ระยะเวลาการตั้งครรภ์: หกสัปดาห์
เมื่อเห็นรายงานผลอัลตราซาวด์ ฉันถึงกับอึ้งไปกับข้อความที่เห็น แค่ครั้งเดียว ท้องได้ยังไงกัน?
ตอนนี้จะทำยังไงดี?
ถ้าบอกฟู่เชิ่นเหยียน เพราะเหตุผลนี้จะทำให้เขาไม่หย่ารึเปล่า? ไม่ ตรงกันข้าม เขาจะคิดว่าฉันนั้นหน้าด้าน ใช้เด็กเพื่อมาจับเขา
ฉันพยายามระงับความหดหู่ในใจ และเก็บผลอัลตราซาวด์ลงในกระเป๋าก่อนจะออกจากโรงพยาบาลไป
นอกตึกที่สูงใหญ่ของโรงพยาบาล ในรถมายบัคสีดำเงา หน้าต่างถูกเปิดออกเล็กน้อย จากด้านนอกนั้นสามารถมองเห็นสายตาเย็นชาของผู้ชายที่นั่งอยู่ในที่นั่งคนขับได้ลาง ๆ
ผู้ชายที่หล่อเหลา กับรถหรู ดึงดูดความสนใจของผู้คนไม่น้อย
รวย และหน้าตาดีนั้นเป็นเอกลักษณ์ของฟู่เชิ่นเหยียน หลายปีมานี้ฉันเริ่มจะชินกับมัน และไม่สนใจสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา และเข้าไปนั่งในที่นั่งข้างคนขับ
ผู้ชายที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่นั้น พอได้ยินเสียงก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่ได้ลืมตาขึ้น แล้วพูดออกมาเบา ๆ ว่า “จัดการเรียบร้อยแล้วเหรอ?”
“อืม!” ฉันพยักหน้า ยื่นสัญญาที่เซ็นไว้กับโรงพยาบาลให้เขา และพูดว่า “ผู้อำนวยการลู่ฝากมาทักทายคุณด้วย!” สัญญาในวันนี้ ความจริงฉันต้องเป็นคนมาเซ็นเอง แต่ระหว่างทางกับเจอฟู่เชิ่นเหยียนเข้า ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ขับรถพาฉันมาที่นี่
“งานเคสนี้ต่อไปเธอดูแลจัดการทั้งหมดด้วย!” ฟู่เชิ่นเหยียนนั้นเป็นคนไม่ค่อยพูดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาไม่ได้รับสัญญาไป ก่อนจะสั่งออกมาเรียบ ๆ ประโยคนึง และสตาร์ทรถ
ฉันพยักหน้า และไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น
ฉันเงียบไปนาน นอกจากฟังคำสั่ง แล้วทำตาม เรื่องอื่น ๆ ดูเหมือนฉันจะไม่รู้อะไรเลย
รถขับมาถึงใจกลางเมือง นี่ก็ค่ำแล้ว เขาไม่กลับไปที่วิลล่า แล้วจะไปที่ไหน? แม้ว่าจะรู้สึกสงสัย แต่ฉันไม่เคยเป็นฝ่ายถามอะไรเขาก่อนอยู่เลย เพราะงั้นเลยเลือกที่จะเงียบ
พอนึกถึงผลอัลตราซาวด์แล้ว ฉันก็ไม่รู้จะพูดกับเขายังไง พอหันไปข้าง ๆ ก็เห็นสายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า สายตาของเขาคมกริบ และเย็นชาเหมือนเคย
“ฟู่เชิ่นเหยียน!” ฉันปริปากพูด ฝ่ามือที่ถือกระเป๋านั้นเริ่มชื่นเล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะรู้สึกประหม่าเลยเหงื่อออก
“ว่ามาสิ!” คำพูดสั้น ๆ ที่เย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
เขาเป็นแบบนี้กับฉันมาตลอด พอนาน ๆ เข้า ฉันก็ปล่อยวางพยายามระงับความตื่นเต้น พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดออกมาว่า “ฉัน...” ท้อง
พูดได้ไม่ทันถึงสองคำ แต่ตอนนั้นโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น คำพูดนั้นก็ถูกกลืนไปทันที
“ชินหราน มีอะไรรึป่าว?” ความอ่อนโยนของคนบางคนนั้นถูกกำหนดไว้ให้คนเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นความรัก หรือความสุข สุดท้ายก็มักจะมอบให้กับคน ๆ หนึ่งเสมอ
ความอ่อนโยนของฟู่เชิ่นเหยียนนั้นมีไว้สำหรับลู่ชินหรานโดยเฉพาะ แค่ฟังที่เขาคุยกับลู่ชินหรานก็รู้แล้ว
โดยไม่รู้ว่าลู่ชินหรานที่อยู่ปลายสายพูดอะไร จู่ ๆ ฟู่เชิ่นเหยียนก็เหยียบเบรกกะทันหันและพูดปลอบไปตามสายว่า “โอเค ผมจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้ คุณอย่าไปไหนล่ะ”
หลังจากวางสาย เขาก็กลับมาทำหน้าเคร่ง มองมาที่ฉัน แล้วพูดว่า “ลงรถ!”
เป็นคำสั่งที่ไม่เปิดโอกาสให้แย้งเลย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ฉันพยักหน้า และกลืนคำพูดทั้งหมดไป ก่อนจะเปิดประตู และลงจากรถ
การแต่งงานของฉันกับฟู่เชิ่นเหยียนนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ก็เป็นโชคชะตาเช่นกัน แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับความรักเลย ใจของฟู่เชิ่นเหยียนนั้นมีแต่ลู่ชินหราน การมีฉันอยู่นั้นก็เป็นแค่ของประดับ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคก็ได้
เมื่อสองปีที่แล้ว คุณปู่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เขาบังคับให้ฟู่เชิ่นเหยียนแต่งงานกับฉันตอนที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล แม้ว่าฟู่เชิ่นเหยียนจะไม่เต็มใจ แต่เขาก็ยังแต่งงานกับฉันเพราะคุณปู่ สองปีที่ผ่านมานั้นมีคุณปูอยู่ ฟู่เชิ่นเหยียนแสร้งทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน ตอนนี้พอคุณปู่เสียชีวิตแล้ว เขาก็แทบจะอดรนทนไม่ไหวหาทนายมาร่างสัญญาการหย่า เหลือเพียงรอฉันเซ็นชื่อ
พอกลับมาถึงวิลล่า ฟ้าก็มืดแล้ว บ้านหลังใหญ่นั้นว่างเปล่าราวกับบ้านผีสิง อาจจะเพราะท้อง เลยไม่รู้สึกอยากอาหาร ฉันเลยตรงกลับไปที่ห้องนอน อาบน้ำ และเข้านอน
ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความงุนงง ก็ได้ยินเสียงรถดับเครื่องดังมาจากหน้าบ้าน
ฟู่เชิ่นเหยียนกลับมาแล้วเหรอ?
เขาไม่ได้ไปหาลู่ชินหรานหรอกเหรอ?
ไม่ทันที่ฉันจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้นก็เห็นประตูห้องนอนถูกเปิดออก เขาตัวเปียกโชกและเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่หันมามองฉัน หลังจากนั้นก็มีเสียงน้ำดังขึ้น
พอเขามา ฉันก็นอนต่อไม่ได้เลยลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย หยิบชุดนอนของเขาออกมาจากตู้ แล้ววางไว้ที่ประตูห้องน้ำ ก่อนจะเดินไปที่ระเบียง
มันเป็นฤดูฝน ข้างนอกมีฝนตกปรอย ๆ ท้องฟ้านั้นมืดแล้ว และได้ยินเสียงน้ำฝนกระทบหลังคาแว่ว ๆ
พอได้ยินเสียงจากด้านหลัง ฉันก็หันหน้าไปและเห็นว่าฟู่เชิ่นเหยียนออกมาจากห้องน้ำแล้ว ร่างกายท่อนล่างของเขาถูกพันไว้ด้วยผ้าขนหนู ผมของเขาเปียกและมีหยดน้ำหยดลงมาตามร่างกายกำยำของเขา มันมีเสน่ห์มากซะจนอะไรก็มาเทียบไม่ได้
อาจจะเป็นเพราะเห็นว่าฉันกำลังมองเขาอยู่ เขาเลยหันมามองฉันพลางขมวดคิ้วขึ้นมา “มานี่!” น้ำเสียงฟังดูไร้อารมณ์
ฉันเดินไปหาเขาอย่างเชื่อฟัง และก็เห็นเขาโยนผ้าขนหนูในมือให้ฉัน แล้วพูดเสียงทุ้มว่า “ช่วยเช็ดที”
เขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉันเองก็ชินกับมันมานานแล้ว เขานั่งลงบนขอบเตียง และฉันก็ปีนขึ้นไปบนเตียงพลางคุกเข่าข้างหลังเขา และเช็ดผมให้เขา
“พรุ่งนี้งานศพของคุณปู่ เราต้องไปที่บ้านเก่ากันแต่เช้า” ฉันพูดขึ้นมา ไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่องคุยกับเขา แค่กังวลว่าเขามัวแต่สนใจแต่ลู่ชินหราน ถ้าไม่พูดขึ้นมาก็กลัวว่าเขาจะลืม
“อืม!” เขารับคำฉัน และไม่ได้พูดอะไรออกมา
พอรู้ว่าเขาไม่อยากคุยอะไรกับฉันมากนัก ฉันเลยไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้น หลังจากเช็ดผมของเขาจนแห้ง ฉันก็นอนลงบนเตียงอีกครั้ง และเตรียมตัวนอน
อาจเป็นเพราะอาการแพ้ท้อง เลยมักจะรู้สึกง่วงนอนมาก ปกติแล้วพออาบน้ำเสร็จ ฟู่เชิ่นเหยียนก็จะไปอยู่ที่ห้องทำงาน ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนชุดนอนเสร็จ ก็ทิ้งตัวลงนอนแล้ว
แม้ว่ามันจะแปลก แต่ฉันก็ไม่ได้ถามอะไรมาก แต่จู่ ๆ เขาก็กอดฉัน ดึงฉันเข้าไปในอ้อมแขนของเขา แล้วก็จูบฉันอย่างอ่อนโยน
ฉันรู้สึกงง เลยเงยหน้าขึ้นมองเขา “ฟู่เชิ่นเหยียน ฉัน...”
“ไม่เต็มใจเหรอ?” เขาพูด ดวงตาคู่นั้นของเขาก็ดำขลับ มันดุร้าย และแฝงไปด้วยความป่าเถื่อน
ฉันหลุบตาลง เพราะไม่เต็มใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“เบาหน่อยได้ไหมคะ?” ลูกเพิ่งจะมีอายุได้หกสัปดาห์ ถ้าไม่ระวังจะเป็นอันตรายได้
เขาเลิกคิ้ว และไม่พูดอะไร
... ฝนนอกหน้าต่างเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้นก็มีฟ้าร้อง และฟ้าผ่าลงมา แสงวิบวับขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านไปสักพักเขาก็ลุกขึ้น และเข้าไปในห้องน้ำ
ฉันเหงื่อแตกพลั่กเพราะความเจ็บปวด ทีแรกนั้นอยากจะลุกไปกินยาแก้ปวด แต่ก็ไม่ทำเพราะเป็นห่วงลูก
“อ๊ะ...” โทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงดังขึ้น มันเป็นโทรศัพท์ของฟู่เชิ่นเหยียน ฉันเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนัง ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว
เวลานี้คนที่จะโทรหาฟู่เชิ่นเหยียนนั้นก็คงจะมีแต่ลู่ชินหราน
เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลง ฟู่เชิ่นเหยียนนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมา เช็ดมือ และรับโทรศัพท์ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไร
จากนั้นก็เห็นฟู่เชิ่นเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางพูดว่า “ชินหราน ไม่เอาน่า!”
พอพูดจบ เขาก็วางสาย และเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะออกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนนั้นฉันคงจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ แต่ตอนนี้ฉันกลับดึงฟู่เชิ่นเหยียนไว้อย่างแรง พลางพูดขอร้องเขาเบา ๆ ว่า “คืนนี้ไม่ไปได้ไหมคะ?”
ฟู่เชิ่นเหยียนขมวดคิ้ว ความเย็นชา และความไม่พอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่หล่อเหลาของเขา “ดีด้วยหน่อยก็ได้ใจแล้วเหรอ?”
คำพูดนั้นเย็นชาและเต็มไปด้วยความแดกดัน
ฉันอึ้งไปพักหนึ่ง พลางคิดว่าตัวเองนั้นตลกสิ้นดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้เป็นงานศพของคุณปู่ ต่อให้คุณเป็นห่วงเธอ แต่ก็ควรจะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควรไม่ใช่เหรอคะ?”
“ขู่เหรอ?” เขาหรี่ตาพลางบีบคางฉันอย่างแรง และพูดออกมาเบา ๆ อย่างเย็นชาว่า “เสิ่นชู เธอปีกกล้าขาแข็งแล้วนี่”
ฉันรู้ดีว่าต่อให้อยากจะรั้งเขาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่เรื่องบางเรื่องนั้นต้องลองดู ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา และพูดออกมาว่า “ฉันตกลงที่จะหย่า แต่ฉันมีเงื่อนไขคืนนี้คุณต้องอยู่กับฉัน และไปงานศพคุณปู่กับฉัน หลังจากจบงานศพ ฉันจะรีบเซ็นชื่อให้ทันที”
เขาหรี่ตาลง มีรอยยิ้มเย้ยหยันในดวงตาสีเข้ม มุมปากขยับเล็กน้อย “เอาใจฉันสิ” เขาปล่อยมือ หรี่ตาลงแล้วโน้มตัวมาใกล้หูของฉัน “เสิ่นชู เรื่องทุกเรื่องนั้นต้องอาศัยความสามารถของตัวเอง แค่พูดเฉย ๆ นั้นไม่มีประโยชน์หรอก”
น้ำเสียงของเขาเย็นชา แต่ฟังดูยั่วยวน ฉันรู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ฉันยกแขนไปโอบเอวเขา และเงยหน้าขึ้นพยายามที่จะเข้าใกล้เขา ความสูงของคนสองคนนั่นต่างกันมาก ท่าทางแบบนี้มันเลยทำให้ฉันดูตลก
ในใจก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง ใช้วิธีนี้เพื่อดึงคนที่ตัวเองชอบไว้ มัน...น่าสมเพชจริง ๆ
ฉันอยากจะขยับมือไปตามสัญชาตญาณ แต่กลับถูกมือของเขากดไว้ ฉันลืมตาขึ้น และเห็นว่าดวงตาสีดำขับของเขานั้นดูยั่วยวน “พอได้แล้ว!”
ฉันอึ้งไปทันทีที่ได้ยินคำพูดที่เฉยเมย และเย็นชานั้น ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร พลางเห็นเขาดึงเอาชุดนอนสีเทาที่วางอยู่บนเตียงมาสวมใส่
ตอนนั้นฉันชะงักไปชั่วครู่ แล้วจึงได้สติกลับมา เขา... ไม่ออกไปแล้วเหรอ?
ยังไม่ทันได้มีความสุข ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงดังแว่วมาท่ามกลางสายฝนนอกหน้าต่าง “พี่เชิ่น...”
ฉันชะงักไป แต่ไม่เร็วเเท่าฟู่เชิ่นเหยียน และก็เห็นเขาเดินไปที่ระเบียง จากนั้นเขาก็ดึงเสื้อโค้ท และออกจากห้องนอนไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
นอกระเบียง ลู่ชินหรานยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก เธอสวมชุดเดรสบาง ๆ ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน คนสวยที่แต่เดิมนั้นป่วย และแลดูบอบบาง ตอนนี้พออยู่ท่ามกลางสายฝนก็แลดูน่าสงสารมากขึ้น
ฟู่เชิ่นเหยียนเอาเสื้อโค้ทคลุมตัวให้เธอ ยังไม่ทันที่จะดุเธอ ลู่ชินหรานก็กอดเขาไว้แน่นพลางสะอื้นเบา ๆ
พอเห็นภาพนี้แล้ว จู่ ๆ ฉันก็เข้าใจขึ้นมาว่าทำไมฉันอยู่กับฟู่เชิ่นเหยียนมาสองปีถึงเทียบกับโทรศัพท์สายหนึ่งของลู่ชินหรานไม่ได้
ฟู่เชิ่นเหยียนกอดลู่ชินหรานเข้ามาในวิลล่า และพาเธอขึ้นมาชั้นบน ฉันยืนอยู่ที่บันได มองคนสองคนที่เปียกโชกไปด้วยน้ำฝน พลางขวางทางพวกเขาไว้
“หลีกไป!” ฟู่เชิ่นเหยียนพูด น้ำเสียงของเขาเย็นชา และเคร่งขรึม เขามองมาที่ฉันด้วยความรังเกียจ
เสียใจงั้นเหรอ?
ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่เจ็บกว่าคือการที่เห็นคนที่ตัวเองรักดูแลคนอื่น และเหยียบย้ำตัวเองแบบนี้
“ฟู่เชิ่นเหยียน ตอนที่แต่งงานกันคุณสัญญากับคุณปู่ว่าถ้าฉันเสิ่นชูอยู่ที่นี่ คุณจะไม่พาเธอเข้ามาที่นี่” นี่เป็นที่ ๆ ฉันกับฟู่เชิ่นเหยียนอาศัยอยู่ด้วยกัน ฉันให้เขาไปอยู่กับลู่ชินหรานมาหลายต่อหลายคืนแล้ว ทำไมถึงต้องมาเหยียบย่ำกันถึงในถิ่นของฉันด้วย
“เฮอะ!” จู่ ๆ ฟู่เชิ่นเหยียนก็ยิ้มเยาะขึ้นมา ดึงฉันออกไป และพูดอย่างเย็นชาว่า “เสิ่นชู เธอสำคัญตัวเองไป”
ช่างเป็นประโยคที่น่าขันจริง ๆ และก็เห็นเขาพาลู่ชินหรานเข้าไปในห้องรับแขก สุดท้ายฉันก็ได้แต่ยืนมองเหมือนเป็นคนนอก
คืนนี้ไม่สงบแน่ ๆ
ลู่ชินหรานเปียกฝนมา แต่เดิมเธอนั้นอ่อนแออยู่แล้ว แต่ฝนตกหนักทำให้เธอมีไข้สูง ฟู่เชิ่นเหยียนดูแลเธอ พลางเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอ และใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวให้ไข้ของเธอลดลง
บางทีเขาอาจจะรู้สึกขวางหูขวางตาที่ฉันอยู่ข้าง ๆ เลยมองฉันอย่างเย็นชา แล้วพูดว่า “กลับบ้านตระกูลฟู่ไปซะ! ชินหรานเป็นแบบนี้ คืนนี้กลับไปไม่ได้แล้ว”
ให้ฉันกลับไปที่บ้านตระกูลฟู่ตอนนี้เนี่ยนะ? เฮอะ ๆ ...
ฉันขวางหูขวางตางั้นสินะ
ฉันมองฟู่เชิ่นเหยียนอยู่นาน แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเพื่อเตือนเขาว่าบ้านตระกูลฟู่อยู่ห่างจากที่นี่มากแค่ไหน ตอนนี้ดึกแค่ไหนแล้ว ฉันเป็นผู้หญิง ไปที่นั่นคนเดียวมันไม่ปลอดภัยมากขนาดไหน
แต่เขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย สิ่งที่เขาสนใจคือการที่เธออยู่ที่นี่นั้นจะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของลู่ชินหราน
ฉันระงับความเจ็บปวดในใจ ก่อนก็พูดขึ้นมาเรียบ ๆ ว่า “ฉันจะกลับไปที่ห้องนอน ตอนนี้ไปที่บ้าน... คงจะไม่เหมาะสม!”
เขาไม่ใส่ใจฉัน ฉันเองก็ไม่สามารถให้เขามาเหยียบย่ำฉันได้ตามอำเภอใจเช่นกัน
พอออกมาจากห้องรับแขก ก็เจอเฉิงจวิ้นยวี่ที่เดินเข้ามาอย่างรีบร้อนตรงทางเดิน เห็นเขาที่รูปร่างสูงโปร่งสวมชุดนอนสีดำ คงจะรีบมาก ไม่ได้เปลี่ยนแม้กระทั่งรองเท้า และชุดก็เปียกไปกว่าครึ่ง