เสียงนาฬิกาปลุกทำให้ดวงตากลมโตเบิกโพลงทันทีและร่างบางก็ผวาตื่น หญิงสาวรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นถี่ผิดปกติและเหงื่อที่ชื้นเต็มตัว มือเรียวสั่นระริกขณะที่ยกมันแตะริมฝีปากของตนเอง เธอรีบผุดลุกไปส่องกระจกหาความเปลี่ยนแปลงหรือร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ ทว่าสิ่งที่เห็นคือใบหน้าของใบหน้าหญิงสาวอายุ 22 ปี
“ฝันซ้ำๆ มาสามปีแล้วนะ”
‘ยิหวา’ พึมพำกับตัวเองเหมือนทุกครั้งที่สะดุ้งตื่นกับฝันประหลาด สามปีแล้วที่เธอฝันแปลกๆ แบบนี้มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่นะ เธอถามกับตัวเองขณะพาร่างเพรียวที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอเข้าห้องเพื่ออาบน้ำมือเล็กหมุนปุ่มให้น้ำอุ่นจากฝักบัวไหลรินรดร่างเปลือยเปล่า น่าจะเป็นสามปีที่แล้วคืนนั้นพ่อกับแม่ทะเลาะกันเสียงดังจนเธอต้องหนอนเอาหมอนปิดหูแต่ใจหนึ่งก็เป็นห่วงว่าแม่จะเป็นอันตราย ครอบครัวที่เคยอบอุ่นมาตลอดแต่จู่ๆ วันหนึ่งก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาแสดงตัวกับแม่ว่าเป็นภรรยาน้อยของพ่อ ครอบครัวที่เคยอบอุ่นแตกสลายในพริบตา เธอหลบขึ้นมาอยู่บนห้องตามคำสั่งของแม่ คืนนั้นฝนกระหน่ำลงอย่างหนักและฟ้าก็แลบแปลบปลาบจนเธอต้องลุกขึ้นมาเพื่อดึงม่านหน้าต่าง ทว่าภาพที่เห็นจากหน้าต่างห้องนอนคือชายหนุ่มสองคนทะเลาะวิวาทและมีคนหนึ่งทรุดลงไปกองกับพื้น ในแสงสลัวของโคมไฟหน้าบ้านทำให้เธอเห็นเหมือนเลือดไหลนองพื้น แล้วจู่ๆ บุรุษลึกลับก็เข้ามาในห้องเธอ
นั่นเป็นภาพในความฝันที่หลอกหลอนเธอมาตลอดสามปีที่ผ่านมา เมื่อเธอลืมตาในเช้าวันรุ่นขึ้นเธอก็พบตัวเองนอนหลับสนิทมีผ้าห่มคลี่คลุมอย่างเรียบร้อย เธอลุกขึ้นไปยืนดูที่หน้าต่างก็ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติผู้คนยังคนเดินผ่านหน้าบ้านเช่นทุกวันที่เคยเป็นมา แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือถ้อยคำของแม่ที่บอกเล่าเรื่องการจากไปของพ่อกับผู้หญิงคนนั้น เรื่องราวของพ่อกับแม่ทำให้เธอไม่ปริปากพูดเรื่องที่เห็นแม้ว่ารอยอบอุ่นยังคงทิ้งไว้ที่ริมฝีปาก
‘จุมพิตแรก’
ยิหวาออกมาจากห้องอาบน้ำแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดเก่งคือเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวและกางเกงยีนสีซีด ผมยาวหยักศกถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าด้วยยางสีดำ ใบหน้าหวานตบแต่งบางๆ เหมือนเช่นทุกวันเธอหยิบย่ามใบโปรดที่ได้มาจากเชียงรายของฝากจากหมู่บ้านกะเหรี่ยง น้ำอุ่นทำให้เธอสดชื่นจนทำให้หญิงสาวผิวปากเป็นเพลงเดินลงมาจากชั้นบน ยังไม่ทันพ้นบันไดขั้นสุดท้ายเสียงหัวเราะเบาๆ กับกลิ่นอาหารหอมๆ ก็ทักทายเธอเข้าให้แล้ว
“ผิวปากแบบนี้ไม่ดีเลยนะยิหวา” คุณช่อแก้ว-มารดาของยิหวาทักเมื่อเห็นลูกสาวคนเดียวเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารแล้ว
“ก็คนอารมณ์ดีนี่คะแม่” เธอยิ้มทะเล้นแล้วหยิบขนมปังปิ้งในจานกินหน้าตาเฉย
“นั่นของปลายรุ้งนะลูก” ช่อแก้วดุลูกสาวแต่ยิหวากลับไม่สนใจยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มอีกด้วย
“อร่อยไหม” หญิงสาววัยเดียวกับยิหวาเอ่ยถามปนหัวเราะน้อยๆ แล้วยกชามข้าวต้มวางตรงหน้าคุณช่อแก้ว “วันนี้เป็นข้าวต้มกุ้งค่ะ”
“อะไรที่ปลายทำก็อร่อยทั้งนั้นแหละ” ยิหวายิ้มแล้วยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา “ถ้าไม่เกรงใจจะใส่ถุงห่อไปกินที่ทำงานด้วย”
“ก็เอาซิ ทำไว้ตั้งเยอะแหนะ” ปลายรุ้งทำท่าจริงจังจนยิหวาหัวเราะออกมา
“ตอนเช้าหวากินแค่นี้ก็เยอะแล้ว” ยิหวาเอ่ยพอดีกับภาพข่าวในโทรทัศน์กำลังออกข่าวดาราสาวเจ้าบทบาทอยู่
‘ภาพนั่นเป็นภาพตัดต่อค่ะ ไม่ใช่จีจี้เลย...จีจี้ไม่เคยไปสถานที่แบบนั้นเลยค่ะยกเว้นงานโชว์ตัวซึ่งจีจี้มีผู้จัดการไปด้วยตลอดค่ะ’
“แหวะ! ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขาละซิถึงจะยอมรับผิด” ยิหวาเบ้ปาก
“แวมันจริงไหมละลูก...หนูจีจี้นี่ไปปาร์ตี้ยาอีอะไรจริงเหรอ” คุณช่อแก้วอดถามไม่ได้
“โธ่แม่! ยัยจีจี้นี่จอมสตอเบอรี่มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว...เคยทิ้งนิสัยเดิมที่ไหนอ่ะไม่เชื่อถามปลายดูก็ได้”เธอหันไปทางเพื่อนสาวที่เพิ่งจะนั่งลงจัดการอาหารเช้าของตัวเอง
“อันนี้ปลายไม่รู้ค่ะ ปลายไม่ใช่นักข่าวเหมือนหวา”
“อ้าวยัยปลาย! หล่อนเพื่อนฉันนะยะต้องเข้าข้างฉันซิ” ยิหวาทำหน้างอนจนปลายรุ้งหัวเราะออกมา
“แต่ตามหลักแล้วเราต้องเชื่อหลักฐานไม่ใช่เหรอจ๊ะแม่นักข่าวสาวคนเก่ง” ปลายรุ้งยิ้มกว้างแล้วหันไปถามคุณช่อแก้ว “รับเพิ่มอีกไหมคะคุณแม่”
“ไม่แล้วจ๊ะ ปลายรุ้งนี่เป็นแม่บ้านแม่เรือนจริงๆ น่ารักแบบนี้แม่อยากให้เป็นลูกสาวแม่จริงๆเลย”
“แม่พูดแบบนี้หวาน้อยใจนะคะ” ยิหวาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วกอดคอปลายรุ้ง “ตั้งแต่ปลายมาอยู่บ้านเรา หวาก็คิดว่าเค้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านแล้วละคะ”
“สำหรับแม่...ปลายก็เหมือนลุกสาวแม่คนหนึ่ง” คุณช่อแก้วยิ้ม “แต่แม่อยากให้หวาทำตัวเรียบร้อยน่ารักเหมือนปลายบ้างต่างหากละ”
“แม่ขออะไรที่หวาทำได้หน่อยไม่ดีกว่าเหรอ” ยิหวาหัวเราะแล้วหยิบย่ามคล้องไหล่ “เอาเป็นว่าหวาจะเข้มแข็งปกป้องสาวๆ ในบ้านนี้เองค่ะ”
ยิหวาลาคุณช่อแก้วและปลายรุ้งแล้วจึงเดินออกมาขึ้นรถโฟลค์สีเขียวอ่อนของตัวเอง มันเป็นรถเต่าเก่าแก่อายุมากกว่าเธอสักยี่สิบปีเห็นจะได้ แต่สภาพเครื่องยนต์ที่เจ้าของดูแลอย่างดีทำให้มันขับเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์กว่าสภาพภายนอกที่เห็น
ยิหวาทำงานเป็นนักข่าวสายบันเทิงให้หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ในความเป็นจริงเธออยากทำงานสายข่าวการเมืองมากกว่า แต่ไม่รู้ยังไงทำไมถึงจับเธอให้มาทำงานสายบันเทิง ทีแรกเธอก็ไม่คิดอะไรมากจบมาสมัครงานแล้วได้งานที่อยากทำเลยเธอก็รีบคว้าไว้ก่อน แต่ไปๆ มาๆ สองปีมานี่เธอก็ไม่มีวี่แววจะได้ย้ายไปทำโต๊ะข่าวการเมืองเลย
รถเต่าสีเขียวใบไม้เปิดเพลงบรรเลงเบาๆ เข้ามาทำงานแถบประชานิเวศน์ ถ้าแม่ไม่มีปลายรุ้งอยู่เป็นเพื่อนก็คงเหงาไม่น้อยทีเดียว สามปีมานี่ชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจนแทบตั้งรับไม่ไหว วันที่เธอรู้ว่าพ่อเลือกจากไปพร้อมหญิงสาวอีกคนนั้น เธอไม่มีน้ำตาเลยสักหยดทั้งที่เจ็บร้าวในใจนัก เธอรู้เพียงว่าต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นเสาหลักให้กับแม่ นับว่าตอนนั้นยังโชคดีครอบครัวเธอไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองและพ่อยกบ้านหลังนี้ให้เธอกับแม่อยู่ และเธอยังมี ‘ปลายรุ้ง’ เพื่อนสาวที่แสนดีคอยให้กำลังใจ ยิหวาหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงวันที่เธอไปหาปลายรุ้งที่บ้าน บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อกับแม่ของเธอ คนที่ร้องไห้กลับเป็นปลายรุ้งแทนที่จะเป็นเธอ ปลายรุ้งกอดเธอแน่นแล้วร้องไห้เสียงดังจนป้าของปลายรุ้งต้องเข้ามาดูพวกเธอ ปลายรุ้งเป็นเด็กกำพร้าและเป็นเพื่อนเธอมาตั้งแต่ประถมเพราะเรียนห้องเดียวกันจึงทำให้สนิทสนมกัน แต่เมื่อขึ้นมัธยมปลายรุ้งก็ไปเรียนต่อที่อื่นแต่ทั้งคู่ก็ยังติดต่อกันเรื่อยมาจนกระทั้งปลายรุ้งสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกับยิหวา มิตรภาพก็ทำให้ทั้งคู่ผูกพันกันมากขึ้นและเมื่อเกิดเหตุการณ์พ่อกับแม่แยกทางกันเธอจึงชวนปลายรุ้งมาอยู่ที่บ้านเธอด้วยกัน อย่างน้อยแม่ก็มีเพื่อนและปลายรุ้งไม่ต้องเสียค่าเช่าหอพัก
ไม่นานนักรถโฟลค์เต่าสีเขียวอ่อนก็แล่นเข้ามาจอดในที่ทำงานของเธอ แล้วร่างบางก็เดินเข้ามาที่ทำงานปกติเช่นทุกวันที่เคยเป็นมา ชีวิตที่แสนจะวุ่นวายทำให้เธอลืมคิดเรื่องฝันร้ายเมื่อเช้าตรู่ ฝันเช้าที่ใครหลายคนทำนายว่ามันจะเป็นจริง
“หวา! บก.เรียก”
“เรียกแต่เช้าเลยเหรอ” ยิหวาทำท่าโอดครวญเธอยังเดินไม่ถึงโต๊ะทำงานด้วยซ้ำแต่ก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องอะไร หญิงสาวเดินหน้าบึงตึงเข้าไปในห้องทำงานของคุณชิงชัย หัวหน้าของเธอซึ่งนั่งหน้าเครียดยิ่งกว่ากาแฟดำในแก้วของเธอเสียอีก
“พี่ชิงเรียกหวาเหรอคะ”
“ถ้าแกเรียกชื่อฉันเต็มๆ ไม่ได้ก็เรียกคำหลังได้ไหมอย่าเรียกคำหน้าคำเดียว” คุณชิงชัยเป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบห้าแต่งงานมาแล้วสองครั้งและคาดว่าจะมีครั้งที่สามเร็วๆ นี้
“ค่ะพี่ชิง....ชัย” ยิหวาลากเสียงยียวนแล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับหัวหน้า
“เมื่อวานต้นสังกัดของจีจี้มาคุยกับพี่....”
“ให้ทำข่าวคาวๆ เป็นข่าวขาวๆ หรือคะ” ยิหวาดักคออย่างรู้ทัน “ก็แล้วแต่พี่ชิงนะคะ แต่หวายืนยันหว่าคลิปมือถือนั่นของจริงเพราะหวาถ่ายเองกะมือแล้วหวาก็อยู่ในงานนั่นด้วย”
“เออพี่รู้ว่าของแกมันของจริงหมดนั้นแหละ” ชิงชัยถอนหายใจหนักๆ เสยผมยุ่งๆ อย่างไม่รู้จะทำอะไร “แต่แกก็ต้องเข้าใจพี่ด้วยนะ”
“เข้าใจค่ะ หวาทำงานที่นี่มาตั้งสองปีแล้วทำไมจะไม่เข้าใจ” เธอยักไหล่เก๋ “พี่ชิงน่าจะย้ายหวาไปทำงานโต๊ะข่าวสายการเมืองหรือไม่ก็อาชญากรรมให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยหวาจะได้ไม่มาสร้างเรื่องให้พี่ชิงปวดหัวแบบนี้”
“แล้วอีกอย่าง...ถ้าตรวจสอบไปๆ มาๆ มันมีคนศอกกลับย้อนถามว่าแกไปปาร์ตี้นั่นด้วยหรือเปล่าจะทำไง”
“ก็หวาไปจริงๆ นี่แต่หวาไปเก็บข้อมูลมาเขียนสารคดีของหวาต่างหาก ที่นี่ไม่ห้ามที่พนักงานจะทำฟรีแลนซ์ไม่ใช่เหรอคะ”
“เออ...แต่มันไม่เหมาะเว้ยยย” ชิงชัยชักเริ่มจะรำคาญรุ่นน้องคนนี้เต็มที “เอาเป็นว่าแกปล่อยๆ ยัยจีจี้นี่ไปเถอะ อย่าไปจิกกัดยัยคนนี้บ่อยนักเลย”
“ก็ไม่ได้อยากทำนักหรอกคะแต่มันอดเอาเรื่องจริงมาตีแผ่ไม่ได้”
“นี่สาบานนะว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” ชิงชัยยกกาแฟร้อนขึ้นจิบ “เรียนจบที่เดียวกับจีจี้ไม่ใช่เหรอ”
“หน้าอย่างหวาจะไปอิจฉาใครเค้าเป็น” เธอทำท่าแหวะแล้วลุกขึ้นยืน “ถ้าไม่มีอะไรแล้วหวาไปทำงานนะคะ มีนัดสัมภาษณ์ผู้กำกับละครค่ะ”
“เออไปเถอะ ถามเค้าแต่ประเด็นเรื่องงานนะเว้ย อย่าไปคุ้ยเรื่องเมียน้อยเค้าหละ”
“เจ้าคะ” ยิหวาย่อตัวถอนสายบัว “แต่ถามเป็นการส่วนตัวได้ใช่ไหมเจ้าคะ”
“ถ้าแกจะถามเรื่องแบบนั้น พี่ว่าถามเรื่องที่เค้าปั้นกิ๊กมาเป็นนางเอกใหม่ดีกว่า” ชิงชัยโบกมือไล่ “ไปไกลๆ ได้แล้วพี่ไม่อยากเห็นหน้าแกนานนักหรอก เดี๋ยวกาแฟมันจะเหม็นบูดเอา”
ยิหวาหัวเราะเบาๆ แล้วเดินออกมาเพื่อไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เมื่อจัดการเก็บอุปกรณ์ที่จะใช้สัมภาษณ์เธอก็เดินไปหาพี่หนึ่ง-ช่างภาพที่จะออกไปทำงานด้วยกัน
“ขอห้านาที พี่โหลดรูปอยู่”
“ให้สิบก็ได้”ยิหวายิ้มแล้วนั่งที่เก้าอี้ว่างรอช่างภาพคีย์ข้อมูลบางอย่าง เธอชะโงกหน้าดูรูปที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ ภาพนางแบบสาวโพสท่าเซ็กซี่ในไร่องุ่นทำให้เธอรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด
“ที่ไหนพี่สวยจังเลย”
“นางแบบหรือองุ่น” ชายหนุ่มหัวเราะปากว้าง “ใกล้ๆ นี่เองนครปฐม อยากไปเหรอ”
“เปล่าค่ะ...แค่รู้สึกเหมือนกับว่าเคยไปเที่ยวไร่องุ่นที่ไหนสักแห่งแต่นานจนจำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน....”
“แก่แล้วนี่เรา...แค่นี้ก็หลงๆ ลืมๆ ซะแล้ว”
“เหอะ!” ยิหวาทำเสียงขึ้นจมูก “อย่าคิดว่าคนอื่นจะเหมือนตัวเองซิ”
“บอกตัวเองหรือบอกพี่ละ” ช่างภาพหนุ่มหัวเราะ “ได้ยินว่าโดนพี่ชิงชัยเรียกไปดุอีกแล้วเหรอ”
“ก็เรื่องเดิมนั้นแหละ” ยิหวายักไหล่
“ไปยุ่งกับเด็กเสี่ยมากๆ ระวังจะถูกย้ายที่ทำงานใหม่นะ” หนึ่งเตือนอย่างหวังดี
“จะเด็กใครก็ช่าง แต่ทำอะไรไว้ก็ต้องกล้าทำกล้ารับซิ”
แววตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัว ช่างภาพหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจเขาเป็นรุ่นพี่ยิหวาหลายปีรู้เรื่องวงในมากกว่ายิหวาหลายเท่านั้น
บางเรื่องราวก็ไม่มีอยู่ในตำราเรียนต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตจริง
.....
‘จีระนันท์’ ดาราสาวก้าวออกมาจากห้องลองเสื้อผ้าในชุดราตรีสีดำเป็นมันวาวเน้นสัดส่วนและเปิดเผยเรือนร่างจนคนที่เงยหน้ามองตกใจจนยกมือทาบอก หญิงสาวยักไหล่แล้วโพสท่าเซ็กซี่ยั่วยวนแต่ผู้จัดการโบกไม้โบกมือไปมา
ไม่ไหวหรอกยัยจีจี้ เอาชุดที่มันเรียบๆ กว่านี้ไม่ได้เหรอ”‘อามี่’หรืออดีต ‘อาร์ม’ ชายหนุ่มหัวใจสีรุ้งกุมขมับ “พี่ว่าให้พี่เลือกชุดให้จีจี้ใส่ไปงานประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเองดีกว่าจ๊ะ”
“ไม่เอาหรอก” จีจี้หรือจีระนันท์เบ้ปาก เธอดูเงาตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่ฉายภาพเธอได้เต็มตัว “พี่อามี่เลือกอะไรให้จีจี้ใส่ดูแอ๊บแบ๊วยังไงไม่รู้ จีจี้อยากเปลี่ยนลุกค์ตัวเองเป็นสาวเซ็กซี่”
“แต่พี่ว่ามันไม่เหมาะกับจีจี้หรอก” อามี่พยายามโน้มน้าวใจดาราสาวในสังกัด ทั้งเธอเองก็นึกรำคาญจนอยากตบหัวสักผัวะ! สองผัวะ! เหมือนกัน “เอางี้จีจี้ใส่ชุดเกาะอกก็ได้แต่พี่ขอสีหวานๆ ฉ่ำๆ ได้ไหมคะ”
“แล้วจีจี้จะไม่กลายเป็นลูกกวาดเหรอคะ” เธอยังคงเสียดายชุดดำมันวาวเข้ารูปที่สวมอยู่นี้มากกว่า
“ทนๆ เอาหน่อยเถอะจ๊ะ ข่างคาวๆ มันจะได้เงียบๆ หน่อยไง” อามี่เดินไปเลือกชุดราตรีอีกชุดออกมาทาบตัวดาราสาว
“แหม! ก็จีจี้เครียดก็ต้องไปหาที่พักผ่อนบ้างนี่คะ” ยังพูดไม่จบผู้จัดการหนุ่มหัวใจสาวก็รีบตะครุบปากน้อยๆ ของจีจี้ไว้
“เดี๋ยวใครก็ได้ยินหรอก! พี่หมดเงินไปกับการแก้ข่าวนี้มามากพอแล้วนะ” อามี่อยากบีบคอขาวๆ ของจีจี้นัก “ถ้าว่างนักก็เอาเวลาไปซ้อมร้องเพลงเตรียมออกอัลบัมได้แล้วยะ”
“อย่างจีจี้ไม่ต้องซ้อมก็ได้แค่โปรยยิ้มหวานๆ ก็โอเคแล้วนี่” เธอพูดจาไม่สนใจกับหน้าตาดุๆ ของผู้จัดการนัก “แต่เอาเถอะ คราวนี้จีจี้จะยอมใส่ชุดที่พี่อามี่เลือกก็ได้”
อามี่ถอนหายใจโล่งอกแล้วส่งชุดราตรีสีชมพูไข่มุกให้จีระนันท์ “ไปลองซะจะได้ดูว่าพอดีไหม พี่ขอไปดูดบุหรี่ข้างนอกก่อนนะ”
จีจี้พยักหน้ารับแต่พอเห็นผู้จัดการส่วนตัวเดินออกไปแล้วเธอก็ทำหน้าเลี่ยนๆ “แหวะ! ทีตัวเองยังสูบบุหรี่แล้วยังจะมาว่าคนอื่นอีก”
จีระนันท์ผลุบหายเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกครั้ง นึกเจ็บใจที่ถูกมือดีแอบถ่ายภาพตัวเองในงานปาร์ตี้คืนนั้นไม่ได้ และเดาได้ไม่ยากนักหรอกสำหรับแม่สาวขี้อิจฉาอย่างยิหวาที่จะเป็นต้นตอของข่าวนี้เพราะมีเพียงหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ลงภาพเธอได้ชัดแจ่มขนาดนั้น
จีระนันท์เชื่อมาตลอดตั้งแต่เรียนปีหนึ่งว่ายิหวาอิจฉาในความสวยและน่ารักของเธอ มีกิจกรรมหลายอย่างที่ทั้งสองเคยทำร่วมกันแต่เธอได้เป็นดาวเด่นเสมอและเป็นดาวประจำคณะ รุ่นพี่หนุ่มๆ หลายคนแวะเวียนมาจีบเธอและเป็นรุ่นพี่ที่จีระนัทน์มารู้ที่หลังว่ายิหวาก็แอบชอบอยู่ แต่ทำไงได้ละ! ก็คนมันสวยนี่ สวยเลือกได้น่าจะรู้อยู่แล้ว
หญิงสาวเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่ปีสอง สวยใสสไตล์เกาหลีอย่างจีจี้เป็นที่ชื่นชอบของหนุ่มๆ จากนางเอกMV ก็ก้าวมาเป็นนางเอกละครโทรทัศน์ในปีถัดมา เพราะร่าเริงในแวดวงบันเทิงจนทำให้เกือบเรียนไม่จบช้าไปหนึ่งเทอม แต่ก็ช่างเถอะ! ไม่ค่อยมีใส่ใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ถึงเรียนจบเร็วก็ต้องมาเตร่หางานทำเหมือนยิหวากับปลายรุ้งอยู่ดี แต่ไม่รู้ยังไงยิหวาถึงได้มาทำงานเป็นนักข่าวบันเทิงคงจะอิจฉาเธอมากๆ และจะได้หาทางกลั้นแกล้งเธออีก ส่วนยัยปลายหรือปลายรุ้งนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเธอเลยสักนิด เพราะทั้งเฉิ่มและดูเหมือนจะเอ๋อหน่อยๆ ไม่มีพิษภัยอะไรกับเธอนักแม้จะเห็นว่าเป็นเพื่อนรักของยิหวาก็ตาม
จีระนันท์ออกมาจากห้องลองชุดก็ไม่เห็นผู้จัดการหนุ่มหัวใจสาวของตน เธอจึงเดินออกมาด้านนอกเรียกพนักงานคนหนึ่งของห้องเสื้อมาดูเพราะรู้สึกว่าเอวมันจะคับไปหน่อย
“ได้ค่ะ...ทางร้านจะแก้ให้พอดีกับเอวของคุณจีจี้”
“เอาให้ทันนะจีจี้จะใส่ไปงานประกาศผลฯ ” จีระนันท์อดสั่งไม่ได้ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ายังไงทางร้านต้องจัดการให้เธอได้ทันเวลาแน่ๆ
“ไม่มีปัญหาค่ะ สำหรับคุณจีจี้ทางร้านเราจัดการให้พิเศษสุดๆ อยู่แล้ว” จีบปากจีบคอพูดไปอย่างนั้นแต่ก็รู้สึกหมั่นไส้นางเอกแอ๊บแบ๊วคนนี้เหมือนกัน “แล้วเครื่องประดับละคะ”
ยังไม่ทันที่จีจี้จะพูดอะไรออกมาประตูร้านของห้องเสื้อก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวขาวสวมแว่นกันแดดสีชาเดินเข้ามาในร้านมองด้วยหางตาก็รู้ว่าไม่ใช่คนไทย ‘หล่อยังกะพระเอกเกาหลี’
“พี่กาอินมาหรือยังครับ” ‘กังยู’หนุ่มลูกครึ่งเกาหลีที่พูดสำเนียงไทยได้ชัดเอ่ยถามกับพนักงานสาวที่กำลังดูแลจีจี้อยู่ เขาหันไปเห็นจีระนันท์เข้าพอดีก็ยิ้มให้เล็กน้อยตามมารยาท
“คุณอินมาแล้วค่ะแต่เมื่อครู่เดินไปร้านดอกไม้ข้างๆ คงอีกสักครู่ก็เข้ามา หรือจะให้ดิฉันโทรตามให้คะ”พนักงานสาวรีบโปรยยิ้มหว่านเสน่ห์แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งสะเทือนนัก
“ขอบคุณครับแต่ไม่เป็นไร” เขาชี้นิ้วไปที่โซฟารับแขก “ผมนั่งรอตรงนี้ได้ใช่ไหม”
“เชิญตามสบายค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะยกน้ำมาให้”
“ไม่เป็นไรครับเชิญทำงานตามสบายเลยดีกว่าครับ” กังยูเอ่ยยิ้มๆ และเมื่อเห็นหญิงสาวที่รู้สึกคุ้นๆ หน้าจ้องมองมาทางเขา ชายหนุ่มจึงก้มศีรษะให้เล็กน้อยตามมารยาทและเดินไปนั่งที่โซฟา
“ใครนะเด็กคุณอินเหรอ” จีระนันท์อดกระซิบถามพนักงานคนเดิมไม่ได้
“คุณกังยูน้องชายคุณอินไงคะ” ‘ติดใจความหล่อเข้าแล้วละซิ’