“เออเนส พรุ่งนี้ต้องเดินทางแล้วนะลูก เตรียมตัวพร้อมหรือยัง” เสียงมัมมาริสาเอ่ยถามความพร้อมเป็นรอบที่สิบของวันนี้แล้ว และเขาคาดว่ากว่าจะผ่านพ้นคืนนี้ไป มัมของเขาคงต้องถามอีกเป็นสิบรอบแน่นอน
“เรียบร้อยแล้วครับมัม วันนี้มัมถามผมเป็นรอบที่สิบแล้วนะครับ” เออเนส มาร์ติน หนุ่มหล่ออายุ 25 ปี พูดหยอกเย้ามัมมาริสา เขารู้ดีว่ามัมของเขาตื่นเต้นมากที่จะได้เจอลูกสะใภ้และหลานคนแรกของตระกูลที่ตอนนี้นอนสบายอยู่ในท้องของมาลารินทร์พี่สะใภ้ของเขาได้เกือบสามเดือนแล้ว โดยเซดริกได้นัดทั้งสองครอบครัวเพื่อพบปะพูดคุยทำความรู้จักกันเอาไว้ เพราะจะได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วในอนาคต และปรึกษาเรื่องการแต่งงานของเขากับมาลารินทร์ด้วย
เซดริก คือพี่ชายต่างมารดาของเขา ที่มัมมาริสารักมาก เพราะเลี้ยงพี่ชายมาตั้งแต่อายุสิบขวบ แม่ของเซดริกเสียไปตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก จนแด๊ดโนแอลได้พบรักกับมัมมาริสาที่เป็นหญิงชาวไทย และแต่งงานกัน ห้าปีต่อจากนั้นมัมก็มีเออเนสป็นลูกชายคนแรกและคนเดียว มัมเองอยากมีลูกสาวมาก และพยายามหลายครั้งแต่ก็ไม่มีสักที จนในที่สุดก็ล้มเลิกความหวังไปโดยปริยาย เซดริกและเออเนสรักกันเหมือนพี่น้องกันจริง ๆ เพราะเซดริกเองก็ช่วยมัมมาริสาเลี้ยงน้องมาตั้งแต่เด็ก ๆ เขาทั้งสองคนจึงสนิทและรักกันมาก
เช้าวันต่อมาแด๊ดโนแอล มัมมาริสา และเออเนสก็เดินทางถึงประเทศไทยโดยเครื่องบินส่วนตัว โดยเข้าพักที่โรงแรม JC ชลบุรี ซึ่งเป็นโรงแรมของตระกูลมาร์ติน ซึ่งทุกโรงแรมของเขาจะสร้างที่พักส่วนตัวไว้บนชั้นสูงสุดของโรงแรมในทุกที่ เพื่อเอาไว้สำหรับบุคคลในครอบครัว หรือญาติสนิท เพื่อไว้ใช้ในการพักผ่อน หรือเวลาเดินทางมาตรวจดูงานในประเทศไทย
ทั้งสามคนใช้เวลาพักผ่อนในวันนี้ได้เต็มที่ ก่อนที่เซดริกและครอบครัวของมาลารินทร์จะเดินทาง มาถึงในวันพรุ่งนี้
เช้าวันต่อมา มัมมาริสาตื่นตั้งแต่เช้าเพราะตื่นเต้นที่จะได้เจอลูกสะใภ้ จนแด๊ดโนแอลถึงกับแซวว่าเห่อลูกสะใภ้จนออกนอกหน้า ซึ่งมัมก็ไม่ได้โกรธ เพราะเธอก็ยอมรับว่ามันคือความจริง
“เซดริกโทรมาบอกว่าจะถึงประมาณ 10 โมงเช้าค่ะ สาเลยให้ทางห้องอาหารเตรียมอาหารไว้รอแล้ว” มัมมาริสาบอกกับแด๊ดโนเอลผู้เป็นสามี แด๊ดพยักหน้ารับรู้ แล้วยิ้มกับความกระตือรือร้นของภรรยาของตัวเอง
เมื่อทุกคนมาถึงหลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เซดริกก็พาทุกคนไปยังห้องอาหารของโรงแรม ซึ่งมีมัมมาริสา แด๊ดโนแอล และเออเนสรออยู่แล้ว เมื่อทุกคนได้พบกันก็พากันนั่งทานอาหารและพูดคุยอย่างมีความสุข ท่าทางมัมมาริสาจะถูกใจลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก ถึงขนาดเอ่ยชมไม่ขาดปาก
นอกจากมาลารินทร์และนางวิมาลาผู้เป็นแม่ได้เดินทางมาแล้ว ก็ยังมีนางปทุมมาศซึ่งเป็นน้องสาวของนางวิมาลาซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของมาลารินทร์ กับปฏิญญา หรือน้องญา อายุ 18 ปี ลูกสาวของนางปทุมมาศ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสาวของมาลารินทร์ร่วมเดินทางมาด้วย ทุกคนพูดคุยกันถูอย่างกคอ ดูเหมือนมัมมาริสาเองก็รู้สึกเอ็นดูและถูกชะตากับน้องญามาก ๆ
เมื่อทานอาหารเช้าเรียบร้อยทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เย็นนี้จะมีปาร์ตี้เล็ก ๆ จัดที่ริมหาดและจะมีการพูดคุยปรึกษากันเรื่องงานแต่งงานของเซดริกและมาลารินทร์ด้วย โดยทั้งสองครอบครัวจะใช้เวลาในการพักผ่อนที่นี่ราว ๆ สามวัน
หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เออเนสก็หยิบหนังสือเล่มโปรดแล้วเดินไปยังสระว่ายน้ำส่วนตัวของชั้นนี้ เขาชอบมานอนอ่านหนังสือหรือว่ายน้ำเล่นที่นี่เพราะสงบเงียบ ไม่มีบุคคลอื่นเข้ามาใช้ เพราะชั้นนี้เป็นชั้นส่วนตัวเฉพาะครอบครัวเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง...
“น้องญา จะไปไหนลูก” นางปทุมมาศเอ่ยถามบุตรสาว เมื่อเห็นเธอในชุดเสื้อคลุมตัวยาว
“น้องญาจะไปว่ายน้ำค่ะแม่พี่เซดริกบอกว่าที่ชั้นของเรามีสระว่ายน้ำส่วนตัวโดยเฉพาะด้วยนะคะแม่ไปด้วยกันไหมคะ?” สาวน้อยเอ่ยชักชวนผู้เป็นมารดา
แต่นางส่วยหัวปฏิเสธ เธอจึงไปแค่เพียงลำพัง
“ชั้นนี้เป็นชั้นเฉพาะครอบครัววันนี้ก็มีแค่คนในครอบครัวเรากับพี่เซดริก คงไม่มีคนอื่นหรอกเนอะ” น้องญาเอ่ยกับตัวเองในใจ
“ว๊าววววว... สวยมากเลยสระก็ใหญ่ด้วย” น้องญาเห็นสระว่ายน้ำแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นกับความสวยงามเป็นอย่างมากสาวน้อยถอดชุดคลุมว่ายน้ำออก เผยให้เห็นรูปร่างสวยสมส่วนในชุดบิกินี่สีดำเธอก้มศรีษะลงเพื่อรวบผมให้เรียบร้อย ..”
“วันนี้ได้ใส่บิกินี่สักทีเนอะ ดีจังที่เป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวเลยไม่มีคนอื่น ไม่งั้นคงไม่กล้าใส่แน่ ๆ” ร่างเล็กลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน โดยไม่ได้สังเกตเลยว่า
มีสายตาคมของใครคนหนึ่งมองเธออยู่
“หึหึ .. ซ่อนรูปไม่เบาเลยนิ” เออเนสพึมพำกับตัวเองเขาเห็นร่างเล็กตั้งแต่เธอเดินเข้ามาแล้วแต่เพราะความตื่นเต้นกับสระว่ายน้ำตรงหน้า ทำให้น้องญามองไม่เห็นเขาเองหรือบางทีเธอคงเห็น แต่อาจทำเป็นไม่เห็นเพราะคงอยากอ่อยเขาเหมือนกับสาว ๆที่เขาเจอมานับไม่ถ้วนนั่นแหละ
เวลา 18.00 น. ปาร์ตี้ริมทะเลเริ่มขึ้นทุกคนมาถึงโดยพร้อมเพรียงกัน วันนี้มีอาหารทะเลสดๆ มากมาย มีโซนบาร์บิคิวอยู่อีกมุมไม่ห่างกันนัก ร่างเล็กของปฏิญญากำลังง่วนอยู่กับการย่างบาร์บีคิว เธอสาละวนย่างไปทาซ้อสไปอย่างสนุกสนานจนได้บาร์บีคิวเต็มถาดใหญ่ คนตัวเล็กจึงถือไปที่โต๊ะอาหารแต่คงเป็นเพราะบาร์บีคิวมันหนักเกินไปเธอจึงต้องยกข้อมือขึ้นจนมันบังสายตา เธอจึงต้องค่อย ๆ เดินไปมองทางไป แต่ในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเอง
...ปึ๊กกกกก ..
“โอ้ย..!!” เสียงร้องของน้องญาดังขึ้น ทุกคนตกใจหันมองไปยังต้นเสียงทันที ร่างเล็กล้มลงกับพื้น ถาดกับบาร์บิคิวกระเด็นไปคนละทิศละทาง โดยที่เออเนสนั้นยืนอยู่ใกล้ ๆ คนตัวเล็กที่ล้มอย่างไม่เป็นท่า มาลารินทร์รีบเดินไปดูน้องสาวด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไปน้องญา ลูกขึ้นก่อนมา พี่ช่วย” มาลารินทร์บอกน้องสาวพลางส่งมือดึงให้น้องสาวลุกขึ้น เธอลุกแล้วก็ล้มลงไปใหม่
“โอ้ยย..เจ็บข้อเท้าค่ะพี่รินทร์” น้องญาบอกพี่สาวพลางทำหน้าเหยเก มาลารินทร์บอกน้องสาวว่าเธอน่าจะขาแพลงแน่ ๆ
“น้องญาเดินถือถาดบาร์บีคิวมาคงไม่ทันเห็นผมน่ะครับ เลยเดินชนกัน” เออเนสบอกพี่สะใภ้ เธอพยักหน้ารับรู้
“พี่ว่าน้องญาขึ้นไปห้องพักเลยมั้ยเดี๋ยวพี่ให้ปริณไปส่ง” มาลารินทร์เอ่ยบอกน้องสาวแต่เขามองหาไม่เห็นน้องชายตัวดีเลย ไม่รู้หายไปไหน
“ที่รักครับมัมให้มาเรียกไปคุยเรื่องงานแต่งงานของเรากับแม่วิครับ” เซดริกเดินมาตามเมีย และเห็นน้องญาที่นั่งอยู่
“น้องญาขาแพลงค่ะ นี่รินทร์จะให้ปริณอุ้มขึ้นไปส่งที่ห้อง แต่ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน ไม่เห็นเลย” มาลารินทร์มองหาน้องชายอีกครั้งในขณะที่มัมกวักมือเรียกลูกชายกับลูกสะใภ้ให้มาเร็ว ๆ
“เดี๋ยวผมพาน้องขึ้นไปส่งเองครับพี่รินทร์เพราะผมก็มีส่วนทำให้น้องเขาเจ็บ พี่กับพี่เซดริกไปคุยกับมัมเถอะครับเรียกใหญ่แล้วนั่น” เออเนสบอกกับพี่สะใภ้
มาลารินทร์สองจิตสองใจ แต่ก็ต้องจำใจให้เออเนสอุ้มน้องญาไป ร่างสูงใหญ่ของเออเนสรวบร่างเด็กสาวขึ้นมาอุ้มพร้อมกับเดินก้าวพรวดๆ ไปยังลิฟท์ของผู้บริหาร โดยไม่พูดอะไรสักคำ กลิ่นหอมอ่อนๆของเด็กสาวกับร่างนุ่มนิ่มของเธอ มันช่างทำให้เขาหงุดหงิดงุ่นง่านใจชอบกล
“เห็นตัวแค่นี้ ดูท่าทางใส ๆ ..ไม่น่าเชื่อนะ .. คงวางแผนมาอย่างดีเลยสิท่า .. เหอะ.!! อ่อยเบอร์แรงซะด้วย"
เออเนสคิดในใจพลางยิ้มเหยียดที่มุมปาก
บรรยากาศภายในลิฟท์เงียบจนได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน น้องญาตัวเกร็งอยู่ในอ้อมกอดของเออเนส เธอรู้สึกร้อนๆ หนาว ๆ แบบแปลกๆ ด้วยเพราะไม่เคยอยู่ใกล้บุรุษเพศคนไหนมาก่อน ใจเธอเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน สาวน้อยก้มหน้างุด ไม่กล้ามองใบหน้าหล่อคมตรงหน้านั้น
“อยู่กันสองคนแล้ว ไม่ต้องแอ๊บก็ได้มั้งครับ” อยู่ๆ เออเนสก็พูดทำลายความเงียบออกมา ทำให้น้องญาถึงกับงง ในสิ่งที่เขาพูดออกมา
“คะ .. อะไรนะ พี่พูดแบบนี้หมายความว่าอะไรเหรอคะ?” สาวน้อยเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่กำลังอุ้มเธอไว้แนบอก เธอพอจะเข้าใจความหมายที่เขาพูดอยู่ แต่ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายอย่างเขาจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้
“ก็ที่เธอไปอ่อยฉันถึงสระว่ายน้ำเมื่อกลางวัน แล้วยังลงทุนชนฉันจนเธอล้มแล้วบอกว่าขาแพลงแบบนี้อีก ตอนนี้อยู่กันสองคนแล้ว จะมาเสียเวลาทำไม่ล่ะ อยากก็บอกว่าอยาก ง่ายจะตาย” เออเนสพูดออกมาหน้าตาเฉย ราวกับคำพูดแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาอย่างนั้นแหละ
เมื่อคำพูดของเขากระจ่างชัดขนาดนี้ก็ไม่ต้องเพิ่มคำอธิบายใด ๆ ปฏิญญาก็เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ... เขากำลังคิดว่าเธออ่อยเขางั้นเหรอ
“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้” เธอเอ่ยบอกเออเนสเสียงแข็ง ทำให้เขาเองนึกแปลกใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปของเด็กสาวตรงหน้าอยู่ไม่น้อย
“ฉันบอกให้ปล่อยฉันลงไง” สาวน้อยย้ำด้วยเสียงกร้าวอีกครั้ง ในขณะที่ลิฟท์เปิดออกพอดี ร่างแกร่งอุ้มร่างเล็กออกจากลิฟท์แล้วค่อย ๆ ปล่อยเธอลง น้องญากัดฟันด้วยความเจ็บแปลบที่ข้อเท้าข้างซ้าย สาวน้อยกัดริมฝีปากล่างแน่นๆ เพื่อข่มความเจ็บนั้น เธอก้มลงเพื่อที่จะถอดสายรัดที่ข้อเท้าของรองเท้าออก แต่ด้วยความที่เธอเจ็บเท้ามาก จึงทำแบบเก้ ๆ กัง ๆ เออเนสจึงนั่งลง แล้วเอื้อมมือแกร่งไปหวังจะช่วยเธอถอดรองเท้า แต่เสียงของปฏิญญาดังขึ้นมาห้ามเขาเสียก่อน
“หยุด .. ไม่ต้องมาช่วย ไม่ต้องมาแตะต้องตัวฉัน จะไปไหนก็ไป ฉันกลับห้องเองได้”ร่างเล็กพูดกับชายหนุ่ม ในขณะที่ฝืนถอดรองเท้าออกได้จนสำเร็จ เออเนสมองสาวน้อยตรงหน้าด้วยแววตาฉงนสนเท่ห์ เธอดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากสาวน้อยน่ารัก ใส ๆ ทำไมอยู่ ๆ กลายเป็นสาวน้อยจอมวีนแบบนี้ไปได้
“อย่ามาทำเก่ง ขนาดถอดรองเท้ายังทำไม่ได้ แล้วจะเดินกลับห้องเองได้ยังงัย” เออเนสตอบกลับสาวน้อยตรงหน้า
“ฮึ..ทำไมฉันจะเดินไม่ได้ล่ะ ก็คุณพูดเองนี่ ว่าฉันแค่อ่อยคุณ แล้วไอ้ที่เจ็บเท้านี่คุณก็คิดว่าฉันไม่ได้เจ็บจริงๆ อยู่แล้วนิ อย่าฉลาดน้อย” น้องญาเค้นเสียงตอบจนเสียงสั่นด้วยความโกรธ เกิดมายังไม่เคยโดนใครดูถูกได้ถึงขนาดนี้เลยจริง ๆ ให้ดิ้นตาย ร่างของคนตัวเล็กค่อย ๆ ฝืนเดินไปยังห้องของเธอที่อยู่ห่างจากลิฟท์ไปประมาณ 20 เมตร เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด น้ำตาไหลด้วยความเจ็บ เจ็บตัวไม่เท่าไร แต่เจ็บใจมันสุดจะทน
เออเนสยืนดูร่างเล็กที่กำลังเดินกะโผลกะเผลกแล้วถึงกับส่ายหัวไปมา ใจหนึ่งก็อยากจะไปช่วยเธอ แต่อีกใจก็กลัวจะโดนไล่กลับมาอีก แล้วจู่ๆ ร่างเล็กก็ล้มลงไปอีก เออเนสรีบวิ่งเข้าไปช่วยน้องญาที่นั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ทันที
“ดื้อจริง ๆ เดินจะไม่ไหวยังทำเป็นเก่งอีก” เขาดุคนตัวเล็กอย่างไม่จริงจังนัก ใบหน้าหล่ออยู่ใกล้กับใบหน้าเรียวสวยแค่คืบ เขาเห็นเธอปากคว่ำ น้ำตาไหล คงจะเจ็บมากนั่นแหละ
“เอ้า..ร้องไห้ขี้แยเป็นเด็กไปเลย มานี่ เดี๋ยวฉันช่วยเอง แล้วไม่ต้องออกฤทธิ์อีกล่ะ” เออเนสบอกกับสาวน้อยตรงหน้า เขารวบร่างกลมกลึงนั้นขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาว แล้วเดินตรงไปยังห้องของเธอทันที ปฏิญญาหยิบการ์ดขึ้นมาเปิดประตูห้องพัก แล้วคนตัวโตก็อุ้มร่างเล็กเข้าไปในห้องนอน เขาค่อย ๆ วางเธอลงบนที่นอน น้องญานั่งลงบนเตียงในขณะที่คนตัวโตยืนอยู่ตรงหน้าเธอ เขาสังเกตเห็นข้อเท้าของเธอเริ่มบวมช้ำ ส่วนน้องญาเองก็มองที่ข้อเท้าตัวเองเช่นกัน เธอเห็นว่ามันเริ่มบวมแล้ว จึงก้มหัวลงไปเพื่อที่จะดูใกล้ ๆ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เออเนสก็ก้มหัวลงไปเพื่อที่จะดูข้อเท้าของเธอเหมือนกัน ทั้งสองคนหัวโขกกันดังสนั่น น้องญาร้องโอ๊ย แล้วก็ปากคว่ำ ร้องไห้ออกมาดื้อ ๆ
“ฮือๆๆๆ อีตาบ้า ก้มมาโขกหัวฉันทำไมเนี่ย วันนี้ฉันเจ็บตัวเพราะนายสองครั้งแล้วนะ ฮือๆๆ” น้องญาร้องไห้พลางเอามือลูบหัวตัวเอง ทั้งเจ็บเท้า ทั้งเจ็บหัว ทั้งโมโห
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเธอจะก้มหัวลงมา ก็ฉันเห็นเท้าเธอบวมก็เลยจะดูสักหน่อย นี่ฉันเองก็เจ็บเหมือนกันนะ ไม่ใช่เธอเจ็บคนเดียว ร้องไห้งอแงเป็นเด็กไปได้” เออเนสดุคนตัวเล็ก เธอจ้องหน้าเขาแล้วกัดริมฝีปากแน่น
“ก็ฉันอายุเพิ่ง 18 เองยังเด็กอยู่ ไม่ได้แก่เหมือนนายนี่ ดุอยู่ได้ ไอ้คนใจร้าย” น้องญาปากคว่ำมองใบหน้าหล่อตาปะหลับปะเหลือก เออเนสมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ทำหน้าดุนั้นแล้วส่ายหัวเบา ๆ
“เอาเถอะๆ ฉันขี้เกียจเถียงกับเธอแล้ว รออยู่นี่เดี๋ยวไปหายาแก้ปวดมาให้” เขากล่าวสั้น ๆ แล้วเดินออกจากห้องนอนไป เขาหายไปครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมกับยาแก้ปวดกับน้ำดื่ม เขาส่งให้คนตัวเล็ก แต่เธอส่ายหน้า ไม่ยอมรับยาจากเขา
“เอ้า !! ทำไมไม่กินยาล่ะ แล้วมันจะหายไหม” เออเนสดุ เพราะคนตัวเล็กไม่ยอมกินยา
“ก็ ... ก็..ฉันกินยาเม็ดไม่เป็นนี่ มันกลืนไม่ได้” น้องญาพูดอ้อมแอ้มด้วยความอาย
“โอ๊ย...แม่คุณ อายุ 18 แต่กินยาเม็ดไม่ได้เนี่ยนะ เธอไม่ใช่เด็กสองขวบนะ กิน ๆ ไปเลย อย่าเรื่องมาก” เขาดุเธออีกแล้ว วันนี้ถ้านับ ๆ ดูนี่คือดุเป็นสิบรอบแล้ว ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนทำให้เธอเจ็บแท้ๆ
“ก็คนมันกินไม่ได้ จะให้ทำยังงัย อยากให้ฉันกินได้ก็ต้องบดให้สิ ฉันกินเป็นเม็ด ๆ แบบนี้ไม่เป็นนี่” น้องญายังเถียงชายหนุ่มตรงหน้าไม่ยอมหยุด ก็เธอกินยาเม็ดใหญ่ไม่เป็นจริง ๆ เวลากินทีไรก็กลืนไม่ลง กินน้ำจนแทบจะหมดขวด ยายังติดอยู่ที่ลิ้น แถมบางทีพอพยายามกินนาน ๆ ไปยาเริ่มละลายก็ขมอีก คิดแล้วขมคอชะมัด เออเนสนั่งลงข้าง ๆ คนตัวเล็กแล้วหยิบยากับน้ำจากมือของเธอ
“ก็แค่เนี้ย.. เอายาเม็ดไปบดให้ตั้งแต่แรกก็หมดเรื่องแล้ว บ่นเป็นคนแก่อยู่นั่นแหละ” น้องญาบ่นกระปอดกระแปด
“ใครบอกว่าฉันจะบดยาให้เธอ ฉันไม่ได้ขยันขนาดนั้นหรอก แต่ฉันมีวิธีให้เธอกินยาเม็ดได้นะ กินง่ายเลยด้วย” เออเนสยิ้มกุ้มกริ่มใส่คนตัวเล็กที่ตอนนี้ทำหน้างงๆ
จู่ ๆ เออเนสก็เอายาเม็ดใส่ปากของเขาเองแล้วดื่มน้ำตามลงไป คนตัวเล็กตาโต ด้วยความงงงวย ใบหน้าหล่อโน้มเข้ามาใกล้เธอแล้วประกบปากของเขาเข้ากับริมฝีปากกระจับสีชมพูนั้น น้องญาเบิกตาโพลงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาส่งยาเข้าปากเธอพอดี
“อื้อๆๆๆ “ เธอครางอู้อี้ในคอได้สักพัก เออเนสก็ถอนริมฝีปากออกจากปากบางนุ่มนิ่มนั้นอย่างเสียดาย น้องญาหน้าแดงก่ำ เธออายแทบอยากจะมุดใต้เตียงหนี เหมือนเออเนสจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเธอ เขายิ้มมุมปากอย่างพอใจ
“ก็กินได้แล้วนี่ ไม่เห็นจะยากเลยเห็นไหม ไว้ครั้งหน้าถ้ากินเองไม่ได้บอกนะ ฉันจะมาช่วยป้อนให้ กินยาแล้วก็นอนพักเถอะ ฉันไปล่ะ” เออเนสกล่าวทิ้งท้ายไว้ แล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เธอนั่งหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก มือน้อย ๆ ทุบลงไปที่หมอนถี่ๆ
“นี่ๆๆๆๆ อีตาบ้าๆๆๆๆ ทำอะไรของนายเนี่ย”
Write Talk: อุ๊ยยย ... เขามีป้อนยากันด้วยจ้า ... แต่...เดี๋ยวนะอีพี่ นี่แค่ช่วยป้อนยาน้องเขาจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย ไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ ใช่มั้ย 5555
แสงแดดตอนสายสาดส่องลอดมาจากกระจกห้องนอน ทำให้ร่างเล็กของปฏิญญาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ปากเล็กอ้าปากหาวหวอดๆ เมื่อคืนเธอปวดข้อเท้ามากๆ ขยับแทบไม่ได้เลย แม่ของเธอต้องพยุงพาเข้าห้องน้ำ อาบน้ำกินข้าว แต่มันก็ยังปวดมากจนนอนไม่หลับ นางปทุมมาศต้องเรียกให้กินยาแก้ปวดทุก 4 ชม. เธอรับยาเม็ดจากมือแม่แล้วใส่ปาก หลังจากนั้นก็ดื่มน้ำตามลงไป น่าแปลกว่าตอนนี้เธอกลับกินยาเม็ดเองได้แล้ว ขนาดแม่เธอที่บดยามาให้เธอตั้งแต่เล็กจนโตยังแปลกใจเลย แต่เธอก็ยังปวดข้อเท้าตุบๆ นอนหลับๆ ตื่นๆ กว่าจะหลับลงได้ก็เกือบตีสาม
หลังจากทานข้าวเช้าที่แม่บ้านนำมาให้ที่ห้องพักแล้ว นางปทุมมาศก็นำผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาและเนื้อตัวให้ลูกสาว จะได้สบายตัวขึ้น แล้วจึงให้ทานยา และให้น้องญานอนพักไปก่อน เพราะเซดริกได้ติดต่อให้คุณหมอช่วยมาตรวจดูอาการให้ โดยคุณหมอแจ้งว่าจะมาตรวจให้ราวๆ 11 โมงเช้า
ก๊อกๆๆ ..
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น นางปทุมมาศรีบเดินไปเปิดประตู มัมมาริสา เออเนส เซดริก และมาลารินทร์ ก้าวเข้ามาในห้องเพื่อเยี่ยมดูอาการของเด็กสาว
"น้องญาเป็นยังงัยบ้างคะคุณมาศ พี่กับเออเนส อยากขอดูอาการน้องสักหน่อยค่ะ" มัมมาริสาพูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย
"เมื่อครู่ให้ทานข้าวแล้วก็ทานยาแก้ปวดไปแล้วค่ะ เชิญคุณมาริสาด้านในเลยค่ะ" นางปทุมมาศเดินนำทุกคนเดินเข้าไปภายในห้องนอนด้านใน ร่างเล็กกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง สองแขนเรียวกอดหมอนข้างไว้ดวงตาคู่สวยหลับสนิท มัมมาริสานั่งลงที่เก้าอี้ตรงหัวเตียง แล้วมองดูเด็กสาวตรงหน้า ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ปากกระจับสีชมพูอวบอิ่ม พวงแก้มสีชมพูระเรื่อ มีลูกผมระลงมาปรกที่ใบหน้าสวย มัมมาริสายิ้ม แล้วเอื้อมมือไปลูบศรีษะเล็กๆ นั้นอย่างเอ็นดู พลางใช้นิ้วเกลี่ยผมที่ปรกหน้านั้นออก เด็กสาวยังคงนอนนิ่ง เธอหลับสนิทอาจเป็นด้วยฤทธิ์ของยาก็เป็นได้
มัมมาริสาเปิดผ้าห่มที่คลุมบริเวณข้อเท้าของเด็กสาวออกดู พบว่ามันบวมเป่งมากจริงๆ เธอถึงกับถอนหายใจพลางส่ายหน้า แล้วหันไปพูดกับลูกชายคนเล็ก
"ดูสิเออเนส เท้าน้องบวมเยอะเลย น่าสงสาร" มัมมาริสาพูดแล้วหันไปถามกับนางปทุมมาศ "ตอนที่ล้มก็รีบให้เออเนสอุ้มมาส่ง ไม่น่าจะบวมขนาดนี้เลยนะคะ หลังจากล้มแล้วน้องได้เดินไปไหนหรือทำอะไรบ้างหรือเปล่าคะ" มัมมาริสาถามนางปทุมมาศ
"ตอนที่ดิฉันขึ้นมาดูน้องญาที่ห้องก็พยุงพาเขาไปอาบน้ำ เขาก็ร้องบอกว่าเจ็บตลอดเลยค่ะ หลังจากนั้นก็นอนร้องไห้งอแงทั้งคืน เพิ่งจะหลับไปเมื่อตอนตีสามเห็นจะได้" มัมมาริสาพยักหน้ารับคำ ฝ่ามืออบอุ่นนั้นยังคงลูบหัวคนตัวเล็กไม่หยุด เธอเองก็อยากมีลูกสาว แต่อาจเป็นเพราะแด๊ดโนแอลอายุมากแล้ว จึงไม่มีลูกอีกนับตั้งแต่มีเออเนส เมื่อเธอเห็นปฏิญญาก็เกิดความรู้สึกถูกชะตา และนึกรักและเอ็นดูขึ้นมาในทันที
เย็นวันนี้เซดริกจะจัดดินเนอร์ที่ริมหาดอีกวันหนึ่ง หลังจากตกลงกันว่าวันพรุ่งนี้จะกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านนางปทุมมาศอีกสักวันสองวันก่อนที่จะกลับไปคฤหาสน์มาร์ติน เพราะมัมมาริสาอยากไปดูการทำขนมไทย ส่วนแด๊ดโนแอลกับเออเนสจะกลับฝรั่งเศสในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากมีงานจะต้องรีบจัดการ
ส่วนน้องญาหลังจากหาหมอแล้วอาการก็ดีขึ้นมาก ข้อเท้าที่บวมก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด มัมมาริสาจึงชวนให้ลงมาทานดินเนอร์ด้วยกันเย็นนี้ เธออาบน้ำแต่งตัว สวมชุดเดรสเกาะอกสีโอลด์โรส ส่วนของคอเสื้อที่จีบรอบคอเป็นผ้าแก้วเย็บต่อกับส่วนเกาะอกเป็นแขนกุด รวบผมเป็นมวยหลวมๆ แต่งหน้าโทนสีส้มอ่อน ปัดแก้มสีพีซ น่ารักสมวัยสาว เธอมองตัวเองผ่านกระจกเงาแล้วยิ้มพอใจ ปีนี้เธออายุ 18 ปีแล้ว เทอมหน้าก็จะเรียนจบม.6 นางปทุมมาศจะให้น้องญาไปอยู่กับป้าวิมาลาที่กรุงเทพ เพื่อเรียนต่อมหาลัย
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง แม่คงจะมารับเธอแล้ว น้องญาเดินไปที่ประตู สวมใส่รองเท้าแบบไม่มีส้น แล้วเปิดประตูยิ้มหวานออกไป แต่ต้องหุบยิ้มทันที เมื่อเห็นร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"มัมให้ฉันมารับเธอ" เออเนสกล่าวสั้นๆ แล้วก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆ ร่างเล็กถอยหลังหนี แต่ไม่ทันกับลำแขนแข็งแกร่งของเขา ที่รวบร่างเล็กนั้นกระชับเข้าแนบอกแกร่งทันที
"ปล่อยฉันค่ะ ฉันเดินเองได้" น้องญากล่าวห้วนๆ ทำให้ใบหน้าหล่อนั้นบึ้งตึงขึ้นมาทันที
"อย่ามางอแง ทำอย่างกับฉันไม่เคยอุ้มเธออย่างนั้นแหละ" เออเนสพูดพลางกระชับร่างเล็กเข้าหาตัวเองแน่นๆ จนใบหน้าหล่อนั้นแทบจะชิดกับเรียวหน้าจิ้มลิ้ม น้องญาเบือนหน้าหนีใบหน้าหล่อคมทันที หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก
ร่างแกร่งเดินก้าวตรงมายังลิฟท์ เขารู้สึกหงุดหงิดกับตัวเองที่คอยจะวอกแวกไปกับเรือนร่างนุ่มนิ่มและหอมกรุ่นของเด็กสาวที่อยู่ในอ้อมแขนนั่น "นี่กูคิดอะไรกับเด็กอายุแค่ 17-18 จริงเหรอวะเนี่ย? กูเป็นบ้าไปแล้วหรือไงวะ..จิ๊" เออเนสครุ่นคิดอยู่ในใจ และต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองอย่างหนัก โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย
ตอนนี้ทุกคนพร้อมกันที่โต๊ะอาหารริมชายหาดเรียบร้อยแล้ว ขาดแต่ปฏิญญากับเออเนสเท่านั้น
"รอสักครู่นะคะทุกคน สาให้เออเนสไปรับน้องญาแล้วค่ะ เดี๋ยวก็คงมาถึง" มัมมาริสาบอกกับทุกคนด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม
ครู่หนึ่งร่างสูงของเออเนสก็อุ้มร่างเล็กของน้องญาเดินเข้ามาถึง มัมมาริสารีบเดินเข้าไปประคองร่างเล็กให้เดินมานั่งข้างๆ ที่นั่งของตัวเองโดยให้เออเนสไปนั่งฝั่งตรงข้ามข้างๆ นางปทุมมาศ เออเนสถึงกับขมวดคิ้วด้วยความงุนงง แด๊ดโนแอลอมยิ้มน้อยๆ ขำอาการของลูกชายคนเล็ก
"น้องญาเป็นยังงัยบ้างลูก ขอมัมดูเท้าหน่อยสิ หายบวมรึยัง" มัมมาริสาพูดพลางก้มลงไปดูข้อเท้าของคนตัวเล็ก น้องญากระดักกระเดิดด้วยความเกรงใจ
"ไม่บวมแล้วนี่นาลูก เดี๋ยวก็หายวิ่งได้แล้วเนอะ มาๆๆ ทานข้าวกันลูก ทานกันให้เต็มที่เลยนะคะทุกๆ คน" มัมมาริสาพูดพลางหยิบกุ้งตัวใหญ่มาแกะเปลือกออก เออเนสยิ้มกริ่ม .. มัมน่ารักเสมอ จำได้ว่าเขาชอบกินกุ้งเผาเป็นที่สุด มัมมาริสาบรรจงแกะเปลือกกุ้งแล้ววางลงบนจานของน้องญาทันที
"เห็นแม่มาศบอกกับมัมว่าหนูชอบกินกุ้งเผา กินเยอะๆ เลยนะลูก เดี๋ยวมัมแกะให้เอง" มัมมาริสาเอ่ยพร้อมกับยิ้มหวานให้น้องญา
"ขอบคุณค่ะ คุณป้ามาริสา" เด็กสาวยกมือไหว้ขอบคุณมัมมาริสา
"โอ้ย.. เรียกคุณป้าได้ยังงัยคะ ไม่เอาค่ะ เรียกมัมสิลูก ไหนเรียกใหม่สิ"
"อะ..เอ่อ.. ขอบคุณค่ะ .. มัม" น้องญากล่าวตะกุกตะกัก เธอก้มหน้าก้มตาทานกุ้งที่มัมมาริสาแกะให้อย่างเกรงใจ พลางเหลือบขึ้นไปมองร่างแกร่งที่อยู่ตรงข้ามแล้วรีบหลบสายตาทันที เพราะตอนนี้เออเนสหน้างอคอหัก เหมือนปลาทูในตลาดสดไม่มีผิด
Write Talk: อ้าว...ตายละวา จะเกิดศึกชิงมัมกันไหมคะเนี่ย ก็อีพี่ดูเหมือนจะงอนจนหน้างอคอหักไปซะแล้ว 555