ในขณะที่เธอกลับนั่งอยู่บนตักของคนรับใช้เก่าแก่ เหมือนไม่ใช่ลูกของท่านอีกคน
นราวดี หญิงสาววัย 23 ปี เธอขึ้นรถแท็กซี่อย่างมีความหวัง หลังจากถึงสนามบินอย่างปลอดภัย บางทีการกลับมาถึงบ้าน บิดามารดาอาจจะคิดถึงกอดรัดเธอเหมือนกอดรัดพี่ๆ ของเธอบ้าง อาการง่วงนอนที่เกิดขึ้น ทำให้เธอเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเธอพบแต่ความมืด และนอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง พอขยับกายกลับพบว่าเธอโดนมัดเอาไว้
นราวดีผวาสุดตัว เธอพยายามสะบัดแขนให้หลุดจากเชือกที่มัดเธอเอาไว้บนหัวเตียง เท้าของเธอโดนมัด และร่างของเธอเหลือเพียงบราเซียกับแพนตี้ติดกายเท่านั้น
ร่างของเธอค่อยๆ สั่นและเธอรู้สึกถึงความปรารถนาที่ไม่เคยพานพบมาก่อน มันช่างรุนแรงและทรมานจนแทบจะขาดใจ เธอต้องการการปลดปล่อย เธออยากจะร้องไห้กับความทรมานนี้เหลือเกิน
ร่างน้อยสัมผัสได้ถึงมือหนาอันแข็งกร้าวที่ลูบไล้ร่างกายของเธอ ความหวาดกลัวมาพร้อมกับความปรารถนาที่รุนแรงเกินจะหักห้ามใจ
“อื้อ...” เธอครางเสียงสั่นจนสะท้าน รับรู้ได้ถึงรสสัมผัสแปลกใหม่ ริมฝีปากร้อนรุ่มของใครสักคนที่ค่อยๆ ช่วยปัดเป่าความทรมานให้เธออย่างลึกซึ้ง เธอบิดกายเร่าๆ ไปมาด้วยความเสียวซ่านเมื่อยอดถันถูกดูดดึงด้วยริมฝีปากร้อนๆ เสียงลมหายใจของเขาร้อนแรง เขากัดยอดถันของเธอจนเจ็บแปลบ เธอดิ้นเร่าๆ ถูกตามติดบดเบียดเรือนกายเข้ามาหา ในขณะที่มือของเธอถูกปลดปล่อยจากพันธนาการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อ๊ะ! เจ็บ ถอยออกไปก่อน ไม่เอา” นราวดีตัวแข็งค้าง เธอดันหน้าท้องแกร่งของอีกฝ่ายออกห่าง แต่เขาตามมาประชิดกดเธอแทบจมเตียง เธอหวีดร้องด้วยความทรมาน เจ็บแปลบและเสียวซ่าน ส่ายหน้าไปมาด้วยความรู้สึกสับสนไปหมด
ร่างสูงของใครสักคนกดแทรกตัวเข้ามาจนล้ำลึกมิดเม้น ผ่านปราการพรหมจรรย์จนขาดสะบั้น เธอหวีดร้องอีกครั้งผวากอดรัดเขาทั้งแขนขาด้วยความเจ็บเสียว ม่านน้ำตารินไหลในขณะที่เขาเริ่มขยับ
เธอรู้สึกว่าทุกอย่างรอบกายดูพลิกคว่ำพลิกหงายไปหมด และสุดท้ายความเสียวซ่านก็เข้ามาแทนที่อารมณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อตัวขึ้นจนหัวหมุนไปหมด
ร่างกายของเธอเจ็บแปลบ สุขสมและอ่อนล้า รับรู้ถึงริมฝีปากร้อนและอุ้งมือใหญ่ที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างตลอดค่ำคืน เสียงหอบหายใจของเขาและเธอประสานกันระงม เสียงเนื้อกายกระทบกันสนั่นลั่นเตียง ค่ำคืนอันมืดมิดกับบทรักอันแสนเร่าร้อนดุเดือดเกิดขึ้นอย่างไร้ความปรานี
นราวดีตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดร้าวไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว เธอกะพริบตาปริบๆ ค้นพบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่บ้าน ลำดับเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วตกใจเมื่อรับรู้ว่าตัวเองโดนจับมา หลังจากที่เธอออกจากสนามบินและขึ้นรถแท็กซี่คันนั้น!!!
คราบคาวโลกีย์ที่ได้รับทำให้เธอยิ่งผวาจนแทบตกเตียง เมื่อคืนเธอจำได้ว่ามีคนล่วงล้ำเข้ามากระชากพรหมจรรย์ของเธออย่างไร้ความปรานี จู่ๆ น้ำตาก็รินไหล ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมเธออย่างหนัก
เสียงประตูที่เปิดเข้ามาพร้อมร่างสูงของคนแปลกหน้าทำให้ร่างบอบบางสะดุ้งสุดตัว ดึงผ้าห่มมาคลุมกายเปลือยเปล่าแทบไม่ทัน เขาเป็นบุรุษร่างสูงสง่า ผิวสีแทน ใบหน้าคมสันและดุดันแต่กลับหล่อเหลาชวนมอง เธอมองเขาค้าง หัวใจเต้นแรงแทบกระหน่ำออกมานอกอก แต่เขามองกลับมาด้วยสายตาที่ทำให้เธอเย็นยะเยียบ
“ตื่นแล้วเหรอ” เขาเอ่ยทักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใบหน้าของเขากระด้างและเย็นชา
“คุณจับฉันมาเหรอคะ จับฉันมาทำไม” เธอมองชายหนุ่มตรงหน้า กวาดสายตามองอย่างสำรวจ
“กินข้าวไหม หิวหรือเปล่า”
“คุณต้องการอะไรคะ” ขณะถามเธอก็แอบคำนวณอายุของเขา เขาน่าจะอายุไม่เกินสามสิบปี
“อยากจับก็จับมาเฉยๆ มีอะไรไหม” น้ำเสียงของเขายียวนและไม่ยีหระ
“บ้านเมืองมีกฎหมาย ฉันจะแจ้งตำรวจจับคุณ”
“ข้อหาอะไรมิทราบ”
“ก็... ก็เมื่อคืนคุณข่มเหงฉัน” เธอพูดปากคอสั่น
“เธอสมยอมเอง เรียกร้องให้ฉันทำแรงๆ เสียด้วยซ้ำ”
“ไม่จริง คุณโกหก” หน้าเธอแดงจนร้อนซู่เมื่อเขาพูดเช่นนั้น
“จริง” เขาพูดเสียงหนัก คล้ายจะสำทับว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง
“ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย และฉันก็ไม่รู้จักคุณด้วย”
“แต่ฉันรู้จักเธอดี รู้จักครอบครัวของเธอดี”
เสียงของเขากร้าวขึ้น ก่อนจะเดินมาที่เตียง จับคางของเธอบีบจนเจ็บ ดวงตาของเขาดูน่ากลัวเหมือนเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผา
ผู้หญิงคนนี้คือฆาตกรที่ฆ่าพี่สาวของเขาตาย ตอนนั้นเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด เพราะผู้มีพระคุณของบิดาอุปการะเขาเอาไว้ ท่านมีฐานะร่ำรวยแต่ไม่มีทายาทสืบสกุล จึงรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม ตอนงานศพของพี่สาว เขานั่งรถกลับมาแต่ประสบอุบัติเหตุจึงไม่ได้มาร่วมงานได้ ทำได้เพียงแค่มาเก็บเถ้ากระดูกไปลอยอังคารเท่านั้น ตอนขึ้นโรงขึ้นศาลก็ติดงานต้องช่วยบิดาบุญธรรม แต่รับรู้ว่าบิดามารดาของเขาไม่ขอรับความช่วยเหลือจากคนใจบาปหยาบช้าพวกนั้น ก่อนเดินทางมาอยู่ต่างจังหวัดและตรอมใจเรื่องพี่สาวจนล้มป่วยเสียชีวิตในที่สุด
“คุณเป็นใครกัน” ถามเขาเสียงสั่น ถึงจะทำให้ตัวเองเข้มแข็งสักแค่ไหนแต่ก็ไร้ผล
“ถึงเวลาเธอก็รู้เอง กินข้าวซะเถอะ ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่กลับไปเจอหน้าครอบครัวก็รักษาชีวิตเอาไว้” เขาผลักคางของเธอออกห่างจนร่างเล็กล้มหัวซุนบนที่นอน
“เราไม่เคยมีความแค้นต่อกัน ปล่อยฉันไปเถอะนะ คุณอยากได้เงินเท่าไหร่ฉันจะให้”
“ฉันไม่ต้องการเงิน”
“แล้วคุณต้องการอะไร”
“ถึงเวลาก็รู้เอง” เขาพูดก่อนจะยักไหล่อย่างเฉยชา
“อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน” เธอร้องเรียกเมื่อเขาเดินหายออกไปจากห้อง หญิงสาวใช้ผ้าห่มห่อตัวเองเอาไว้ ก่อนจะลงจากเตียง แต่ต้องร้องด้วยความเจ็บแปลบกลางกาย
“โอ๊ย!” เธอล้มซุนลงกับกองผ้าห่ม นั่งแหมะอยู่บนพื้น ความเจ็บปวดที่รู้สึกทำให้นึกถึงค่ำคืนที่ผ่านมา จู่ๆ น้ำตาก็ไหลพรากอาบแก้มนวล
เธอหันมองรอบกาย ที่นี่เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เสียงนกร้อง และเสียงลำธารที่เธอพยายามเงี่ยหูฟังทำให้รู้ว่ามันอาจจะอยู่ในป่า
นราวดีปรับอารมณ์ให้เข้มแข็ง พยายามลุกขึ้น เธอสำรวจห้องแคบๆ เจอกับกระเป๋าเดินทางของตัวเอง และประตูบานหนึ่งพอเปิดเข้าไปก็เป็นห้องน้ำ เธอรีบจัดการกับตัวเอง คิดว่าควรจะรีบอาบน้ำสวมใส่เสื้อผ้าและหาทางออกไปจากที่นี่ ลองค้นหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองปรากฏว่ามันหายไป คนที่จับตัวเธอมาคงเอามันไป
เข้าห้องน้ำอาบน้ำก็ต้องร้องซี๊ดเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบตรงส่วนนั้น เธอแข็งใจทำความสะอาดก่อนจะร้องไห้อยู่คนเดียวกับโชคชะตาอันแสนโหดร้ายที่ได้รับ มันย่ำแย่เกินทนกับสิ่งที่ได้พบเจออย่างไม่คาดคิด
นราวีดีอาบน้ำเสร็จ ออกมาแต่งตัวเรียบร้อยในชุดรัดกุม เธอมองอาหารตรงหน้าอย่างชั่งใจ กลัวเขาใส่ยาพิษ แต่ความหิวทำให้ท้องเธอร้องประท้วง คิดว่าถ้าจะตายก็ให้มันตายไปเถอะ เพราะพยายามหาทางออกจากที่นี่ก็ไร้ประโยชน์ ถ้าไม่กินอะไรเลยเธอจะแย่ ต้องลองเสี่ยง เพราะเป็นโรคกระเพาะ ปวดท้องออกบ่อย ถ้าไม่กินอะไรจะยิ่งแสบท้องเข้าไปอีก
นราวดีทานอาหารจนอิ่มแปล้ ก่อนจะดื่มน้ำตามแล้วถอนใจเฮือก เธอเดินไปเดินมาในห้อง รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเพราะหาทางออกไปจากที่นี่ไม่เจอ ก่อนจะเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกรอบก็เห็นผู้ชายคนนั้นเดินไปมาอยู่ในห้อง
“อาหารกลางวันกินเสียสิ”
“คุณจับฉันมาทำไม ทำแบบนี้ทำไม”
“ถามคำถามเดิมๆ มันไม่มีคำตอบเธอก็รู้”
“คุณเป็นใคร กล้าดียังไงจับคนอื่นมากักขังเอาไว้แบบนี้”
“จับเธอมาไม่เห็นจะต้องใช้ความกล้าอะไรเลย”
“นี่คุณ!!!” เธอเม้มปากแน่น เขากวนอารมณ์เธอเหลือเกิน
“กินเสียสิ จะได้มีแรง เธอฉลาดอยู่เหมือนกันที่ไม่ปัดอาหารทิ้ง ไม่งั้นจะอดตาย” เขากอดอกมองเธอ นราวดีมองตอบเขาบ้าง พยายามทำใจดีสู้เสือเอาไว้
“ฉันจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ จะเอาตำรวจมาลากคอคุณเข้าคุก คอยดูสิ”
“ฉันชักจะกลัวแล้วสิ” เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง มองเธออย่างยียวน
“คนเลว!!!” เธอหาอะไรสักอย่างใกล้ตัวเขวี้ยงใส่เขา แต่เขารับได้ทุกอย่าง ทั้งหมอน ทั้งอะไรอีกหลายอย่าง ก่อนที่เขาจะเดินไปที่ประตู หันมามองเธออย่างเยาะหยัน แล้วปิดประตูปังใหญ่ตามหลัง เธอได้แต่หอบอยู่ใกล้เตียง มองเขาอย่างโมโห
“คอยดู ฉันจะต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้” เธอบอกตัวเองแบบนั้น ป่านนี้คงไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไป เพราะกลับมาเมืองไทยก็ไม่ได้บอกบิดามารดาหรือใครเลย แค่อยากจะเซอร์ไพร้ส์ทุกคน แต่ดันกลายเป็นเธอหายไปโดยที่ไม่มีใครรับรู้ มันน่าเจ็บใจนัก
อาหารที่เขาหามาให้ ถึงแม้จะเป็นอาหารง่ายๆ ข้าวไข่เจียวแต่มันก็ทำให้เธอคลายจากความหิว และอาการปวดท้องได้เป็นอย่างดี ทานเสร็จเธอก็พยายามหาทางออก แต่มันล็อกแน่นทุกอย่าง แถมยังมีเหล็กดัด เธอไม่มีทางออกไปจากที่นี่ได้เลย น้ำตารินไหลอย่างหวาดกลัว คนที่จับตัวเธอมาอาจจะเป็นพวกโรคจิตก็ได้ เธอไม่เคยมีความแค้นอะไรกับใคร และไม่เคยกลับมาประเทศไทยหลายปี
ทำไมถึงโดนจับมา? นราวดีถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ไม่ได้รับคำตอบ เธอหาทางออกจากห้องแคบๆ จนเหนื่อย จนเผลอหลับไปอีกรอบ มื้อเย็นเป็นข้าวผัด ซึ่งเขาเอามาให้เธอกินเช่นเดิม กลิ่นหอมของมันทำให้น้ำลายสอ เธอไม่ได้เห็นแก่กิน แต่พอหิวแล้วแสบท้อง มันต้องหาอะไรกิน คิดไปคิดมาเขาก็ยังใจดีให้เธอกินอาหารครบทุกมื้อ ไม่ได้ละทิ้งให้อดอยากหิวโหย ทรมานเธอมากกว่าเป็นอยู่
เขาออกไปแล้ว ทิ้งจานข้าวผัดเอาไว้กับน้ำหนึ่งขวด เธอเลิกโวยวายเพราะโวยวายจนเหนื่อยเขาก็ไม่แยแส ในสมองขบคิดอะไรมากมายจนหัวแทบแตก แต่คิดไม่ออกว่าจะหนีออกไปยังไงดี ป่านนี้ก็คงไม่มีใครรู้ว่าเธอหายตัวไป เพราะเธอมีปัญหากับแฟนใหม่ของป้า จึงถูกท่านไล่ออกจากบ้าน เธอเก็บเงินได้นิดหน่อยจากการทำงานในต่างแดน จึงตัดสินใจกลับประเทศไทย หลังจากที่ผู้เป็นป้าด่าว่าบิดาของเธอให้ฟังไม่กี่วันก่อนมีเรื่อง เธอไม่รู้หรอกนะว่าพวกท่านทะเลาะอะไรกัน แต่พักหลังนั้นเงินที่บิดาส่งให้ ถูกผู้เป็นป้าเอาไปใช้เสียหมด ท่านบอกว่าเป็นค่าเลี้ยงดู เธอจึงต้องหางานทำเอง แต่ไม่เคยปริปากเล่าเรื่องนี้ให้ที่บ้านฟัง
หญิงสาวกินข้าวผัดเอาแรงอีกครั้ง คิดว่าถ้าเขาเข้ามาอีกรอบ เธอน่าจะหลบอยู่ข้างประตู หาอะไรเหมาะๆ มือตีหัวเขาตอนเขาเข้ามาและหนีไป แต่ในห้องไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย เธอมองจานข้าวของตัวเอง มันเป็นจานกระเบื้องและหนักอยู่เหมือนกัน ถ้าทุบหัวเขาแรงๆ ฟาดไปเต็มๆ เขาต้องเสียหลักและเธออาจจะหนีได้
นราวดีจัดการกับอาหารตรงหน้าจนหมด แล้วคิดทบทวนแผนการของตัวเอง มันอาจจะมีโอกาสรอดเหลือน้อย แต่ก็ต้องเสี่ยง เวลาผ่านไป ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มเกิดขึ้นกับตัวเอง เธอหอบหายใจหนักๆ ร่างกายร้อนรุ่มไปหมด อาการเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด พลันสายตาก็มองจานข้าวผัดที่เพิ่งทานไปเมื่อครู่
หรือว่าเขาจะใส่อะไรลงไปในข้าวผัดและน้ำให้เธอดื่ม!!!
เสียงครวญครางที่ดังอย่างต่อเนื่องบ่งบอกถึงความร้อนแรงของบทรัก นราวดีอยากผลักไสเขาในคราแรก แต่ต้านทานแรงอารมณ์ไม่ไหว เสียงเตียงและเสียงกระแทกกระทั้นบ่งบอกถึงความเร่าร้อนที่คนร่วมเตียงมีต่อกัน
เธอเกลียดสัมผัสของผู้ชายคนนี้จับใจในเวลาที่เขาห่างหายไปแล้ว แต่ตอนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนด้วยกันเธอกลับปรารถนาสัมผัสของเขาอย่างไม่น่าให้อภัย
เขาฝังกายเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะจากไปด้วยความรู้สึกที่ทำให้เธอชอกช้ำเหลือแสน นราวดีคิดจะหนีหลายครั้งแต่หนีไปไหนไม่รอด เพราะห้องแคบๆ ที่กักขังเธอเอาไว้ถูกปิดกั้นทุกหนทาง
นราวดีจำต้องกินอาหารที่เขานำมาให้อยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเคยแสดงฤทธิ์เดชไม่กิน และเธอก็แทบนอนจมเตียงเมื่อเขาหักหาญเอาแต่ใจ
การมีชีวิตรอดจึงเป็นอีกหนทางที่เธอคิดว่าอาจจะยังมีหวัง การประท้วงด้วยการอดข้าวอดน้ำจึงไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับผู้ชายใจร้ายคนนี้ คนที่เธอไม่เคยรู้จักสักนิดว่าเขาคือใคร จับเธอมาทำไม
ทุกวันเขามักเข้ามาตักตวงหาความสุขจากร่างกายของเธอ และออกไปเมื่อพึงพอใจแล้ว ทิ้งร่องรอยบอบช้ำเอาไว้ให้เธอทุกคืนวัน
เธอพยายามถามเขาหลายครั้งว่าเขาคือใคร แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ ความเฉยชาและบทรักอันเร่าร้อน ซึ่งทำให้เธอผวาหวาดกลัวหรือไม่ก็หลีกหนีแต่หนีไม่พ้น
รสจูบของเขาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกซาบซ่านอย่างเช่นในนิยายที่เคยอ่าน บทรักของเขากระแทกกระทั้นเอาแต่ใจ เธอเกลียดตัวเองที่หนีไปไหนไม่รอด และไม่มีแรงกายแรงใจสู้เขา สุดท้ายก็นั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ในห้องแคบๆ ที่ถูกกักขัง
นราวดีนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย อิสรภาพของคนเราเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด ตั้งแต่เล็กจนโตอิสรภาพของเธอนั้นถูกจองจำไปกับคนรอบข้างไม่แม้แต่คนแปลกหน้าที่คอยจ้องจะจองจำเธออยู่เช่นกัน
เธอสังเกตเห็นชายหนุ่มที่จับตัวเธอมา ตอนที่เขาเข้ามาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องเล็กๆ แคบๆ เธอเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อเขาหันมา ก่อนจะหันกลับไปจัดการอะไรของเขาสักอย่าง ซึ่งเธอเห็นว่าเขากำลังจัดเรียงเทียนไขในกล่องให้เป็นระเบียบ ปากก็อยากเอ่ยถามไปว่าเขานำเทียนไขมาทำไม แต่เธอไม่กล้าพอที่จะพูดกับเขา
ผู้ชายเย็นชาที่มองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า เขาเหมือนคนไร้ความรู้สึก เขาไม่ได้รุนแรงทำร้ายเธอจนบาดเจ็บหรือปางตายแต่ก็ย่ำยีเธอเหมือนผู้หญิงไร้ค่าคนหนึ่ง
“น้ำมันตะเกียงหมด” น่าแปลกที่วันนี้เขาพูดกับเธอด้วย ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้เอ่ยถาม แล้วเขาก็หันไปจัดการกับเสื้อผ้าในตู้
“หิวหรือยัง?” วันนี้เขาถามเธออีกด้วยน้ำเสียงไม่ได้ดุดันเหมือนก่อน นราวดีกลัวเขาเลยรีบส่ายหน้าไปมา เขาไม่พูดอะไร หายออกไปพักใหญ่ ก่อนเอาอาหารกลับเข้ามาให้ เธอมองมันอย่างหิวโหย ในใจมักคิดไปว่าเขาอาจจะใส่อะไรลงไปแต่เธอไม่เคยมีอาการแปลกๆ เหมือนดั่งสองครั้งแรกนานแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก” เขาพูดเหมือนอ่านใจเธอออก นราวดีเม้มปากแน่นไม่ได้โต้เถียงหรือแสดงฤทธิ์เดชเหมือนตอนแรกๆ ที่ถูกเขาจับมา
“ตอนแรกๆ อาจจะยังไม่ชินก็ต้องให้สมยอมกันก่อน หลังๆ ชินแล้ว เสียวอย่างเดียว ความเจ็บไม่มี” เขาก้มลงมากระซิบที่ริมหู เธอหน้าแดง มองเขาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เขามองเธออย่างเยาะหยัน และไม่พูดอะไรอีก
นราวดีมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินออกไปจากห้องอย่างแค้นใจ เธอเคยคิดวิตกกังวลถึงขนาดกลัวเขาใส่สารเสพติดลงไปหรือยาอะไรสักอย่างที่ค่อยๆ ฆ่าเธอให้ตายอย่างเลือดเย็น แต่เพราะความหิวทำให้เธอทนไม่ไหว คิดว่ายังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว อย่าตายแบบอดอยากเลย เธอเลยกินทุกอย่างที่เขายกมาให้กิน ซึ่งคราแรกเขาไม่พอใจที่เธอไม่แตะต้องอาหารของเขา แต่หลังๆ กลายเป็นเขางุนงงที่เธอทานทุกอย่างเกลี้ยงหมดทุกจาน
อาหารที่เขายกมาให้เป็นอาหารง่ายๆ แต่รสชาตินั้นอร่อยนัก บางวันเป็นแค่ข้าวไข่เจียวร้อนๆ มันก็แปลกออกไป เธอเคยหิวและไม่ได้กินอะไรตอนอยู่บ้านของป้าใจร้าย พี่สาวของบิดาที่ใช้งานเธอเยี่ยงทาส แม้ภายนอกจะดูเป็นคนใจดีแถมยังดูร่ำรวย แต่เนื้อแท้นั้นป้าของเธอมีเบื้องหลังที่แสนโสมม และมักพาผู้ชายมานอนด้วยทุกวันแทบไม่ซ้ำหน้า ป้าของเธอเปลี่ยนคู่นอนหรือแฟนใหม่ไม่ซ้ำหน้า
ผู้ชายพวกนั้นน่ากลัวพอๆ กับป้าของเธอ พวกเขาดูกักขฬะหื่นกามและมักมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้เธอร้อนๆ หนาวๆ การกลับมาประเทศไทยนั้นเป็นอะไรที่เธอตัดสินใจอยู่นานเพราะกลัวเหลือเกินว่าบิดาจะโกรธ แต่ยังไม่มีโอกาส เพราะป้าของเธอไม่ยอมปล่อยเธอไปไหนง่ายๆ จนมีเรื่องเกิดขึ้นนั่นแหละ ท่านถึงไล่เธอให้ไปตายซะ เธอจึงได้กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง แต่กลับมาแล้วก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ โดนใครก็ไม่รู้จับมาปู้ยี้ปู้ยำรังแกกักขังหน่วงเหนี่ยว
“คุณจับฉันมาทำไมเหรอคะ” เงียบไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องอีกครั้ง เขาหายออกไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมข้าวผัดหอมกรุ่น เธอเหล่มองจานข้าว เขาเลื่อนมาข้างหน้า เป็นข้าวผัดหมูใส่ไข่และผัดคะน้ากรอบๆ หอมๆ
เขาไม่ได้พูดอะไรมากมายแต่เดินออกไปจากห้อง เธอมองแล้วทำหน้าเซ็ง ก่อนจะมองข้าวผัดตรงหน้าด้วยความหิว ทุกครั้งที่พยายามคิดว่าจะไม่แตะต้องอาหารของเขา แต่เธอก็อดใจไม่ไหวเพราะความหิวที่มีมากมาย บวกกับเป็นโรคกระเพาะอาหารมาก่อนทำให้ทนไม่ไหวเมื่อต้องอดอาหารและมีอาการปวดท้อง คนที่เคยเป็นโรคกระเพาะอาหารจะรู้ดีว่าทรมานแค่ไหน
สุดท้ายข้าวผัดจานนั้นก็หมดเกลี้ยงลงในพริบตา พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เธอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็รู้สึกมึนๆ เลยเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ เป็นอะไรที่คุ้นเคยและต้องทำบ่อยๆ พออาบน้ำเสร็จออกมานั่งๆ นอนๆ ยืนๆ หาทางออกจากห้องเมื่อหาไม่เจอก็ท้อแท้กลับไปทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง เป็นแบบนี้ทุกวันจนเธอเริ่มหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต อยู่ไปวันๆ หวังว่าคนที่จับตัวเธอมาจะปล่อยเธอไป
เมื่อยามดึกมาถึงสัมผัสแปลกใหม่ที่แสนคุ้นเคยก็มาเยือนเธออีกครั้ง นราวดีพยายามดิ้นหนีหลายครั้งแต่มันก็ไม่เคยสำเร็จ เธอตกเป็นของเขาคืนแล้วคืนเล่า บทรักของเขาเร่าร้อนและเอาแต่ใจไร้ความอ่อนโยนอ่อนหวานซึ่งทำให้เธอชาชินมากกว่าจะเสียวซ่านกระสันและชื่นชอบ
“ปล่อยฉันนะ” นราวดีกรีดร้องอาละวาดในวันหนึ่งเมื่อถูกเขากอด เธอทุบตีดิ้นรนจากอ้อมแขนแข็งแรงของเขา วันนี้เขาก็ดูงุนงงกับอาการของเธอ
“เป็นอะไร”
“คุณนั่นแหละเป็นอะไร จับฉันมาทำไม” เป็นคำถามที่เธอมักถามแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ เธอคิดว่าสักวันเธอคงได้คำตอบจากมัน ก่อนตายอยากรู้สักนิดว่าถูกจับมาทำแบบนี้ทำไม ทำผิดอะไรนักหนา
เธออาละวาดใส่เขาอย่างอัดอั้นตันใจ ดูเหมือนว่าเขาจะลงโทษเธอโดยการกดเธอลงบนเตียง หน้าเธอคะมำไปกับหมอนใบโต สะโพกของเธอถูกดึงให้แอ่นขึ้นไป เขาถลกกระโปรงยาวกรอมเท้าที่เธอสวมอยู่ไปถึงเอวคอด
“ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของคุณนะ” เธอพูดอย่างคับแค้นใจ
“เธอท้องเมื่อไหร่ฉันจะปล่อย” เขาพูดอย่างเย็นชา เธอกรีดร้องเมื่อเขาฝังกายเข้ามาอย่างหนักหน่วงไร้ความปรานี เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นดิ้นรนแต่หนีไม่พ้นโดนเขากระแทกเสียจนจมเตียง สิ้นฤทธิ์ลงในเวลาต่อมา
“ออกไปได้แล้ว” เธอบอกตัวเองว่าเกลียดเขาจับใจหลังจากที่เขาคำรามลั่นเมื่อปลดปล่อยภายในกายเธอจนหมดสิ้น