ตอน 1

“หม่ามี้ขา” เสียงเล็กๆ นั้นเรียกให้คนที่กำลังตักต้มจืดตำลึงใส่จานเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มประดับบนริมฝีปากอิ่มเต็มโดยอัตโนมัติ

รอยยิ้มนี้ เคยบริสุทธิ์สดใส หากบัดนี้กลับเจือความหม่นเศร้าอยู่จางๆ

“ขา” สายรุ้งลากเสียงยาวขานตอบ ทรุดนั่งยองๆ แล้วอ้าแขน รอให้เด็กน้อยร่างกลมป้อมวิ่งเข้ามาหา

อ้อมกอดอันอบอุ่น...พร้อมจะรับร่างเล็กนั้นมาซุกซบแนบอกอยู่เสมอ

“หนูพรีมอาบน้ำแล้วค่ะ ตัวห๊อมหอม”

เด็กหญิงถูไถใบหน้ากับบ่าเล็กบาง ก่อนจะยื่นแก้มให้ผู้เป็นมารดาดอมดม

“หม่ามี้หอมสิคะ”

สุ้มเสียงหวาน แววตาเป็นประกาย และรอยยิ้มกว้างขวางทำให้มารดายิ้มกว้างกว่าเดิม สายรุ้งแตะปลายนิ้วลงบนแก้มแดงปลั่งอย่างเบามือ ก่อนจะจรดปลายจมูกลงไป สูดลมหายใจฟอดใหญ่

“หอมไหมคะ”

เจ้าตัวเล็กถามเสียงใส พลางยกมือโอบรอบคอมารดา มองสบดวงตาหวานซึ้งที่มีรอยหม่นเศร้าแฝงลึกเร้นอย่างออดอ้อน

“หม่ามี้ตัวเปื้อนค่ะ”

“ฮื่อ...” เด็กหญิงพริมาภาสั่นศีรษะดิก จนผมเปียทั้งสองข้างกวัดแกว่งไปมา “ไม่เปื้อนค่ะ”

พูดพลางซบใบหน้าลงกับซอกคอของผู้เป็นมารดา

“หม่ามี้ของหนูพรีมตัวห๊อมหอม หอมม้ากมาก”

คนเป็นมารดาได้แต่หัวเราะเสียงแผ่ว ความใจอ่อนทำให้สายรุ้งต้องอุ้มเด็กตัวน้อยไว้ในอ้อมกอด ในขณะที่พริมาภาชะโงกหน้ามองสิ่งที่วางอยู่ยนโต๊ะ

“ตำลึงอีกแล้วเหรอค้า...” เสียงนั้นลากยาวเอื้อยอ่อยและเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ขม...”

“ขมอะไรกัน หม่ามี้ว่าอร่อยจะตาย”

“หนูพรีมอยากกิน ‘คาหนม’ ”

“ไม่ได้ค่ะ ขนมกินเยอะๆ ฟันผุนะคะ” เอ่ยพลางจับปลายคางลูกสาว บีบเบาๆ อย่างหยอกล้อ “ฟันแท้หนูกำลังจะขึ้น ถ้าอยากให้สวยๆ ไม่มีรอยดำก็ต้องกินผักเยอะๆ นะคะ”

เสียงฝีเท้าที่ดังอยู่ตรงหน้าประตูหลังจากสายรุ้งพูดจบทำให้หล่อนต้องหันไปมอง พลางคลี่ยิ้ม

“เหนื่อยแย่เลยสิคะป้าพิศ”

คนถูกถามกลับยิ้มร่า และส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ป้าเคยเลี้ยงหลานมาก่อน...รายนั้นน่ะดื้อกว่าคุณหรูพรีมเยอะค่ะ”

‘ป้าพิศ’ เป็นหญิงวัยกลางคน ร่างอวบท้วม หน้าตาใจดีเพราะมักมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอยู่เสมอโดยเฉพาะเวลาอยู่กับพริมาภา

“กับข้าวเสร็จแล้วนะคะป้าพิศ ฝากดูหนูพรีมด้วย รุ้งขอไปอาบน้ำก่อน”

“มาค่ะ มากินข้าวกันค่ะคุณหนู”

ป้าพิศเอื้อมมือออกไปอุ้มคุณหนูของตน ในขณะที่เด็กหญิงก็ยอมคลายอ้อมกอดจากมารดาอย่างไม่เกี่ยงงอน

“อาบเร็วๆ นะคะหม่ามี้ หนูพรีมจะรอ”

“ถ้าหนูพรีมหิวก็กินก่อนเลยนะคะ”

เด็กตัวจ้อยส่ายหน้า ปฏิเสธเสียงแข็ง

“ไม่ค่ะ หนูพรีมไม่กินก่อน หนูพรีมจาไม่ให้หม่ามี้นั่งกินข้าวคนเดียว หนูพรีมจารอค่ะ”

น้ำตาของคนฟังรื้นขึ้นมา...นานเท่าไหร่แล้วที่เรามีกันสองคนแม่ลูก

เกือบเจ็ดปีแล้วสินะ...หล่อนและพริมาภากระเตงกันไปมาเช่นนี้เพียงลำพัง

ข้าวทุกมื้อ...นับตั้งแต่พริมาภาอายุหกเดือน สองแม่ลูกมักจะรับประทานด้วยกัน ผู้เป็นมารดาป้อนทีหนึ่ง ก็ตักข้าวจากจานของตนใส่ปากคำหนึ่ง เป็นเช่นนี้ตลอดมา กระทั่งพริมาภาเข้าอนุบาล จากที่เคยรับประทานด้วยกันทุกมื้อ จึงเหลือเพียงมื้อเดียวคือตอนเย็น

“หนูพรีมกลัวหม่ามี้เหงา”

สายรุ้งฟังด้วยความสะท้อนใจ น้ำตาที่รื้นขึ้นมายิ่งเอ่อคลอ

เหงา...ความเหงาในตัวหล่อนชัดเจนเสียจนพริมาภารับรู้ได้เลยหรือ

“ไม่ค่ะ หม่ามี้ไม่เหงา”

เจ้าหล่อนกะพริบตาถี่เร็ว ข่มเสียงอันสั่นเครือของตนเมื่อเอ่ย

“หม่ามี้มีหนูพรีมอยู่ทั้งคน หม่ามี้จะเหงาได้ยังไงคะ”

“แต่หม่ามี้ไม่มีปาปา”

น้ำตาเหือดแห้งแล้วก็จริง หากความปวดแปลบที่บีบรัดตรงกลางหว่างอกกลับไม่เคยบรรเทา สายรุ้งข่มความรวดร้าวไว้อย่างสุดความสามารถ

“หม่ามี้มีทั้งคุณลุงวิล คุณลุงวิธ คุณลุงณพนะคะ หม่ามี้ไม่เหงาหรอก”

“แต่คุณลุงวิล คุณลุงวิธกะคุณลุงณพไม่ใช่ปาปานี่คะ เพื่อนๆ ของหนูพรีมมีปาปาทู้กคน”

ราวกับมีบางอย่างมาจุกอยู่ในอก สายรุ้งไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรได้ชั่วขณะหนึ่ง ต่อเมื่อสบสายตาเวทนาจากป้าพิศแล้ว เมื่อนั้นความอ่อนแอจึงถูกกลบฝังในก้นบึ้งของหัวใจอีกครา

“หนูพรีมมีแค่หม่ามี้ก็พอแล้วนี่คะ”

“พอค่ะ” เด็กหญิงพูดเสียงชัดถ้อยชัดคำ เปี่ยมด้วยความมั่นใจ “หนูพรีมไม่เป็นไร หนูพรีมแค่กลัวหม่ามี้เหงา”

“ตราบใดที่หม่ามี้มีหนูพรีมอยู่ข้างๆ หม่ามี้ไม่เหงาหรอกค่ะ”

“จริงเหรอคะ”

“จริงสิคะ”

พริมาภาเปรียบดั่งแสงสว่างในหัวใจหล่อน แค่มีพริมาภาเคียงข้าง...ทุกความมืดมิดในซอกหลืบของหัวใจก็สลายไปได้ในพริบตา

ไม่จำเป็นต้องมี ‘เขา’

ผู้ชายคนนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป เขาไม่ใช่คนรัก ไม่ใช่สามีและไม่มีค่าพอที่จะเป็น 'ปาปา' ของพริมาภาอีกด้วย!

ก่อนผละจาก สายรุ้งจุ๊บแก้มลูกสาว แล้วกระซิบด้วยสุ้มเสียงสดใส

“หนูพรีมคือโลกทั้งใบของหม่ามี้ แค่มีหนูพรีมอยู่ด้วย หม่ามี้ก็มีความสุขที่สุดแล้ว”

ครั้งหนึ่ง...โลกของหล่อนเคยแตกสลายย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี

และครั้งหนึ่งอีกเช่นกัน โลกใบนั้นกลับมาหลอมรวมเป็นโลกใหม่

โลก...ที่มีแต่หล่อนกับลูก

...เป็นโลกใบใหม่ที่หล่อนจะไม่มีวันให้ใครคนนั้นมาทำร้าย ทำลายได้อีกเป็นครั้งที่สอง

แม้ว่า ‘เขา’ จะกลับมายืนต่อหน้าหล่อน

ทอดมองหล่อนด้วยแววตาโหยหาและเศร้าลึกเร้น

หรือแม้เขาจะประกาศอย่างหนักแน่นว่า

‘มาตามเมีย’

โลกของหล่อนจะไม่สั่นคลอน...จะไม่มีวันนั้นอีก

สายรุ้งที่หัวอ่อน ไร้เดียงสา แสนอ่อนแอ และหลงรักเขาอย่างหัวปักหัวปำได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว

ตายจาก...ตลอดกาล

ตอน 2

“รุ้ง! นี่มันใกล้ได้เวลาแล้วนะ เสร็จรึยัง!”

คนถูกเรียกแง้มประตูห้องน้ำ โผล่หน้าออกมาก่อนเป็นอันดับแรก คนที่ยืนรอถึงกับชักสีหน้า กวักมือเรียกเหยง ๆ

“ออกมาเร็ว ๆ เข้ายายรุ้ง! มัวโอ้เอ้อยู่นั่น! ตื่นเต้นอะไรนักหนา ฮึ!”

‘ยายรุ้ง’ ค่อย ๆ ก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

หล่อนเป็นผู้หญิงร่างกลมกลึง ความสูงน่าจะต่ำกว่ามารตรฐาน หญิงไทยเล็กน้อย ชุดที่หล่อนสวมเป็นชุดราตรีเรียบ ๆ สีขาวแขนล้ำยาว ครึ่งน่อง ประดับลูกไม้ตรงชายกระโปรง ผิวของหล่อนขาวผุดผ่อง แต่ออกจะซีดเล็กน้อย ไม่ได้ขาวอมชมพูแบบสาวสุขภาพดี ยิ่งเมื่อมี เครื่องสำอางแต่งแต้มบนใบหน้าเพียงบางเบา กอปรกับสีหน้าอันซีดเซียวแล้ว หล่อนก็แทบจะกลืนหายไปกับผนังห้องอย่างง่ายดาย

“รุ้งไม่เคยออกงานใหญ่แบบนี้นี่คะพี่ฝน ก็เลยอดตื่นเต้นไม่ได้”

หญิงสาวอธิบายด้วยเสียงอ้อมแอ้ม สองตาแลมองคนตรงหน้าอย่างหวาดหวั่นไม่น้อย บอกชัดเกรงกลัวอีกฝ่ายมากเพียงใด

“เฮ้อ! แกนี่ก็เหลือเกิน! พอจะออกไปพบผู้คนเข้าหน่อยก็ตื่นเต้นอะไรก็ไม่รู้ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่หายซะทีนะเรา!”

เมื่อยืนเทียบกัน ‘พี่ฝน’ ทั้งสูงโปร่ง บอบบาง เรือนร่างอรชร อ้อนแอ้น ส่วนที่เว้าก็ควรเว้า ส่วนที่โค้งก็ควรโค้ง เห็นได้ชัดเจนจากชุด ราตรีเกาะอกสีขาวที่มีส่วนเอวคอดเล็ก ส่วนกระโปร่งนั้นบานพลิ้วไม่ต่าง อะไรจากเจ้าหญิงในนิทาน หล่อนเกล้าผมดัดเป็นลอนของตนเองไว้เป็นมวยกลางศีรษะ ประดับด้วยดอกคาลล่าลิลลี่สีชมพู ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางไว้อย่างพอเหมาะพอเจาะ คิ้วเรียวโค้งสวย อายไลเนอร์สีดำลายเส้นชัดเจน ขับเน้นให้ดวงตากลมโตโดดเด่นขึ้นมาจนสะดุดตา พวงแก้มปัดบลัชออนสีหวาน ส่วนริมฝีปากเต็มอิ่มเคลือบลิปสติกสีชมพูอมส้มไว้เพียงบาง ๆ ในขณะที่อีกคน ดูจืดชืดไปถนัดใจ ทั้งใบหน้าที่ ค่อนข้างซีด ชุดที่เรียบจนเกินไป และผมที่ทำเพียงปล่อยยาวประบ่าและประดับด้วยที่คาดผมผ้าสักหลาดสีชมพูลายจุดเท่านั้น

“ขอโทษด้วยนะพี่ฝน รุ้งจะพยายามไม่ตื่นเต้นอีก”

หล่อนขอโทษขอโพยก่อนเอียงคอมองผู้เป็นพี่สาวด้วยประกายตาที่ฉายฉานถึงความชื่นชมชัดเจน

“พี่ฝนสวยจัง”

สายรุ้ง นาฏยรัตน์ ยอมรับในความ ‘ด้อย’ ของตัวเองเสมอมา และไม่เคยอิจฉาหรืออยากเทียบเท่ากับสายฝน...ผู้เป็นพี่สาวเลยแม้แต่น้อย เหตุผลหนึ่งคือหล่อนชื่นชมพี่สาวคนนี้มาก ไม่ว่าจะเรื่องความสวย การวางตัว ความมีเสน่ห์ หรือแม้แต่การเรียนที่เก่งเสียจนได้ทุนไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่มัธยมปลาย

พี่สาวคนนี้เป็นที่หนึ่งตลอดมา

ส่วนหล่อนนั้น...ไม่ใช่ที่สองหรอก แต่เป็นคนที่ไม่มีใครสนใจเลย ต่างหาก

“ขอบใจจ้ะ”

เสียงของพี่สาวปลุกให้หล่อนตื่นจากภวังค์แล้วรีบส่งยิ้มประจบทันที

“แต่เธอก็สวยนี่” อีกฝ่ายเอ่ยพลางกวาดตามองหล่อนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ดูดีกว่าเดิมเยอะ”

สายรุ้งไม่คิดว่านั่นเป็นคำดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด เพราะหล่อนรู้ดีว่าสายฝนพูดออกมาจากใจจริง เป็นความรู้สึกของคนที่มักจะอยู่เหนือคนอื่นเสมอ จนไม่ทันคิดว่าคำพูดของตนเองอาจจะไปสะกิดปม บางอย่างในหัวใจของคนฟังเข้า โชคดีที่หล่อนเป็นคนมองโลกในแง่ดี จึงถือว่าประโยคนั้นเป็นคำชมที่หล่อนจะต้องเอ่ยคำขอบคุณ

สายรุ้งเอ่ยขอบคุณอย่างดีอกดีใจ ก่อนเดินตามอีกฝ่ายออกจากห้อง ลงบันไดไปยังห้องโถง

ตรงกลางห้องโถงนั้นเอง คุณดิลก...ผู้เป็นบิดายืนเอามือไพล่หลัง รออยู่ เมื่อหันมาเห็นลูกสาวทั้งสอง จึงรีบเอ่ยปากเร่ง

“เร็วเข้า เดี๋ยวก็ไปไม่ทันหรอก”

เอ่ยพลางมองลูกสาวคนโตด้วยแววตาชื่นชม แต่เมื่อตวัดไปมองลูกสาวคนเล็ก แววตาของท่านก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย...จะรำคาญ ระอา หรือผิดหวัง สายรุ้งก็ไม่อาจอ่านมันออก รู้แค่ว่า...ท่านไม่ชื่นชมเท่าไรนัก

“ไม่มีชุดอื่นแล้วเหรอ”

“ฝนก็ให้ชุดไปลองหลายชุดแล้วค่ะ”

ผู้เป็นพี่เหลือบสายตามามองและเป็นฝ่ายตอบแทน

“แต่ก็ไม่ยอมเอาสักชุด บอกว่าโป๊ไปบ้าง สั้นไปบ้าง ยาวไปบ้าง โฮ้ย! เรื่องมากนักละคะคุณพ่อ”

คุณดิลกลอบระบายลมหายใจบางเบา ทอดสายตามองสำรวจสายรุ้งอีกอึดใจจึงพยักหน้า

“เอาก็เอา ชุดนี้ก็ชุดนี้” จากนั้นก็จับมือลูกสาวทั้งสองมาคล้องแขนตนเองคนละข้าง พาเดินออกจากบ้าน โดยที่หน้าตัวตึกนั้นมีรถยุโรป คันใหญ่สีดำเงาปลาบจอดรออยู่ นายมั่นพนักงานขับรถรีบกุลีกุจอมาเปิดประตู คุณดิลกให้สายฝนเข้าไปนั่งด้านในก่อน ตัวเองตามไปติด ๆ และคนที่เข้ามา คนสุดท้ายคือสายรุ้ง

เมื่อรถเคลื่อนตัว ท่านก็เฝ้ากำชับสายฝนว่าควรจะทำตัวหรือวางตัวเช่นไร ด้วยงาน ‘เดบูตองส์ บอลล์’ เป็นงานสำคัญงานหนึ่งสำหรับ เปิดตัวทายาทตระกูลดังซึ่งจัดมาเกือบทุกปี และปีนี้เป็นปีที่ 10 แล้ว โดยจัดตามธรรมเนียมยุโรปโบราณ งานนี้นับเป็นที่ใฝ่ฝันของทายาทตระกูลดังทั้งหลาย ด้วยถือว่าเป็นการเปิดตัวสู่สังคมชั้นสูง ได้แต่หน้าแต่งตัวสวย เฉิดฉายอวดโฉมต่อสาธารณชน และถือเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัวอีกด้วย จึงไม่แปลกที่คุณดิลกจะตื่นเต้น และกำชับเรื่องกิริยามารยาทอย่างเข้มงวด

คุณดิลกพูดกับสายฝนยืดยาวจนเกือบจะถึงโรงแรมที่จัดงานจึงหันมาพูดกับลูกสาวคนเล็ก

“แกก็ได้ยินที่พ่อพูดกับพี่ฝนของแกแล้วใช่ไหม”

“ค่ะคุณพ่อ”

“งั้นก็ดี พ่อจะได้ไม่ต้องพูดซ้ำ” ท่านชะแง้แลมองไปข้างหน้า เห็นมีกลุ่มนักข่าวและช่างถ่ายรูปมายืนอออยู่ตรงบันไดหน้าโรงแรม จึงรีบหันมาพูดกับสายรุ้งอีกครั้ง

“พี่เขาทำอะไรก็ทำตามพี่เขาไป แล้วก็อย่าซุ่มซ่ามให้พ่อต้องขายหน้าละ”

หญิงสาวรับคำอุบอิบในลำคอ ด้วยตนเองก็หวั่นเกรงอยู่เหมือนกันว่าจะทำให้ท่านขายหน้า

ครั้งหนึ่งหล่อนยังจำได้ดี ในวันเกิดของท่าน หล่อนเคยเดินพลัดตกลงไปในสระว่ายน้ำต่อหน้าสาธารณชนมาแล้ว นับเป็นความอับอาย ครั้งแรกและพาลทำให้หล่อนเขย็ดขยาดมาจนทุกวันนี้

นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หล่อนเกลียดการออกงานและการเข้าสังคมเป็นที่สุด

เมื่อรถจอดเทียบหน้าโรงแรม นายมั่นก็รีบวิ่งมาเปิดประตู สายรุ้งต้องเป็นคนเดินออกจากรถคนแรก หญิงสาวค่อนข้างประหม่า หันมามองผู้เป็นบิดาเล็กน้อย ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วก้าวเท้าออกไป แสงแฟลชสว่างวาบจนหล่อนแสบตา แต่นั่นก็ไม่อาจเทียบได้กับผู้เป็นพี่สาว เพราะหลังจากที่สายฝนปรากฏตัว นักข่าวและช่างภาพก็พร้อมใจกันกดชัตเตอร์ระรัวจนสายรุ้งหวั่นเกรงตนเองจะตาบอดไปเสียก่อนเพราะแฟลชเหล่านี้

คุณดิลกจับมือของลูกสาวทั้งสองคล้องกับแขนของตัวเอง ก่อนเดินไปตามพรหมแดงผ่านประตูกระจกเข้าไปด้านใน

ล็อบบี้ของโรงแรมแห่งนี้ถูกจัดเตรียมให้เป็นที่สำหรับจัดงาน บริเวณโดยรอบมีโต๊ะวางอาหารแบบชิ้นเล็กพอดีคำ อยู่สี่ห้าจุด ตรงกลางล็อบบี้มีเปียโนวางตั้งอยู่หนึ่งหลัง ถัดออกมาปูด้วยพรมสีน้ำเงินสำหรับเป็นฟลอร์เต้นรำ

ความจริงสายรุ้งไม่ถนัดเต้นรำเท่าไร ถึงกระนั้นบิดาก็เคี่ยวเข็ญอยู่เป็นเดือนจนท่านพอใจ ทว่าพอใจในที่นี้มิใช่ว่าหล่อนทำได้ดี แต่แค่ ดีพอที่จะไม่ทำให้ท่านขายหน้า ส่วนสายฝนนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะทำอะไรเจ้าหล่อนต้องเป็นที่หนึ่งทุกครั้ง เรื่องนี้ก็เช่นกัน คุณดิลกเห็นลูกสาวคนโตเต้นรำเพียงครั้งเดียงถึงกับปรบมือระรัวอย่างชื่นชม และจะพูดกับ บรรดาเพื่อน ๆ ถึงความสามารถของลูกสาวคนนี้ไปอีกสามวันเจ็ดวัน

สำหรับสายรุ้งนั้น คุณดิลกไม่ค่อยพูดถึงเท่าไร และก็ไม่มีใครถามถึงเช่นกัน เนื่องเพราะหล่อนไม่มีอะไรโดดเด่นมากพอที่จะนำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการสนทนาได้ หล่อนหัวอ่อน พูดน้อย เรียบร้อย แถมยังดูขี้อาย จึงไม่ค่อยมีใครมาชวนคุยหรือเล่นหัวกับหล่อนนัก ทุกคนทำเพียงแค่มองผ่านเลยไป อาจจะส่งยิ้มหรือผงกศีรษะทักทาย...เพียงแค่นั้นก็นับว่ามากพอแล้ว จึงไม่แปลกที่หล่อนจะรู้สึกว่าตัวเอง ‘ไร้ตัวตน’ อยู่เสมอ

สายรุ้งเดินตามบิดาและพี่สาวไปหาคนนู้นที คนนี้ที ยกมือไหว้ทักทายนับสิบครั้ง แต่ก็ไม่ได้เปิดปากพูดอะไรมากนัก มีเพียงคำว่า ‘ค่ะ’ ‘ใช่ค่ะ’ ‘ขอบคุณค่ะ’ ออกจากริมฝีปากจิ้มลิ้มคู่นั้น เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เข้ามาในงานจนกระทั่งได้เวลาเปิดตัว

สตาฟคนหนึ่งเข้ามากระซิบกระซาบกับคุณดิลกว่าให้เข้าไปเตรียมตัวได้แล้ว ท่านจึงพาลูกสาวเดินออกจากกลุ่มสนทนา ตรงไปยังอีกฟากหนึ่งของล็อบบี้ซึ่งบัดนี้มีสาวน้อยหน้าตาดียืนรออยู่สี่คน เมื่อรวมกับบิดามารดาที่ยืนอยู่เคียงกันก็นับรวมได้เกือบสิบคน

คุณดิลกเอ่ยทักทายฝ่ายผู้ใหญ่ และยกมือรับไหว้บรรดาเด็กสาว เหล่านั้น สายฝนเองก็ยิ้มรับอย่างไว้ทีท่าสำหรับคนที่ไม่รู้จัก แต่คนที่เคยพบหน้าพูดคุยกันมาบ้างแล้ว หล่อนก็จะเอ่ยทักทายสองสามประโยคตามมารยาท ในขณะที่สายรุ้งนั้นกลืนกินไปกับผู้คนอีกครั้ง ไม่มีใครมองเห็นหรือให้ความสนใจหล่อนเลย นั่นยิ่งตอกย้ำความไร้ตัวตนที่หล่อนเป็น

สายรุ้งกวาดตามองคนนั้นทีคนนู้นที เมื่อเห็นว่าไม่มีใครทำท่า ว่าจะเข้ามาพูดคุยกับหล่อน เจ้าตัวก็พอใจที่จะยืนในพื้นที่ของตัวเอง เงียบ ๆ รอเวลาที่ต้องเดินเคียงผู้เป็นบิดาออกไปเท่านั้น

เสียงพิธีกรกล่าวทักทายบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน พูดอะไรอีกสองสามนาที ก่อนจะเริ่มประกาศชื่อของสาวเดบูตองส์ทั้งหกคน ในลิสต์รายชื่อ ครอบครัวนาฏยรัตน์ออกเป็นครอบครัวสุดท้าย คุณดิลกรีบกำชับลูกสาวทั้งสองว่า

“เดินสวย ๆ นะฝน รุ้ง ไม่ต้องรีบ เดินช้า ๆ แล้วก็โปรยยิ้มไปด้วยนะ เข้าใจไหม”

“โธ่ คุณพ่อคะ ฝนน่ะทำได้อยู่แล้ว คุณพ่อไปดูแลยายรุ้งเถอะค่ะ ดูสิ...หน้าซีดอีกแล้ว!”

ก็จริงอย่างที่สายฝนว่า...ตอนนี้ใบหน้าของสายรุ้งแทบจะไม่มี สีเลือด

“รุ้งเอ๊ย ทำหน้าให้มันดี ๆ หน่อยสิลูก”

หญิงสาวหันไปสบตาบิดา แล้วพยายามยิ้มอย่างสุดความสามารถ

“น่าน อย่างนั้นแหละ ยิ้มเข้าไว้”

สิ้นเสียงนั้นพิธีกรก็ประกาศชื่อสายฝน สายรุ้ง นาฏยรัตน์ พร้อมกับคุณดิลก นาฏยรัตน์ ท่านบีบกระชับมือของหล่อนแล้วก้าวออกจากมุมมืด ออกสู่สปอตไลต์ที่พร้อมใจกันส่องสว่างมาที่จุดเดียว ท่านยัง ไม่วายกระซิบเตือน

“งานเปิดตัวลูกวันแรก พ่อไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด”

สายรุ้งเองไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาดเช่นกัน หล่อนจึงพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ทุกก้าวย่างแต่ละก้าว หล่อนสงบสติอารมณ์ด้วยการนับหนึ่ง สอง สาม จนมาหยุดอยู่กลางฟลอร์เต้นรำ เคียงข้างกับสาวเดบูตองส์คนอื่น ๆ จึงหยุดนับ

คุณดิลกหันมากระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง สายรุ้งได้ยินแต่กลับไม่เข้าหัวเอาเสียเลย

ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ แสงแฟลชที่วูบวาบจนแสบตา และแสงสปอตไลต์ที่เจิดจ้าจนตาพร่า หล่อนตัวสั่น หวาดกลัวและอยากจะหลบหนีออกไปจากที่แห่งนี้โดยเร็ว แต่ก็ทำไม่ได้ หล่อนไม่กล้าพอ... ไม่กล้าที่จะก้าวอาด ๆ จากไป และไม่กล้าทำให้บิดาผิดหวัง

ท่านผิดหวังกับหล่อนมาหลายครั้งแล้ว เมื่อหล่อนอยู่ประถม ท่ายเคยหวังให้หล่อนสอบได้อันดับหนึ่งในสิบของห้องสักครั้ง แต่ทุกครั้งถ้าไม่รั้งท้าย อันดับที่หล่อนได้ดีที่สุดก็แค่อันดับที่ยี่สิบเท่านั้น

ตอนอยู่มัธยมปลาย ท่านหวังให้หล่อนตามรอยพี่สาวโดยสอบชิงทุนไปเรียนที่อังกฤษ แต่หล่อนก็ทำไม่ได้ ตอนเอนทรานซ์ ท่านอยากให้หล่อนเข้าเรียนในคณะบริหารธุรกิจ แต่หล่อนกลับเลือกเรียนคณะอักษร-ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง คะแนนสอบเป็นอันดับสุดท้าย หวุดหวิดเกือบไม่ได้ ท่านหัวเสียที่หล่อนไม่เชื่อฟังไปพักใหญ่ กว่าจะยอมให้อภัยหล่อนก็หลายเดือน

สายรุ้งไม่ใช่ลูกสาวคนโปรด อาจเพราะหลังจากมารดาคลอด ท่านเสียชีวิตทันทีเพราะตกเลือด ความทรงจำที่บิดามีต่อหล่อน จึงเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวและฝังใจจนทำให้ท่านลำเอียง รักลูกสาวคนโตมากกว่าลูกสาวคนเล็ก

สายรุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อเสียงเพลงบรรเลงเปลี่ยนท่วงทำนอง ชายหนุ่มหกคนในชุดทักซิโด้สวมหน้ากากเดินเข้ามากลางฟลอร์ สายรุ้งยิ่งประหม่า หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้งทั้งที่ลำคอแห้งผาก มือที่จับประสานกันอยู่นั้นสั่นระริก ด้วยเกรงว่าคนอื่นจะเห็นจึงบีบกระชับมันแน่นกว่าเดิม สองตาแลมองเข้าไปในบรรดาแขกเหรื่อ หวังเพียงจะได้สบตากับผู้เป็นบิดาเพื่อขอกำลังใจ เมื่อนั้นหล่อนจึงได้พบว่าสายตาทุกคู่ไม่ได้แลมาทางหล่อนเลย เสมือนหล่อนเป็นเพียง ‘ไม้ประดับ’ และ ‘ไร้ตัวตน’ สำหรับพวกเขาเหล่านั้น

ดีแล้ว...แบบนี้ก็ดี หล่อนจะได้ไม่ต้องเป็นจุดสนใจอย่างไรเล่า

สายรุ้งบอกตัวเอง พลางผ่อนลมหายใจยาว ทว่า...ลมหายใจกลับต้องสะดุดเมื่อสองตามองสบดวงตาของใครคนหนึ่ง

...ดวงตาที่เจิดจ้า เต็มไปด้วยพลังอันแรงกล้า มีประกายระยิบ และมีความรู้สึกอันหลากหลายอยู่ในนั้น

ดวงตาคู่นั้นทอดตรงมา...สายรุ้งมั่นใจว่าเป็นดวงตาเพียงคู่เดียวที่จับจ้องหล่อนอยู่

แค่คู่เดียวเท่านั้นที่ให้ความสนใจหล่อน

และเป็นคู่เดียวที่ทำให้หล่อนต้องจับกระโปรงของตัวเองเพื่อลดความประหม่า

สายรุ้งเห็นเขาไม่ชัด แต่พอจะมองออกว่าเขาเป็นผู้ชายด้วยชุด ทักซิโด้ ผูกหูกระต่ายสีดำบริเวณลำคอ มีผ้าเช็ดหน้าสีขาวพับทบอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูท ปล่อยชายให้เลยออกมาเล็กน้อย หญิงสาวอยากจะสำรวจมากกว่านั้นเพราะใคร่รู้เหลือเกินว่าใครกันหนอ...ใครกันที่จด ๆ จ้อง ๆ หล่อนอย่างสนอกสนใจเช่นนั้น แต่เพราะคู่เต้นรำมายืนอยู่ตรงหน้าหล่อนจึงจำต้องละสายตาจากมาและเพ่งสมาธิอยู่กับหน้าที่สำคัญของตัวเอง เสียก่อน

สายรุ้งเต้นไม่เก่ง ไม่สวยสง่าเท่ากับสายฝน

...ไม่สิ เทียบกับสาวเดบูตองส์คนอื่นแล้ว หล่อนคิดว่าฝีมือ ตัวเองเทียบไม่ติดเลยสักนิด โชคดีที่คู่เต้นของหล่อนถนัดในเรื่องนี้ หล่อนจึงเต้นออกมาได้ดีกว่าที่คิด

คู่เต้นของหล่อนเป็นลูกพี่ลูกน้องของหล่อนเอง ชื่อว่าประณพ อายุมากกว่าหล่อนสี่ปี เป็นพี่ที่แสนดี และเอ็นดูหล่อนไม่น้อย

“ขอบคุณนะคะพี่ณพ ถ้าไม่ได้พี่ณพช่วย รุ้งแย่แน่เลย”

สายรุ้งกระซิบบอกหลังจากเพลงจบลง หล่อนย่อตัวอย่างพยายามให้ชดช้อยและสง่างามที่สุด แต่มันกลับดูฝืน ๆ ขัด ๆ และเก้งก้างอย่างไรไม่ทราบได้

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกน่า พี่เต็มใจช่วยอยู่แล้ว”

ประณพเอ่ยจบก็โบกมือลา ตรงดิ่งไปหาสาวคนหนึ่ง...สะสวย หุ่นดี ผมยาวสลวย...ตรงเสป็คของเขาทุกอย่าง ดูท่าว่าคงจะเล็งไว้ตั้งแต่งานเริ่มแล้วกระมัง

สายรุ้งมองอีกฝ่ายยิ้ม ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอกเมื่อภารกิจในคืนนี้สำเร็จลุล่วงในที่สุด แม้จะไม่ได้เพอร์เฟคต์อย่างที่บิดาหวังแต่หล่อนก็มั่นใจว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง หญิงสาวหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากฟลอร์ก็ต้องชะงักไป เมื่อพิธีกรประกาศว่าเปิดโอกาสให้หนุ่ม ๆ มาชวนสาวเดบูตองส์เต้นรำได้ ใจดวงน้อยร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

อะไรกัน...ในสคริปต์ไม่ได้ระบุไว้ว่าหล่อนจะต้องเป็นฝ่าย ‘ถูกเลือก’ นี่นา ถ้าเป็นแบบนี้....

สายรุ้งกัดริมฝีปากตนเอง รู้ดีว่าความไร้ตัวตนของหล่อน จะต้องทำให้บิดาขายหน้าแน่ ๆ คงไม่มีหนุ่มคนไหนมาขอหล่อนเต้นรำอย่างแน่นอน พรุ่งนี้เสียงซุบซิบจะระบือไปไกลราวกับไฟลามทุ่ง แล้วท่านก็จะอับอายที่ลูกสาวคนเล็กของท่าน ‘ขายไม่ออก’

สายรุ้งไม่สนหรอกว่าตนเองจะถูกมองข้ามหรือละเลยครั้งแล้ว ครั้งเล่า ที่หล่อนห่วง คือความรู้สึกของบิดาเท่านั้นเอง

หญิงสาวกวาดตามองไปรอบห้อง สองตาเต็มไปด้วยความคาดหวังกึ่งร้องขอ เวลานั้นเริ่มมีหนุ่ม ๆ สามสี่คนเดินออกมาแล้ว พวกเขาเดินตรงไปหาสาวเดบูตองส์ที่ยืนอยู่ริมสุดอีกฝั่งหนึ่ง อีกสามคนตรงมาหาพี่สาวของหล่อน...ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหวัง สายฝนมีเสน่ห์ต่อหนุ่ม ๆ มาแต่ไหนแต่ไร และหล่อนรู้ดีว่าผู้ชายเกือบทุกคนในที่นี่ล้วนแล้วแต่อยากจะทำความรู้จักกับพี่สาวหล่อนทั้งนั้น

รอแล้วรอเล่า รอด้วยใจเต้นระทึก รอจนทุกคนได้คู่หมดแล้ว เหลือแต่หล่อน...ที่ไร้คู่

สายรุ้งเหงื่อตก นึกเวทนาตัวเอง แต่ก็ไม่มากไปกว่าสงสารบิดา

...จะมีสักครั้งบ้างไหมที่หล่อนจะทำให้ท่านภูมิใจบ้าง

หญิงสาวคิดอย่างสะท้อนใจ ไม่อาจทนแบกหน้ายืนอยู่ตรงนั้นได้ จึงทำท่าจะเดินออกจากฟลอร์ ไปหลบมุมอยู่ที่ไหนสักแห่งเงียบ ๆ คนเดียวเหมือนทุกครั้ง เวลานั้นเอง บางอย่างที่อุ่นจัดก็รัดรึงข้อมือของหล่อนไว้ ส่งกระแสความร้อนพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจอันหนาวเหน็บอย่างรวดเร็ว

สายรุ้งหันกลับไปมอง ใจกระตุกวูบเมื่อดวงตาสานสบกับดวงตาคู่นั้น...คู่ที่หล่อนเห็นก่อนหน้านี้

เวลานั้นทำนองเพลงเปลี่ยนไปเป็นเพลงเนิบช้า แผ่วหวาน หล่อนจำเพลงนี้ได้ มันเป็นเพลงโปรดของหล่อน

“ให้เกียรติเต้นรำกับผมได้ไหมครับ”

เขาเลื่อนมาจับมือหล่อนไว้ ดึงรั้งเบา ๆ สายรุ้งไม่ได้ขัดขืน กลับก้าวตามเขาราวกับถูกมนตร์สะกด

ผู้ชายคนนี้ตัวสูง ดูเผิน ๆ เหมือนจะผอม แต่แท้จริงแล้วบึกบึน ไม่น้อย ช่วงไหล่กว้าง แผ่นอกกำยำ...กว้างขวางมากพอที่จะปกป้องใครคนหนึ่งได้

ปลายคางและแนวกรามของเขาสะอาดสะอ้านแต่ก็ยังเห็น ไรหนวดเขียวจาง ๆ พร้อมกับกลิ่นอาฟเตอร์เชฟอ่อน ๆ ให้ความรู้สึกแห่งบุรุษเพศแบบที่หล่อนไม่ค่อยได้สัมผัสนัก ริมฝีปากของเขาบางราวกับอิสตรี จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มโค้งสวย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแต่ทรงพลัง

หากสายตาของเขาเปรียบเสมือนคมมีด ดวงตาของหล่อนก็เปรียบเสมือนปุยนุ่น...ปลายคมมีดสะบัดเล็กน้อย หล่อนก็พลันลอยฟุ้งกระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทาง

เขาจับมือหล่อนวางบนไหล่ และแตะมือบนเอวหล่อนอย่าง นุ่มนวล พาหล่อนเคลือนไหวอย่างช้า ๆ ตามท่วงทำนองของบทเพลง

เสียงเพลงนั้นวะแว่วหวานหู...เป็นเพลงที่หล่อนชอบฟัง

I have died every day waiting for you

Darling, don't be afraid I have loved you

For a thousand years

I'll love you for a thousand more

A thousand years...เพลงประกอบภาพยนตร์แวมไพร์อันโด่งดัง ช่างไพเราะและนุ่มหู ชวนให้คนฟังเคลิบเคลิ้ม

เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของหล่อนก็จริง แต่ยามอยู่ในอารมณ์อันชวนตระหนกเช่นนี้ เพลงนี้กลับคล้ายเสียงกลองดังตึก ๆ ตัก ๆ อยู่ในหัวตามจังหวะการก้าวเท้าของหล่อน

“คุณไม่ชอบเต้นรำใช่ไหม”

เขาชวนคุย เสียงของเขานุ่มชวนฟัง มันสะท้อนอยู่ในอกของหล่อน...เป็นจังหวะเดียวกับการเต้นของหัวใจ

“ค่ะ” หล่อนตอบรับสั้น ๆ ตามสัญชาตญาณแล้วก็ปิดปากเงียบตามเดิม

“มือคุณเย็น ตื่นเต้นหรือกลัวครับ”

เขาพยายามสร้างความเป็นมิตรกับหล่อน ซึ่งชายหนุ่มน้อยคนนักที่จะทำเช่นนี้ เพราะหากไม่มองผ่านเลยไปก็จะทักทายพอเป็นพิธีและตามมารยาทเท่านั้นเอง สายรุ้งจึงประหม่ามากกว่าเดิม ใจเต้นโครมครามราวกับคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก

“ว่าไงครับ ไม่ตอบแบบนี้...อย่าบอกนะว่าคุณกลัวผม”

เพิ่งรู้สึกว่าเสียมารยาท หญิงสาวจึงรีบกะพริบตาเรียกสติของตนเอง

“เปล่าค่ะ รุ้งไม่ได้กลัวคุณ แค่กำลังหาคำตอบให้คุณค่ะ”

“แล้วได้คำตอบรึยังครับ”

เขาถามยิ้ม ๆ และหล่อนก็ผ่อนคลายมากพอที่จะยิ้มตอบเขาแล้ว

“ทั้งสองอย่างค่ะ รุ้งไม่ค่อยได้ออกงานแบบนี้ก็เลยตื่นเต้น แล้วรุ้งก็ซุ่มซ่ามมากกก...” เจ้าตัวลากเสียงยาวให้น้ำหนักกับคำพูดของตัวเอง “เลยกลัวว่าจะทำให้คุณพ่อขายหน้าน่ะค่ะ”

เขาหัวเราะเบา ๆ เสียงของเขาดังอยู่แค่ในลำคอเท่านั้น แต่กลับก้องกังวานอย่างประหลาด

ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ชวนให้สาว ๆ หลงรัก กอปรกับหน้าตาอัน หล่อเหลาด้วยแล้ว น่าแปลกที่เขามาขอหล่อนเต้นรำ

ทำไมหนอ...

พลันที่ถามตัวเอง หล่อนก็ได้คำตอบ

...ถ้าไม่ใช่เพราะสงสาร ก็สมเพชเวทนากระมัง

สาวเดบูตองส์คนเดียวที่ถูกทิ้งให้ยืนเดียวดายกลางฟลอร์เต้นรำ น่าอับอายขายหน้าน้อยเสียเมื่อไร เขาคงเป็นคนใจดี มีเมตตาจึงอยากช่วยหล่อนก็เท่านั้นเอง

สายรุ้งไม่ได้หวังถึงขั้นว่าเขาจะสนใจหล่อน หรือเห็นว่าหล่อนมีตัวตนหรอก แต่คำตอบที่ให้กับตัวเองก็ทำให้หัวใจดวงน้อยเหี่ยวแฟบลงทันใด หญิงสาวหลุบสายตาลงจับจ้องเพียงกระดุมเม็ดที่สองบนอกเขา ซ่อนแววตาของความผิดหวังไว้ หากหล่อนก็เศร้าได้ไม่นานหรอกเพราะคุ้นชินกับสภาพแบบนี้มาตลอดชีวิตแล้ว เมื่อเขาชวนคุยอีกครั้ง หล่อนก็ต่อบทสนทนาได้ทันที

“ทำไมถึงกลัวละครับ คุณไม่น่าจะทำอะไรให้คุณพ่อขายหน้าได้เลยนะ”

“ผิดแล้วค่ะ รุ้งน่ะทำให้คุณพ่อขายหน้าออกจะบ่อย”

เมื่อเริ่มคุ้นเคย หล่อนก็คุยเจื้อยแจ้วได้มากขึ้น

“โดยเฉพาะตอนออกงาน รุ้งชอบทำตัวเปิ่น ๆ ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ แถมยังซุ่มซ่ามอีกด้วยค่ะ”

“ผมยังไม่เห็นว่าคุณจะเป็นแบบนั้นเลย” ประกายตาของเขาวิบวับขึ้นมาเมื่อเอ่ยประโยคถัดไป “ผมว่าคุณน่ารัก”

น้อยครั้งที่จะมีชายหนุ่มสักคนชมหล่อน จึงช่วยไม่ได้ที่สายรุ้งจะรู้สึกเหมือนหัวใจพองโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“น่ารักในแบบที่คุณเป็น...แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”

“จริงหรือคะ” หล่อนถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ ในเวลาเดียวกันนั้นก็ตวัดสายตาไปมองพี่สาวที่เต้นรำด้วยท่วงท่างามสง่า

“รุ้งไม่คิดว่าเป็นแบบรุ้งจะดีหรอกค่ะ ต้องอย่างพี่ฝน...ทั้งสวย ทั้งสง่าแล้วก็เก่งไปซะทุกเรื่อง รุ้งอยากเป็นแบบนั้น”

“เป็นตัวของตัวเองดีที่สุดไม่ใช่หรือครับ จริงอยู่...คนส่วนใหญ่อาจจะชอบพี่ของคุณ แต่คุณก็อย่าลืมว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีใครสักคนที่ชอบคุณเหมือนกัน”

เป็นคำปลอบใจ หรือเป็นคำบอกกลาย ๆ ว่าเขาชอบหล่อนหนอ...สายรุ้งไม่อาจมองจ้องสบตาเขาอีกเพราะตอนนี้หัวใจของหล่อนหกคะเมน ตีลังกาไปหลายตลบแล้ว

“ขอบคุณนะคะ...ขอบคุณที่ให้กำลังใจรุ้ง”

หลังจากนั้นก็นิ่งเงียบกันไป พักใหญ่กว่าเขาจะเอ่ยทำลายความเงียบ และกลบเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของหล่อน

“เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลย”

เขาส่งยิ้มให้หล่อนก่อนจะเอื้อนเอ่ยชื่อของตัวเองด้วยน้ำเสียง ภาคภูมิใจ

“ผมกรครับ...พนมกร สุริยไพศาล”

“รุ้งค่ะ สาย...”

“สายรุ้ง นาฏยรัตน์” พูดยังไม่ทันจบ เขาก็ต่อให้เสียแล้ว

“ผมจำได้แม่นเลยครับ”

ไม่คิดว่าจะมีใครจดจำชื่อหล่อนได้ในครั้งแรกที่ได้พบกันเช่นนี้ สายรุ้งทั้งประหลาดใจ ประทับใจและดีใจอย่างประหลาด หล่อนยิ้มให้เขาจนตายิบหยี และบอกตัวเองว่าจะจดจำชื่อเขาไว้ด้วยตั้งใจว่าวันหน้าจะส่งของขวัญไปให้เขาเพื่อขอบคุณที่เขาช่วยชีวิตหล่อนในวันนี้

ตอน 3

บริสุทธิ์ ใสซื่อ อ่อนต่อโลก...

คือคำจำกัดความที่พนมกรมีให้ผู้หญิงที่เต้นรำกับเขาอยู่ในเวลานี้

หล่อนไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากรายงานที่เขาได้รับสักเท่าไร

‘นางสาวสายรุ้ง นาฏยรัตน์ ลูกสาวคนเล็กของคุณดิลก นาฏยรัตน์ อายุ 20 ปี เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2536 กำลังศึกษาอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ มีเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งคน เรียนอยู่คณะเดียวกันชื่อเมวลิน ไม่สนิทกับเพื่อนผู้ชายคนไหนเป็นพิเศษ นิสัยเรียบร้อย ขี้อาย หัวอ่อน ไม่สู้คน...’

ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หล่อนดูสงบเสงี่ยม ค่อนข้างขี้อาย สังเกตได้จากดวงตากลมโตคู่นั้นแทบจะไม่มองสบเขาเลย จะเหลือบขึ้นมาสบก็เฉพาะตอนตอบคำถามเท่านั้น

ดวงตาของหล่อนดำขลับ ไม่ดุดันเกรี้ยวกราด และมักจะทอดมอง คนอื่นๆ อย่างมีเมตตา เขายอมรับ...ดวงตาของหล่อนสวย มันก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความอ่อนโยนและดื้อรั้น หล่อนอาจจะดื้อเงียบ แต่ก็ไม่คณามือเขาหรอก

ผิวของหล่อนขาวเนียนออกชมพูเล็กน้อย ต่างไปจากในรูปที่เขา เคยเห็น ตอนแรกเขาวาดภาพไว้ว่าหล่อนน่าจะขาวซีดราวกระดาษจนดูจืดชืดไปเลย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว หล่อนดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ชุดที่เลือก เหมาะกับหล่อนดี แต่น่าเสียดาย มันทำให้หล่อนกลืนไปกับผู้คนจนแทบไร้ตัวตน

ผมดำขลับยาวประบ่าที่ไม่ได้ตกแต่งใดๆ เพียงแต่ไดร์หรือหนีบให้มันตรงสลวย แล้วประดับด้วยที่คาดผมนั้น...ดูเด็กเกินไป ทั้งๆ ที่หล่อนก็ยี่สิบแล้ว แต่ยังแต่งตัวราวกับเด็กสิบห้าก็ไม่ปาน สาวๆ ที่เขารู้จักสมัยนี้ พอเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่หันมาแต่งตัวเซ็กซี่เปิดนู่นเปิดนี่กันเกือบหมดแล้ว สายรุ้งคงเป็นส่วนน้อยที่ไม่ชอบอวดเรือนกายของตนเองให้หนุ่มๆ สนใจ

มือของหล่อนเล็ก เย็นเฉียบ...บอกชัดว่าประหม่า

ผิวของหล่อนนุ่มเนียนน่าลูบไล้ แม้จะชื้นเหงื่อไปบ้าง แต่เขาก็ยังเพลิดเพลินกับการได้จับมัน

เอวของหล่อนไม่คอดเล็กอย่างนางแบบหรือดารา เทียบกับสาวเดบูตองส์คนอื่น น่าจะใหญ่กว่าเล็กน้อย

ส่วนสูงที่เขาได้รับรายงานมา...155 cm วาดภาพไว้แล้วว่าหล่อนต้องเตี้ยมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะเตี้ยขนาดนี้ ตอนนี้เขาเหมือนกำลังเต้นกับเด็กสิบอายุสิบห้าอย่างไรอย่างนั้น

พนมกรเก็บเสียงหัวเราะอย่างขบขันกึ่งเอ็นดูของตัวเองไว้อย่างสุดความสามารถ สูดลมหายใจลึก และเอ่ยถามอย่างปรานี

“ถ้าเบื่อเมื่อไรก็บอกผมนะ ผมจะได้พาคุณออกไป”

“ออกไปได้เหรอคะ? ไม่ต้องเต้นจนจบเพลงเหรอคะ?”

“ไม่ต้องหรอก เขาไม่ได้บังคับนี่นา” ชายหนุ่มเอียงคอมองหล่อน ก่อนเอ่ยอย่างรู้ทัน “แสดงว่าอยากออกไปแล้ว”

“ก็...” สายรุ้งกัดริมฝีปากเล็กน้อย ไม่อยากยอมรับกับเขาเลยว่าหล่อนอึดอัดกับงานนี้มากขนาดไหน แต่หล่อนก็ไม่อยากโกหกเช่นนั้น จึงตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้

“นิดหน่อยค่ะ รุ้งชักเมื่อยแล้ว” หล่อนยิ้มแหยๆ ก่อนสำทับไปว่า “อยากดื่มน้ำด้วยค่ะ”

“งั้นไปครับ”

เวลานั้น แขกคนอื่นๆ เริ่มจับคู่มาเต้นรำกันหลายคู่แล้ว จึงเป็นโอกาสให้พนมกรพาสายรุ้งแยกตัวออกมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เขาจับจูงมือหล่อนไม่ยอมปล่อย...ใช่ว่าเขาไม่ตั้งใจ แต่มันคือตั้งใจที่ยิ่งกว่าตั้งใจอีก

มือเล็กๆ คู่นี้เขาจะจับยึดไว้ไม่ยอมปล่อย...ไม่มีวันปล่อยจนกว่า เขาจะได้ในสิ่งที่ต้องการ!

มือใหญ่กระชับมือเล็ก สอดประสานอย่าสนิทแนบ ทำให้หล่อนคลายความประหม่า คลายความวิตกกังวล และเหนืออื่นใด...เขาหวังว่าหล่อนจะรับเขาเป็นเพื่อน เมื่อไรก็ตามที่หล่อนยอมรับ เมื่อนั้นบันไดแห่งความสำเร็จก็มาจดจ่ออยู่ตรงปลายเท้าของเขาแล้ว!

พนมกรฉวยพันซ์แก้วหนึ่งเมื่อบริกรหนุ่มผู้หนึ่งเดินผ่านมา แล้วจับจูงมือสายรุ้งเดินลัดเลาะออกทางด้านหลังของโรงแรม ผ่านทางเดินอิฐซึ่งทอดตัวสู่สวนหย่อมขนาดใหญ่ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ และอวลกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ สนามหญ้าเขียงชอุ่มชุ่มน้ำค้าง พื้นดินค่อนข้างเฉอะแฉะราวกับคนสวนเพิ่งรดน้ำต้นไม้เสร็จ สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใส่รองเท้าส้นสูงอย่างหล่อน พอเหยียบย่ำลงบนผืนหญ้า ข้อเท้าก็พลิกเกือบจะล้มอย่างหมดท่า แต่พนมกรไวมากพอจึงช่วยพยุงหล่อนไว้ได้ทัน

จริงๆ แค่จับตัวหล่อนไว้ก็พอแล้ว แต่เพราะเป้าหมายของเขามันมากกว่านั้น ร่างเล็กๆ ของหล่อนจึงเซถลาเข้ามาซบบนอกของเขา โดยมีสองแขนของเขาตระกองกอดไว้อย่างแนบแน่น

กลิ่นกายของหล่อนไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมที่สาวส่วนใหญ่ฉีดพรมจนต้องเบือนหน้าหนี

ไม่ใช่กลิ่นเย้ายวนชวนให้นึกถึงภาพขาขาวๆ อกอิ่มๆ หรือกลีบปากที่เคลือบด้วยลิมสติกสีแดงสด

แต่เขากลับนึกถึงดวงตาใสซื่อ รอยยิ้มสดใส และแก้มยุ้ยๆ แดง ระเรื่อ

...เป็นความรู้สึกประหลาดที่เขาไม่รู้สึกกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน

“ขะ...ขอบคุณค่ะ”

อ้อมกอดของเขาอาจจะไม่อุ่นพอหรือไม่ก็ร้อนเกินไป หล่อนจึงรีบผละออกห่างโดยเร็ว ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นอาจจะทำเป็นเอนซบอยู่เช่นนั้นให้นานเท่าที่จะนานได้ หรืออาจจะให้ท่าแล้วไปจบกันที่เตียงในห้องนอนของใครสักคน

“แล้วก็ต้องขอโทษด้วยค่ะ”

“หืม? ขอโทษเรื่องอะไรครับ?”

“ก็ที่ฉัน...ที่ฉันกอดคุณเมื่อกี้ไงคะ”

หล่อนพูดผิด...เป็นเขาต่างหากที่กอดหล่อน ไม่ใช่หล่อนกอดเขา

และ...หล่อนไม่จำเป็นต้องขอโทษเขาด้วยซ้ำ

พนมกรมองแก้มอันแดงปลั่งของหล่อนด้วยแววตาเอ็นดูกึ่งขบขัน

“คุณไม่ได้กอดผมนะครับรุ้ง” เขาพูดเจือเสียงหัวเราะ มือยังกุมมือไม่ยอมปล่อย “ผมต่างหากที่กอดคุณ”

มือของหล่อนขยับยุกยิก คงอยากจะให้เขาปล่อยเต็มทีแล้ว แต่...มือนี้สำคัญกับเขามาก จะให้เขาปล่อยไปได้อย่างไร ยิ่งจับยึดไว้นานเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น

หัวใจที่เสมือนเด็กของหล่อนจะยิ่งอ่อนไหวและเปิดรับเขาได้เร็วขึ้น เขาชูแก้วพันซ์อันว่างเปล่าขึ้นมาดูแล้วส่ายหน้า

“หกหมดแล้ว ไม่เหลือสักหยดเลย”

“เดี๋ยวรุ้งเข้าไปเอาให้ใหม่นะคะ”

หล่อนเสนอตัว ทำหน้าตาขึงขังจริงจังอีกด้วย เห็นดังนั้นเขาก็ยิ่ง ยิ้มกว้าง

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมหยิบมาเพราะตั้งใจจะเอาให้คุณต่างหาก...คุณบอกว่าหิวน้ำนี่”

“ไม่เป็นไรค่ะ รุ้งแค่หิวนิดหน่อยน่ะค่ะ” หล่อนจ้องแก้วในมือเขาแล้วยังถามย้ำอีกครั้ง “ไม่เอาแน่นะคะ”

“แน่สิครับ...พันซ์น่ะสำหรับผู้หญิง มันเบาไปสำหรับผู้ชาย” เขาหลุบสายตาลงมองเท้าของหล่อน “ว่าแต่เท้าของคุณเป็นยังไงบ้างครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” หล่อนขยับเท้าประกอบคำพูดของตนเอง

“รุ้งไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงน่ะค่ะ ใส่ทีไรก็เป็นแบบนี้ทุกที”

พนมกรช้อนสายตาขึ้นสบดวงตากลมโตคู่นั้น ดวงตาเป็นประกายระยับเมื่อเขาพูดว่า

“จับมือผมไว้แบบนี้คงไม่เป็นไรหรอกครับ ผมจะช่วยพยุงคุณเอง” แล้วเขาก็จับจูงมือหล่อนเดินไปที่ศาลาแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางสนาม กลิ่นกุหลาบรวยระรินทำให้คนที่เดินตามหลังอุทานออกมาเบาๆ

“หอมจัง!”

เมื่อมายืนอยู่ใต้หลังคาศาลาหลังนั้น และแหงนเงยหน้ามอง สายรุ้งจึงได้เห็นกุหลาบสีชมพูจิ๋วกำลังพลิ้วไหวไปตามลม ดูงดงามน่าทะนุถนอมยามแสงจันทร์สาดส่อง

“คุณน่าจะชอบที่สงบๆ ผมเลยพามาที่นี่” เขาเอ่ยพลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ ยอมปล่อยมือหล่อนให้เป็นอิสระเสียที

พนมกรนึกเสียดาย แต่การจะให้จับมือหล่อนไว้นานๆ อาจจะส่อพิรุธเกินไปและอาจทำให้หล่อนสงสัยในตัวเขาได้

“แต่บางที ผมอาจจะทำผิดไป”

“คะ?”

ยามเมื่อดวงตากลมโตตวัดมามองสบ เขาก็โปรยยิ้มทรงเสน่ห์ ไหวไหล่น้อย แล้วชี้นิ้วไปที่ตัวเอง

“เพราะคุณอาจจะเปลี่ยนมากลัวผมแทนน่ะสิ”

คนฟังหัวเราะในลำคอ เดินถอยหลังไปพิงเสาศาลาแล้วยกมือกอดอก

“อืม...” หล่อนหรี่ตาและเอียงคอมองเขา “แล้วคุณน่ากลัวรึเปล่าคะ”

คนถูกถามเพียงแต่ยิ้ม แบสองมือออกข้างลำตัว เป็นทำนองว่าผมก็ตอบไม่ได้ หรือไม่ก็คุณต้องหาคำตอบเอาเอง เป็นเวลาเดียวกับที่นายพัน... คนขับรถประจำครอบครัว วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในสวน พอเห็นคุณหนู คนเล็กก็ถึงกับถอนใจเฮือก

“คุณรุ้ง! มาอยู่ตรงนี้เอง ผมตามหาซะให้ทั่วเลย”

“อ้าว ตามหารุ้งทำไมคะน้าพัน”

“คุณท่านไม่เห็นคุณรุ้งในงาน เป็นห่วงก็เลยให้ผมมาตามครับ”

คนฟังสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย รีบหันมาเอ่ยลาคนที่ช่วยชีวิตหล่อนไว้

“รุ้งคงต้องไปแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณที่ช่วยรุ้งนะคะ”

หล่อนไหว้เขาอย่างนอบน้อม แล้วหมุนตัวเดินจากไป พนมกรทอดสายตามองตามร่างเล็กนั้นจนหล่อนลับตา รอยยิ้มหมายมาดจึงจุดขึ้นตรง มุมปาก

พรุ่งนี้ในหน้าข่าวสังคมน่าจะมีข่าวของเขากับหล่อน

‘นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง พนมกร สุริยไพศาล กับลูกสาวคนเล็กของ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ดูท่าจะปิ๊งปั๊งกันเสียแล้ว งานนี้ต้องตามดูกันต่อไปว่าสองครอบครัวจะพัฒนาความสัมพันธ์จนถึงขั้นหลอมรวมเป็นทองแผ่นเดียวกันหรือไม่’

เมื่อมีข่าวแรก ก็ต้องมีอีกหลายข่าวตามมา และหลังจากนั้น...เขาก็จะหาข้ออ้างโทร.ไปหาหล่อน นัดมาคุยกันเพื่อนแก้ข่าวหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะนำไปสู่ความใกล้ชิด

พนมกรลุกขึ้นยืน สาวเท้ามาอิงเสาต้นที่หล่อนพิงอยู่เมื่อครู่ กลิ่นน้ำหอมของหล่อนยังกรุ่นกำจาย สร้างความซาบซ่านแปลกๆ ในหัวใจ แต่เขาไม่คิดค้นหาคำตอบ เพราะมุ่งมั่นอยู่แต่กับจุดหมายของตัวเอง

หล่อนได้ ‘ถูกเลือก’ มาตั้งแต่ต้นแล้ว

สาวหัวอ่อน เป็นน้องนุชสุดท้อง ขี้อาย และเก็บตัว ช่างเหมาะเจาะกับการล่อหลอกให้ตกหลุมกับดักเหลือเกิน

กับดักนี้จะเรียกว่ารักคงไม่ได้...แต่น่าจะเป็นสะพานที่นำพาเขาไปสู่ความสำเร็จมากกว่า

เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์...นั่นละจุดหมายปลายทางของเขา

...อีกไม่กี่ปี เขาหวังว่าจะปีนขึ้นไปบนจุดนั้นแทนที่เจ้าพ่อคนเก่า!

พนมกรเอนกายพิงพนักโซฟาบุหนังสีดำ มือข้างหนึ่งโยนหนังสือพิมพ์ที่อ่านจบแล้วลงบนโต๊ะ สองตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกสูงจดเพดาน

ผ้าม่านสีขาวถูกรวบไว้ด้านหนึ่ง เปิดให้แสงตะวันสาดส่องเข้ามาภายใน ทิวทัศน์เบื้องนอกคือภาพที่เขาเห็นจนชินตา สองปีมาแล้วหลังจากขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเอสพีกรุ๊ปแทนผู้เป็นบิดาซึ่งลาจากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เขามักจะยืนชมวิวตรงหน้าต่างมองภาพตึกรามบ้านช่องซึ่งแออัดยัดเยียดอยู่ท่ามกลางอาคารสูงสิบกว่าชั้น บางอาคารเรียกว่าสูงเสียดฟ้าก็คงได้ เขาอยากจะขึ้นไปสูงแบบนั้น หรือกว่านั้น...บนจุดสูงสุดที่สูงกว่าใครอื่น

เขาทะเยอะทะยานมากเกินไปหรือเปล่า?

เคยถามตัวเองเช่นนั้น แต่คำตอบที่ได้รับก็มีเพียงคำเดียวทุกครั้งไป

...ไม่!

มันไม่ใช่ความทะเยอทะยานหรอก เพราะเขามั่นใจว่าเขามีความสามารถมากพอ!

ชายหนุ่มเบือนสายตามามองหนังสือพิมพ์ที่พับอย่างเรียบร้อยอยู่บนโต๊ะ กระนั้นก็ยังจำรูปภาพและข้อความประกอบด้านข้างซึ่งอยู่จัดวางอยู่ด้านล่างของหน้าสังคมได้

‘นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง พนมกร สุริยไพศาล กับลูกสาวคนเล็กของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ดูท่าจะปิ๊งปั๊งกันเสียแล้ว งานนี้ต้องตามดูกันต่อไปว่าสองครอบครัวจะพัฒนาความสัมพันธ์จนถึงขั้นหลอมรวมเป็นทองแผ่นเดียวกันหรือไม่’

เนื้อความไม่ต่างอะไรจากที่เขาคิดไว้...ก็จะแปลกอะไร ในเมื่อข่าวนี้เขาส่งคนไป...จะพูดว่าอะไรดีละ ‘พูดกรอกหู’ ‘จุดประกาย’ ‘จุดความสนใจ’ ‘โน้มน้าว’ ‘หลอกล่อ’ หรือ ‘สะกดจิต’ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ทั้งสามฉบับเอง แค่พูดเปรยๆ ว่า

‘สองคนนี้เหมาะสมกันดีนะ’

‘ฉันเห็นคุณพนมกรจ้องคุณสายรุ้งตาไม่กะพริบเลย สงสัยจะปิ๊งเสียแล้วมั้ง’

‘มองกันซะตาหวานเยิ้มแบบนี้ สงสัยจะได้คู่รักคู่ใหม่เร็วๆ นี้แล้วแหละ’

พร่ำพูดไปครั้งแล้วครั้งเล่า จากความไม่สนใจก็จะกลายเป็นสนใจอย่างง่ายดาย

แล้วเป็นอย่างไรเล่า...ข่าวปิ๊งปั๊งระหว่างเขากับหล่อนถูกจัดลงในหน้าสังคมจนได้ แม้จะรูปเล็กและอยู่ล่างสุด เสี่ยงต่อการถูกละเลย แต่เขารับรองได้ว่าครอบครัวนาฏยรัตน์ต้องมองเห็นมันอย่างแน่นอน!

พนมกรพรูลมออกจากปาก ยกมุมปากข้างหนึ่งเป็นรอยยิ้ม ก่อนมันจะคลี่ออกกว้างขึ้นทีละน้อยๆ สองตาซึ่งแลจับเพดานมีรอยเต้นระริกแบบที่มีคนสนิทเพียงคนเดียวรู้ว่าผู้เป็นนายกำลัง ‘สนุก’ และ ‘สมหวัง’

“ปก...” หันไปเรียกคนที่ยืนสำรวมอยู่ทางด้านหลัง

เขาเป็นชายหนุ่มร่างบึกบึนสมชื่อ...ปกป้อง ผิวค่อนข้างคล้ำ สวมชุดสูทสีดำสนิทเหมือนบอดี้การ์ดที่เห็นตามละครหรือภาพยนตร์สักเรื่อง ผมตัดสั้นแทบจะติดหนังศีรษะ แต่ไม่ได้ทำให้เขาดูแย่ ตรงกันข้ามกลับหล่อเหลา ไม่น้อย ยิ่งตอนสวมแว่นกันแดดด้วยแล้ว สาวๆ มักจะเหลียวหลังมองตามหลังด้วยซ้ำไป

“หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะให้ฉันหน่อย” ชี้นิ้วไปยังไอโฟนซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานดำมะเมื่อม จากนั้นก็จิบกาแฟรอ ดื่มไปได้สองอึก โทรศัพท์ของเขาก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ชายหนุ่มฉวยมันขึ้นมากดหาเบอร์โทร.ที่บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนก่อน

ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่เขาจะหาเบอร์โทร.ของใครสักคน แม้คนคนนั้นจะยังไม่เคยรู้จักกันก็ตาม

พอกดโทร.ออก และรอเสียงสัญญาณอยู่ครู่หนึ่ง ทางปลายสายก็กดรับ หล่อนส่งเสียงใสๆ มาตามสาย เล็กแหลมกว่าเสียงจริง แต่ก็ยังฟังไพเราะอยู่เหมือนเดิม

“สวัสดีค่ะ สายรุ้งพูดค่ะ”

ไม่รู้เพราะเสียงของหล่อน หรือชื่อของหล่อน จึงทำให้เขาฉีกยิ้มกว้าง

“สวัสดีครับ คุณรุ้ง จำผมได้รึเปล่าครับ” เขาหยอกล้อหล่อนเล็กน้อย หมายจะสร้างความสนิทสนมให้มากขึ้น รอให้อีกฝ่ายอึกอักอยู่ชั่วขณะหนึ่งจึงเฉลย “พนมกรไงครับ จำได้รึเปล่า”

“คุณกรเหรอคะ! จำได้สิคะ คุณเป็นคนช่วยรุ้งไว้เมื่อวานทำไมรุ้งจะจำไม่ได้ล่ะคะ แต่เอ๊ะ...คุณรู้เบอร์โทร.ของรุ้งได้ยังไงคะเนี่ย”

“ผมขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ แต่ผมกลุ้มใจมาก เลยต้องถามเบอร์คุณจากเพื่อนของคุณ”

“กลุ้มใจเหรอคะ?”

“เรื่องข่าวไงครับ คุณเห็นรึยัง” ทางปลายสายเงียบไปอึดใจ ชวนให้เขากระวนกระวายแปลกๆ ต่อเมื่อได้ยินเสียงตอบกลับมา พนมกรจึงได้ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

“เห็นแล้วค่ะ ก็แค่ข่าวซุบซิบนินทาเท่านั้นเองค่ะ รุ้งไม่สนใจหรอก”

“แต่ผมไม่สบายใจเลย”

ชายหนุ่มขยับกายนั่งโน้มตัวไปข้างหน้า เท้าศอกกับต้นขาของตัวเอง

“อยากคุยกับคุณสักหน่อย...ได้ไหมครับ”

“ได้สิคะ พูดมาเลยค่ะ” น้ำเสียงของหล่อนยังร่าเริง ดูจะไม่ยี่หระกับข่าวซุบซิบนินทานั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

“พูดตรงนี้ไม่สะดวก ออกมาเจอผมหน่อยได้ไหมครับ”

พนมกรกลั้นใจรอคอย กระทั่งได้รับคำตอบ เขาจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ตอนนี้คุณอยู่ที่บ้าน หรือที่มหาวิทยาลัย ว่างกี่โมงครับ ผมจะได้ ไปรับ”

“คือรุ้งออกมาเที่ยวกับเพื่อนน่ะค่ะ”

“ที่ไหนครับ”

พนมกรเงี่ยหูฟังคำตอบอย่างตั้งใจ เมื่อได้ที่นัดหมายเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยลาและต่างคนก็ต่างกดวาง

เขาโยนไอโฟนลงบนโต๊ะ เม้มปากน้อยๆ ขณะครุ่นคิด สายรุ้งเฉยชากับเขาเกินไป หนำซ้ำยังไม่หลงเสน่ห์ ไม่สิ...ไม่สนใจเขาเลยสักนิด หัวใจหล่อนทำด้วยอะไรหนอ? หากเป็นผู้หญิงคนอื่น ถ้าไม่กระโจนเข้ามาเขาเลย ก็มักจะแสดงอาการขวยเขินหรือประหม่าออกมาบ้าง แต่หล่อนกลับ...

ชายหนุ่มขมวดคิ้วแล้วยักไหล่ ผุดลุกขึ้นยืน ติดกระดุมเสื้อสูทเรียบร้อย จึงก้มดูเวลา พบว่าอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด...นานเกินไปสำหรับคนใจร้อนอย่างเขา

“ไปส่งฉันหน่อย”

หันไปพูดกับปกป้อง...คนสนิทที่ทำงานด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้ว

“ส่งที่ไหนครับนาย”

ผู้เป็นนายกระแอมกระไอเล็กน้อย ยกมือขึ้นมาจัดข้อเสื้อกับเนกไทของตัวเอง แล้วก้าวอาดๆ ออกจากห้องก่อนส่งเสียงตามหลังมาว่า

“ดรีมเวิลด์!”

ประธานบริษัทเอสพีกรุ๊ปก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกขัดๆ เขินๆ เหมือนตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างไรไม่รู้

ดรีมเวิลด์! ...หล่อนนัดเขาที่นี่เนี่ยนะ! คิดได้ยังไง!

ชายหนุ่มรำพันอยู่ในใจขณะเหลียวซ้ายแลขวาราวกับสถานที่นี้เป็นดินแดนอันแปลกประหลาด ก่อนจะปิดประตู เขาก้มลงสั่งความกับปกป้องว่า

“แกจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ เสร็จธุระเมื่อไรฉันจะโทร.หา”

“ครับนาย”

พูดจบก็ขับรถจากไป ทิ้งให้พนมกรรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่เพียงลำพังอย่างน่าขัน ชายหนุ่มยืนหันรีหันขวาง หมุนตัวไปมาราวกับไม่รู้จะทำอะไรเป็นอันดับแรก พอเห็นครอบครัวกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาก็รีบเดินตามไปห่างๆ เห็นพวกเขาเหล่านั้นขึ้นรถสองโดยสารรับ-ส่งนักท่องเที่ยงก็ตามขึ้นไป นั่งชั้นบนแถวท้ายสุดของตัวรถ ระหว่างทางก็ก้มมองตัวเอง สลับกับมองคนอื่น รู้สึกจะแต่งตัวเป็นทางการมากไปจึงคลายเนกไท ถอดเสื้อสูทออกมาวางพาดบนตัก ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ด สุดท้ายก็ปลดกระดุมตรงปลายแขนแล้วพับมันขึ้นมาจนถึงข้อศอก

เอาวะ! คิดจะจีบเด็ก ก็ต้องทำตัวเด็กหน่อยละวะ!

บอกตัวเองเสร็จสรรพก็ถอนหายใจเฮือก คิดไม่ตกว่าถ้าพนักงานในบริษัท สาวๆ หรือคนรู้จักของเขามาเห็นเขาในสภาพนี้จะตกตะลึง ช็อค หรือจะเก็บไปหัวเราะเยาะและนินทาเขาในภายหลังกันแน่

ประธานบริษัทเอสพีกรุ๊ปวัยสามสิบสามปีเลือกสถานที่เดทได้น่าทึ่งมาก...ดรีมเวิลด์! สถานที่ยอดนิยมที่คู่รักวัยรุ่น และเด็กๆ ต่างโปรดปราน!

ถ้านักข่าวบังเอิญมาเห็นแล้วลงข่าวแบบนี้ล่ะ ภาพพจน์เขาจะป่นปี้ขนาดไหน?!

คิดพลางถอนหายใจพลาง จนรถโดยสารหยุดตรงหน้าห้องจำหน่ายบัตร พนมกรลุกขึ้นยืน คว้าสูทพาดบ่าแล้วเดินครอบครัวกลุ่มนั้นลงไป ต่อคิวซื้อบัตรเรียบร้อยก็ยืนคว้างอย่างไม่รู้จะไปไหนดี ชายหนุ่มจึงตัดสินใจยืนรอให้สายรุ้งโทร.มานัดว่าจะไปเจอกันที่ไหนอยู่ตรงนั้นเอง สูทที่พาดบ่าเขาก็เปลี่ยนมาถือไว้ในมือซ้ายแทน

แดดร้อนอบอ้าวทำให้เขาอยากจะกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดเสียให้ รู้แล้วรู้รอด รอประมาณครึ่งชั่วโมงก็ทนไม่ไหว หยิบไอโฟนในกระเป๋าขึ้นมา มีข้อความเข้าแต่เป็นโฆษณาอะไรสักอย่าง ไม่ทันได้อ่านเขาก็ลบทิ้งในทันที จากนั้นจึงโทร.หาหล่อน เพียงไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับ

“ผมมารออยู่ที่ดรีมเวิลด์แล้วนะครับ” สายรุ้งยังไม่ทันพูดฮัลโหล เขาก็รีบรายงาน “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน มาถึงรึยังครับ”

“อีกตั้งครึ่งชั่วโมงนี่คะ”

“ผมชอบมาก่อนเวลาน่ะครับ แต่คุณไม่ต้องรีบหรอกนะ ผมรอได้”

“รุ้งอยู่ที่นี่แล้วค่ะ” ประโยคนั้นทำให้พนมกรทำหน้าเหวอ อ้าปากค้างไปเลยทีเดียว

“อ้าว เหรอครับ คุณอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปหา”

“ทานข้าวกับเพื่อนๆ อยู่ค่ะ คุณอยู่ตรงไหนคะ เดี๋ยวรุ้งไปหาเอง”

คนถูกถามคิดคำนวณผลได้ผลเสียดูแล้ว หากเขาให้หล่อนมารับก็จะเป็นการแสดงความไม่เป็นสุภาพบุรุษและทำให้คะแนนความนิยมลดลงเสียเปล่าๆ แต่จะทำอย่างไรได้ เขาเคยมาที่นี่แค่ครั้งเดียวตอนเปิดใหม่ และตอนนั้นเขาอายุยังไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำไป ถ้าเดินตามหาหล่อนอย่างสะเปะสะปะเช่นนี้คงไม่ดีแน่ สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจ

“รบกวนด้วยนะครับ ผมไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว ขืนเดินไปหาคุณเองอีกครึ่งชั่วโมงจะหาเจอรึเปล่าก็ไม่รู้”

สายรุ้งรับคำก่อนวางสายไป ไม่นานหลังจากนั้น หล่อนก็ปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มและไอศกรีมโคนรสวนิลาในมือ

“ไปค่ะ เข้าไปข้างใน หาที่นั่งคุยกันก่อน” หล่อนสวมชุดนักศึกษา... เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกระโปรงพลีท สะพายกระเป๋าใบใหญ่ และสวมรองเท้าผ้าใบ ดูเด็ก สดใส และเหมือนจะแก่นแก้วไม่น้อย

ยามอยู่ต่อหน้าบิดาหล่อนคงจะเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ แต่อยู่กับเพื่อนๆ หล่อนก็น่าจะเป็นเด็กซนอยู่เหมือนกัน

“แล้วเพื่อนๆ คุณล่ะ”

“กลับไปแล้วค่ะ”

“อ้าว...เป็นเพราะผมรึเปล่าครับ”

หล่อนสั่นศีรษะจนผมกระจาย เมื่อคืนผมหล่อนยังยาวตรงอยู่เลย มาวันนี้เขาจึงได้เห็นว่ามันหยักศกนิดๆ จึงดูฟูฟ่องกว่าปกติเล็กน้อย

“เปล่าหรอกค่ะ ก่อนคุณโทร.หารุ้ง เพื่อนๆ รุ้งกำลังจะกลับพอดีค่ะ”

เขารับคำในลำคอขณะเดินตามหล่อนเข้าไปด้านใน จุดหมายปลายทางนั้นก็แล้วแต่ว่าหล่อนจะพาไป

“คุณกรมีเรื่องอะไรจะคุยกับรุ้งเหรอคะ”

“หาที่นั่งก่อนแล้วค่อยคุยกันดีกว่า”

“คุณทานอะไรมารึยังคะ”

สายรุ้งหยุดเดินอย่างกะทันหัน และหมุนตัวหันมามองเขา พนมกรไม่ทันระวัง ชนหล่อนเข้าอย่างจังจนทำให้ไอศกรีมในมือหล่อนทิ่มใส่ปากของหล่อนเต็มแรง

หญิงสายหลับตาปี๋ ส่งเสียงครางอ๋อย...เสียงหล่อนเล็กราวกับเสียงแมว ทั้งน่าเอ็นดู และน่าขันในเวลาเดียวกัน

“ขอโทษครับ! ขอโทษ!” เขารีบดึงมือหล่อนลง และคว้าผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดรอยเปื้อนที่เลยไปจนเกือบถึงแก้มให้อย่างรีบร้อน “ผมเดินไม่ระวังเอง ขอโทษครับ”

“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ รุ้งหยุดกะทันหันเอง” เอ่ยพลาง ปรือตาขึ้นมอง เห็นผ้าเช็ดหน้าของเขาเปรอะเปื้อนไปหมดก็รีบยื้อยุดมือเขาไว้

“ไม่ต้องแล้วค่ะ ใช้ทิชชู่ดีกว่า”

จากนั้นก็ล้วงหยิบทิชชู่ในกระเป๋าสะพายขึ้นมาเช็ดอย่างลวกๆ เสร็จแล้วก็คว้าผ้าเช็ดหน้าของเขาไว้ พับเก็บในกระเป๋าเล็กๆ ข้างกระเป๋า รูดซิปเก็บมิดชิด

“ผ้าเช็ดหน้าคุณเปื้อนแล้ว เดี๋ยวรุ้งเอาไปซักให้นะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เปื้อนนิดหน่อยเอง”

สายรุ้งทำเป็นไม่ได้ยิน หล่อนกวาดตามองหาถังขยะ เมื่อพบก็ตรงรี่เข้าไปทิ้งทิชชู่ในมือ ส่วนไอศกรีมโคนนั้นหล่อนก็เอามาทานต่ออย่างนึกเสียดาย พนมกรเดินตามมา เห็นเช่นนั้นก็อดยิ้มไม่ได้

“ผมซื้อไอติมให้ใหม่ไหม”

เจ้าตัวเคี้ยวหมุบหมับๆ จนหมด จึงหันมาส่ายหน้า ยิ้มให้เขาจนตา ยิบหยี

“ไม่ต้องหรอกค่ะ รุ้งอิ่มแล้ว”

ว่าพลางลูบท้องตนเองไปมา...เป็นอากัปกิริยาที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำต่อหน้าเขามาก่อน พนมกรจึงมองด้วยแววตาเต้นระริก ทั้งขบขันและ...จะเรียกว่าประทับใจก็คงได้

“ปากคุณเปื้อนน่ะ”

ใช่แค่พูดเปล่า ยังเอื้อมมือมาบรรจงเช็ดให้อย่างไม่รังเกียจ นิ้วโป้งของเขาไล้ไปมาตรงมุมปากด้านขวาอย่างแผ่วเบา ชวนให้สายรุ้งใจสั่น ริมฝีปากอิ่มเต็มเผยอเล็กน้อย เพื่อจะบอกเขาว่ายังมีทิชชู่อยู่ในกระเป๋า แต่เสียงของหล่อนกลับกลืนหายลงไปในลำคอ ทันทีที่นิ้วของเขาสัมผัสกับปากของหล่อน

เขามองริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นด้วยความรู้สึก...อยากลิ้มลอง

มันคงทั้งนุ่ม ทั้งหวาน...จนอาจจะทำให้เขาหลงลืมตัวเอง

บ้าจริง! เขาก่นด่าตัวเองเมื่อเห็นท่าทีของคนตรงหน้า

ดวงตาอันตื่นตระหนก และอาการหลบเลี่ยงสายตานั้นทำให้เขาใจ หายวูบ

หากหล่อนเกิดกลัวหรือเกลียดเขาขึ้นมา เขาจะทำอย่างไรเล่า!

“รุ้ง...”

เขาเอื้อนเอ่ยออกมาได้คำเดียว หล่อนก็หมุนตัว เดินจ้ำอ้าวนำหน้าเขาไปเสียแล้ว พนมกรแทบอยากจะตบดวงตาทั้งสองข้างของตัวเอง

...ก็เพราะไอ้สายตา ‘หื่นๆ’ คู่นี้แหละที่มันทำให้หล่อนเกิดกลัวเขา ขึ้นมาจนได้!

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED