ตอน 1

สามีของฉัน ภาคิน วัฒนากุล มหาเศรษฐีแห่งวงการเทคโนโลยี เขาคือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ ตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาคลั่งรักฉันอย่างสุดหัวใจ ชีวิตแต่งงานของเราเป็นที่น่าอิจฉาของทุกคนที่รู้จัก

แล้ววันหนึ่ง ผู้หญิงจากอดีตของเขาก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับจูงมือเด็กชายวัยสี่ขวบที่ซีดเซียวและป่วยหนักมาด้วย

ลูกชายของเขา

เด็กคนนั้นป่วยเป็นลูคีเมีย และภาคินก็ทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตลูกชายของเขา หลังจากเกิดอุบัติเหตุที่โรงพยาบาล ลูกชายของเขาก็เกิดอาการชัก ในช่วงเวลาที่โกลาหลนั้น ฉันล้มลงอย่างแรง ความเจ็บปวดแหลมคมแล่นปราดไปทั่วช่องท้อง

ภาคินวิ่งผ่านหน้าฉันไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง เขากำลังอุ้มลูกชายของเขา และทิ้งให้ฉันนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น

วันนั้นฉันเสียลูกของเราไป...ตามลำพัง เขาไม่เคยโทรหาฉันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เช้าวันรุ่งขึ้น ในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวที่ข้างเตียงคนไข้ของฉันในชุดสูทตัวใหม่ เขาอ้อนวอนขอโทษที่ไม่ได้อยู่ด้วย โดยที่ไม่รู้เลยว่าเหตุผลที่แท้จริงของน้ำตาฉันคืออะไร

แล้วฉันก็เห็นมัน... รอยจูบสีคล้ำบนลำคอของเขา

เขาอยู่กับผู้หญิงคนนั้น...ในขณะที่ฉันกำลังสูญเสียลูกของเรา

เขาบอกฉันว่าคำขอสุดท้ายก่อนตายของลูกชายเขา คือการได้เห็นพ่อกับแม่แต่งงานกัน เขาขอร้องให้ฉันยอมแยกกันอยู่ชั่วคราว และยอมให้เขาจัดงานแต่งงานปลอมๆ กับผู้หญิงคนนั้น

ฉันมองใบหน้าที่สิ้นหวังและเห็นแก่ตัวของเขา แล้วความสงบนิ่งอันน่าประหลาดก็เข้าครอบงำจิตใจฉัน

“ได้สิ” ฉันตอบ “ฉันจะทำ”

บทที่ 1

กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่สะอาดสะอ้านของคลินิกอบอวลอยู่ในจมูกของฉัน ฉันนั่งอยู่บนขอบเตียงตรวจ มองดูพยาบาลพันผ้าพันแผลที่บาดแผลเล็กๆ บนมือของฉันอย่างเรียบร้อย แค่พลาดตอนใช้มีดในครัวนิดหน่อย

มันไม่ได้เป็นอะไรมากเลยจริงๆ แต่ภาคินยืนกรานให้ฉันมาตรวจ

ประตูคลินิกเปิดผางออก และเขาก็รีบวิ่งเข้ามา ชุดสูทราคาแพงของเขายับย่นเล็กน้อย

“ไอลิน คุณโอเคไหม”

ดวงตาของเขา ดวงตาคู่เดียวกับที่ใช้สั่งการในห้องประชุมคณะกรรมการ ตอนนี้เบิกกว้างด้วยความกังวล เขาตรงเข้ามาหาฉัน ไม่สนใจพยาบาล แล้วกุมมือข้างที่ไม่เจ็บของฉันไว้

“ภาคิน ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่แผลนิดเดียวเอง”

เขาดูเหมือนจะไม่ได้ยินฉัน เขาสำรวจผ้าพันแผลสดๆ ราวกับว่ามันเป็นบาดแผลฉกรรจ์ นิ้วหัวแม่มือของเขาลูบไล้ข้อมือของฉันเบาๆ

“คุณต้องระวังให้มากกว่านี้นะ” เขากระซิบ เสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความห่วงใยแบบเจ้าข้าวเจ้าของที่คุ้นเคย ซึ่งทำให้ใจฉันเต้นระรัวเสมอ

พยาบาลซึ่งเป็นหญิงสาวหน้าตาใจดี ยิ้มให้เราสองคน

“คุณโชคดีจังเลยนะคะ เขาคงจะรักคุณมากแน่ๆ”

ฉันยิ้มตอบ ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วอก “ค่ะ ฉันรู้”

เราคือคู่รักที่สมบูรณ์แบบ ไอลิน ภัทรพงศ์ และ ภาคิน วัฒนากุล อดีตบาร์เทนเดอร์สาวที่ยอมทิ้งอาชีพเพื่อมหาเศรษฐีแห่งวงการเทคโนโลยีผู้คลั่งรักเธอ สองปีของชีวิตแต่งงานที่เป็นที่น่าอิจฉาของทุกคนที่เรารู้จัก

ทันใดนั้น เสียงร้องไห้ที่น่าใจสลายของเด็กก็ดังแทรกความเงียบของคลินิกเข้ามา มันเป็นเสียงแห่งความเจ็บปวดอย่างแท้จริง ตามมาด้วยเสียงปลอบโยนอย่างสิ้นหวังของผู้หญิงคนหนึ่ง

เสียงนั้นดังมาจากห้องข้างๆ รอยยิ้มของฉันจางหายไป

พยาบาลถอนหายใจ สีหน้าของเธอเศร้าลง “น่าสงสารเด็กน้อยคนนั้นจังเลยค่ะ เขาต้องมาทำคีโม”

“คีโมเหรอคะ” ฉันถาม ลืมบาดแผลเล็กๆ ของตัวเองไปสนิท

“ลูคีเมียค่ะ” เธอพูดเสียงเบา “อายุแค่สี่ขวบเอง มันแย่มากจริงๆ”

ความรู้สึกสงสารท่วมท้นเข้ามาในใจฉัน ฉันนึกภาพความเจ็บปวดที่เด็กคนนั้นกับแม่ของเขากำลังเผชิญไม่ออกเลย

“แย่จังเลยนะคะ” ฉันกระซิบ

ภาคินบีบมือฉัน น้ำเสียงของเขาเย็นชา “มันน่าเศร้าก็จริง แต่มันไม่เกี่ยวกับเรานะลิน กลับบ้านกันเถอะ”

เขาเป็นแบบนี้เสมอ โฟกัสกับเรื่องของตัวเอง และค่อนข้างเย็นชากับสิ่งที่อยู่นอกโลกอันสมบูรณ์แบบของเรา เขาเริ่มช่วยพยุงฉันลงจากเตียง เตรียมจะกลับ

แต่แล้วประตูห้องข้างๆ ก็เปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีดวงตาเหนื่อยล้าและสวมเสื้อผ้าราคาถูกเดินออกมา จูงมือเด็กชายตัวเล็กซีดเซียวคนหนึ่ง

เด็กชายกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ผู้หญิงคนนั้นดูสิ้นหวัง ดวงตาของเธอกวาดไปทั่วห้องจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ภาคิน

เธอตัวแข็งทื่อ จากนั้นใบหน้าของเธอก็บิดเบี้ยวด้วยความตกใจระคนกับความรู้สึกบางอย่างที่ฉันบอกไม่ถูก

เธอเดินเข้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว ดึงเด็กน้อยมาด้วย

“ภาคิน?” เธอพูด เสียงสั่นเทา “ภาคิน วัฒนากุล?”

ร่างของภาคินที่อยู่ข้างฉันแข็งเกร็ง เขาไม่หันไปมอง เขาไม่พูดอะไร

ผู้หญิงคนนั้นก้าวเข้ามาอีกก้าว “นี่ฉันเอง เกลไง ที่กรุงเทพฯ เมื่อสี่ปีก่อน”

ฉันมองสลับระหว่างเธอกับสามีของฉัน หัวใจเริ่มเต้นเร็วผิดปกติ ความรู้สึกหวาดกลัวเย็นเยียบแล่นขึ้นมาตามสันหลัง

เด็กน้อยที่ชื่อลีโอเงยหน้ามองภาคิน และบนใบหน้าเล็กๆ ที่ซีดเซียวของเขา ฉันเห็นมัน... แนวสันกรามที่คมคายเหมือนกัน ดวงตาที่ลึกเหมือนกัน เขาคือภาคินในเวอร์ชั่นย่อส่วน

ในที่สุดภาคินก็หันมา ใบหน้าของเขาเรียบเฉยเหมือนสวมหน้ากากแห่งความไม่เชื่อ “ผมไม่รู้จักคุณ”

คำปฏิเสธของเขารวดเร็วเกินไป...เร็วเกินไป

“ที่โรงแรมเดอะเวเนเชี่ยน” เกลพูดต่อ เสียงของเธอหนักแน่นขึ้น “คุณไปที่นั่นเพื่อร่วมงานประชุมด้านเทคโนโลยี เรา...เราค้างคืนด้วยกัน”

ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา สิ่งที่ภาคินเคยบอกฉันเมื่อนานมาแล้ว ความผิดพลาดในคืนที่เมามายที่กรุงเทพฯ ก่อนที่เขาจะเจอฉัน เขาบอกว่ามันเป็นแค่วันไนต์สแตนด์ที่ไม่มีความหมาย เป็นความผิดพลาดโง่ๆ ที่เขาเสียใจ

สายตาของฉันกลับไปจับจ้องที่เด็กชายลีโอ...อายุสี่ขวบ

สมการมันง่ายแสนง่าย...และโหดร้ายเหลือทน

ฟองสบู่แห่งความสุขอันอบอุ่นที่ฉันเคยอาศัยอยู่ไม่ได้แค่แตกโพละ มันแตกสลายกลายเป็นเศษน้ำแข็งเย็นเยียบนับล้านชิ้น

ฉันมองภาคิน เสียงของฉันแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “เรื่องจริงเหรอคะ”

เขาไม่ยอมสบตาฉัน

“เราต้องตรวจดีเอ็นเอ” ฉันพูด คำพูดเหล่านั้นรู้สึกแปลกประหลาดในปากของฉัน เสียงของฉันเองฟังดูห่างไกลราวกับเป็นของคนอื่น

การรอผลตรวจเป็นหนึ่งชั่วโมงที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของฉัน เกลนั่งเงียบๆ กอดลูกชายของเธอไว้ สีหน้าของเธอสงบนิ่ง เกือบจะเหมือนผู้ชนะ ภาคินเดินไปมาบนพื้น ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม เสน่ห์ของเขาหายไป ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดที่คุกรุ่นอยู่ภายใน

ฉันได้แต่นั่งนิ่งๆ มือประสานกันบนตัก พยายามประคองตัวเองไว้ ฉันรู้สึกชา เหมือนกำลังดูหนังที่ชีวิตของตัวเองกำลังพังทลาย

ในที่สุด พยาบาลก็กลับมาพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง เธอไม่ต้องพูดอะไรเลย แค่สีหน้าของเธอก็บอกได้ทุกอย่าง

ผลตรวจยืนยัน...ความน่าจะเป็น 99.9%

ลีโอคือลูกชายของภาคิน

ภาคินจ้องมองกระดาษแผ่นนั้น ใบหน้าของเขาซีดเผือด เขามองมาที่ฉัน ปากอ้าๆ หุบๆ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เขาดูสับสนและแตกสลาย

เกลเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น เป็นเสียงที่น่าสงสารและผ่านการคำนวณมาแล้ว เธอดึงลีโอเข้ามาใกล้

“ภาคิน เขากำลังจะตาย” เธอร้องไห้ “หมอบอกว่าเขาต้องปลูกถ่ายไขกระดูก คุณคือความหวังเดียวของเขา ได้โปรดเถอะ เขาเป็นลูกชายของคุณนะ”

คำว่า ‘ลูกชาย’ ดูเหมือนจะกระทบภาคินอย่างจัง เขามองไปที่เด็กชายตัวน้อยที่ป่วยหนัก มองน้ำตาบนใบหน้าของเขา และบางอย่างในตัวสามีของฉันก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกผิดในดวงตาของเขาถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบที่รุนแรงและสิ้นหวัง

เขามองมาที่ฉัน แต่สายตาของเขาห่างเหิน เหมือนกับว่าเขาอยู่ในอีกโลกหนึ่งแล้ว โลกที่ไม่มีฉันอยู่

“ไอลิน” เขาพูด เสียงเครียด “กลับบ้านไปก่อนนะ เดี๋ยว...เดี๋ยวผมจัดการเรื่องนี้เอง กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ”

กลับบ้านไป

คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวของฉัน เขากำลังไล่ฉันไป ในวิกฤตครั้งแรกของชีวิตแต่งงานของเรา เขากำลังเลือกพวกเขา เขากำลังผลักไสฉันออกไป

มันคือคำตัดสิน และในวินาทีนั้น ฉันรู้ว่าฉันแพ้แล้ว

ฉันไม่แม้แต่จะมีความโกรธพอที่จะสู้ ฉันรู้สึกเพียงความเศร้าที่ลึกซึ้งและว่างเปล่า นี่คือผู้ชายที่เคยสัญญาว่าจะรักและปกป้องฉันตลอดไป ผู้ชายที่ฉันรักหมดหัวใจ

แต่เขามีความลับ...ความลับอายุสี่ขวบที่ตอนนี้กำลังจะตาย และฉันก็เกลียดเขาไม่ลงที่เขาต้องการจะช่วยลูกของตัวเอง

ฉันลุกขึ้นยืน ขารู้สึกไม่มั่นคง โลกเอียงเล็กน้อย ฉันเดินออกจากคลินิก ทิ้งเขาไว้กับอดีตของเขา ลูกชายของเขา และผู้หญิงที่เพิ่งทำลายอนาคตของฉัน

ฉันกลับมาถึงบ้านที่สวยงามแต่ว่างเปล่าของเรา รูปแต่งงานขนาดใหญ่ในห้องโถงดูเหมือนจะเยาะเย้ยฉัน ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเรา เต็มไปด้วยความหวัง มันทำให้ฉันรู้สึกคลื่นไส้

ความรู้สึกวิงเวียนถาโถมเข้ามา และโลกก็ดับมืดลง

เมื่อฉันตื่นขึ้น ฉันอยู่บนเตียงของตัวเอง ป้านวล แม่บ้านของเรา กำลังมองลงมาที่ฉันด้วยสายตาเป็นห่วง

“คุณผู้หญิงเป็นลมไปค่ะ ป้าโทรเรียกคุณหมอแล้ว”

คุณหมอซึ่งเป็นชายใจดี กำลังเก็บกระเป๋าของเขา เขายิ้มอย่างอ่อนโยน

“ยินดีด้วยนะครับ คุณผู้หญิง คุณกำลังตั้งครรภ์”

ตั้งครรภ์

คำๆ นั้นลอยอยู่ในอากาศ ประกายความสุขเล็กๆ สว่างวาบขึ้นในใจฉัน แต่ก็ตามมาด้วยคลื่นแห่งความไม่แน่นอนที่ถาโถมเข้ามาทันที ลูก...ลูกของเรา

แต่ตอนนี้ภาคินยังต้องการลูกของเราอยู่หรือเปล่า

“เขาอยู่ไหนคะ” ฉันถามป้านวล เสียงอ่อนแรง “ภาคินอยู่ไหน”

“คุณผู้ชายยังไม่กลับบ้านเลยค่ะ ยังไม่โทรมาด้วย”

เขายังอยู่ที่โรงพยาบาล...กับพวกเขา

ฉันนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งวางบนท้องที่ยังแบนราบ อีกข้างกำโทรศัพท์แน่น พายุแห่งความสุขและความกลัวโหมกระหน่ำอยู่ข้างใน

เขาอยู่ที่โรงพยาบาลทั้งคืน เขาไม่โทรมา เขาไม่ส่งข้อความมา

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ฉันนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ พยายามฝืนกินขนมปังปิ้ง โทรศัพท์ของฉันก็สั่น

ข้อความจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก

*ผมรู้ว่าคุณกำลังตามหาครอบครัวของคุณอยู่ ผมคิดว่าผมช่วยได้*

ฉันจ้องมองหน้าจอ หัวใจเต้นรัว ครอบครัวของฉัน...ครอบครัวที่ฉันจำไม่ได้ ครอบครัวที่ฉันคิดว่าสูญหายไปตลอดกาล

ฉันพิมพ์ตอบกลับไปด้วยนิ้วที่สั่นเทา

*คุณเป็นใคร*

ตอน 2

ข้อความนั้นมาจากเบอร์โทรศัพท์ในกรุงเทพฯ

*ผมชื่อดิน ภัทรพงศ์ ผมเชื่อว่าผมเป็นพี่ชายของคุณ*

พี่ชาย

ชั่วขณะหนึ่ง ความหวังที่บ้าคลั่งและเป็นไปไม่ได้พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจฉัน ฉันใช้ชีวิตทั้งชีวิตในสถานสงเคราะห์ เชื่อมาตลอดว่าเป็นเด็กกำพร้า เป็นเด็กผู้หญิงที่ไม่มีอดีต หลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พรากความทรงจำของฉันไปเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น ก็ไม่มีใครเลย

ตอนนี้...กลับมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

ฉันรีบพิมพ์ตอบกลับ นิ้วสั่นระริก

*คุณหาฉันเจอได้ยังไง*

ฉันรอคอย สายตาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ แต่ไม่มีข้อความตอบกลับมา

ฉันผลักอาหารเช้าออกไป ขนมปังปิ้งรสชาติเหมือนกระดาษแข็ง ความเงียบในคฤหาสน์หลังใหญ่นั้น оглушительный เสียงติ๊กต่อกของนาฬิกาคุณปู่ในห้องโถงสะท้อนความว่างเปล่าในอกของฉัน

ตลอดทั้งวัน ฉันรอคอย...รอข้อความตอบกลับจากดินผู้ลึกลับ รอโทรศัพท์จากสามีของฉัน

แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

เมื่อพลบค่ำ ความหวังที่เคยสว่างวาบในตอนเช้าก็ค่อยๆ มอดดับลง แสงในดวงตาของฉันหรี่ลงพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดิน

ภาคินไม่กลับบ้าน

ฉันเดินเตร่ไปทั่วบ้านที่สมบูรณ์แบบของเรา เหมือนผีในชีวิตของตัวเอง ฉันนึกถึงทุกครั้งที่เขากลับบ้านเร็วเพียงเพื่อจะทานอาหารเย็นกับฉัน นึกถึงวิธีที่เขากอดฉันในครัวขณะที่ฉันทำอาหาร คางของเขาวางอยู่บนหัวของฉัน

ทั้งหมดนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องราวในชาติที่แล้ว ตอนนี้มีเพียงความเงียบ...มีเพียงความเหงา

อีกไม่กี่วันต่อมาก็เหมือนเดิม ภาคินเป็นเพียงเงา เขาจะออกไปก่อนที่ฉันจะตื่นและกลับมาหลังจากที่ฉันหลับใหลไปแล้ว ที่ว่างข้างๆ ฉันบนเตียงคิงไซส์ของเราเย็นเฉียบและว่างเปล่า

ความเจ็บปวดในใจฉันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นความเจ็บปวดที่หนักอึ้งและต่อเนื่อง ผู้ชายที่เคยสังเกตเห็นแม้กระทั่งว่าฉันเปลี่ยนสีทาเล็บ ตอนนี้แทบจะไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาเลย

ฉันรู้ว่าฉันต้องคุยกับเขา ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตแบบนี้ได้ ในสภาวะแห่งความทุกข์ทรมานที่แขวนอยู่กลางอากาศ

คืนหนึ่งฉันรอเขา นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่มืดมิด นาฬิกาตีสองก่อนที่ฉันจะได้ยินเสียงกุญแจในรูกุญแจ

เขาเดินเข้ามา ดูเหนื่อยล้า เขาคลายเนกไท ไหล่ของเขาลู่ลง

“ลิน? ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะ” เขาฟังดูเหนื่อย ไม่ได้โกรธ แต่ความห่างเหินยังคงอยู่

“เราต้องคุยกันค่ะ ภาคิน”

ฉันพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง แม้ว่าหัวใจของฉันจะเต้นรัวอยู่ในอก

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณ...กับเธอ? กับลีโอ?”

เขาลังเล เอามือลูบผม “มันซับซ้อน”

“ผมรักคุณนะ ไอลิน รักคุณคนเดียว คุณก็รู้”

เขาพูดคำเหล่านั้นออกมา แต่มันกลับรู้สึกว่างเปล่า เหมือนท่องจำมา

“ผมต้องรับผิดชอบลีโอ” เขาพูดต่อ “ผมจะให้เงินเกลทุกอย่างที่เธอต้องการเพื่อให้แน่ใจว่าเขาได้รับการดูแลที่ดีที่สุด แต่มันก็แค่นั้น มันเป็นแค่เรื่องเงินและความรับผิดชอบ”

ฉันจ้องมองเขา มองลึกเข้าไปในใบหน้าของเขา ฉันเห็นความเหนื่อยล้า ความรู้สึกผิด แต่ฉันก็เห็นเขาค่อยๆ ถอยห่าง สร้างกำแพงล้อมรอบส่วนหนึ่งของชีวิตเขาที่ไม่รวมฉันเข้าไปด้วย

“คุณเคยมีความรู้สึกกับเธอไหมคะ” คำถามหลุดออกจากปากฉันก่อนที่ฉันจะหยุดมันได้ มันเล็กน้อยและเปราะบาง

ฉันกลั้นหายใจ มองใบหน้าของเขา กลัวคำตอบอย่างสุดซึ้ง

“ไม่” เขาพูด ในที่สุดก็สบตาฉัน “มันเป็นความผิดพลาด ครั้งเดียว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ชีวิตของผมอยู่กับคุณนะลิน กับคุณคนเดียว”

คลื่นแห่งความโล่งใจซัดสาดเข้ามา รุนแรงจนแทบทำให้ฉันเวียนหัว ฉันเชื่อเขา ฉันอยากจะเชื่อเขา

ฉันลุกขึ้นยืนและจับมือเขา ดึงมาวางบนท้องที่ยังแบนราบของฉัน ฉันกำลังจะบอกเขา กำลังจะแบ่งปันข่าวดีเพียงชิ้นเดียวในความยุ่งเหยิงนี้

“ภาคิน ฉัน...”

เสียงเรียกเข้าที่ดังและต่อเนื่องตัดผ่านความเงียบ โทรศัพท์ของเขา

เขาดึงมือออกไปรับโทรศัพท์ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกทันที

“อะไรนะ? ผมกำลังไป”

เขาวางสายแล้ว และกำลังมุ่งหน้าไปที่ประตู

“ไข้ของลีโอขึ้นสูง พวกเขาคิดว่าเขาอาจจะต่อต้านการรักษา ผมต้องไป”

เขากำลังจะไป...อีกแล้ว

“นอนเถอะนะลิน” เขาพูดข้ามไหล่ มือของเขาวางอยู่บนลูกบิดประตู “เป็นเด็กดีนะ”

เขาไปแล้ว

ฉันยืนอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นที่กว้างใหญ่และว่างเปล่า มือของฉันยังคงวางอยู่บนท้อง

“ฉันท้อง” ฉันกระซิบกับพื้นที่ว่างเปล่าที่เขาเคยยืนอยู่

คำพูดเหล่านั้นถูกกลืนหายไปในความเงียบ น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาตามแก้มของฉัน บางอย่างในใจฉันรู้ ด้วยความมั่นใจที่เยือกเย็น ว่าโลกที่สมบูรณ์แบบของเราได้แตกร้าวแล้ว และมันอาจจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก

ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับกล่องของขวัญบนโต๊ะข้างเตียง ข้างในเป็นสร้อยคอ จี้เพชรที่สวยงาม มีโน้ตอยู่ด้วย

*ผมขอโทษนะลิน ผมจะชดเชยให้คุณ รัก, ภ.*

ส่วนเล็กๆ ในใจฉันอ่อนลง เขากำลังพยายาม เขายังคงเป็นภาคินของฉัน

ฉันไปที่กล่องเครื่องประดับเพื่อจะสวมมัน แล้วฉันก็เห็นมัน...สร้อยคอเส้นเดียวกันเป๊ะ วางอยู่ในกล่องกำมะหยี่ ของขวัญจากคริสต์มาสปีที่แล้ว

เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาซื้อของชิ้นเดียวกันให้ฉันสองครั้ง

ความอบอุ่นเล็กๆ ในอกของฉันกลายเป็นน้ำแข็ง มันไม่ใช่ของขวัญที่คิดมาอย่างดี มันเป็นเพียงท่าทีที่แสดงความรู้สึกผิด ที่ซื้อโดยผู้ช่วย เป็นการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วจากผู้ชายที่ไม่ได้ใส่ใจอีกต่อไป

ราวกับจับวาง โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น เป็นคุณหญิงกานดา แม่ของภาคิน

“ไอลิน ที่รัก” เสียงของเธอเหมือนเหล็กกล้าขัดเงา “แม่แปลกใจมากที่ได้ยินเรื่อง...สถานการณ์ของภาคิน”

ฉันแปลกใจที่เธอโทรหาฉัน คุณหญิงกานดาไม่เคยยอมรับฉัน เด็กกำพร้าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากค่ะ” ฉันพูดอย่างระมัดระวัง

“ใช่สิ” เธอสูดจมูก “แม่พูดเสมอว่าภาคินต้องการทายาท น่าเสียดายที่หนูยังให้เขาไม่ได้ แต่ตอนนี้เขามีลูกชายแล้ว! หลานชายของแม่ หนูต้องสนับสนุนเขานะไอลิน ไปที่โรงพยาบาลสิ ไปแสดงความเมตตากับเกลและเด็กน่าสงสารคนนั้นบ้าง อย่างน้อยที่สุดที่หนูจะทำได้”

สายถูกตัดไป

ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น คำพูดของเธอดังก้องอยู่ในหู *อย่างน้อยที่สุดที่หนูจะทำได้*

มือของฉันเลื่อนไปที่ท้อง ความรู้สึกขมขื่นและว่างเปล่าแผ่ซ่านไปทั่ว ฉันนึกถึงลูกที่ภาคินกับฉันคุยกันมาตลอดสองปี เขาพูดเสมอว่าเขาไม่รีบ เขาอยากจะมีฉันเป็นของตัวเองไปอีกสักพัก

ตอนนี้ เขามีลูกชายแล้ว ลูกชายที่ป่วยและต้องการเขา และฉันก็เป็นแค่...ภรรยา ภรรยาที่เป็นหมัน

แต่ฉันไม่ได้เป็นหมัน

ฉันกำลังอุ้มลูกของเขาอยู่ และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำ

ตอน 3

ด้วยความกระสับกระส่ายและเจ็บปวด ฉันขับรถไปยังสถานที่แห่งเดียวที่เคยเป็นของฉัน “มายา” บาร์สุดชิคใจกลางเมืองที่ฉันเคยสร้างชื่อในฐานะบาร์เทนเดอร์ก่อนที่จะได้พบกับภาคิน ฉันต้องการเสียงอึกทึกที่คุ้นเคย เสียงแก้วกระทบกัน เสียงพูดคุยที่ไม่เกี่ยวกับฉัน

ฉันเลื่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลที่ปลายสุดของบาร์ ไม้ขัดมันเย็นเฉียบใต้ฝ่ามือของฉัน

“ว่าไง ดูสิว่าใครมา”

ฉันเงยหน้าขึ้น เป็นเกล บาร์เบอร์ เธอยืนอยู่หลังบาร์ เช็ดเคาน์เตอร์ สวมเครื่องแบบราคาถูกที่รัดรูปเกินไป

“เธอมาทำอะไรที่นี่” ฉันถามอย่างสับสน

เธอยิ้มให้ฉันอย่างเหนื่อยล้า “หาเงินจ่ายค่าเช่าน่ะ งานกราฟิกดีไซน์ไม่ค่อยมี แล้วค่ารักษาพยาบาลของลีโอ...มันเยอะมาก”

การปรากฏตัวของเธอที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนถูกบุกรุก ที่นี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของฉัน

“ขอน้ำโซดามะนาวแก้วหนึ่ง” ฉันพูด กดความหงุดหงิดลงไป

เธอพยักหน้า เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าขณะชงเครื่องดื่มให้ฉัน “ฉันรู้ว่าคุณเป็นใครนะ หรือเคยเป็นใคร ไอลิน ภัทรพงศ์ บาร์เทนเดอร์ที่เก่งที่สุดในเมือง ภาคินเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟัง”

คำพูดของเธอเป็นกันเอง แต่รู้สึกเหมือนถูกคำนวณมาแล้ว ฉันไม่อยากรู้ว่าภาคินเล่าอะไรให้เธอฟังอีก ฉันแค่อยากอยู่คนเดียว

“มันนานมาแล้ว” ฉันพูด จิบเครื่องดื่ม

เธอพิงเคาน์เตอร์ เสียงของเธอเบาลงเป็นเสียงกระซิบกระซาบ “คืนนั้นที่กรุงเทพฯ เขาเหงามากเลยนะ เขาบอกฉันว่าเขาเบื่อผู้หญิงตื้นๆ ที่เอาแต่เงินของเขา เขาต้องการอะไรที่จริงจัง”

ฉันตัวแข็งทื่อ ฉันไม่อยากได้ยินเรื่องนี้

“เขาอ่อนโยนมาก” เธอพูดต่อ ดวงตาของเธอมีแววฝัน “ตอนนั้นฉันกำลังลำบาก พ่อฉันป่วย เขาแค่รับฟัง เขาทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย”

ทุกคำพูดคือการบิดมีดอย่างจงใจ ฉันรู้ว่าเธอกำลังทำอะไร เธอกำลังวาดภาพความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งทางอารมณ์ ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดในคืนที่เมามาย เธอกำลังพยายามทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเมียน้อย

และมันก็ได้ผล

ความโกรธและความหึงหวงที่ฉันพยายามกดไว้พุ่งขึ้นมาที่คอ แต่ฉันไม่สามารถระเบิดออกมาได้ เพราะเธอคือแม่ของลูกเขา เธอมีสิทธิ์ในตัวเขาที่ฉันจะไม่มีวันมี ในทางที่บิดเบี้ยว เธอมาก่อน

ความเจ็บปวดเป็นก้อนแข็งที่ไม่สามารถขยับได้ในอกของฉัน

ฉันหันหน้าหนี จ้องมองแสงไฟที่กระพริบบนฟลอร์เต้นรำ พยายามหายใจ

แล้วฉันก็เห็นเขา

ภาคิน

เขายืนอยู่ที่ประตู ดวงตาของเขากวาดไปทั่วห้อง หัวใจของฉันเต้นแรง เขามาหาฉัน

แต่สายตาของเขาไม่ได้หยุดที่ฉัน พวกมันพบเกล

เขาเดินตรงไปหาเธอ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล เขาไม่เห็นฉันด้วยซ้ำ ทั้งที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ฟุต

“เกล มาทำอะไรที่นี่” เขาพูด เสียงของเขานุ่มนวล เต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่เขาไม่ได้แสดงให้ฉันเห็นมาหลายวัน “คุณควรจะพักผ่อนนะ ลีโอต้องการคุณ”

หัวใจของฉันหล่นวูบ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อฉัน เขามาที่นี่เพื่อเธอ

เขาเคยสามารถมองเห็นฉันได้ในทุกฝูงชน สายตาของเขาจะมองหาฉันเสมอ เป็นการเชื่อมต่อส่วนตัวเล็กๆ ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คน ตอนนี้ฉันกลายเป็นคนล่องหน

ดวงตาของเกลเหลือบมาทางฉัน แววตาของเธอมีประกายแห่งชัยชนะเล็กน้อย ถึงตอนนั้นภาคินถึงได้มองตามสายตาของเธอและเห็นฉัน

เขาดูตกใจ จากนั้นคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ

“ไอลิน? คุณมาทำอะไรในที่แบบนี้? คุณควรจะอยู่บ้านนะ”

ความขมขื่นที่น่าขันนั้นหนาจนฉันแทบจะลิ้มรสมันได้ เขาเป็นมหาเศรษฐีที่เป็นเจ้าของครึ่งเมือง แต่โลกของฉันกลับหดเล็กลงเหลือแค่สี่กำแพงบ้านของเรา แต่โลกของเขา กลับขยายออกไปรวมถึงครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่ง

ฉันฝืนยิ้มที่ตึงเครียดและเปราะบาง “ฉันแค่รู้สึกคิดถึงวันเก่าๆ ค่ะ”

ฉันกดความเจ็บปวดลงและลุกขึ้นยืน เดินไปหลังบาร์ อุปกรณ์ที่คุ้นเคยให้ความรู้สึกมั่นคงในมือของฉัน “ให้ฉันชงเครื่องดื่มให้คุณนะคะ เพื่อรำลึกความหลัง”

มันเป็นพิธีกรรมของเรา วิธีการแสดงความรักของฉันต่อเขา

เขาลังเล สายตาของเขาเปลี่ยนไปที่เกล “ผมคงไม่ได้ ผมต้องขับรถพาเกลกลับไปที่โรงพยาบาล”

ข้ออ้างนั้นบอบบาง เขามีคนขับรถที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

มือของฉันนิ่งอยู่เหนือเชคเกอร์ ฉันจำได้ทุกครั้งที่เขาบอกฉันว่าเครื่องดื่มของฉันเป็นเครื่องดื่มเดียวที่เขาต้องการ เขาเป็นแฟนตัวยงของฉัน

“คุณจะไม่ให้ฉันชงเครื่องดื่มให้คุณจริงๆ เหรอคะ” ฉันถาม เสียงเบาหวิว

“ลิน ตอนนี้ไม่ใช่เวลา” เขาพูด เสียงของเขาตึงเครียดด้วยความไม่อดทน “ลีโอป่วยอยู่ คุณต้องพักผ่อน”

มันเกี่ยวกับลีโอเสมอ เกี่ยวกับสุขภาพของฉันเสมอ ราวกับว่าฉันเป็นตุ๊กตาที่เปราะบางที่ต้องเก็บไว้บนหิ้งในขณะที่เขาจัดการกับชีวิตจริงของเขา

ความกระตือรือร้นของฉันหายไป ฉันวางเชคเกอร์ลงพร้อมกับเสียงกระทบกันเบาๆ

ภาคินดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความผิดหวังของฉัน เขาขยับเข้ามาใกล้ วางมือบนไหล่ของฉัน “ผมขอโทษนะลิน ผมสัญญาว่าเมื่อลีโอดีขึ้น เราจะไปเที่ยวกัน แค่เราสองคน แล้วผมจะจัดการกับเกล เธอจะไม่อยู่ในชีวิตของเรา ผมสัญญา”

คำสัญญาของเขารู้สึกเหมือนคำพูดที่ว่างเปล่า มีไว้เพื่อปลอบใจฉันเท่านั้น

ฉันไม่ตอบ

ฝั่งตรงข้ามบาร์ เกลเปลี่ยนจากชุดทำงานแล้ว เธอเดินเข้ามา สายตาของเธอจับจ้องไปที่มือของภาคินบนไหล่ของฉัน ประกายความเกลียดชังพาดผ่านใบหน้าของเธอก่อนที่เธอจะซ่อนมันไว้หลังหน้ากากแห่งความกังวล

เธอรู้ว่าภาคินรักฉัน แต่นั่นไม่สำคัญ เธอมีลูกชายของเขา เธอมีอำนาจต่อรองสูงสุด และเธอเกลียดฉันที่มีสิ่งเดียวที่เธอไม่สามารถมีได้ นั่นคือหัวใจของเขา

“ภาคิน เราควรจะไปกันได้แล้ว” เธอพูด เสียงของเธอเร่งรีบ “โรงพยาบาลโทรมาอีกแล้ว ลีโอถามหาคุณ”

ภาคินถอนหายใจ มือของเขาหลุดจากไหล่ของฉัน เขาดูสับสน แต่เพียงชั่วครู่

“คุณพูดถูก” เขาหันมาหาฉัน เสียงของเขานุ่มนวลลงอีกครั้ง “กลับบ้านนะลิน เดี๋ยวผมโทรหา”

เขาหันหลังและเดินจากไปพร้อมกับเธอ ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ตรงนั้น เป็นของที่ระลึกจากชีวิตที่ไม่มีอยู่อีกต่อไป

ฉันมองพวกเขาเดินจากไป ภาพเบลอด้วยน้ำตา ฉันเข้าใจ เขาเหนื่อย เขาเครียด ฉันพยายามหาข้อแก้ตัวให้เขา

ฉันหยิบเชคเกอร์ขึ้นมาและชงเครื่องดื่มแก้วโปรดของเขา Old Fashioned ที่ซับซ้อนและมีกลิ่นควัน ฉันวางมันลงบนบาร์ ของเหลวสีอำพันส่องประกายอยู่ใต้แสงไฟ

แล้วฉันก็เดินออกไป

เขาเคยสัญญาว่าเขาจะไม่ปล่อยให้เครื่องดื่มที่ฉันชงให้เขาวางทิ้งไว้โดยไม่แตะต้อง

คืนนี้ มันจะถูกทิ้งไว้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED