KEEP IN MIND
PROLOGUE
ร้านอาหารกึ่งภัตตาคารแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลวง
ในเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม...ในห้องพักส่วนตัวชั้นบนของโรงแรมสุดหรูราคาแพงหู่ฉี่ที่มีเพียงคนมีฐานะสูงส่งเท่านั้นที่จะสามารถใช้บริการ เช่นเดียวกัน การที่จะมีใครสักคนต้องเข้าไปด้านในได้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องของความปลอดภัยของผู้ใช้บริการมากที่สุด
“น้องทัพ”
“...”
“อะไรกัน...จะกลับแล้วเหรอคะ...” หญิงสาววัยสามสิบปี กระชับผ้าห่มมาพันไว้รอบเนินอก ขยับร่างกายเปลือยเปล่าที่ยังดูเพรียวไม่เหมือนกับสาววัยทำงานสักนิดมาหาเด็กหนุ่มที่นั่งหันหลังให้อยู่ปลายเตียง
‘กองทัพ’ เด็กผู้ชายวัย 20 ปี เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาสมกับวัย ผิวพรรณขาวใสจนแทบจะกลายเป็นเกร็ดหิมะแต่ก็ยังดูมีเสน่ห์เหลือล้น จมูกโด่งเป็นสันรับกับใบหน้าเรียวคมได้ดีเกินคาด นัยน์ตาสีครามเข้มคือเอกลักษณ์ประจำตัวของเด็กหนุ่มคนนี้เชียวล่ะ ทุกอย่างที่อยู่บนร่างกายเด็กคนนี้ช่างสวยงามราวกับพระเจ้าตั้งใจสรรค์สร้างเขาให้กำเนิดขึ้น ทำให้กองทัพเป็นมนุษย์ที่คล้ายเทพบุตรเดินบนผืนดิน...
“...” เด็กคนนั้นไม่สนใจร่างกายอันแสนเหย้ายวนที่แนบชิดกับแผ่นหลังตัวเองสักนิด กลับกันยังลุกขึ้นยืนแล้วทิ้งให้เจ้าหล่อนล้มพับไปกับเตียงทั้งอย่างนั้น
“พี่แค่อยากรู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกไหมคะ…”
เพียงไม่กี่นาทีที่ ‘เมมิน’ คู่ค้าทางธุรกิจขมวดคิ้วงุนงงกับรอยยิ้มมุมปากที่เคลือบแผงไว้ซึ่งความเจ้าเล่ห์เจ้ากลและความอันตราย กองทัพก็คว้าเสื้อมาสวมใส่ ติดกระดุมกางเกงยีนส์ตัวเองเสร็จสรรพก็เดินวนกลับมาที่เตียงอีกครั้ง แววตาหญิงสาวเต็มไปด้วยความออดอ้อน จริตจะก้านแบบที่กองทัพใช้แค่หางตาก็เดาออก แต่เรื่องอะไรเขาจะปล่อยให้คู่ค้ารายสำคัญคนนี้วิ่งแจ้นไปหาอริตัวเองอย่าง ‘ไอ้คิงส์’ แทนล่ะ...
“ก็...ถ้าคุณยอมเป็นเด็กดีของผม...” กองทัพย่อตัวลงนิดหน่อยแล้วสบตากับเธอในระยะใกล้ชิด ใบหน้าพวกเขาสองคนห่างกันไม่ถึงห้าเซนติเมตรด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนั้นเมมินจึงอดทำเป็นเคอะเขินเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ เธอชอบกองทัพมานานแม้จะรู้ว่ากองทัพมีแฟนหนุ่มตัวน้อย ๆ เป็นตัวเป็นตนก็ตาม
“พี่จะยอมน้องทัพทุกอย่าง น้องทัพอยากได้อะไร พี่จะหามาให้...”
“ทุกอย่าง?”
“ค่ะ ทุกอย่างเลย ขอเพียงแค่น้องทัพไม่ทิ้งพี่” เธอรู้ตัวว่ากำลังร้องขอ...ดังนั้นประโยคหลัง ๆ จึงกลายเป็นเสียงแผ่วเบาแต่กลับกันความหวังของผู้หญิงที่เธอยังมีก็เต็มเปี่ยมจนล้นออกมาผ่านแววตาคู่นั้น ร่างโปร่งยกยิ้มอีกครั้ง เขาเลื่อนริมฝีปากไปจูบเธอด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไร้ความรู้สึก แต่ถึงอย่างนั้นเมมินก็ขยับมากอดเขาเอาไว้ทั้งร่าง
“งั้นคุณช่วยผมอย่างหนึ่งได้ไหม” กองทัพถอนริมฝีปากออก แล้วบีบปลายคางเรียวงามให้มองมาหาเขา เธอเลิกคิ้วขึ้นงุนงงด้วยท่าทางน่ารักใสซื่อ...
“คะ?”
“ยกลิกการค้าขายอะไหล่รถกับสนามแข่งบีคีย์ซะ แต่ถ้าแบบนั้นมันยากไป...ก็ให้คนของคุณส่งอะไหล่ปลอมให้ศูนย์มันแทน”
“อะ อะไรนะคะ” เธอเผลอส่ายศีรษะปาราวกับที่ได้ฟังเมื่อครู่ เธอไม่กล้าทำเด็ดขาด...ใคร ๆ ก็รู้จักสนามแข่งรถอันดับต้น ๆ ของประเทศนี้กันทั้งนั้น รู้ด้วยว่าเจ้าของสนามน่ะโคตรโหดมหาประลัย แถมตอนนี้คนที่ดูแลศูนย์รถยนต์กับโกดังคัดกรองอะไหล่ก็คือกลุ่มคิรินทร์ด้วย... เมมินจะกล้าทำแบบนั้นกับผู้ชายสันดานดิบพวกนั้นได้อย่างไร
“เมื่อกี้...”
“อ๊ะ! นะ น้องทัพ!!” กองทัพผลักใบหน้าสะสวยลงไปนอนราบกับผืนเตียงอย่างรุนแรง เมมินสะดุ้งโหยงตอนที่ผู้ชายคนนั้นก้าวขึ้นมาคร่อมทับแล้วบีบรัดลำคอระหงส์เต็มฝ่ามือ!
“เมื่อกี้มึงส่ายหน้าเหรอ เมมิน?”
“ฮ อึก...! ปะ ปล่อย ฮึกก หะ หายใจ...หายใจไม่ออก!” ดวงตากลมโตเริ่มคลอยาดน้ำตา เธอยกฝ่ามือมาตบตีกองทัพไปมาแต่เขาไม่รู้สึกรู้สาใด ๆ กองทัพจ้องมองด้วยสายตาหงุดหงิด เขาไม่ชอบอยู่เป็นรองของใคร ไม่ชอบเป็นฝ่ายแพ้ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ถ้าเขาต้องการ กองทัพจะทำทุกหนทางเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง!
“มึงรู้ไหมพ่อกูเป็นใคร”
“ฮึ๊กก ทะ ทัพ... มิน! มินยอมแล้ว ๆ ปล่อย! แค่ก ๆ ๆ” เธอปล่อยโฮออกมาเมื่อฝ่ามือกองทัพปล่อยลำคอให้ตนเองเป็นอิสระ กองทัพนิ่งไปสักพัก ก่อนจะลุกออกไปดึงเรียวแขนเล็กให้ลุกขึ้นมานั่งส่วนเขาก็แค่กอดปลอบ แล้วใช้ฝ่ามือข้างที่เคยจะฆ่าเธอมาลูบเส้นผมเธอแทน
“ถ้ามินรักผมจริง ๆ เรื่องแค่นี้ก็ต้องทำได้สิครับ คนดี...หืม”
“ฮืออ พี่รักน้องทัพ อึก... อย่าทิ้งพี่นะคะ พี่ยอมทุกอย่างแล้ว พี่จะทำให้น้องทัพ ฮึก!” อีกครั้งที่เธอหลงเชื่อคำพูดล้านแปด การกระทำจอมปลอมหรือแม้แต่รอยยิ้มเสแสร้งจากผู้ชายจิตใจตกต่ำคนนี้ กองทัพแค่นหัวเราะครั้งสุดท้ายออกมาก่อนจะหยิบเอกสารที่ทำให้เธอเซ็นต์ได้เมื่อหนึ่งหรืออาจจะสองชั่วโมงที่แล้วก่อนมีเซ็กส์กัน...
สำหรับกองทัพแล้ว...ไม่ว่าเขาจะต้องเหยียบหัวคนอื่นจมดินแค่ไหน ถ้ามันทำให้เขาสูงขึ้นมาได้ เขาก็จะทำ!
กองทัพขับรถออกมาจากโรงแรมได้สักพักใหญ่ ๆ
เขาแวะไปที่คอนโดส่วนตัวของตัวเอง แล้วตอนนี้เขาก็ออกมาดื่มที่กึ่งผับกึ่งบาร์แถว ๆ กลางเมืองกับคนสนิทในกลุ่ม มีทั้งรุ่นพี่ เพื่อนกันแล้วก็รุ่นน้องของเขานั่นแหละ กองทัพยังเป็นเด้กวัยรุ่น แล้วยังหน้าตาดีมากถึงมีเพื่อนเยอะ บางคนอาจคิดว่าหน้าตาของเขามันพวกเด็กดื่มนมก่อนนอน ใสใส ไม่ก็พวกไม่มีพิษมีภัยอะไรมากนัก แต่เขานี่แหละมันตัวร้ายกาจเลย เพื่อนในกลุ่มต่างก็รู้ฤทธิ์กองทัพดี สถานที่ยามค่ำคืนที่เต็มไปผีเสื้อราตรีนั่นแหละคือสถานที่ที่เหมาะกับคนอย่างเขามากที่สุด คนรู้จักเบื้องหลังจริง ๆ จะรู้ว่าภายนอกกองทัพมันก็แค่ภาพลักษณ์ลวงโลกที่เขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อบดบังความสงสัยของ ‘ปั้นจั่น’ เด็กในปกครองที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนของเขา แต่เขากลับไม่เคยได้ทำอะไรสักอย่างที่คนเป็นแฟนกันได้ทำ!
“อ้าว! ไอ้ทัพ...ไหนบอกว่าช่วงนี้ต้องอยู่บ้านง้อเมียมึงไงวะ”
‘นิโคลัส’ เด็กหนุ่มลูกครึ่งไทยเยอรมันเดินเข้ามาที่โต๊ะประจำแก๊งของพวกเขา เอ่ยทักเพื่อนก่อนนั่งลงที่เดิมแล้วสักพักก็มีเด็กเสิร์ฟมาบริการชงหล้าให้ถึงโต๊ะ กองทัพเลิกคิ้วขึ้นสูงหนึ่งข้าง เป็นเชิงไม่เข้าใจที่นิโคลัสเพิ่งพูดออกมาเมื่อครู่นี้
“เอ้า! ไอ้นี่ อะไรของมึงวะ! ก็เมื่อวันก่อนที่พี่หัสด์โทรไปชวนมึงแล้วมึงบอกว่าต้องอยู่ง้อปั้นจั่นไง…วันนี้กูยังเห็นไปส่งกันที่ห้างฯอยู่เลยไม่ใช่เหรอวะ...มีหอมกงหอมแก้มกันในรถด้วยเว้ย!”
“ฉิบหาย!!!” กองทัพตกใจหนัก เขาเบิกตาโพล่งเมื่อนึกขึ้นมาได้ ลืมไปสนิทว่าเมื่อเช้าเขานัดปั้นจั่นเอาไว้ แถมยังบอกว่าจะไปรับหลังเลิกงานที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนพร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ เวลาเกือบสี่ทุ่มครึ่งเล่นเอาหัวใจกองทัพเต้นตุบตับ เมื่อวานเพิ่งจะเคลียร์คดีเก่า นี่เขาเผลอสร้างเรื่องใหม่มาอีกแล้ว!
“เฮ้ย! จะไปไหนวะ!?” กองทัพได้ยินเสียงเพื่อนตะโกนข้ามมาถาม แต่เขาไม่มีเวลามากพอจะอยู่ตอบคำถามใคร ในหัวสมองแค่คิดว่าต้องหาวิธีง้อปั้นจั่นก่อนเริ่มจากการโทรไปหาแต่ปั้นจั่นกลับปิดเครื่องสนิท... เจ้าตัวเดินมาถึงรถแล้วสตาร์ทขับออกมาโดยทันที จุดมุ่งหมายใหม่คือบ้านของเด็กคนนั้น
ไม่เป็นอะไรหรอก... ถ้าปั้นจั่นงอนเขาอย่างมากที่สุดก็คงไม่คุยด้วย
เขาก็แค่ต้องพยายามพูดว่าขอโทษให้เยอะขึ้น เท่านี้ปั้นจั่นก็หายงอนแล้ว... เห็นไหมล่ะ...ง่ายจะตาย
KEEP IN MIND 1
กองทัพขับรถไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้าและเห็นจะมีเพียงแค่แสงจากหลอดไฟข้างถนนเท่านั้นที่สาดส่องลงมาให้พอเห็นทางข้างหน้าได้บ้าง ในเมื่อติดต่อเด็กคนนั้นไม่ได้เขาก็เลิกสนใจ โทรศัพท์เครื่องนั้นถูกโยนไปเบาะข้างกันด้วยความหงุดหงิดผสมขัดใจนิดหน่อยที่ปั้นจั่นปิดเครื่องหนีเขาแบบนี้ จะว่ากองทัพแคร์ความรู้สึกปั้นจั่นมากกว่าคนอื่น ๆ ก็ได้ เพราะเขาแคร์เด็กนั่นมากเกินไปแล้วจริง ๆ
กึก! เอี๊ยดดดด…!!!
“บ้าชิป! ไอ้เหี้ยเอ๊ย!” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น จู่ ๆ ก็มีรถราคาแพงเหยียบสิบล้านขับปาดหน้า จากัวส์สีดำขัดเงาคันนั้นหลับตามองแล้วให้ฟังแค่เสียงกองทัพยังรู้เลยว่ามันเป็นรถของใคร!
ร่างโปร่งทุบพวงมาลัยอย่างหงุดหงิด เขาบีบแตร์รถจนเกิดเสียงดังวุ่นวายตรงนั้นไปหมด ดีที่มันไม่ใช่ชุมชนหรือหมู่บ้าน ไม่งั้นเด็กคนนั้นคงหนีไม่พ้นเสียงด่าทอและรองเท้าเละ ๆ สักคู่ปาใส่รถแน่!
อีกฝั่งเดินออกมาจากรถ... เขากัดริมฝีปากแล้วเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นนิดหน่อย รอยยิ้ม...ไม่สิ ถ้าจะเรียกให้ถูกคือแสยะยิ้ม จากริมฝีปากผู้ชายตัวสูงคนนั้นมันยั่วไม้ยั่วมือดีชะมัด กองทัพกัดกรามกรอด ๆ เพราะนึกในใจแล้วมันดันตรงเผง!
“ไอ้เรียว!” กองทัพเรียกเขาเสียงเข้มในรถ ไม่อยากเดินลงไปเท่าไหร่นักแต่เพราะมันจอดรถขวางไว้แบบนี้เห็นทีต้องมัดต้องมวยกันสักตั้ง! คิดแล้วเด็กหนุ่มก็กระชากเปิดประตูรถเดินลงไป อีกคนที่ยืนพิงฝากระโปรงหลังรถอยู่แล้วก็ยิ้มกริ่ม เรียวมะชอบความมั่นอกมั่นใจของกองทัพนะ...เด็กนี่ดูมั่นใจไปหมดว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่น โดยที่กองทัพไม่รู้เอาซะเลยว่าที่ทำอยู่น่ะมันน่าสมเพช เพื่อนเขามันจิตใจอ่อนไหวง่าย...คิรินทร์มันแค่ไม่อยากรังแกเด็กหัดเดินแบบมันเฉย ๆ หรอกว่ะ
“มึงคิดว่ามึงเป็นใคร! มึงเป็นใครห๊ะ! คิดจะขับรถเหี้ย ๆ แบบนี้ก็ได้เหรอสัด!”
“ขี้โวยวายจังวะ... อีกอย่างนะ เมื่อกี้มันก็แค่อุบัติเหตุมึงก็เห็นนี่หว่า แล้วนี่กูก็ออกมารับผิดชอบแล้วไง?” เรียวมะพูดท่าทางเล่น ๆ แต่สายตาเขาไม่ขำ ไม่ตลกสักนิด เป็นผู้ชายที่รู้จักกันทั่วทั้งพื้นที่นี้ในตอนนี้...
ว่ากันว่า... ‘เรียวมะ’ คือลูกชายท่านทูติคนสำคัญของญี่ปุ่นท่านหนึ่ง แต่เรื่องลับ ๆ แบบนั้นมันก็แค่พูดมาปากต่อปาก พวกกองทัพบางคนก็เชื่อปักใจและหวาดกลัวเขา แต่บางคนก็ไม่เชื่อ...แน่นอนว่ากองทัพจัดอยู่ในจำพวกที่ไม่เชื่อ ไม่กลัว ไม่ยี่หระใด ๆ ทั้งนั้น
เรียวมะเป็นเพื่อนของ คิรินทร์หรือคิงส์ ไอ้ตัวเกะกะที่กองทัพเกลียดมันเข้าไส้ กองทัพทำทุกทางที่จะให้คิรินทร์ยอมหมอบใต้อำนาจตนเองแต่ผู้ชายคนนั้นยิ่งโตขึ้นนับวันก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นจนกองทัพจัดการได้ยากเข้าทุกที ช่วงนี้เรียวมะกับกองทัพเลยมักได้เจอกันโดยบังเอิญบ่อย ๆ
กองทัพไม่รู้หรอกว่าเรียวมะคิดอะไรอยู่ เรียวมะเป็นผู้ชายหน้านิ่งเรียบเหมือนคนไร้ความรู้สึกและน่ากลัว หากว่ามองจากรูปลักษณ์ภายนอกแบบนี้ ด้วยเครื่องหน้าที่ลงตัวอย่างธรรมชาตินั่น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่เปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดหนึ่งที่ล้ำค่าแต่มันก็แฝงไปด้วยความลึกลับน่าค้นหาและอันตราย...
แต่...ความหลงใหลภายนอกพวกนั้นมันไม่ได้เข้าตากองทัพเลยแม้แต่นิดเดียว เขาไม่ชอบอะไรที่ดูแล้วป่าเถื่อน ไม่ชอบอะไรสักอย่างที่เจาะตามร่างกายของไอ้มนุษย์ไร้สีหน้าคนนั้น กองทัพไม่นิยมการสักลายตามร่างกายเพราะมันดูรก เพราะแบบนั้นเด็กหนุ่มถึงมีผิวพรรณที่ขาวเนียนแล้วก็นุ่ม ใช่แล้ว...ระหว่างเขากับเรียวมะต่างคนละขั้วโลก ผู้ชายคนนั้นป่าเถื่อน ดิบห่ามแถมยังดูไม่น่าเข้าใกล้!
“กูไม่ต้องการให้มึงมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ถ้าจะให้ดี...ช่วยเอารถเน่า ๆ ของมึงถอยให้พ้นทางด้วย กูจะกลับบ้าน!”
“นี่...ไอ้หนูกูจะบอกอะไรมึงสักอย่าง” เรียวมะพูดเสียงปกติแล้วเขาก็ไม่สนใจด้วยว่าเมื่อกี้กองทัพพล่ามอะไรยาวยืดใส่เขา เหมือนลมพัดแล้วมันก็ผ่านไปแบบนั้นซึ่งนั่นเป็นอะไรที่ทำให้คนอย่างกองทัพน็อตหลุดง่ายที่สุด เด็กคนนั้นเคยชินกับการเอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้มา ไม่สนวิธีการด้วย!
“มึงไม่ได้ฟังที่กูพูดเลยใช่ไหมห๊ะ!!”
พรึ่บ!!!
“เฮ้ย!!!” เรียวมะตรงปรี่มากระชากคอเสื้อเด็กหนุ่มแล้วแกล้งตะเบ็งเสียงใส่หน้ากองทัพดัง ๆ เล่นเอาเด็กคนนั้นผงะถอยหลัง ริมฝีปากสีชมพูเป็นกระจับสั่นขึ้นมาเล็กน้อยเพราะใบหน้าคมเข้มและดุจัดอยู่ใกล้ ๆ กับใบหน้าตนเองแค่ไม่ถึงห้าเซ็นติเมตร ลมหายใจที่เจือปนไปด้วยกลิ่นบุหรี่ของเรียวมะลอยมาประทบที่ปลายจมูกกองทัพ ซึ่งเขารับกลิ่นมันเข้าไปเต็ม ๆ ดวงตาคมเรียวประดุจพญาเหยี่ยวของเรียวมะจดจ้องใบหน้าของกองทัพ ผู้ชายคนนั้นไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาแต่กองทัพก็ดันไปรับรู้ไอสังหารที่ระเหยออกมาจนได้!
“...”
“เราไม่ได้สนิทถึงขั้นที่มึงจะมาตะโกนใส่หน้ากูได้นะ รู้ใช่ไหมกูกับไอ้คิงส์ไม่เหมือนกัน”
“อึก...!” กองทัพกลืนน้ำลายลงคอ เรียวมะไม่ได้ปล่อยคอเสื้อเขากลับกันมันยังดึงจนตัวเขาจะลอยเหนือพื้นอยู่รอมร่อ ผู้ชายตัวสูงตรงหน้าแค่นยิ้มเหมือนจะเยาะแล้วผลักอกกองทัพจนเด็กหมุ่นเซถลาไปนอนราบอยู่บนฝากระโปรงรถตนเอง เรียวมะตามเข้าไป เขาใช้แขนล่ำ ๆ กักกั้นตัวกองทัพเอาไว้จนหมดหนทางหนี ใบหน้าครึ่งเสี้ยวญี่ปุ่นที่กองทัพแสนชังคืบคลานเข้ามาใกล้มากขึ้นจนเด็กหนุ่มต้องหดคอหนี!
“กูรู้นะ”
“รู้? ระ รู้เหี้ยอะไร!”
“รู้ว่ามึงเคยทำเรื่องชั่วไว้กับบ้านพี่ปืนไง หึ ๆ พี่ชายมึง...ลอบฆ่าพ่อกับแม่พี่ปืนใช่ไหม ไอ้ทัพ”
“มะ มึงเอาอะไรมาพูด! พี่ชายกูมันตายไปแล้วมึงยังจะกล้าปรักปรำคนตายอีกเหรอห๊ะ!” กองทัพกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแววตากลมโตของเด็กคนนั้นสั่นวูบไปมาแต่ก็เปลี่ยนเป็นปกติได้ในทันที เรื่องในอดีตที่ตัวเองพยายามปกปิดมันเอาไว้กำลังโดนใครที่ไหนก็ไม่รู้มาซักไซ้เค้นถาม แล้วกองทัพก็ไม่ยอมให้มันมาแตกเอาตอนนี้แน่!
“คนอย่างกูไม่เคยพูดอะไรลอย ๆ อยู่แล้ว”
“!!!”
“เพราะงั้นที่มาวันนี้ กูมาเตือน...กูเอาจริงแน่ไอ้ทัพ ถ้ามึงยังยุ่งวุ่นวายกับไอ้คิงส์ไม่เลิก ถ้ามึงตามรังควานมันกับเด็กคนนั้น ถ้ามึง! ทำให้เพื่อนกูต้องกลายเป็นคนผิดอีกครั้งละก็...” เขายิ้มแล้วก็เว้นวรรคเอาไว้ให้กองทัพได้คิดเอง แค่เท่านี้ก็รู้แล้วว่าปั้นจั่นปิดเครื่องทำไม ป่านนี้ก็คงจะอยู่กับคิรินทร์ ไอ้ชาติชั่วนั่น! จับคนของเขาไปงั้นเหรอ!
“พะ พวกมึงทำอะไรปั้นจั่น... ไอ้เรียว! เด็กคนนั้นไม่เกี่ยว!!!” เรียวมะเดินออกไปได้สามก้าว กองทัพถึงมีสติแล้วตะโกนตามหลังเขา และคำพูดพวกนั้นมันทำให้เรียวมะหันกลับมา ผู้ชายคนนั้นจ้องกองทัพตาแข็งกร้าวและเดินเข้าใส่เด็กหนุ่มไร้ซึ่งความกลัว!
ผลั่ก!
“กูไม่สนเด็กคนนั้น! กูไม่สนคนอื่นหรือใครหน้าไหน!!” เรียวมะผลักกองทัพอีกครั้งแต่คราวนี้เด็กคนนั้นไม่ล้มเพราะตั้งตัวทัน เขาจับฝ่ามือที่ดันหน้าอกตัวเองยึดมันเอาไว้ด้วยความโกรธ แววตากองทัพแดงก่ำเมื่อนึกถึงความปลอดภัยของปั้นจั่น ต่อให้ครอบครัวเขาจะเกลียดครอบครัวของเด็กคนนั้นและแม้ว่าตัวเขาเองจะเกลียดทุกอย่างที่ครอบครัวปั้นจั่นมีก็ตาม ความจริงกองทัพเองก็เกลียดปั้นจั่นแทบเป็นแทบตาย แต่ไม่รู้ว่าทำไมจิตใจมันถึงบอกว่าเด็กคนนั้นสะอาดเกินกว่าจะเปื้อนเลือด...
“ละ แล้วมึง...! เพื่อนมึงจับปั้นไปทำไม! ถ้าทำอะไรปั้นจั่นกูฆ่าพวกมึงแน่!”
“หึ ๆ ๆ ๆ”
“…”
“ก่อนจะฆ่ากัน...กูว่ามึงหยุดความคิดกูให้ได้ก่อนดีกว่าเด็กดี”
“อื้อ! อื้ออ!!!” ดวงตากลมโตสีครามเข้มเบิกโพลง เมื่อผู้ชายร่างสูงกว่าตนเองเพียงนิดโน้มหน้ามาประกบริมฝีปากหยักลงปิดริมฝีปากของตนเองจนมิดชิด เพราะว่ากองทัพจิกหลังมือของเรียวมะยึดไว้ ทำให้หนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นจิกต้นคอของอีกคนเอาไว้เพราะร่างโปร่งพอดีมือเขาเริ่มมีอาการดีดดิ้นไปมาจนเขาชักจะรำคาญ แรงเยอะมากนัก ปากเสียดีนัก! เขาคนนี้นี่แหละจะดูดออกไปให้หมด!!
“อ่ะ...ซี้ด ชอบแบบเจ็บ ๆ ใช่ไหมมึง!” เรียวมะผละออกมาพูดเสียงน่ากลัว เพราะอีกฝ่ายกัดปากเขาจนแตกแล้วเลือดก็ไหลซึมเข้าสู่โพลงปาก
จากที่เขาจะแกล้งให้มันตกใจเล่น ๆ ตอนนี้กลับก้มลงไปบดจูบใหม่แต่รุนแรงจนกลิ่นบุหรี่ รสคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพลงปากเล็ก ๆ กองทัพทุบเขาพร้อมกับร้องประท้วงเมื่อเรียวมะมันเล่นขบกัดปากล่างเขาจนมันแตกหลายจุด รสคาวของเลือด ปลายลิ้นร้อนดันปลายลิ้นเล็ก ๆ เล่นก่อนจะเกี่ยวมันออกมาดูดแรง ๆ ตรงปลายลิ้นเล็กจนกระทั่งกองทัพหน้าซับสีเลือดด้วย เด็กหนุ่มยืนงง มึน เบลอ แม้ว่าเรียวมะจะทิ้งเขาและขับรถออกไปได้หลายสิบนาทีแล้วก็ตาม
“อึก! มะ มึง!... ไอ้เหี้ยเรียว มึง!!!”
KEEP IN MIND 2
วันต่อมา...
คำพูดของเรียวมะมันกวนใจจนทำให้กองทัพนอนไม่หลับ และเพราะเพื่อนของไอ้บ้านั่นมันตั้งใจเอาปากสกปรกมาจูบตัวเองด้วยยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าโกรธอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขมวดคิ้วจนยุ่ง กองทัพขับรถออกมาจากคอนโดส่วนตัวของตนเองเพื่อจะตามหาบางสิ่ง...
“ไอ้เหี้ยคิงส์ มึงเจอกูแน่!” กองทัพกัดฟันแน่นตอนที่ขับรถมารอใต้คอนโดคิรินทร์ได้สักพักแล้วเห็นไอ้ตัวการมันเดินหัวเสียลงมา จากนั้นคิรินทร์ก็ขับรถออกไปด้วยความเร็วสูง เสียงล้อบดกับพื้นถนนของจากัวร์สีดำวิ่งตามออกไปทันที ไม่ว่ายังไงวันนี้
เขาต้องพาปั้นจั่นกลับมาเป็นของตัวเองให้ได้!
เอี๊ยดด...!!!
ตามมาไม่เท่าไหร่คิรินทร์ก็เหมือนจะรู้ตัวว่ากองทัพอยู่ด้านหลังเขา แล้วไอ้เด็กผีนั่นมันก็ไล่บี้ เปิดไฟกระพริบใส่เขาไม่เลิกรา คิรินทร์เบรกเอี๊ยดเป็นจังหวะที่กองทัพขับปาดขึ้นข้างหน้าแล้วขวางทางคิรินทร์เอาไว้
“มึงลงมาเลย ไอ้เหี้ย” กองทัพเปิดประตูรถราคาแพงของตัวเองแล้วลงมายืนพิงฝากระโปรงรถรอคิรินทร์ก่อนแบบไม่เกรงกลัว แม้ว่าคิรินทร์จะอายุเยอะกว่าเกือบสิบปีก็ตาม อีกฝ่ายเปิดประตูรถลงมาได้ก็ขมวดคิ้วใส่กองทัพอย่างแปลกใจ แต่ว่ากองทัพไม่สน ประเด็นของวันนี้คือปั้นจั่นไม่กลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืนแล้วกองทัพก็รู้ว่าเป็นฝีมือไอ้เวรนี่!
“ขับรถแบบนี้ มึงไปขับเล่นที่สวนหญ้าหน้าบ้านมึงนะ”
“ปั้นจั่นอยู่ไหน” กองทัพจ้องหน้าคิรินทร์ตาเขียวปั๊ด สาบานเลยวันนี้เขาจะต่อยมันให้ปากแตก!
“หืม? ถามหาคนของตัวเองกับคนอื่นแบบนี้นี่บ่งบอกสันดานได้เลยนะเว้ย หึ ๆ”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับกู ไอ้คิงส์! กูรู้นะว่ามึงจับเมียกูไป! อยากแดกอ้วกที่กูคายไว้จริง ๆ ด้วยสินะ?” บางอย่างมันทำให้กองทัพพูดออกมาแบบนั้น เด็กคนนี้ไม่รู้หรอกว่าทำไมตัวเองต้องอยากเอาชนะคิรินทร์ไปเสียทุกเรื่องด้วย รู้แค่ว่าเขาจะพูด จะทำทุกอย่างเพื่อที่จะเหยียบข้ามหัวไอ้บ้านี่ไปให้ได้!
“เมีย? เมียมึงเหรอ...คนไหนล่ะวะ ยัยเมมินที่กำลังจะร่วมหุ้นโชว์รูมด้วย หรือว่ายัยผู้หญิงรุ่นแม่มึงที่เอาเงินมาล่อให้มึงเอากับเธอ... บอกตามตรงนะเว้ยว่ากูโคตรสมเพชมึงว่ะทัพ” พอโดนพูดใส่แบบนั้นเข้าหน่อย เด็กคนนั้นก็โมโหง่าย ๆ เหมือนตัวเองเป็นกองฟืนแค่รอคิรินทร์มาสะกิดด้วยสะเก็ดไฟ กองทัพก็ลุกโชนขึ้นมาแบบทันที ซึ่งนั่นคือจุดอ่อนของกองทัพและเด็กคนนี้ไม่มีวันรู้ตัวเอง
“เมียกูก็คนเดียวกันกับที่มึงจ้องจะงาบไงวะ แต่เสือกทำไม่ได้…เพราะเขารักกูว่ะ” เด็กหนุ่มแสยะยิ้มเมื่อพูดออกไปแบบนั้นแล้วคิรินทร์หน้าเสีย ความจริงเป็นยังไงพวกเขาต่างรู้กันดี แค่ตอนนี้ปั้นจั่นยังอยู่ในอำนาจของกองทัพเท่านั้น
“…”
“ไม่รู้เหรอ พี่คิงส์... ปั้นจั่นน่ะเกลียดมึงเข้าไส้ เขาบอกกูตลอดนะว่าเขารังเกียจคนอย่างมึง เวลาที่มองหน้ามึงแล้วโคตรอยากจะอ้วกออกมาให้หมดไส้หมดพุง!”
“....!”
“เลิกยุ่งกับคนของกูได้แล้ว!”
“ถ้าเด็กนั่นอยู่กับกูจริง ๆ แล้วมึงจะทำไม?”
“ง่าย ๆ เลยนะ มึงก็แค่คืนของ ๆ กูมา เรื่องเดิมพันคืนนั้นกูก็ให้เงินมึงไปแล้วไง และเงินมันก็มากพอที่จะแลกกับตัวปั้นจั่นดะ-”
ผัวะ!!!
กองทัพยังพูดไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ คิรินทร์ก็ก้าวเข้ามาซัดหมัดหนัก ๆ ใส่ข้างแก้ม แรงนำพามหาศาลของคิรินทร์ส่งผลให้กองทัพเซไปกระแทกกับรถตัวเองที่จอดอยู่ด้านหลัง มุมปากที่มีบาดแผลอยู่ก่อนเริ่มซึมหยาดเลือดแล้วมันก็ไหลเข้าสู่โพรงปากเด็กคนนั้น ถ้าคิดว่ากองทัพจะยืนให้คิรินทร์มันต่อยเอา ต่อยเอาฝ่ายเดียวละก็...คิดผิด!
“ถุ้ย! มึงจะเอาใช่ไหม!”
“เด็กเหี้ย ๆ แบบมึงไม่มีสิทธิ์ตีค่าปั้นจั่นแบบนั้น!”
“กูจะทำยังไงกับคนของกูก็ได้! มึงอย่าสะเออะให้มากไอ้คิงส์!” กองทัพหันกลับมามองคิรินทร์ด้วยสายตาไม่ยอมแพ้แล้วยืนนวดหน้าตัวเองฝั่งที่โดนมันต่อยเมื่อครู่ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ชายเหมือนกันแล้วคิดเหรอว่าเขาจะปล่อยให้ตัวเองปากแตกอยู่คนเดียว!
ผัวะ!!!
เด็กหนุ่มกระชากคอเสื้อคิรินทร์แล้วซัดหมัดใส่หน้าคิรินทร์จัง ๆ คนสองคนตะคอกใส่หน้ากันอย่างเดือดดาล กระทั่งคิรินทร์ถีบเข้าที่กลางลำตัวกองทัพแล้วเด็กหนุ่มก็จุกจนตัวงอ สีหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บและที่สำคัญคือมันจุกจนพูดไม่ออก คิรินทร์ชี้หน้าด่ากองทัพเสียงดังลั่นข้างถนนแล้วแต่ละประโยคก็ฟังไม่ได้เลย เพราะว่าหยาบคายเหมือนปากผู้หญิงร้าย ๆ ไม่มีผิด!
“อะ อึก... อย่าเสือกมาสอนกู!!” เขาลุกขึ้นแล้วกระหน่ำกำปั้นใส่หน้าคิรินทร์อีกครั้ง ในจังหวะที่กำลังจะเสยปลายคางไอ้บ้านี่แรง ๆ สักที คอเสื้อกองทัพก็ถูกกระชากออกอย่างรุนแรง!
“กัดกันข้างถนนเพื่อ!? พวกมึงเป็นหมาใช่ไหมห๊ะ!!!” รสคาวเลือดไหลเข้าตามร่องปากได้กลิ่นมันติดจมูกตลอดทั้งความเจ็บ เรียวมะกระชากกองทัพออกแล้วตบแก้มเรียกสติสองทีติด ๆ เด็กคนนั้นมึนไปเลย พอลืมตาได้สติขึ้นมา เรียวคิ้วสวยก็ขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ!
ไอ้เรียวมะอีกแล้วเหรอ!!!
“ยะ อย่ามายุ่ง!!!!” กองทัพตะคอกใส่หน้าเรียวมะ ผู้ชายคนนั้นหัวเราะหึในลำคอเบา ๆ ด้วยความชอบใจ ไอ้เด็กนี่ สงสัยเตือนด้วยวาจาดี ๆ แล้วไม่ชอบใช่ไหมวะ...
ตุ้บ!!!
“อย่ามาตะโกนใส่หน้ากู”
กำปั้นหนัก ๆ แบบผู้ชายซัดเข้ากลางท้องกองทัพที่เดิมเน้น ๆ เด็กคนนั้นตาค้างแล้วเลือดก็กระเซ็นออกมาจากริมฝีปากอิ่มเพราะแรงต่อยเมื่อครู่นี้ของเรียวมะมันก็ไม่ใช่เบา ๆ เหมือนตั้งใจต่อยแล้วก็รู้ด้วยว่าต่อยตรงไหนมันจะเจ็บมากกว่ากัน
“มะ มึง...!”
“กูกลับมาคิดบัญชีกับมึงแน่ไอ้ทัพ” เรียวมะพูดแค่นั้นจริง ๆ ด้วยสายตาน่ากลัว เขาผลักกองทัพให้ล้มลงไปนอนกับพื้นแบบไม่แยแสว่ามันจะเจ็บมากน้อยแค่ไหน ร่างสูงเดินกลับไปดึงตัวเพื่อนที่โดนเด็กมันเล่นสภาพดูไม่ได้ เรียวมะหันกลับมาปรายหางตามองด้วยความเยาะเย้ย
แค่หมัดเดียวก็ลุกไม่ขึ้นแล้วเหรอวะ...
เรียวมะพาคิรินทร์ไปทำแผลก่อนแล้วแวะเข้ามาดูเด็กอีกคนที่โดนเพื่อนเขาล่ามติดเตียงเอาไว้ ปั้นจั่นที่เคยเห็นตอนแรกก็แค่เด็กตัวเล็ก หน้าดุตาเฉี่ยวคม ดูสวยราวกับผู้หญิงผมสั้น แต่ขอเถอะ... พออาละวาดทีแล้วข้าวของในห้องพังเละเทะแบบนี้ สวยแค่ไหนเขาก็ขอบาย... พอมาเจอแล้วเหมือนเด็กบ้าคลั่งสติแตก ร้องไห้ตาแดงก่ำ ตามเนื้อตัวก็เขียวฟกช้ำซึ่งสภาพคิรินทร์ก็ไม่ต่างกันเลย คิรินทร์ทะเลาะกับปั้นจั่นรุนแรงจนเสียงดังออกมาข้างนอก ยอมรับว่าเพื่อนเขาตอนที่มันบ้าขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับคนโรคจิต มันไม่สนใคร ไม่แคร์ด้วย รู้แค่ต้องได้เลือดเท่านั้น คิรินทร์ทำอะไรได้มากกว่าที่ใครหลายคนคิดและเรียวมะก็ไม่เสี่ยงที่จะโดนมันฆ่า
เขาโดนไล่ตะเพิดออกมาจากห้องเพราะถ้าเป็นเรื่องปั้นจั่นละก็...คิรินทร์ไม่สนใครหน้าไหน เพื่อนเขาเลือกแต่เด็กคนนั้นเท่านั้น
“เมียไอ้คิงส์แม่งน่ากลัวฉิบหาย”
‘ภีรภรณ์’ เพื่อนในกลุ่มเอ่ยขึ้นตอนที่พวกเขายืนอยู่ในลิฟต์ด้วยกัน เรียวมะแค่แสยะยิ้มร้ายกาจเท่านั้น ไม่ได้ตอบอะไร ใบหน้าก็ไร้อารมณ์...
“แล้วกูหวังว่าไอ้คิงส์มันจะไม่ฆ่าไอ้เด็กนั่นตายห่าก่อนนะ”
“มันกล้าเหรอ...มึงก็รู้มันรักของมันแค่ไหน”
“แต่อารมณ์มันน่ากลัวไง มึงไม่คิดเหรอวะ บางทีเด็กนั่นอาจจะกลัวมันแล้วคิดสั้นก็ได้”
“ให้แม่งตายห่าไปเลยก็ดี กูรำคาญมามากล่ะ...ส้นตีนอะไรก็ไอ้เด็กเหี้ยนั่น กูไม่เห็นแม่งจะมีดีอะไร” เรียวมะพูดจบก็แค่นหัวเราะออกมาอีก ถ้าไม่ติดว่าคิรินทร์คือคนที่เรียวมะยกให้ขึ้นหิ้งล่ะก็...สาบานเลยว่าเขาจะดักตีหัวไอ้เด็กที่ชื่อปั้นจั่นสักวัน แต่เพราะว่าสำหรับเรียวมะแล้วคิรินทร์คือของสูงที่แตะต้องไม่ได้ ถ้ามันรักใคร เขาก็รักด้วย แต่ขอเลยอย่ามาทำร้ายจิตใจมัน แค่เท่านี้เพื่อนเขาก็รับไม่ไหวแล้ว...
“แล้วนี่มึงจะไปไหน การงานไม่คิดจะทำกันแล้วใช่ไหมพวกมึง วัน ๆ เอาแต่คิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ”
“คนมีเมียเป็นตัวเป็นตนอย่างมึงมีสิทธิ์พูดแบบนี้เหรอ” แม้แต่กับเพื่อนกันเรียวมะยังจิกกัดเหมือนโกรธกันมาเป็นชาติ ไอ้ใบหน้าไร้ความรู้สึก ไร้อารมณ์เหมือนน้ำเย็น ๆ ในมหาสมุทรแบบนั้นเมื่อไหร่เรียวมะจะเลิกทำ ปั้นหน้าเดียว 24 ชั่วโมงก็น่ากลัวไม่อยากเข้าใกล้พอแล้ว แถมมันยังมาพูดแรงต่อยหนักแบบนี้อีก ชาตินี้ทั้งชาติก็ฝันไปเถอะว่ามึงจะมีเมียดี ๆ สักคน ไอ้เพื่อนยาก...
“มึงก็หาสักคนสิวะ แต่หน้าหล่อ ๆ อย่างมึงแค่กระดิกนิ้วผู้หญิงสวย ๆ ก็วิ่งมาเป็นขบวนแล้วเถอะ”
“แค่ของกินเล่นมึงเข้าใจไหมพี กูไม่อยากมีใคร มันน่ารำคาญจะตายไป”
“กูเลือกได้แบบพวกมึงบ้างก็ดีซิ ทุกวันนี้ที่มีอยู่ก็พ่อแม่หาไว้ให้ละวะ เหอะ ๆ” ภีรภรณ์พูดแล้วหัวเราะเยาะตัวเอง เรียวมะมองด้วยสายตาน่ารำคาญ เขาเปิดประตูรถแล้วขับออกไปทันที ขนาดเพื่อนยังไม่ล่ำลา...
กองทัพนั่งอยู่กลางบ้านรุ่นพี่ของตัวเอง ‘หัสดินทร์’ หรือ หัสด์ พวกเขาค่อนข้างสนิทกันเพราะเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ตอนที่กองทัพยังอยู่ต่างประเทศ กระทั่งย้ายมาประเทศไทย หัสดินทร์ก็ยังตามมาด้วย แม้มันจะน่าแปลกใจแต่กองทัพก็รู้สึกขอบคุณหัสดินทร์จริง ๆ ที่ไม่เคยทิ้งเขา
“โอ๊ย! มันเจ็บนะเว้ย!”
“กูจิ้มแรงกว่านี้ดีไหมห๊ะ สอนกี่ครั้งแล้วว่าพูดกับผู้ใหญ่ให้พูดเพราะ ๆ เด็กนี่!” หัสดินทร์จิ้มสำลีชุบแอลกอฮอล์ล้างแผลใส่มุมปากกองทัพแรงขึ้น เด็กหนุ่มเบ้หน้าด้วยความแสบแล้วต่อยหน้าขารุ่นพี่แบบไม่แรงนัก
“แม่ง!”
“เมื่อไหร่มึงจะหยุดไปกวนตีนมันสักที ก็รู้อยู่ว่าพี่คิงส์มันบ้าเลือด วอนตีนพี่เขาก็โดนกลับมาแบบนี้ทุกที มึงจะพอได้รึยังกองทัพ” พูดถึงกองทัพกับคิรินทร์ก็มีแต่เรื่องต่อยตีกัน สองคนนี้ไม่เหมือนพวกคนเกลียดขี้หน้ากันทั่วไป เจอกันเมื่อไหร่คือใส่กันยับเยินทุกรอบ กองทัพก็ส่วนกองทัพ คิรินทร์ก็เหมือนคนบ้าจี้ที่พอโดนเด็กแหย่นิดแหย่หน่อยไม่ได้
“มึงเรียกมันว่าพี่เพื่ออะไรห๊ะ!”
“ก็เขาเป็นรุ่นพี่ แล้วมึงก็ควรเรียกกูว่าพี่ซะบ้าง!”
“ไม่เรียกเว้ย!”
“เออดี! อย่าให้ได้ยินว่าเรียก เพราะกูก็ไม่ได้อยากเป็นพี่มึงมากนัก” หัสดินทร์พูดสื่อนัยบางอย่างที่เด็กโง่ ๆ อย่างกองทัพไม่เคยทำความเข้าใจมันสักครั้ง หัสดินทร์รู้ว่ากองทัพนิสัยแบบไหน ที่จริงแล้วเด็กคนนี้ก็แค่ขาดความอบอุ่นจากครอบครัวเท่านั้น ครอบครัวที่ไม่เคยมอบความรักให้ มีแต่เงินทอง อำนาจ ศักดิ์ศรีบ้าบออะไรที่กองทัพไม่เคยต้องการ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้
“พล่ามเหี้ยอะไรห๊ะ”
“อะไรก็ได้ที่มึงไม่เคยเข้าใจกูเลย กองทัพ…”
“พูดมาก น่าเบื่อ! กูกลับล่ะ...” เด็กหนุ่มกระชากเสียงเจือปนความหงุดหงิดใส่เขาเสมอ แต่หัสดินทร์ก็ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะรู้ว่ากองทัพก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหน... เสียงประตูบ้านเขากระแทกปิดดังลั่นตามประสาเด็กวัยรุ่นเอาแต่ใจคนนั้น หัสดินทร์ส่ายหน้าไปมากับความดื้อของกองทัพ และเขาไม่รู้จะแก้มันยังไงแล้ว...
กองทัพขับรถออกมาจากบ้านหัสดินทร์ด้วยอารมณ์ไม่คงที่เท่าไหร่นัก ยอมรับว่าหงุดหงิดเรื่องคิรินทร์มาก ไหนจะปั้นจั่นอีก จิตใจเด็กหนุ่มไม่สงบสักวินาทีเลย เอาแต่คิดวนไปวนมาว่าจะหาวิธีติดต่อกับปั้นจั่นยังไง รู้ตัวอีกทีตอนที่ขับรถมาจอดนิ่งใต้คอนโดของตัวเอง กองทัพใช้เวลานั่งอยู่ในรถสักพัก ร่างโปร่งถึงได้เดินออกมา แต่พอมองไปที่ทางเดินเข้าของคอนโดเห็นว่าใครยืนอยู่ก่อนแล้วเด็กคนนั้นก็ถึงกับชะงัก...
เรียวมะมาทำอะไรที่นี่!