เพล้ง!
กรี๊ด!.......
‘โอ๊ย!...พี่ศักดิ์ปล่อยแขนกานดาก่อนนะจ๊ะ กานดาเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ปล่อยเถอะนะ กรี๊ด~ฮือ ฮือ เจ็บ’ เสียงกรีดร้องอ้อนวอน ด้วยความเจ็บปวดและทรมาน ดังออกมาจากบ้านไม้สองชั้นหลังเก่า ที่ตอนนี้มีหญิงสาวร่างเล็กบอบบางกำลังโดนทำร้ายร่างกาย จากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ที่อยู่กินกันมาเพียงแค่5เดือน แต่เขาก็ทำร้ายร่างกายเธอซ้ำๆ อยู่เป็นประจำ
หมับ!
‘มึงกลัวกูเหรออีกานดา อย่ามาทำเป็นสำออยหน่อยเลย กูไม่สงสารมึงหรอกนะ’ ศักดิ์หรือศักดิ์ชัยปล่อยมือออกจากแขนของกานดา จากนั้นเขาก็ตรงไปกระชากเข้าที่ผมของเธอแทน นั่นทำให้กานดานั้นต้องเซถลา ตามแรงกระชากของศักดิ์ชัย
‘โอ๊ย!เจ็บ พี่ศักดิ์ปล่อยผมกานดาก่อนนะจ๊ะ กานดาเจ็บจริงๆ ไม่ได้สำออย เชื่อกานดาสิ พี่ศักดิ์ทำร้ายกานดาเกือบทุกวัน ร่างกายของกานดามันจะรับไม่ไหวแล้วนะพี่’
‘รับไม่ไหวมึงก็ต้องรับให้ไหวอีกานดา เพราะมึงยังต้องอยู่บ้านของกู แล้วก็ไอ้เด็กเวรนั้นด้วย กูจะทุบตีมึงสองแม่ลูกยังไงก็ได้ ตราบใดที่มึงยังอาศัยบ้านของกูอยู่ เข้าใจไหมอีกานดา’
‘ก็ได้จ๊ะพี่ศักดิ์ พี่จะทุบตีทำร้ายกานดายังไงก็ได้ แต่อย่าทำอะไรท๊อปเลยนะพี่ ลูกไม่เกี่ยว’
‘มึงใช่คำว่าลูกเหรออีกานดา มึงลืมไปหรือเปล่าว่ามันไม่ใช่ลูกกู มันเป็นลูกมึงกับผัวเก่ามึงนู้น’ ศักดิ์ชัยตะเบ็งเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเพิ่มแรงกระชากเข้าไปที่ผมของกานดาอย่างแรง จนเธอร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
และเสียงร้องของผู้เป็นแม่ ทำให้เด็กชายวัย9ขวบที่ชื่อท๊อป สะดุ้งตัวลุกจากที่นอน จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เปิดประตูไม้เก่าๆ ออกมาแอบดูเหตุการณ์ ตรงบันไดชั้นสองของบ้าน
‘อย่าเสียงดังไปเลยนะพี่ จะทำอะไรฉันก็ได้ แต่อย่าเสียงดัง ฉันไม่อยากให้ท๊อปตื่นขึ้นมาเห็นเหตุการณ์แบบนี้ ลูกยังเด็ก ฉันไม่อยากให้แกรับรู้เรื่องบ้าๆ แบบนี้’ กานดาพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ศักดิ์ชัย ด้วยร่างกายที่สั่นเทา
‘มึงพูดเองนะอีกานดาว่า กูจะทำอะไรมึงก็ได้ งั้นมึงเจอกูแน่’ พูดจบศักดิ์ชัยก็ปล่อยผมของกานดาออก จากนั้นเขาก็ง้างมือจนสุด แล้วตบเข้าที่หน้าของกานดาอย่างแรง จนเธอเซถลาล้มลงไปกับพื้น
เพี๊ยะ!
โอ๊ย!
‘พี่ศักดิ์ ฮือ ฮือ ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ กานดาเจ็บ ทำไมพี่ถึงใจร้ายแบบนี้ด้วย ยังมีความเป็นคนอยู่ไหม?’ กานดาที่ล้มนอนไปกับพื้น เธอใช้มือเช็ดเลือดที่มุมปาก จากนั้นก็หันมาพูดกับศักดิ์ชัยด้วยแววตาตัดพ้อ
‘กูชอบแบบนี้ไง เวลากูเอากับมึง มันเร้าใจกูดี’ พูดจบศักดิ์ชัยก็ตรงไปคร่อมร่างของกานดาไว้ พร้อมกับใช้มือใหญ่ของเขากระชากไปที่เสื้อของกานดาจนขาด เผยให้เห็นหน้าอกที่ล้นออกมาจากบราลายลูกไม้สีดำ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้มือทั้งสองข้างของตัวเอง ตรงไปบีบคอของกานดาจนเธอเริ่มจะหายใจไม่ออก และดิ้นทุรนทุรายไปกับพื้น
แค่ก! แค่ก! แค่ก!
‘ปะ ปล่อยนะพี่ศักดิ์ กานดาจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว’ กานดาพยายามจะแกะมือของศักดิ์ชัย ออกจากคอของตัวเอง แต่ก็ยังไม่เป็นผล เพราะเขาใช้มือบีบคอของเธอจนแน่น
แต่ระหว่างที่เธอกำลังแกะมือของศักดิ์อยู่นั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นเด็กวัย9ขวบ เดินถือมีดปลายแหลมเดินลงมาจากชั้น 2 ของบ้าน
เธอพยายามจะตะโกนห้ามลูกชายของเธอ ที่กำลังจะง้างมีดในมือแทงศักดิ์ชัยจากด้านหลัง แต่กระนั้นเสียงของเธอก็ไม่ได้ออกมาจากลำคอ เพราะตอนนี้เธอก็โดนบีบคอ จนเกือบจะขาดอากาศหายใจ จึงไม่สามารถส่งเสียงห้ามลูกชายของเธอได้
ฉึก!
อัก!
‘มึงกล้าทำร้ายกูเหรอไอ้เด็กเวร’ ศักดิ์ชัยปล่อยมือออกจากคอของกานดา จากนั้นเขาก็ยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะหมุนตัวมาหาเด็กชาย แล้วใช้มือตบเข้าไปที่ใบหน้าของเด็กชายวัย9ขวบอย่างแรง จนเขากระเด็นไปติดผนังไม้เก่าๆ ภายในบ้าน
‘ท๊อปเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ฮือฮือ พี่ศักดิ์อย่าทำอะไรลูกเลย ลูกคงไม่ได้ตั้งใจ’ กานดาพูดขณะที่พยายามจะยันตัวไปหาลูกน้อยของเธอ แต่ก็ต้องล้มลงอีกครั้ง เพราะร่างกายของเธอบอบช้ำเกินไป
‘ไม่ได้ตั้งใจเหี้ยอะไร ไม่ได้ตั้งใจเลือดกูจะไหลออกมาเยอะขนาดนี้เหรอ?’ ศักดิ์ชัยใช้มือดึงมีดที่เสียบอยู่ด้านหลังของเขาออก จากนั้นเขาก็ถือมีดตรงไปยังเด็กชายตัวเล็ก ที่นอนงอตัวอยู่กับพื้น
‘………….’ ท็อปเด็กชายตัวเล็ก ที่เมื่อเห็นศักดิ์ชัยเดินถือมีดตรงเข้ามาหา เขาก็กระเสือกกระสน ใช้เท้าดันไปกับพื้นไม้ เพื่อจะหนีจากเงื้อมือของศักดิ์ชัย
แต่กระนั้นมันก็ไม่ทันอยู่ดี เพราะศักดิ์ชัยได้จับเข้าที่ขาของเด็กชายตัวเล็กนั้นไว้ แล้วดึงเข้ามาหาตัว ก่อนจะง้างมือจนสุด จากนั้น….
กริ๊ง!........
เฮือก!.....
ผมสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมาจากฝัน เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์กรีดร้อง อยู่ใกล้ๆกับตัวของผม ไม่รอช้าผมรีบใช้มือควานหา จากนั้นก็รีบหยิบขึ้นมาดูรายชื่อที่โชว์อยู่หน้าจอ ปรากฏว่าคนที่โทรมาก็คือแม่ของผม และไม่รอช้าผมจึงรีบกดรับสายทันที
ติ๊ด….
“ครับแม่ โทรมาหาผมแต่เช้ามีอะไรหรือเปล่า?” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่นนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งน้ำเสียงแบบนี้ผมจะพูดเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น
“ (แม่อยากจะชวนท๊อปมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน แม่ทำของโปรดเอาไว้ให้เยอะเลย แต่ถ้าท๊อปงานยุ่งก็ไม่เป็นไรนะลูก แม่เข้าใจ) ” ผมอมยิ้มให้กับคำพูดของแม่ตัวเอง ที่บอกว่าเข้าใจแต่จริงๆแล้วแม่ของผมน่ะ ไม่เข้าใจอย่างที่ปากพูดหรอกครับ นี่ก็คงจะแอบน้อยใจที่ผมไม่ได้เข้าไปหาที่บ้านเลยในช่วงที่ผ่านมา
“เดี๋ยวเที่ยงผมเข้าไปหาแม่ที่บ้านแน่นอนครับ ไม่น้อยใจนะครับแม่” ผมยันตัวไปนั่งพิงกับหัวเตียงพร้อมกับพูดตอบตกลงแม่ไป ขืนถ้าผมไม่ไปกินข้าวเที่ยงกับแม่วันนี้ ต้องเจองอนหนักแน่ เพราะท่านก็โทรมาชวนผมหลายครั้งแล้ว แต่ช่วงนั้นผมกำลังยุ่งเกี่ยวกับเปิดสนามแข่งรถใหม่ของผมอยู่ กว่าจะเข้าที่เข้าทางก็ใช้เวลาพอสมควร
“ (แม่จะรอนะ ว่าแต่ตอนนี้ลูกอยู่ที่บ้านหรือเปล่า?) ”
“ครับ ตอนนี้ผมอยู่บ้าน แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“ (พอดีแม่จะฝากท๊อปซื้อขนมร้านโปรดของแม่น่ะ ท๊อปซื้อให้แม่หน่อยได้ไหมลูก?) ”
“ได้ครับ เอาอะไรเพิ่มอีกไหมครับ?”
“ (ไม่แล้วลูก แม่วางสายก่อนนะ ขับรถดีๆ นะลูก) ” แล้วสายของแม่ก็ถูกตัดไป ผมวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิม ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบหน้าตัวเองอย่างหงุดหงิด เมื่อนึกถึงความฝัน ถ้าแม่ไม่โทรมาซะก่อน ผมคงจมอยู่กับความฝันที่โหดร้าย ในวัยเด็กพวกนั้นอีกนาน มันเป็นเหตุการณ์เลวร้าย ที่ทำให้ผมเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมันทำให้ผมเป็นปกติเหมือนคนอื่นไม่ได้
คิดแล้วก็เครียด ผมนั่งถอนหายใจออกมาหนักๆ จากนั้นไม่นานผมก็ลุกขึ้นจากที่นอน เดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วเข้าไปในห้องน้ำ หวังว่าน้ำเย็นๆจะช่วงให้ผมสดชื่น และหลุดจากความเครียดไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“แก้มตื่นหรือยังลูก? เปิดประตูห้องให้ป๊าหน่อย”
“อืม…ป๊ามีอะไรกับหนูแต่เช้า หนูยังง่วงอยู่เลย ขอนอนต่ออีก10นาทีนะป๊า” ฉันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสสายตา ก่อนจะตะโกนบอกป๊าออกไป จากนั้นก็ปรับท่านอนเป็นนอนตะแคง โดยใช้ขาอ้วนๆของฉันก่ายไปบนหมอนข้างใบโปรด พร้อมกับดึงผ้าห่มมาคลุมจนมิดใบหน้า เพื่อหลบแสงแดดที่ส่องเข้ามากระทบกับเปลือกตา
แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้ ก็ป๊านะสิ ไม่ฟังที่ฉันตะโกนบอกออกไปบ้างเลย ยังคงทุบประตูห้อง พร้อมกับตะโกนเรียกฉัน จนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ เห็นทีถ้าฉันไม่ลุกไปเปิดประตูห้องให้ป๊า มีหวังประตูห้องนอนฉันได้พังวันนี้แหละ
“เช้าอะไรแก้มนี่มันจะ10โมงแล้วนะ ลุกขึ้นมาเปิดประประตูให้ป๊าเดี๋ยวนี้เลย” ในท้ายสุดฉันก็ต้องลุกขึ้นจากเตียงนอน แล้วพาร่างอันอวบอ้วนของตัวเอง ตรงไปปลดล็อคประตูห้องนอน เสร็จแล้วรีบหมุนตัว เดินกลับมายังเตียงนอนขนาด6 ฟุต พร้อมกับซุกตัวไปใต้ผ้าห่มผืนนุ่มเหมือนเดิม
แอ๊ด…
“แก้ม…ยังจะกลับไปนอนต่ออีกเหรอไอ้ลูกคนนี้นี่ ไม่เคยคิดจะเชื่อฟังป๊าบ้างเลยรึไง ลุกขึ้นไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้เลย เสร็จแล้วรีบลงไปข้างล่างเลยนะ”
หมับ!...
“อ๊ะ!โอ๊ย! เจ็บป๊า ปล่อยแขนหนูก่อน แขนหนูจะหลุดอยู่แล้วป๊า” ฉันร้องโอดโอย พร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบแขนข้างขวาป่อยๆ ก็ป๊านะสิอยู่ๆก็เปิดผ้าห่ม พร้อมกับกระชากแขนฉันอย่างแรง จนตอนนี้ฉันต้องลุกขึ้นมานั่งหัวฟู มองป๊าที่ทำหน้ายักษ์ใส่
“เจ็บสิดี จะได้เลิกดื้อกับป๊าสักที แก้มจะเข้ามหาลัยอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าแล้วนะลูก ทำไมยังนอนตื่นสายอยู่แบบนี้อยู่อีก ถ้าสักวันหนึ่งป๊าไม่อยู่ ใครจะมาคอยปลุกแก้มล่ะลูก” ป๊าพูดประโยคยาวเหยียดออกมา พร้อมกับถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ แต่ฉันจะไม่อะไรเลยถ้าป๊าไม่พูดเหมือนกับว่า จะทิ้งฉันยังไงอย่างงั้น
“ป๊าอย่าพูดเหมือนกับจะทิ้งหนู ให้อยู่คนเดียวแบบนี้สิ” ฉันพูดพร้อมเขยิบตัวเอง ไปสวมกอดป๊าที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะซุกใบหน้าไปกับหน้าท้องแกร่ง แล้วเบะปากร้องไห้เหมือนกับตัวเองเป็นเด็กตัวเล็กๆ ฉันน่ะเป็นเด็กที่ขาดแม่ ชีวิตนี้ก็มีแต่ป๊าเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าป๊าเป็นอะไรขึ้นมา ฉันกลัวตัวเองจะอยู่ไม่ได้
“ไม่ต้องร้องไห้แก้ม ป๊าแค่พูดเฉยๆ” ป๊าพูดปลอบพร้อมกับยกมือขึ้นมา ลูบผมของฉันไปมา
“จริงๆ นะป๊า ป๊าไม่ได้โกหกหนูใช่ไหม?” ฉันผละแขนออกจากการสวมกอดป๊า แล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของตัวเอง พร้อมกับเงยหน้ามองป๊าอย่างรอคำตอบ
“ก็จริงนะสิ ป๊าจะโกหกแก้มทำไมล่ะลูก” ป๊าพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น บวกกับใบหน้าที่จริงจังนั้นมันทำให้ฉันเชื่อว่า ที่ป๊าพูดเป็นเรื่องจริง แต่เอ๊ะ…ทำไมฉันถึงสังเกตเห็นแววตาเศร้า ในดวงตาคู่นั้นกันนะ
กระนั้นป๊าก็ไม่ทำให้ฉันได้สงสัย ในแววตาคู่นั้นของป๊าอยู่นาน เพราะตอนนี้ป๊าได้ดึงตัวฉันให้ลุกจากที่นอน มายืนเผชิญหน้าอยู่กับป๊าเรียบร้อยแล้ว “ลุกไปอาบน้ำได้แล้วแก้ม ป๊าจะลงไปรอข้างล่างนะ แล้วอย่าคิดจะไปนอนต่อล่ะ”
“รู้แล้ว…ค่า หนูจะไปอาบตอนนี้เลย” พูดจบฉันก็หมุนตัว เดินไปหยิบผ้าขนหนู แล้วตรงไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย
ฉันใช้เวลาอาบน้ำไม่นาน ก็เดินออกมาจากห้องน้ำ โดยที่มีผ้าขนหนูห่อหุ้มร่างกาย จากนั้นก็เดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อที่จะทาครีมบำรุงผิว แล้วก็หยิบแป้งฝุ่นสำหรับเด็กมาทาเพียงเท่านั้น ผ่านไปไม่นาน ฉันก็จัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย
ตึก! ตึก! ตึก!
“อย่าวิ่งแก้ม ป๊าบอกกี่ครั้งแล้วว่า ห้ามวิ่งลงบันไดมาแบบนี้ ครั้งที่แล้วที่ล้มยังไม่เข็ดหรือไง”
“โห…ป๊าทำไมวันนี้ขี้บ่นจังเลย เป็นวัยทองหรือไง?”
“ไอ้ลูกคนนี้นี่ มาว่าป๊าได้ยังไงกัน ไปกินข้าวในครัวเลยนะ ป๊าเตรียมเอาไว้ให้แล้ว กินเสร็จแล้วก็ออกไปส่งของให้ป๊าด้วย”
“ทำไมต้องเป็นหนูด้วยล่ะป๊า นี่มันหน้าที่พี่กิตเขาไม่ใช่เหรอ?” ฉันบ่นพร้อมกับทำหน้าไม่พอใจใส่ป๊า ปกติป๊าจะให้พี่กิตเป็นคนไปส่งของ แต่ทำไมวันนี้ต้องเป็นฉันด้วยล่ะ
“งั้นก็ได้ เดี๋ยวป๊าจะให้เจ้ากิตมันไปส่ง” ป๊าพูดกับฉันก่อนจะหันไป ตะโกนบอกพี่กิตที่กำลังแพ็คอาหารใส่กล่อง “กิตเดี๋ยวเอ็งเอาของพวกนี้ ไปส่งบ้านเลขที่ 99 ด้วยนะ บ้านหลังใหญ่ๆ ถัดจากซอยเราไปอีกสามซอย”
“ไม่ต้องแล้วป๊า เดี๋ยวหนูไปส่งเองดีกว่า วันนี้หนูจะยอมเป็นเด็กส่งอาหารให้ป๊าหนึ่งวันแล้วกัน”
“เปลี่ยนใจเร็วจังนะ ไปๆรีบไปกินข้าว ป้าวิเขารอเราตั้งแต่เช้าแล้ว” ป๊าพูดพร้อมกับยกมือมาขยี้หัวฉันด้วยความหมั่นเขี้ยว
“ก็ป๊าไม่บอกหนูตั้งแต่แรกเองนี่นา ว่าจะให้หนูไปส่งของบ้านป้าวิน่ะ ถ้าหนูรู้ว่าจะให้ไปส่งบ้านป้าวิ หนูก็ไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรกหรอก” ฉันพูดด้วยใบหน้าเง้างอ ก่อนจะยกมือขึ้นมาสางผม ที่ยุ่งเหยิงให้เป็นระเบียบเหมือนเดิม
“อย่าเอาแต่เถียงป๊าอยู่ ไปกินข้าวในครัวได้แล้วไป จะได้รีบออกไป เดี๋ยวแดดจะร้อนมากกว่านี้ อ้อ…แล้วก็ปั่นเจ้าหมูน้อยของเราไปนะ ไม่ต้องเอามอเตอร์ไซค์ไปล่ะ” ป๊าพูดก่อนจะเดินออกไปหน้าร้าน ส่วนฉันก็เดินเข้ามาในครัว พร้อมกับกินข้าวที่ป๊าเตรียมเอาไว้ให้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่อาหารอย่างอื่น มันก็คือข้าวขาหมูที่ร้านฉันขายนี่แหละ
“ป๊าหนูจะไปส่งอาหารบ้านป้าวิแล้วนะ” ฉันปั่นเจ้าหมูน้อยจักรยานคันเก่งมาจอดอยู่หน้าร้าน พร้อมกับส่งเสียงเรียกป๊าที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหารให้ลูกค้า
ป๊าปรายตามองฉันเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปล้างมือแล้วหยิบถุงอาหารของป้าวิ เดินตรงมาใส่ไว้ที่ตะกร้าหน้ารถจักรยานของฉัน
“ให้หนูช่วยเสริฟ์อาหารก่อนไหม? ดูเหมือนป๊ากับพี่กิตจะทำกันไม่ทันนะ” ฉันมองเข้าไปในร้านพร้อมกับจะอาสาช่วยงานที่ร้านก่อน ลำพังแค่ป๊ากับพี่กิตที่เป็นลูกจ้าง สองคนจะทำทันหรือเปล่าคนแน่นร้านขนาดนั้น
“ไม่ต้องหรอกแค่นี้เองป๊ากับเจ้ากิตทำได้สบาย ว่าแต่เราเถอะไปบ้านป้าวิเขาก็อย่าไปซนล่ะ ถ้าป้าเขาบอกกับป๊าอีกว่าเราพาไอ้โบ้ไปซนเหมือนครั้งที่แล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องไปเล่นกับมันอีก อยู่แต่บ้านนี่แหละ” ป๊าพูดเตือนฉันด้วนน้ำเสียงติดดุ
ฉันได้แต่หัวเราะแห้งๆกลับไปเท่านั้นแหละ เพราะก็รู้ดีว่าครั้งที่แล้วที่ไปเล่นกับไอ้โบ้ ก็ทำให้ป๊าวิปวดหัวไม่น้อยเพราะความซนของฉัน
“รับทราบ..ค่า หนูจะไม่ดื้อแน่นอน แต่ป๊าขา…หนูขอเงินหน่อยได้ไหม” ฉันทำท่าตะเบ๊ะ ก่อนจะฉีกยิ้มแล้วกระพริบตาถี่ๆ พร้อมกับแบมือขอเงินจากป๊า
ฉันว่า...ฉันก็พยายามทำท่าให้มันน่ารักแล้วนะ แต่ทำไมป๊าถึงยังเขกหัวฉันอีกล่ะ มันไม่น่ารักเหรอ?
โป๊ก!...
“โอ๊ยเจ็บ! ป๊าเขกซะแรงเลย ถ้าหนูความจำเสื่อมทำไงเนี่ย?” ฉันมุ่ยหน้าพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบ ตรงที่ป๊าเขกหัวเหมือนกับว่าเจ็บซะเต็มประดา
“ไม่ขนาดนั้นไหมแก้ม? เรานี่เวอร์จริงๆ อ่ะนี่รับเงินไปป๊าจะกลับเข้าไปในร้านแล้ว อ้อ…แล้วอย่ากลับให้มันเย็นนักล่ะ ป๊าเป็นห่วง” ป๊าพูดพร้อมกับทำหน้าไม่สบอารมณ์ แล้วดึงแบงค์ร้อยจากกระเป๋าสตางค์ มาส่งให้กับฉันหนึ่งใบ
ไม่รอช้า...ฉันรีบหยิบแบงค์ร้อยจากมือป๊ามาอย่างไว พร้อมกับไหว้ย่อแล้วเก็บเงินใส่กระเป๋ากางเกงไว้ ถ้าขืนชักช้ามีหวังป๊าเปลี่ยนใจ ฉันก็อดกินชาไข่มุกอันแสนอร่อยน่ะสิ
“ค่า…หนูไปก่อนนะป๊า” พูดจบฉันก็ปั่นเจ้าหมูน้อยของฉัน ออกจากหน้าร้านข้าวขาหมูของตัวเอง ตรงไปยังบ้านป้าวิทันที
แต่ก่อนจะถึงบ้านของป้าวิมันก็ต้องผ่านร้านชานมไข่มุก ร้านโปรดของฉันก่อนนะสิ แล้วแน่นอนวิถีเด็กอ้วนน้ำหนักเกินอย่างฉัน ก็ต้องไม่พลาดที่จะสั่งชานมไข่มุกอย่างแน่นอน
“พี่โอ๋สวัสดีค่ะ หนูเอาชาเขียวนมใส่ไข่มุกเยอะๆ แก้วนึง”
“ได้จ้าน้องแก้ม เอาหวานปกติเหมือนเดิมหรือเปล่าจ๊ะ? ”
“เหมือนเดิมเลยพี่โอ๋” ฉันตอบกลับพี่โอ๋เรียบร้อยแล้ว ก็ละสายตาจากพี่เขาแล้วหันไปมองอีกฝั่งของถนน แต่ก็ต้องสะดุดตากับรถสปอร์ตสีดำมันวาว ที่จอดติดไฟแดงอยู่ดูเหมือนว่า เขาจะตรงไปกลับรถด้านหน้าสินะ เพราะเขาเปิดไฟเลี้ยวไว้ด้วย
ฉันแทบจะไม่ละสายตาจากรถคันนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่นานฉันก็เห็นเจ้าของรถคันนั้น เปิดกระจกรถลงมาจนสุด
ภาพที่ฉันเห็นก็คือผู้ชายหน้าตาหล่อออกไปทางแบดๆ ผมของเขาสีควันบุหรี่สวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิท มือซ้ายของเขากำพวงมาลัยรถยนต์ ส่วนมือขวาของเขากำลังคีบบุหรี่สูบ ก่อนจะพ่นควันออกมานอกรถ
“โคตรเท่” ฉันพูดกับตัวเองในใจ หลังจากมองเขาอยู่นาน จนกระทั่งได้ยินเสียงของพี่โอ๋เรียกฉัน ทำให้ต้องละสายตาจากการมองเขา
“น้องแก้ม...ชาเขียวนมไข่มุกได้แล้วค่า”
“ขอบคุณค่ะพี่โอ๋...นี่ค่ะเงิน หนูไปแล้วนะคะ ไว้มาอุดหนุนใหม่ค่ะ”
“ขอบใจจ้า” สิ้นเสียงของพี่โอ๋ฉันก็ปั่นจักรยาน เข้าไปในซอยบ้านของป้าวิ มือหนึ่งของฉันจับแฮนด์จักรยาน ส่วนอีกมือหนึ่งของฉันก็ถือแก้วชาเขียวนมไข่มุก พร้อมกับดูดกินมันไปด้วย
แต่ในขณะที่ฉันปั่นจักรยาน เข้าไปในซอยบ้านของป้าวิ อยู่ๆก็มีรถยนต์วิ่งผ่านฉันไปด้วยความเร็วประมาณหนึ่ง และฉันก็จำได้ดีว่ารถนี้เป็นคันเดียวกันกับ ที่ฉันมองอยู่ตอนซื้อชานมไข่มุก
พรึบ!
โอ๊ย!
เอี๊ยด!
“เจ็บชะมัด” ฉันพูดออกมาอย่างนึกโมโหตัวเอง ที่มั่วแต่มองรถคันนั้นจนไม่ทันมองว่า ข้างหน้าถนนเป็นหลุมขนาดใหญ่ทำให้ต้องมานอนกลิ้งอยู่บนถนนแบบนี้
แต่..เอ๊ะ แล้วรถคันเมื่อกี้เขาจอดอยู่กับที่ทำไม? แต่ก็ชั่งเถอะอย่าไปสนใจเขาเลย เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า
ฉันพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นพร้อมกับสำรวจตัวเอง ก็พบว่าแขนมีแผลถลอก แต่ที่หนักสุดน่าจะเป็นตรงหัวเข่า เพราะมีเลือดไหลซึมออกมาเป็นทาง
ไม่รอช้าฉันรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกง มาซับเลือดที่หัวเข่าจนมันหยุดไหล ก่อนที่จะจับจักรยานที่มันนอนแอ้งแม้งกับพื้นขึ้นมา โชคดีที่อาหารของป้าวิยังอยู่ดีไม่บุบสลาย แต่กับน้องชาเขียวนมของฉันนะสิมันได้จากฉันไปแล้ว งื้อ…พึ่งกินไปได้ครึ่งแก้วเอง
หลังจากที่ฉันเลิกอาลัยอาวรณ์กับน้องชาเขียวนม แล้วก็หันกลับมาเตรียมที่จะปั่นจักรยานไปบ้านป้าวิต่อ แต่พอฉันเริ่มปั่นจักรยานออกมาได้สักระยะ ก็พึ่งจะสังเกตว่ารถคันนั้นจอดอยู่ที่เดิม สงสัยจอดรถคุยโทรศัพท์มั้ง
“ตายแล้ว! แก้มหนูไปทำอะไรมา ทำไมสภาพเป็นแบบนี้?” ป้าวิพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ ก่อนจะจับตัวฉันหมุนรอบๆ เหมือนกับว่าจะสำรวจร่างกายฉันว่า เจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า
“เอ่อ…หนูปั่นจักรยานแล้วล้มก่อนถึงบ้านป้าวิเนี่ยแหละค่ะ แต่หนูไม่ได้เป็นอะไรมากนะคะ ป้าวิอย่าบอกป๊าได้หรือเปล่า? ถ้าป๊ารู้หนูต้องอดมาเล่นกับไอ้โบ้แน่เลยนะคะ” ฉันพูดประโยคขอร้องพร้อมกับทำตาปริบๆ เพื่อเรียกคะแนนสงสาร
“ป้าไม่บอกก็ได้ แต่ถึงยังไงป๊าเราก็ต้องรู้อยู่ดีนั้นแหละ ก็แผลที่หัวเข่าเราชัดซะขนาดนั้น ไปเดี๋ยวป้าทำแผลให้ เสร็จแล้วป้าจะออกไปทำธุระข้างนอก เราจะกลับเลยหรือว่าจะอยู่เล่นกับไอ้โบ้มันก่อน?”
“หนูขออยู่เล่นกับไอ้โบ้ก่อนได้ไหมค่ะ? ยังไม่ได้เจอมันเลย คิดถึงมันจะแย่” ฉันตอบกับผู้เป็นป้าแท้ๆออกไป ที่ฉันอยากมาบ้านป้าวิก็เพราะคิดถึงไอ้โบ้นี่แหละ
“ก็ได้จ๊ะ...แต่แก้มต้องระวังหน่อยนะ เจ้านี่มันชอบวิ่งเข้าไปในบ้านคนอื่น ครั้งที่แล้วมันก็วิ่งเข้าไปบ้านหลังใหญ่ๆ ที่ถัดจากบ้านป้าไปหนูเห็นไหม?”
หงึกๆ
“นั่นแหละป้าต้องไปขอโทษเขา แต่ดีว่า...เจ้าของบ้านนั้นเขาใจดีน่ะ ถ้าเป็นบ้านอื่นป้าไม่รู้จะโดนด่าหรือเปล่า”
“ค่ะๆ หนูจะระวัง งั้นหนูขอไปเล่นกับไอ้โบ้ก่อนนะคะ ป้าจะออกไปเลยไหม?”
“กำลังจะไปแล้วจ๊ะ อย่าลืมที่ป้าบอกล่ะ” ฉันพยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับหันหลังเดินไปหลังบ้านของป้า ผ่านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงรถยนต์ของป้าขับออกจากบ้านไป
......................................................................
ฝากกดติดตามเขาหน่อยนะคะ